Search Header Logo
มงคลสูตรคำฉันท์ ม.๔

มงคลสูตรคำฉันท์ ม.๔

Assessment

Presentation

World Languages

10th Grade

Practice Problem

Hard

Created by

Siri Pors

Used 18+ times

FREE Resource

17 Slides • 0 Questions

1

มงคลสูตรคำฉันท์ ม.๔

Slide image

2

มงคลสูตรคำฉันท์เป็นวรรณคดีคำสอน

ผลงานพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่ทรงนำหลักธรรมที่เป็นพระคาถาบาลีจากพระไตรปิฏกตั้ง แล้วแปล ถอดความเป็นคำประพันธ์ที่ไพเราะ มีความงดงามทั้งด้านเสียงและความหมาย สามารถจดจำได้ง่าย มงคลสูตรคำฉันท์นี้จะเกิดแต่ตัวเราเองได้ก็ต้องเป็นผลมาจากการประพฤติปฏิบัติดีของตนเองเท่านั้น หาได้มาจากปัจจัยอื่นเลย

3

ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว


ลักษณะคำประพันธ์ กาพย์ฉบัง ๑๖ และอินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ แทรกคาถาบาลี

4

จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อให้ตระหนักว่าสิริมงคลจะเกิดแก่ผู้ใดก็เพียงผลมาจากการปฏิบัติของตนทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะทำให้เกิดสิริมงคลแก่เราได้ นอกจากตัวเราเอง


5

๑. การไม่คบคนพาล

ท่านว่าลักษณะของคนพาลมี ๓ ประการ คือ

. คิดชั่ว คือ การมีจิตคิดอยากได้ในทางทุจริต มีความพยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นผิดเป็นชอบ

. พูดชั่ว คือ คำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริต เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ

. ทำชั่ว คือ ทำอะไรที่ประกอบด้วยกายทุจริต เช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย ฉ้อโกง ฉุดคร่าอนาจาร ประพฤติผิดในกาม

6

๒.การคบบัณฑิต

ผู้ทรงความรู้ มีปัญญา มีจิตใจที่งาม และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง รู้ดีรู้ชั่ว มีลักษณะ ดังนี้...

๑. เป็นคนคิดดี คือ การไม่คิดละโมบ ไม่พยาบาทปองร้ายใคร รู้จักให้อภัย เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความกตัญญูรู้คุณ

๒. เป็นคนพูดดี คือ วจีสุจริต พูดจริง ทำจริง ไม่โกหก ไม่พูดหยาบ ถากถาง นินทาว่าร้าย

๓. เป็นคนทำดี คือ ทำอาชีพสุจริต มีเมตตา ทำทานเป็นปกตินิสัย อยู่ในศีลธรรม ทำสมาธิภาวนา

7

๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา

การแสดงความเคารพบุคคลที่เรานับถือ ยกย่อง เลื่อมใส ในบุคคลคนนั้น ซึ่งการบูชาแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ  ๑. อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของ เช่น การนำเงินให้พ่อแม่ไว้ใช้จ่าย หรือมอบทรัพย์สินให้พ่อแม่ หรือการนำดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระ ก็ถือเป็นอามิสบูชา เป็นต้น

๒. ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา การฝึกจิตให้ไม่ฟุ้งซ่าน เห็นความจริงในความเป็นไป


8

๔.การอยู่ในถิ่นอันสมควร

๕. เคยทำบุญมาก่อน

๖. การตั้งตนชอบ

๗. ความเป็นพหูสูต

9

๘. การรอบรู้ในศิลปะ

ศิลปะ คือ สิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม และมีความสุนทรียะ โดยลักษณะของมัน มีดังนี้ 

. มีความประณีต

๒. ทำให้ของดูมีค่ามากขึ้น

๓. ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

๔. ไม่ทำให้เกิดกามกำเริบ

๕. ไม่ทำให้เกิดความพยาบาท

๖. ไม่ทำให้เกิดความเบียดเบียน

ถ้าอยากเป็นคนมีศิลปะ ควรต้องฝึกให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในตัว

๑. มีศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่าง ๆ

๒. หมั่นสังเกตและพิจารณา

๓. มีความประณีต อารมณ์ละเอียดอ่อน

๔. เป็นคนสุขุม มีความคิดสร้างสรรค์

10

๙. มีวินัยที่ดี

๑. ไม่ฆ่าชีวิตคน หรือสัตว์ไม่ว่าน้อย-ใหญ่

๒. ไม่ลักทรัพย์ ยักยอกเงิน สิ่งของมาเป็นของตัว

๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมีย ข่มขืนกระทำชำเรา

๔. ไม่พูดโกหก หลอกลวงให้หลงเชื่อ หรือชวนเชื่อ

๕. ไม่พูดส่อเสียด นินทาว่าร้าย ยุยงให้คนแตกแยกกัน

๖. ไม่พูดจาหยาบคาย ให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น

๗. ไม่พูดจาไร้สาระ หรือที่เรียกว่า พูดจาเพ้อเจ้อไม่มีสาระ เหตุผล หรือประโยชน์อันใด

๘. ไม่โลภอยากได้ของเขา คือ มีความคิดอยากเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา

๙. ไม่คิดร้าย ผูกใจเจ็บ แค้น ปองร้ายคนอื่น

๑๐. ไม่เห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีความสำคัญ บุญหรือกรรมไม่มีจริง เป็นต้น

11

๑๐. กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต

๑. ต้องเป็นคำจริง คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้ปั้นแต่งขึ้นมาพูด

๒. ต้องเป็นคำสุภาพ คือ พูดด้วยภาษาที่สุภาพ มีความไพเราะในถ้อยคำ ไม่มีคำหยาบโลน หรือคำด่า

๓. พูดแล้วมีประโยชน์ คือ มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง ถ้าหากนำแนวทางไปคิด หรือปฏิบัติในทางสร้างสรรค์

๔. พูดด้วยจิตที่มีเมตตา คือ พูดด้วยจิตใจที่มีความปรารถนาดีต่อผู้ฟัง มีความจริงใจต่อผู้ฟัง

๕. พูดได้ถูกกาลเทศะ คือ พูดในสถานที่เหมาะสม และในเวลาที่เหมาะสม โดยความเหมาะสมจะมีมาก-น้อยเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่พูด

12

๑๑. การบำรุงบิดามารดา

ท่านว่าพ่อแม่นั้นเปรียบได้เป็นทั้ง ครูของลูก เทวดาของลูก พรหมของลูก และอรหันต์ของลูก 

13

๑๒.  การสงเคราะห์บุตร

 คำว่า บุตร มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

๑. อภิชาตบุตร คือ บุตรที่มีความดี คุณธรรม และความสามารถเหนือกว่าบิดา มารดา

๒. อนุชาตบุตร คือ บุตรที่มีความดี คุณธรรม และความสามารถเสมอบิดา มารดา

๓. อวชาตบุตร คือ บุตรที่มีความดี คุณธรรม และความสามารถต่ำกว่าบิดา มารดา

14

๑๓. การสงเคราะห์ภรรยา

เมื่อว่าด้วยเรื่องคนที่จะมาเป็นคู่ครองของชาย หรือที่เรียกว่าจะมาเป็นภรรยานั้น ในโลกนี้ท่านแบ่งลักษณะของภรรยาออกเป็น 7 ประเภท

15

๑๔.การทำงานไม่ให้คั่งค้าง

ว่าด้วยสาเหตุที่ทำให้งานคั่งค้างนั้นสรุปสาเหตุได้เพราะว่า..

๑. ทำงานไม่ถูกกาล

๒. ทำงานไม่ถูกวิธี

๓. ไม่ยอมทำงาน

16

๑๕. การให้ทาน

การให้ทาน คือ การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน โดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์

17

๑๖. การประพฤติธรรม

การประพฤติธรรม คือ การปฏิบัติให้เป็นไป แบ่งออกได้เป็น 2 อัน ได้แก่

กายสุจริต คือ

๑. การไม่ฆ่าสัตว์ หมายรวมหมดตั้งแต่สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ และมนุษย์

๒. การไม่ลักทรัพย์ หมายรวมถึงการคอร์รัปชัน ไปหลอกลวง ปล้นจี้ชาวบ้านด้วย

๓. การไม่ประพฤติผิดในกาม หมายรวมถึงการคบชู้ นอกใจภรรยา และการข่มขืนด้วย

วจีสุจริต คือ

๑. การไม่พูดเท็จ คือ การพูดแต่ความจริง ไม่หลอกลวง

๒. การไม่พูดคำหยาบ คือ คำที่ฟังแล้วไม่รื่นหู เกิดความรู้สึกไม่สบายใจรวมหมด

๓. การไม่พูดจาส่อเสียด การนินทาว่าร้าย

๔. การไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล คือ การพูดที่ไม่เป็นสาระ หาประโยชน์อันใดมิได้

มงคลสูตรคำฉันท์ ม.๔

Slide image

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 17

SLIDE

Discover more resources for World Languages