wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Onet สารชีวโมเลกุล ชุดที่ 2

Total questions: 50

Worksheet time: 50mins

Name
Class
Date
1.

Carbohydrate ชนิดใดต่อไปนี้ที่ไม่สามารถเกิดปฏิกิริยากับ Banedict ได้

a)

Glyceraldehyde

b)

Lactose

c)

Glycogen

d)

ทุกข้อรวมกัน

2.

ปฏิกิริยาระหว่าง NaOH(aq) กับสารในข้อใด ที่ไม่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติเป็นสารลดแรงตึงผิวได้

a)

ไขมัน

b)

กรดไขมัน

c)

กรด alkylsulfonic

d)

ไม่มีคำตอบ

3.

การกระทำในข้อใดต่อไปนี้ ที่ทำลายโครงสร้างของ protein โดยที่ primary structure ไม่เสียหาย

a)

ต้มในสารละลายกรด

b)

hydrolysis ด้วย pepsin

c)

เติม Biuret reagent ลงไป

d)

เติมน้ำลงไป

4.

ข้อใดไม่ถูกต้อง

a)

A และ B เป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวที่อุณหภูมิห้อง

b)

ในไขมันสัตว์มีกรดไขมัน A และ B มากกว่ากรดไขมัน C และ D

c)

กรดไขมัน A และ B เกิดกลิ่นเหม็นหืนยาก

d)

กรดไขมัน A และ B สามารถทำปฏิกิริยากับทิงเจอร์ไอโอดีนได้มาก

5.

ข้อใดไม่ใช่สารชีวโมเลกุล

a)

เอนไซน์

b)

วิตามิน

c)

เซลลูโลส

d)

สารพันธุกรรม

6.

พอลิแซ็กคาไรด์มีสิ่งใดเหมือนกัน

a)

หน้าที่และคุณสมบัติ

b)

โครงสร้างของพอลิเมอร์

c)

ชนิดของมอนอแซ็กคาไรด์ที่เป็นองค์ประกอบ

d)

พันธะเคมีระหว่างมอนอแซ็กคาไรด์ที่เป็นองค์ประกอบ

7.

เมื่อนำแป้งมาต้มกับกรด จะสามารถทดสอบได้โดยการใช้สารละลายในข้อใด

a)

สารละลายไอโอดีน

b)

สารละลายคอปเปอร์ ( II ) ซัลเฟตในเบส

c)

สารละลายเบเนดิกต์

d)

สารละลายกลูโคส

8.

อาหารในข้อใดมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน

a)

ไข่

b)

ถั่วเหลือง

c)

ข้าวสาลี

d)

งาดำ

9.

ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของคาร์โบไฮเดรต

a)

เป็นแหล่งพลังงานให้ร่างกาย

b)

เป็นสารพันธุกรรม

c)

เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์

d)

เป็นอาหารที่จำเป็นต่อเนื้อเยื่อสมอง

10.

ส่วนใดพบอยู่ด้านในสุดของเกลียวดีเอ็นเอ

a)

หมู่ฟอสเฟต

b)

หมู่คาร์บอกซิเลต

c)

ไนโตรเจนเบส

d)

น้ำตาลเพนโตส

11.

สารใดมีชนิดของมอนอแซ็กคาไรด์ที่เป็นองค์ประกอบหลากหลายที่สุด

a)

เซลลูโลส

b)

น้ำตาลทราย

c)

มอลโตส

d)

ไกลโคเจน

12.

เมื่อร่างกายต้องการพลังงานจะสลายสารชีวโมเลกุลชนิดใดเป็นอันดับสุดท้าย

a)

คาร์โบไฮเดรต

b)

ไขมัน

c)

โปรตีน

d)

กรดนิวคลีอิก

13.

สารชีวโมเลกุลชนิดใดที่เป็นองค์ประกอบหลักในร่างกายคน

a)

1 ไขมัน

b)

ซูโครส

c)

ไกลโคเจน

d)

โปรตีน

14.

หน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีนคืออะไร

a)

กรดไขมัน

b)

กรดอะมิโน

c)

1โมโนแซ็คคาไรด์

d)

ไดแซ็คคาไรด์

15.

พันธะที่เชื่อมต่อระหว่างกรดอะมิโนในพอลิเพปไทด์คือพันธะใด

a)

พันธะไกลโคซิดิก

b)

พันธะไฮโดรเจน

c)

พันธะเพปไทด์

d)

พันธะอะมิโน

16.

ข้อใดให้ความหมายของกรดอะมิโนที่จำเป็นได้ถูกต้อง

a)

กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย

b)

กรดอะมิโนที่ร่างกายขาดไม่ได้

c)

กรดอะมิโนที่ร่างกายขาดไม่ได้

d)

กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้

17.

พันธะเพปไทด์เป็นพันธะระหว่างธาตุใดกับธาตุใด


ก. C-N ข. C-O ค. N-H ง. C-H

a)

b)

c)

d)

18.

กรดอะมิโน 4 ชนิดรวมกันจะเกิดโปรตีนได้กี่ชนิด

a)

4 ชนิด

b)

8 ชนิด

c)

12 ชนิด

d)

24 ชนิด

19.

กรดอะมิโน 4 ชนิดรวมกันจะเกิดพันธะเพปไทด์กี่ตำแหน่ง

a)

2 ตำแหน่ง

b)

3 ตำแหน่ง

c)

4 ตำแหน่ง

d)

5 ตำแหน่ง

20.

สารที่ใช้ในการทดสอบโปรตีนคือสารใดและให้ผลการทดสอบเป็นอย่างไร

a)

สารละลายเบเนดิกต์ เกิดตะกอนสีแดงอิฐ

b)

สารละลายเบเนดิกต์ เกิดสารสีม่วง

c)

สารละลายไบยูเรต เกิดสารสีม่วง

d)

สารละลายไบยูเรต เกิดตะกอนสีแดงอิฐ

21.

กรดไขมันแบ่งเป็นกี่ประเภท

a)

2 ประเภท

b)

3 ประเภท

c)

4 ประเภท

d)

5 ประเภท

22.

กรดไขมันชนิดอิ่มตัวที่มี C 18 อะตอมมีสูตรตรงตามข้อใด

a)

C17H35COOH

b)

C18H37COOH

c)

C17H33COOH

d)

C17H31COOH

23.

กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มี C 18 อะตอมมีพันธะคู่ 1 ตำแหน่งจะมีสูตรตรงตามข้อใด

a)

C17H35COOH

b)

C18H38COOH

c)

C17H33COOH

d)

C17H31COOH

24.

กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มี C 18 อะตอมมีพันธะคู่ 2 ตำแหน่งจะมีสูตรตรงตามข้อใด

a)

C17H35COOH

b)

C18H37COOH

c)

C17H33COOH

d)

C17H31COOH

25.

กรดไขมันในข้อใดเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว

 . C15H31COOHก.\ C_{15}H_{31}COOH  
ข. C15H29COOHC_{15}H_{29}COOH  
ค. C11H23COOHC_{11}H_{23}COOH  
ง.  C17H35COOHC_{17}H_{35}COOH  

a)

b)

c)

d)

26.

กรดไขมันในข้อใดเกิดปฏิกิริยาฟอกจางสีกับโบรมีนได้
ก. C15H31COOHC_{15}H_{31}COOH  
ข.  C15H29COOHC_{15}H_{29}COOH  
ค. C11H23COOHC_{11}H_{23}COOH  
ง. C17H35COOHC_{17}H_{35}COOH  

a)

b)

c)

d)

27.

น้ำมันพืชที่ใช้ทอดอาหารแล้วเกิดกลิ่นเหม็นหืนมากที่สุด แสดงว่ากรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบในน้ำมันพืชนั้น มีสูตรโครงสร้างดังข้อใด
A. CH3(C12H24)CO2HCH_3-\left(C_{12}H_{24}\right)-CO_2H  
B. CH3(C14H26)CO2HCH_3-\left(C_{14}H_{26}\right)-CO_2H  
C. CH3(C16H26)CO2HCH_3-\left(C_{16}H_{26}\right)-CO_2H  
D. CH3(C18H24)CO2HCH_3-\left(C_{18}H_{24}\right)-CO_2H  

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

28.

ข้อใดไม่ใช่ monosaccharide

a)

Glucose

b)

Fructose

c)

Galactose

d)

Lactose

29.

ข้อใดคือ Disaccharide ที่เกิดจาก glucose + glucose

a)

Maltose

b)

Lactose

c)

Sucrose

d)

Fructose

30.

พันธะที่เชื่อมต่อระหว่าง monosaccharide แต่ละโมเลกุล คือพันธะในข้อใด

a)

พันธะไกลโคซิดิก

b)

พันธะเพปไทด์

c)

พันธะไฮโดรเจน

d)

พันธะซัลไฟด์

31.

น้ำตาลในข้อใดเป็นน้ำตาลนอนรีดิวซ์

a)

Maltose

b)

Lactose

c)

Sucrose

d)

Fructose

32.

สารใดเมื่อต้มกับสารละลายเบเนดิกต์แล้วจะไม่เกิดตะกอนสีแดงอิฐ

a)

Galactose

b)

Sucrose

c)

Fructose

d)

Lactose

33.

สารใดเมื่อทดสอบกับสารละลายไอโอดีนแล้วได้ตะกอนสีน้ำเงิน

a)

แป้ง

b)

เซลลูโลส

c)

ไกลโคเจน

d)

มอลโตส

34.

สารใดเมื่อทดสอบกับสารละลายไบยูเรตแล้วเกิดสารสีม่วง

a)

แป้ง

b)

ไกลโคเจน

c)

พอลิเพปไทด์

d)

อะไมโลส

35.

DNA และ RNA ประกอบด้วยองค์ประกอบกี่ส่วนอะไรบ้าง

a)

2 ส่วน คือ น้ำตาลเพนโตส และ อินทรีย์เบส

b)

3 ส่วน คือ น้ำตาลเพนโตส , อินทรีย์เบส และหมู่ฟอสเฟต

c)

3 ส่วน คือ น้ำตาลเฮกโซส , อินทรีย์เบส และหมู่ฟอสเฟต

d)

2 ส่วน คือ น้ำตาลเฮกโซส และ อินทรีย์เบส

36.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ DNA และ RNA

a)

DNA มีน้ำตาลดีออกซีไรโบส

b)

RNA ประกอบด้วยอินทรีย์เบสคือ A , U , C , G

c)

DNA ประกอบด้วยอินทรีย์เบสคือ A , T , C , G

d)

RNA มีน้ำตาลดีออกซีไรโบส

37.

เมื่อนำ collagen จากกระดูกสัตว์ไปต้มในกรด จะได้เจลาตินสำหรับนำไปทำวุ้นประกอบอาหารได้กระบวนการต้นกับกรดทำให้เกิดผลตามข้อใด

a)

โปรตีนเสียสภาพธรรมชาติ

b)

เกิดการย่อยได้เป็นกรดอะมิโน

c)

เกิดการย่อยไปบางส่วน

d)

กรดอะมิโนสลายตัวไปบางส่วน

38.

เมื่อต้ม NaOH(aq) กับสารในข้อใด จะให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสบู่

a)

ไขมัน

b)

กรดไขมัน

c)

โปรตีน

d)

ข้อ 1.และ ข้อ 2.

39.

สาร A เป็น carbohydrate ชนิดหนึ่งที่เกิดปฎิกิริยากับเบเนดิกต์แต่เมื่อต้นสาร A ในน้ำที่มีกรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ผลิตภัณฑ์ที่ได้เมื่อทำปฏิกิริยากับเบเนดิกต์จะเกิดตะกอนสีแดง สาร A

a)

Glyceraldehyde

b)

Lactose

c)

Glycogen

d)

ข้อ 2. หรือ ข้อ 3. ก็ได้

40.

กรดไขมัน 2 ชนิด มีโครงสร้างดังนี้

ชนิด A : CH3(CH2)7CH(CH2)7CO2HCH_3-\left(CH_2\right)_7-CH-\left(CH_2\right)_7-CO_2H 

ชนิด B : CH3(CH2)16CO2HCH_3-\left(CH_2\right)_{16}-CO_2H   

ข้อใดสรุปถูกต้อง

a)

A เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว B เป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัว

b)

A  มีจุดหลอมเหลวสูงกว่า B

c)

A  พบในไขมันสัตว์มากกว่า B

d)

 A ฟองจางสีสารละลายทิงเจอร์ไอโอดีนได้น้อยกว่า B

41.

ข้อใดไม่ได้มีโครงสร้างหลักเป็นโปรตีน

a)

ฮีโมโกลบิน

b)

เอนไซม์

c)

อิมมูโนโกลบูลิน

d)

ไคติน

42.

การกระทำในข้อใดไม่ทำให้เกิดการแปลงสภาพโปรตีน

a)

การนำเนื้อหมูไปแช่แข็ง

b)

การใช้แอลกอฮอล์ฆ้เชื้อโรค

c)

การกินไข่ขาวดิบเพื่อแก้พิษจากการได้รับไออนโลหะหนัก

d)

การบีบมะนาวใส่หอย

43.

ข้อใดไม่ใช้องค์ประกอบของกรดนิวคลิอิก

a)

อะดีนีน

b)

น้ำตาลเพนโตส

c)

หมู่คาร์บอเนต

d)

หมู่คาร์บอเนต

44.

ข้อใดเป็นแซ็กคาไรด์

a)

ไรโบส

b)

มอลโทส

c)

เซลลูโลส

d)

กาแล็กโทส

45.

จากตารางแสดงองค์ประกอบของไขมันสัตว์ชนิดต่างๆ ( ปริมาณในหน่วยกรัมในไขมัน 100 กรัม )

a)

ไขมันวัว > ไขมันเป็ด >ไขมันหมู

b)

ไขมันหมู > ไขมันเป็ด > ไขมันวัว

c)

ไขมันเป็ด > ไขมันหมู > ไขมันวัว

d)

ไขมันเป็ด > ไขมันเป็ด > ไขมันหมู

46.

ข้อใดไม่ใช้การเปลี่ยนแปลงสภาพโปรตีน

a)

การต้มไข่ขาวให้สุก

b)

การละลายน้ำของไข่ดิบ

c)

การใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค

d)

การบีบมะนาวใส่หอย

47.

ข้อใดเป็นการแปลงสภาพของโปรตีน

a)

โปรตีนตกผลึก

b)

พันธะเพปไทดืในโมเลกุลโปรตีนถูกทำลาย

c)

พันธะเพปไทด์ และ พันธะไฮโดรเจนโมเลกุลของโปรตีนถูกทำลาย

d)

พันธะไฮโดรเจนในโมเลกุลถูกทำลาย แต่พันธะเพปไทด์ไม่ถูกทำลาย

48.

โปรตีนแต่ละชนิดต่างกันดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

a)

ชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบ

b)

จำนวนของกรดอะมิโนในแต่ละโมเลกุล

c)

ชนิดของธาตุพื้นฐานสำคัญที่เป็นองค์เป็นประกอบ

d)

ลำดับและการจัดเรียงตัวของกรดอะมิโนในพอลิเพปไทด์

49.

ข้อใดกล่าวถึงไขมันและน้ำมันได้ถูกต้อง

a)

เป็นสารประกอบพวกไตรกลีเซอไรด์

b)

ประกอบด้วยกลีเซอรอลที่มีองค์ประกอบเป็นกรดไขมัน

c)

เป็นสารโมเลกุลใหญ่เกิดจากการรวมตัวกันของกรดไขมัน

d)

ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเชื่อต่อกันด้วยพันธะเดี่ยว

50.

ข้อใดคือประโยชน์ในทางโภชนาการเมื่อโปรตีนเกิดการเปลี่ยนแปลงภาพ

a)

ช่วยทำให้เชื้อโรคตาย

b)

ช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง

c)

ช่วยทำให้โปรตีนย่อยได้ง่ายขึ้น

d)

ช่วยแก้พิษเมื่อคนไข้ดื่มยาพิษที่ป็นสารประกอบของสารโลหะหนัก