Search Header Logo
คณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์

Assessment

Presentation

Mathematics

1st Grade

Hard

Created by

บุญรอด วรรโคต

Used 2+ times

FREE Resource

3 Slides • 0 Questions

1

​ที่มาของคำว่าคณิตศาสตร์

คำว่า "คณิตศาสตร์" (คะ-นิด-ตะ-สาด) มีที่มาจากคำว่า “คณิต” ซึ่งมีความหมายว่าการนับหรือการคำนวณ ส่วนคำว่า “ศาสตร์” ซึ่งมีความหมายว่าความรู้หรือการศึกษา รวมมีความหมายว่า การศึกษาวิชาเกี่ยวกับการคำนวณ  ส่วนในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า "mathematics"  ซึ่งมีที่มาจากภาษากรีก ในกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ นิยมย่อ "mathematics" ว่า "math" ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษนิยมย่อว่า maths

          มีข้อมูลกล่าวถึงกำเนิดทางด้านวิชาคณิตศาสตร์ แต่ไม่ระบุที่มาหรือหลักฐานปรากฏชัดเกี่ยวกับการเกิดขึ้นทางคณิตศาสตร์  โดยมีการสันนิษฐานกันว่า มีความเป็นไปได้ที่คณิตศาสตร์มีพื้นฐานจากธรรมชาติ นั่นคือ การนับจำนวน โดยเริ่มจากมนุษย์ชายในสมัยโบราณที่เข้าป่าเพื่อเก็บผลไม้ชนิดหนึ่ง และมีคำถามคิดขึ้นมาว่า จะต้องเก็บผลไม้ขนิดนี้กี่ผล จึงจะสามารถแบ่งให้ตนเอง ภรรยา และลูกได้พอดี คิดแล้วก็ทำทีหยิบผลไม้ผลที่ 1 ให้ตัวเอง พลันหักนิ้วหัวแม่มือเข้าหาตัว หยิบผลที่ 2 นึกถึงภรรยา นิ้วชี้หักเข้าตัว และหยิบผลที่ 3 นึกถึงลูก นิ้วกลางหักเข้าตัว โดยนับเป็นจำนวน หนึ่ง สอง สาม ตามลำดับ เค้าพบว่าการหักนิ้วทีละนิ้วคือการนับจำนวน แทนจำนวนที่นับเริ่มต้นที่ 1 นั่นเอง

          มีการบันทึกเป็นประวัติโดยแบ่งเป็นยุคสมัยตั้งแต่โบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน ตามข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

ในภาษาไทย

2

คณิตศาสตร์ คืออะไร?

คณิตศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มุ่งค้นคว้าเกี่ยวกับ โครงสร้างนามธรรมที่ถูกกำหนดขึ้นผ่านทางกลุ่มของสัจพจน์ซึ่งมีการให้เหตุผลที่แน่นอนโดยใช้ตรรกศาสตร์สัญลักษณ์ และสัญกรณ์คณิตศาสตร์ เรามักนิยามโดยทั่วไปว่าคณิตศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบและโครงสร้าง, การเปลี่ยนแปลง, และปริภูมิกล่าวคร่าวๆ ได้ว่าคณิตศาสตร์นั้นสนใจ “รูปร่างและจำนวน” เนื่องจากคณิตศาสตร์มิได้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการทดลอง บางคนจึงไม่จัดว่าคณิตศาสตร์เป็นสาขาของวิทยาศาสตร์

คำว่า “คณิตศาสตร์” มาจากคำว่า คณิต (การนับ หรือ คำนวณ) และ ศาสตร์ (ความรู้ หรือ การศึกษา) ซึ่งรวมกันมีความหมายโดยทั่วไปว่า การศึกษาเกี่ยวกับการคำนวณ หรือ วิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณ. คำนี้ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า mathematics มาจากคำภาษากรีก μάθημα (máthema) แปลว่า “วิทยาศาสตร์, ความรู้, และการเรียน” และคำว่า μαθηματικός (mathematikós) แปลว่า “รักที่จะเรียนรู้”. ในอเมริกาเหนือนิยมย่อ mathematics ว่า math ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษนิยมย่อว่า maths

3

​บิดาเเห่งตัวเลข นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ พีทาโกรัส

พีทาโกรัส (Pythagoras) เป็นนักคณิตศาสตร์และนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณผู้ได้ชื่อว่า “บิดาแห่งตัวเลข” เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีทางคณิตศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีบทพีทาโกรัสอันโด่งดัง เขามีผลงานสำคัญในหลากหลายสาขาวิชาทั้งคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ รวมถึงวิชาดนตรี พีทาโกรัสเป็นเจ้าลัทธิบูชาตัวเลขมีสาวกจำนวนมากและยังเป็นต้นตำรับการกินอาหารมังสวิรัติ ผลงานของเขามีอิทธิพลต่อผู้คนจำนวนมากตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนถึงปัจจุบัน

พีทาโกรัสไปลงหลักปักฐานที่เมือง Croton ซึ่งเป็นอาณานิคมของกรีกอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลีเมื่อราว 518 ปีก่อนคริสต์ศักราช เขาก่อตั้งโรงเรียนสอนปรัชญาและศาสนามีสาวกที่เรียกว่า “พีทาโกเรียน” จำนวนมาก พีทาโกรัสเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นตัวเลข คณิตศาสตร์คือพื้นฐานของทุกอย่าง เราสามารถเข้าใจทุกสิ่งในโลกได้ผ่านทางคณิตศาสตร์ และคณิตศาสตร์กับดนตรีสามารถชำระล้างวิญญาณอันเป็นอมตะให้บริสุทธิ์ได้

​ที่มาของคำว่าคณิตศาสตร์

คำว่า "คณิตศาสตร์" (คะ-นิด-ตะ-สาด) มีที่มาจากคำว่า “คณิต” ซึ่งมีความหมายว่าการนับหรือการคำนวณ ส่วนคำว่า “ศาสตร์” ซึ่งมีความหมายว่าความรู้หรือการศึกษา รวมมีความหมายว่า การศึกษาวิชาเกี่ยวกับการคำนวณ  ส่วนในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า "mathematics"  ซึ่งมีที่มาจากภาษากรีก ในกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ นิยมย่อ "mathematics" ว่า "math" ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษนิยมย่อว่า maths

          มีข้อมูลกล่าวถึงกำเนิดทางด้านวิชาคณิตศาสตร์ แต่ไม่ระบุที่มาหรือหลักฐานปรากฏชัดเกี่ยวกับการเกิดขึ้นทางคณิตศาสตร์  โดยมีการสันนิษฐานกันว่า มีความเป็นไปได้ที่คณิตศาสตร์มีพื้นฐานจากธรรมชาติ นั่นคือ การนับจำนวน โดยเริ่มจากมนุษย์ชายในสมัยโบราณที่เข้าป่าเพื่อเก็บผลไม้ชนิดหนึ่ง และมีคำถามคิดขึ้นมาว่า จะต้องเก็บผลไม้ขนิดนี้กี่ผล จึงจะสามารถแบ่งให้ตนเอง ภรรยา และลูกได้พอดี คิดแล้วก็ทำทีหยิบผลไม้ผลที่ 1 ให้ตัวเอง พลันหักนิ้วหัวแม่มือเข้าหาตัว หยิบผลที่ 2 นึกถึงภรรยา นิ้วชี้หักเข้าตัว และหยิบผลที่ 3 นึกถึงลูก นิ้วกลางหักเข้าตัว โดยนับเป็นจำนวน หนึ่ง สอง สาม ตามลำดับ เค้าพบว่าการหักนิ้วทีละนิ้วคือการนับจำนวน แทนจำนวนที่นับเริ่มต้นที่ 1 นั่นเอง

          มีการบันทึกเป็นประวัติโดยแบ่งเป็นยุคสมัยตั้งแต่โบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน ตามข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

ในภาษาไทย

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 3

SLIDE