wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สารชีวะ (ชีวโมเลกุล)

Total questions: 100

Worksheet time: 50mins

Name
Class
Date
1.

สารประกอบต่อไปนี้ สารใดเป็นคาร์โบไฮเดรต

a)

ไกลโคเจน

b)

คอลลาเจน

c)

เคราซีน

d)

เจลาติน

2.

น้ำตาลที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของสิ่งมีชีวิตและพบมากที่สุดในธรรมชาติ คือน้ำตาลชนิดใด

a)

กลูโคส

b)

ไรโบส

c)

ฟรักโทส

d)

กาแลกโทส

3.

สารประกอบต่อไปนี้ สารใดเป็นสารประเภทเซลลูโลส

a)

ลินิน

b)

ไกลโคเจน

c)

ลิกนิน

d)

ไคโตซาน

4.

น้ำตาลที่ไฮโดรไลส์แล้วให้กลูโคสมากที่สุด ได้แก่ข้อใด

a)

ซูโครส

b)

มอลโทส

c)

แลกโทส

d)

กาแลกโทส

5.

ปฏิกิริยาต่อไปนี้ ปฏิกิริยาใดบ้างที่ไม่เกิดการเปลี่ยนสี

a)

สารละลายน้ำตาล + สารละลายเบเนดิกต์

b)

น้ำแป้ง + สารละลายเบเนดิกต์

c)

น้ำแป้ง + สารละลายไอโอดีน

d)

น้ำแป้ง + น้ำลาย + สารละลายเบเนดิกต์

6.

การทดสอบกลูโคสด้วยสารละลายเบเนดิกต์ ได้ตะกอนสีแดงอิฐเกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะโมเลกุลของกลูโคสมีหมู่ฟังก์ชันต่อไปนี้

a)

หมู่คาร์บอนิล

b)

หมู่คาร์บอกซาลดีไฮด์

c)

หมู่ไฮดรอกซิล

d)

หมู่พอลิไฮดรอกซิล

7.

ข้อใดถูกต้องที่สุด

a)

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ได้จากปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสน้ำตาลทรายคือกลูโคส

b)

กลูโคสทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ได้ตะกอนสีแดงอิฐของคอปเปอร์ (II) ออกไซด์

c)

กลูโคสเป็นมอนอแซ็กคาไรด์ที่มีขนาดเล็กที่สุด

d)

กลูโคสเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนได้ด้วยปฏิกิริยาพอลิเมอร์แบบควบแน่น

8.

จากตารางนี้ สารที่น่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตคือสารในข้อใด

a)

A และ B

b)

B และ D

c)

A และ C

d)

B และ C

9.

ข้อมูลต่อไปนี้ได้จากการทดสอบสมบัติของสาร A , B และ B เมื่อถูกไฮโดรไลซ์แล้วสาร A และ B คือสารในข้อใดตามลำดับ

a)

กลูโคส น้ำตาลทราย

b)

น้ำตาลทราย กลูโคส

c)

น้ำตาลทราย แป้ง

d)

กลูโคส แป้ง

10.

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นแบบใด

a)

ปฏิกิริยารวมแบบควบแน่น

b)

ปฏิกิริยาการแทนที่

c)

ปฏิกิริยาการขจัดออก

d)

ปฏิกิริยาการเติม

11.

คาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นสารชีวโมเลกุลที่จัดเป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่ง คาร์โบไฮเดรตจะมีธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักได้แก่อะไรบ้าง

a)

C, H, O

b)

C, H, O, N

c)

C, H, N

d)

C, H, O, P

12.

มอนอแซ็กคาไรด์ เป็นคาร์โบไฮดรตที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก โดยทั่วไปจะประกอบด้วย C กี่ อะตอม

a)

2 – 5 อะตอม

b)

3 – 7 อะตอม

c)

3 – 15 อะตอม

d)

7 – 10 อะตอม

13.

ถ้าต้องการรับประทานน้ำตาลที่ย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด นักเรียนคิดว่าควรจะรับประทานอาหารประเภทใด

a)

มอนอแซ็กคาไรด์

b)

ไดแซ็กคาไรด์

c)

ไตรแซ็กคาไรด์

d)

พอลิแซ็กคาไรด์

14.

น้ำตาลทรายที่ใช้ในการประกอบอาหารคือน้ำตาลชนิดใด

a)

น้ำตาลฟรักโตส

b)

น้ำตาลซูโครส

c)

น้ำตาลกลูโคส

d)

น้ำตาลมอลโทส

15.

มอนอแซ็กคาไรด์ที่มีหมู่ฟังก์ชันคีโตน จัดเป็น มอนอแซ็กคาไรด์ชนิดใด

a)

แอลโดส

b)

คาร์บอกซิลิก

c)

คีโทส

d)

อีเทอร์

16.

มอนอแซ็กคาไรด์ 2 โมเลกุลมีการเชื่อมเกิดเป็นไดแซ็กคาไรด์ ผ่านพันธะอีเทอร์ มีชื่อเรียก เฉพาะว่าพันธะอะไร

a)

พันธะไกลโคซิดิก

b)

พันธะโคเวเลนต์

c)

พันธะไอออนิก

d)

พันธะเพปไทด์

17.

โฮโมพอลิแซ็กคาไรด์ เมื่อมีการไฮโดรไลซ์แล้วจะได้มอนอแซ็กคาไรด์กี่ชนิด

a)

1 ชนิด

b)

2 ชนิด

c)

มากกว่า 1 ชนิด

d)

ไม่สามารถระบุได้

18.

เซลลูโลส เมื่อเกิดการไฮโดรไลซ์จะได้น้ำตาลชนิดใด

a)

น้ำตาลฟรักโทส

b)

น้ำตาลซูโครส

c)

น้ำตาลมอลโทส

d)

น้ำตาลกลูโคส

19.

หมู่ฟังก์ชันชนิดใดที่ไม่พบในน้ำตาลธรรมชาติ

a)

แอลกอฮอล์

b)

เฮมิอะซีทาล

c)

คีโตน

d)

กรดคาร์บอกซิลิก

20.

สารในข้อใดที่ไม่จัดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต

a)

มันสำปะหลัง

b)

ฝ้าย

c)

น้ำผึ้ง

d)

นมสด

21.

คาร์โบไฮเดรตเป็นสารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายปริมาณเท่าใด

a)

3 kcal/g

b)

4 kcal/g

c)

6 kcal/g

d)

9 kcal/g

22.

ข้อใดคือคาร์โบไฮเดรตที่จัดเป็นพอลิเมอร์

a)

กลูโคส

b)

อะไมโลส

c)

กาแลกโทส

d)

ไรโบส

23.

คาร์โบไฮเดรต มาจากคำว่าอะไร

a)

สารให้ความหวาน

b)

พลังงาน

c)

คาร์บอนและน้ำ

d)

คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน

24.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

a)

คาร์บอนไดออกไซด์

b)

แสงอาทิตย์

c)

ออกซิเจน

d)

คลอโรฟิลล์

25.

สารในข้อใดที่มีมอนอเมอร์ต่างจากข้ออื่น

a)

เซลลูโลส

b)

ไกลโคเจน

c)

อะไมโลเพคติน

d)

ไคติน

26.

สูตรโดยทั่วไปของคาร์โบไฮเดรต คือข้อใด

a)

CnH2n+2

b)

Cn(H2O)m

c)

CH2O

d)

CH3CHO

27.

เอนไซม์ชนิดใดที่ไม่สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรตได้

a)

อะไมเลส

b)

เซลลูเลส

c)

ซูเครส

d)

ไลเปส

28.

น้ำตาลในข้อใดที่ไม่เกิดปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ได้ตะกอนสีแดงอิฐ

a)

กลูโคส

b)

มอลโทส

c)

ซูโครส

d)

ฟรักโทส

29.

น้ำตาลในข้อใดที่จัดเป็นไดแซ็กคาไรด์

a)

กลูโคส

b)

กาแลกโทส

c)

แลกโทส

d)

ฟรักโทส

30.

พันธะที่เชื่อมโมเลกุลน้ำตาล 2 โมเลกุลในไดแซ็กคาไรด์เข้าด้วยกัน คือพันธะใด

a)

พันธะเพปไทด์

b)

พันธะไกลโคซิดิก

c)

พันธะเอไมด์

d)

พันธะแซ็กคาไรด์

31.

เมื่อมอนอแซ็กคาไรด์ 2 โมเลกุลมารวมกันเกิดเป็นไดแซ็กคาไรด์ จะมีโมเลกุลขนาดเล็กหลุดออกมาเป็นผลพลอยได้ โมเลกุลนั้นคืออะไร

a)

แอมโมเนีย (NH3)

b)

แอลกอฮอล์ (ROH)

c)

ออกซิเจน (O2)

d)

น้ำ (H2O)

32.

ข้อใดกล่าวถึงองค์ประกอบของไดแซ็กคาไรด์ได้ถูกต้อง

a)

มอลโทส ประกอบด้วย กลูโคส กับ มอลเทส

b)

กาแลกโทส ประกอบด้วย กลูโคส กับ แลกโทส

c)

ซูโครส ประกอบด้วย กลูโคส กับ ฟรักโทส

d)

มอลโทส ประกอบด้วย ซูโครส กับ ซูโครส

33.

น้ำตาลทราย เป็นชื่อสามัญของไดแซ็กคาไรด์ชนิดใด

a)

น้ำตาลซูโครส

b)

น้ำตาลมอลโทส

c)

น้ำตาลเจนติโอไบโอส

d)

น้ำตาลเซลโลไบโอส

34.

น้ำตาลนม เป็นชื่อของน้ำตาลโมเลกุลคู่ชนิดใด

a)

น้ำตาลซูโครส

b)

น้ำตาลมอลโทส

c)

น้ำตาลเจนติโอไบโอส

d)

แลกโทส

35.

คาร์โบไฮเดรตในข้อใด มีทั้งมอนอแซ็กคาไรด์และไดแซ็กคาไรด์

a)

ฟรักโทส มอลโทส

b)

กลูโคส กาแลกโทส

c)

แป้ง ซูโครส

d)

ฟรักโทส กลูโคส

36.

สารใดไม่พบในสายพอลินิวคลีโอไทด์ของ RNA

a)

อะดินีน

b)

ไทมีน

c)

กวานีน

d)

ยูราซิล

37.

สารใดไม่พบในสายพอลินิวคลีโอไทด์ของ DNA

a)

อะดินีน

b)

ไทมีน

c)

กวานีน

d)

ยูราซิล

38.

พอลินิวคลีโอไทด์เกิดจากนิวคลีโอไทด์มาเชื่อมต่อกันตรงตำแหน่งระหว่างสารใด

a)

น้ำตาลกับฟอสเฟต

b)

น้ำตาลกับน้ำตาล

c)

ฟอสเฟตกับเบส

d)

เบสกับเบส

39.

เบสไทมีนของสายพอลินิวคลีโอไทด์สายหนึ่งจะยึดเหนี่ยวกับเบสของสายพอลินิวคลีโอไทด์อีกสายหนึ่งในเกลียวคู่ของ DNA ตรงตำแหน่งเบสชนิดใด

a)

ไซโตซีน

b)

กวานีน

c)

อะดีนีน

d)

ยูราซิล

40.

น้ำตาลไรโบสกับหมู่ฟอสเฟต เชื่อมต่อกันด้วยพันธะชนิดใด

a)

ฟอสโฟไดเอสเทอร์

b)

ฟอสโฟไดเอมีน

c)

ฟอสโฟเอสเทอร์

d)

ฟอสโฟไดเอไมด์

41.

ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของกรดนิวคลีอิก

a)

เก็บและถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

b)

ควบคุมการทำงานของเซลล์

c)

ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน

d)

ช่วยย่อยไขมันในลำไส้เล็ก

42.

DNA เป็นพอลิเมอร์ที่ประกอบด้วยมอนอเมอร์ที่เรียกว่าอะไร

a)

นิวคลีโอไทด์

b)

พอลิเพปไทด์

c)

พอลิกลีเซอไรด์

d)

พอลิเอไมด์

43.

เบสไพริมิดีน (Pyrimidine base) ได้แก่ข้อใด

a)

ไซโตซีน ไทมีน ยูราซิล

b)

อะดินีน กวานีน ฟอสเฟต

c)

ไซโตซีน กวานีน อะดินีน

d)

อะดินีน กวานีน ยูราซิล

44.

การจับคู่ของ N–เบสใน DNA เป็นไปตามข้อใด

a)

A–G และ T–G

b)

A–U และ C–G

c)

A–T และ C–G

d)

T–U และ C–G

45.

ข้อใดไม่ใช่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีน

a)

คาร์บอน

b)

คลอรีน

c)

ออกซิเจน

d)

ไนโตรเจน

46.

ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับโปรตีน

a)

โปรตีนเป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่

b)

โปรตีนบางชนิดอาจจะมีธาตุที่เป็นโลหะอยู่

c)

โปรตีนเป็นสารที่พบมากที่สุดในเซลล์สิ่งมีชีวิต

d)

โปรตีนเมื่อถูกไฮโดรไลซ์จะได้คาร์บอนไดออกไซด์

47.

โปรตีนนั้นเป็นคำที่มาจากภาษากรีกที่แปลว่าอะไร

a)

มีความสำคัญอันดับแรก

b)

ชีวิต

c)

เนื้อสัตว์

d)

ความแข็งแรง

48.

อาหารในข้อใดที่พบโปรตีนน้อยที่สุด

a)

ถั่วเหลือง

b)

ถั่วแปบ

c)

ถั่วแระ

d)

ถั่วฝักยาว

49.

จากโครงสร้างของโมเลกุลเพปไทด์ที่กำหนดให้

จำนวนพันธะเพปไทด์ และชนิดของกรดอะมิโน ข้อใดถูกต้อง ตามลำดับ

a)

3 , 3

b)

3 , 4

c)

4 , 3

d)

4 , 4

50.

กำหนดโครงสร้างของกรดอะมิโน A, B และ C โดย A และ B เป็นกรดอะมิโนจำเป็น ข้อความใดถูกต้อง

a)

เพปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนทั้ง 3 ชนิด ข้างต้นโดยไม่มีกรดที่ซ้ำกันมีทั้งหมด 3 ชนิด

b)

เพปไทด์ที่เกิดจากกรด A และกรด B ทำปฏิกิริยากับ CuSO4 ในสภาวะเบสให้สารสีม่วง

c)

เพปไทด์ที่เกิดจากกรด A กรด B และกรด C เป็นไตรเพปไทด์ที่มีจำนวนพันธะเพปไทด์ 3 พันธะ

d)

ในร่างกายมนุษย์จะไม่พบโปรตีนที่มีกรดอะมิโน A และ B เป็นองค์ประกอบ

51.

กรดอะมิโนพื้นฐานที่พบในสิ่งมีชีวิตมีทั้งหมดกี่ชนิด

a)

4

b)

20

c)

46

d)

72

52.

กรดอะมิโนจำเป็นคืออะไร

a)

กรดอะมิโนที่เซลล์ทุกเซลล์จะต้องมี

b)

กรดอะมิโนที่ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาภายในเซลล์

c)

กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์เองไม่ได้

d)

กรดอะมิโนที่มนุษย์สังเคราะห์ได้ แต่พืชและสัตว์สังเคราะห์ไม่ได้

53.

ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญของกรดอะมิโนแต่ละชนิด

a)

หมู่คาร์บอกซิล

b)

หมู่อะมิโน

c)

ขนาดโมเลกุล

d)

โซ่ข้าง (R group)

54.

พันธะที่เชื่อมกรดอะมิโนแต่ละชนิดเข้าด้วยกันเรียกว่าพันธะอะไร

a)

เพปไทด์

b)

เอไมด์

c)

เอสเทอร์

d)

อีเทอร์

55.

ข้อใดไม่จัดเป็นกรดอะมิโนพื้นฐาน

a)

ไกลซีน

b)

เมไทโอนีน

c)

กวานีน

d)

กรดแอสปาร์ติก

56.

สารในข้อใดไม่มีพันธะเพปไทด์

a)

ไตรเพปไทด์

b)

พอลิเพปไทด์

c)

ไดเพปไทด์

d)

กรดอะมิโน

57.

พิจารณาสารที่กำหนดให้ต่อไปนี้จงระบุว่าประกอบด้วยพันธะเพปไทด์จำนวนเท่าใด

a)

2 พันธะ

b)

3 พันธะ

c)

4 พันธะ

d)

5 พันธะ

58.

ข้อใด ไม่ใช่ กรดอะมิโน

a)

ฟีนิลอะลานีน , ทรีโอนีน

b)

อาร์จินีน , ฮิสทิดีน

c)

ทรีโอนีน , ทริปโตเฟน

d)

ไซโตซีน , กรดแลกติก

59.

ข้อใดสรุปเกี่ยวกับสูตรโครงสร้างของสารต่อไปนี้ได้ถูกต้อง

a)

เกิดจากกรดอะมิโน 4 ชนิด มีพันธะเพปไทด์ 4 พันธะ

b)

สารนี้มีกรดอะมิโน 4 โมเลกุล มีพันธะเพปไทด์ 4 พันธะ

c)

เมื่อไฮโดรไลซ์สารนี้แล้วจะได้กรดอะมิโน 4 โมเลกุล

d)

สารนี้สามารถเกิดปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ได้สารสีม่วง

60.

ข้อใดจัดเป็นกรดอะมิโน

a)
b)
c)
d)
61.

ข้อใดกล่าวถึงการเกิดปฏิกิริยาต่อไปนี้ได้ถูกต้อง

a)

เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส

b)

มีพันธะเพปไทด์เกิดขึ้น 2 พันธะ

c)

เป็นปฏิกิริยาสังเคราะห์เพปไทด์

d)

เป็นปฏิกิริยาที่มีการขจัดน้ำ

62.

พิจารณาเพปไทด์ต่อไปนี้ เป็นเพปไทด์ประเภทใด

H–Lys–Arg–Phe–Met–OH

a)

เตตระเพปไทด์

b)

เพนตะเพปไทด์

c)

ไตรเพปไทด์

d)

โอลิโกเพปไทด์

63.

เมื่อโครงสร้างปฐมภูมิของโปรตีนถูกย่อยสลายจนถึงขั้นสุดท้ายจะได้สารใด

a)

ธาตุ C, H, O, N

b)

โอลิโกเพปไทด์

c)

กรดอะมิโน

d)

กรดคาร์บอกซิลิก

64.

สิ่งที่ยึดเหนี่ยวโครงสร้างปฐมภูมิของโปรตีนไว้ด้วยกันคือข้อใด

a)

แรงดึงดูดระหว่างขั้ว

b)

พันธะเพปไทด์

c)

แรงแวนเดอร์วาลล์

d)

พันธะไฮโดรเจน

65.

สิ่งที่เป็นตัวกำหนดลำดับของกรดอะมิโนในโครงสร้างปฐมภูมิของโปรตีนคือข้อใด

a)

ต่อมใต้สมอง

b)

รหัสพันธุกรรม

c)

เซลล์เป้าหมายของโปรตีนนั้น

d)

สิ่งแวดล้อม

66.

ความแตกต่างที่สำคัญของโครงสร้างปฐมภูมิกับโครงสร้างทุติยภูมิของโปรตีนชนิดหนึ่งๆ คือข้อใด

a)

ลำดับของกรดอะมิโน

b)

ปลาย– N และ ปลาย– C

c)

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

d)

มวลโมเลกุล

67.

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลชนิดใดที่มีความแข็งแรงมากที่สุด

a)

Hydrogen bond

b)

Electrostatic force

c)

Hydrophobic interaction

d)

Dipole-dipole interaction

68.

สารในข้อใดที่ไม่จัดเป็นเอนไซม์

a)

น้ำย่อย

b)

น้ำลาย

c)

น้ำตาลแดง

d)

น้ำสับปะรดคั้น

69.

เอนไซม์ต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในร่างกาย ส่วนใหญ่มักจะมีโครงสร้างของโปรตีนในระดับใด

a)

โครงสร้างปฐมภูมิ

b)

โครงสร้างทุติยภูมิ

c)

โครงสร้างตติยภูมิ

d)

โครงสร้างจตุรภูมิ

70.

เอนไซม์โบรมีเลน และเอนไซม์ยูรีเอส จะทำหน้าที่ย่อยสารประกอบชนิดใด

a)

โปรตีน และยูเรีย

b)

โบรมีน และยูเรีย

c)

น้ำตาล และยูรีน

d)

โปรตีน และน้ำตาล

71.

ฮีโมโกลบินในเลือดนั้นจัดเป็นโปรตีนประเภทใด

a)

โปรตีนเร่งปฏิกิริยา

b)

โปรตีนควบคุม

c)

โปรตีนขนส่ง

d)

โปรตีนป้องกัน

72.

สมบัติสำคัญที่สุดของเอนไซม์ที่มีต่อสับสเตรตหรือสารตั้งต้น คือข้อใด

a)

รูปร่างโมเลกุลของเอนไซม์

b)

ขนาดโมเลกุลของเอนไซม์

c)

รูปร่างของ Active site ของเอนไซม์

d)

ความจำเพาะเจาะจงในการทำปฏิกิริยา

73.

ปรากฏการณ์ในข้อใดที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเอนไซม์

a)

การผลิตเบียร์

b)

การทำไข่ตุ๋น

c)

การทำโยเกิร์ต

d)

การแข็งตัวของเลือด

74.

เอนไซม์ชนิดใดที่ใช้เป็นส่วนผสมของผงที่ทำให้เนื้อนุ่ม

a)

อะไมเลส

b)

ไลเปส

c)

ยูรีเอส

d)

ปาเปน

75.

เอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพที่ต่างจากตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี โดยทั่วไปอย่างไร

a)

เร่งปฏิกิริยาให้เร็วขึ้นโดยลดพลังงานก่อกัมมันต์ลง

b)

มีความจำเพาะในการเร่งปฏิกิริยา

c)

อุณหภูมิมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา

d)

ความเข้มข้นของสารมีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา

76.

ในการแปลงสภาพของโปรตีน โครงสร้างในระดับใดจะไม่ถูกทำลาย

a)

โครงสร้างปฐมภูมิ

b)

โครงสร้างทุติยภูมิ

c)

โครงสร้างตติยภูมิ

d)

โครงสร้างจตุรภูมิ

77.

แรงหรือพันธะชนิดใดที่ไม่พบในโครงสร้างจตุรภูมิของโปรตีน

a)

พันธะโลหะ

b)

แรงแวนเดอร์วาลส์

c)

พันธะโคเวเลนต์

d)

พันธะเพปไทด์

78.

ลิพิดเป็นสารชีวโมเลกุล จัดเป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่ง ลิพิดมีธาตุองค์ประกอบหลัก ได้แก่อะไรบ้าง

a)

C , H , O

b)

C , H , O , N

c)

C , H , N

d)

C , H, O , P

79.

ข้อใดคือหน้าที่ทางชีวภาพของลิพิด

a)

เป็นสารพันธุกรรม

b)

เป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์

c)

เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

d)

เป็นแหล่งพลังงานหลัก

80.

เพราะเหตุใดลิพิดจึงไม่ใช่พอลิเมอร์ชีวภาพ

a)

โมเลกุลมีขนาดเล็ก

b)

ไม่มีหมู่ฟังก์ชันในการเกิดพอลิเมอร์

c)

ไม่มีมอนอเมอร์

d)

ไม่ละลายในน้ำ

81.

สารในข้อใดที่ไม่จัดเป็นสารในกลุ่มลิพิด

a)

น้ำผึ้ง

b)

น้ำมันตับปลา

c)

น้ำดี

d)

กรดสเตียริก

82.

ลักษณะร่วมที่สำคัญของสารประเภทลิพิด คือข้อใด

a)

ความไม่ชอบน้ำ

b)

ความชอบน้ำ

c)

มีธาตุ C H และ O องค์ประกอบ

d)

เป็นสารประเภทเอสเทอร์

83.

ความแตกต่างระหว่างไขมันและน้ำมันที่ชัดเจนที่สุดคือข้อใด

a)

สถานะ

b)

การละลายน้ำ

c)

ความหนาแน่น

d)

การเกิดปฏิกิริยาเคมี

84.

สารในข้อใดที่จัดเป็นลิพิดประเภทไขมันแท้

a)

ไตรกลีเซอไรด์

b)

ฟอสโฟลิพิด

c)

กรดไขมันขนาดเล็ก

d)

เทอร์พีน

85.

ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของไขมันและน้ำมันที่เป็นไขมันแท้

a)

กลีเซอรอล

b)

กรดไขมัน

c)

หมู่ฟอสเฟต

d)

พันธะเอสเทอร์

86.

น้ำมันและไขมันจัดเป็นลิพิดประเภทใด

a)

ไขมันธรรมดา

b)

ไขมันเชิงประกอบ

c)

ไขมันเบ็ดเตล็ด

d)

อนุพันธ์ของไขมัน

87.

เมื่อนำไขมันมาทำปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส จะได้ผลิตภัณฑ์ต่อไปนี้ยกเว้นข้อใด

a)

ก. กลีเซอรอล

b)

ข. น้ำ

c)

ค. กรดไขมัน

d)

ง. ถูกทุกข้อ

88.

กรดไขมันชนิดใดที่เป็นกรดไขมันที่มีความไม่อิ่มตัวมากที่สุดเมื่อมีความยาวของสายโซ่คาร์บอนเท่ากัน

a)

w–9

b)

w–0

c)

w–3

d)

w–6

89.

เพราะเหตุใด ไขมันสัตว์จึงเกิดการแข็งตัวเมื่ออยู่ในภาวะอุณหภูมิต่ำ

a)

มีจุดหลอมเหลวสูง

b)

มีจุดหลอมเหลวต่ำ

c)

มีปริมาณไขมันมาก

d)

มีปริมาณไขมาก

90.

กลิ่นเหม็นหืนของไขมันและน้ำมันเกิดจากการเกิดปฏิกิริยาชนิดใด

a)

ไฮโดรไลซิส

b)

เอสเทอริฟิเคชัน

c)

รีดักชัน

d)

ออกซิเดชัน

91.

ถ้าต้องการบอกความไม่อิ่มตัวของไขมันหรือน้ำมัน จะต้องใช้ค่าใด

a)

เลขอาโวกาโดร

b)

เลขโอเมกา

c)

เลขสะปอนนิฟิเคชัน

d)

เลขไอโอดีน

92.

ข้อใดกล่าวผิด

a)

น้ำมันพืชมีวิตามิน E จึงเหม็นหืนช้า

b)

น้ำมันสัตว์มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากจึงเหม็นหืนเร็ว

c)

น้ำมันพืชมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก

d)

น้ำมันสัตว์เป็นไขง่ายกว่าน้ำมันพืช

93.

สบู่เป็นสารประกอบประเภทใด

a)

เกลือโซเดียมของกรดไขมัน

b)

เกลือแคลเซียมของกรดไขมัน

c)

เกลือโซเดียมซัลโฟเนตของกรดไขมัน

d)

เกลือโซเดียมไตรพอลิฟอสเฟต

94.

การผลิตสบู่ในอุตสาหกรรมเมื่อผสมไขมันกับสารละลายเบส และให้ความร้อนด้วยไอน้ำแล้ว ควรใช้สารใดจึงจะแยกสบู่ออกมาได้แล้วนำไปทำให้บริสุทธิ์ต่อไป

a)

กรด HCl

b)

เบสอ่อน NH3

c)

เกลือ NaCl

d)

เบสแก่ NaOH

95.

สารในข้อใดคือโซเดียมลอริลเบนซีนซัลโฟเนต

a)

ผงซักฟอก

b)

สบู่

c)

ผงชูรส

d)

สารกันกระตุก

96.

น้ำยาล้างจานสามารถขจัดคราบไขมันออกจากจานได้ เพราะเหตุใด

a)

น้ำยาล้างจานหาปลายทีมีขั้วไปจับไขมัน

b)

น้ำยาล้างจานหันปลายที่ไม่มีขั้วไปจับน้ำ

c)

น้ำยาล้างจานหันปลายที่ไม่มีขั้วไปจับไขมัน

d)

น้ำยาล้างจานมีขนาดโมเลกุลเล็กจึงถูกล้อมรอบด้วยไขมัน

97.

ถ้านำสบู่โซเดียมสเตียเรต CH3(CH2)16COONa ละลายในน้ำกระด้างที่มี Ca2+ปนอยู่จะเกิดผลตามข้อใด

a)

1) เกิดฟองสบู่น้อยมาก

b)

2) เกิดฝ้าลอยปิดที่ผิวหน้าน้ำ

c)

3) เกิดตะกอน [CH3(CH2)16COO]2Ca ในน้ำ

d)

4) ถูกทุกข้อ

98.

เมื่อใช้สบู่กับน้ำที่มีไอออนในข้อใดที่ไม่เกิดไคลสบู่

a)

Mg2+

b)

Ca2+

c)

K+

d)

Ba2+

99.

ข้อใดคือ สารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตสบู่

a)

ไขมัน

b)

ไข

c)

กรดคาร์บอกซิลิก

d)

สเตอรอล

100.

ในการทำปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสของเอสเทอร์จะได้สารใดเป็นผลิตภัณฑ์

a)

กรดคาร์บอกซิลิกและแอลกอฮอล์

b)

กรดคาร์บอกซิลิกและอีเทอร์

c)

แอลกอฮอล์และเอมีน

d)

แอลกอฮอล์และแอลดีไฮด์