wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

TeamworkDevelopment(Final)

Total questions: 80

Worksheet time: 3600secs

Name
Class
Date
1.

ข้อใดหมายถึงผู้นำเชิงวิสัยทัศน์

a)

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นผู้ที่ทำให้พนักงานทำงานได้ผลงาน

b)

ผู้นำที่มีความพยายามในการที่จะปรับปรุงสภาพขององค์กรให้ดีขึ้น

c)

ผู้นำที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์ให้เป็นความจริงได้ นำไปสู่การปฏิบัติได้

d)

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

2.

ข้อใดหมายถึง ผู้นำเชิงปฏิรูป

a)

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นผู้ที่ทำให้พนักงานทำงานได้ผลงาน

b)

ผู้นำที่มีความพยายามในการที่จะปรับปรุงสภาพขององค์กรให้ดีขึ้น

c)

ผู้นำที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์ให้เป็นความจริงได้ นำไปสู่การปฏิบัติได้

d)

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

3.

ผู้นำที่มีคุณลักษณะกระทำตามที่ได้พูดไว้ รักษาคำมั่นสัญญา เป็นคุณลักษณะของผู้นำข้อใด

a)

มีความเชื่อมั่นในตนเอง

b)

มีแรงขับสูง

c)

มีความสัตย์ซื่อ

d)

มีความฉลาด

4.

ลักษณะผู้นำที่ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทำงานอย่างเสรีภาพ เป็นลักษณะของผู้นำแบบใด

a)

ผู้นำแบบเผด็จการ

b)

ผู้นำแบบประชาธิปไตย

c)

ผู้นำแบบเสรี

d)

ผู้นำแบบให้ความสำคัญกับคน

5.

ผู้นำที่เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นคือข้อใด

a)

ผู้นำแบบเผด็จการ

b)

ผู้นำแบบเสรีนิยม

c)

ผู้นำแบบประชาธิปไตย

d)

ผู้นำแบบพัฒนา

6.

ตาข่ายการจัดการของ Blake and Mouton พฤติกรรมผู้นำแบบใดดีที่สุด

a)

การจัดการแบบเน้นอำนาจและการเชื่อฟัง

b)

การจัดการแบบมุ่งทีมงาน

c)

การจัดการแบบปล่อยตามสบาย

d)

การจัดการที่เน้นสมาคม

7.

ผู้นำที่สนใจดูแลทุกข์สุขและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงานเป็นลักษณะของผู้นำแบบใด

a)

ผู้นำแบบเน้นโครงสร้างการทำงาน

b)

ผู้นำแบบมุ่งความสัมพันธ์

c)

ผู้นำแบบให้ความสำคัญกับงานและผลผลิต

d)

ผู้นำแบบมุ่งงาน

8.

ข้อใดคือ ลักษณะผู้นำแบบเน้นการสมาคม (1,9)

a)

ผู้นำที่ไม่สนใจงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ใช้ความพยายามทำงานน้อย

b)

ผู้นำที่เน้นความสุขของผู้ใต้บังคับบัญชามากกว่าให้ความสำคัญต่องาน

c)

ผู้นำที่เน้นผลงานมากกว่าจะบำรุงขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา

d)

ผู้นำที่กระตือรือร้นการทำงานและให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาระดับพอประมาณ

9.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นใจหรือไม่เป็นใจกับผู้นำ

a)

บุคลิกภาพผู้นำ

b)

โครงสร้างของงาน

c)

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม

d)

อำนาจโดยตำแหน่ง

10.

ข้อใด หมายถึงอำนาจโดยตำแหน่ง

a)

ระดับที่ผู้นำได้รับความเชื่อถือ ยอมรับ สนับสนุน และเข้ากันได้เพียงไรกับผู้ตาม

b)

ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งงานต่าง ๆ

c)

งานหนึ่ง ๆ มีเป้าหมาย วิธีปฏิบัติงานและวิธีการควบคุมตรวจสอบที่ชัดเจนมากน้อยเพียงไร

d)

สถานการณ์ที่เอื้ออำนวยให้ผู้นำสามารถควบคุมผู้อื่นได้มากที่สุด

11.

ข้อใด หมายถึงโครงสร้างของงาน

a)

ระดับที่ผู้นำได้รับความเชื่อถือ ยอมรับ สนับสนุน และเข้ากันได้เพียงไรกับผู้ตาม

b)

ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งงานต่าง ๆ

c)

งานหนึ่ง ๆ มีเป้าหมาย วิธีปฏิบัติงานและวิธีการควบคุมตรวจสอบที่ชัดเจนมากน้อยเพียงไร

d)

สถานการณ์ที่เอื้ออำนวยให้ผู้นำสามารถควบคุมผู้อื่นได้มากที่สุด

12.

ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของงานที่มีโครงสร้าง

a)

ง่ายต่อการตัดสินใจ

b)

แนวทางไปยังจุดมุ่งหมายซับซ้อน

c)

จุดมุ่งหมายชัดเจน

d)

เป็นงานหรือปัญหาเฉพาะอย่าง

13.

ข้อใด คือลักษณะของภาวะผู้นำแบบชี้นำ

a)

ผู้นำที่ให้ความสนใจกับความต้องการของพนักงาน สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงาน

b)

ผู้นำที่ให้คำแนะนำกับพนักงาน แสวงหาข้อคิดและข้อเสนอแนะจากผู้ใต้บังคับบัญชา

c)

ผู้นำจะบอกพนักงานถึงวิธีการที่ควรปฏิบัติ และสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ต้องการ

d)

ผู้นำที่กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและท้าทายสำหรับพนักงาน

14.

ข้อใด คือลักษณะของภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม

a)

ผู้นำที่ให้ความสนใจกับความต้องการของพนักงาน สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงาน

b)

ผู้นำที่ให้คำแนะนำกับพนักงาน แสวงหาข้อคิดและข้อเสนอแนะจากผู้ใต้บังคับบัญชา

c)

ผู้นำจะบอกพนักงานถึงวิธีการที่ควรปฏิบัติ และสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ต้องการ

d)

ผู้นำที่กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและท้าทายสำหรับพนักงาน

15.

ข้อใด คือลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิผล

a)

ผู้นำที่มีลักษณะประนีประนอม

b)

ผู้นำที่มีลักษณะเน้นความสัมพันธ์

c)

ผู้นำที่มีลักษณะแบบเสียสละ

d)

ผู้นำที่มีลักษณะเป็นนักบริหาร

16.

ข้อใด คือลักษณะของผู้นำแบบขายความคิด

a)

ผู้นำมีการสื่อสาร ให้การสนับสนุนและแสดงบทบาทอำนวยการเฉพาะอย่างเพื่อให้งานสำเร็จ

b)

ผู้นำจะบอกลักษณะงาน และให้การสนับสนุนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามความต้องการของเขา

c)

ผู้นำต้องกำหนดงานของผู้ใต้บังคับบัญชาและอธิบายถึงสิ่งที่เขาจะต้องทำอย่างชัดเจน

d)

ผู้นำให้การสนับสนุนต่ำ และให้อิสระและอำนาจแก่พนักงานในการทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง

17.

ข้อใด คือลักษณะของผู้นำแบบให้ทำ

a)

ผู้นำมีการสื่อสาร ให้การสนับสนุนและแสดงบทบาทอำนวยการเฉพาะอย่างเพื่อให้งานสำเร็จ

b)

ผู้นำจะบอกลักษณะงาน และให้การสนับสนุนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามความต้องการของเขา

c)

ผู้นำต้องกำหนดงานของผู้ใต้บังคับบัญชาและอธิบายถึงสิ่งที่เขาจะต้องทำอย่างชัดเจน

d)

ผู้นำให้การสนับสนุนต่ำ และให้อิสระและอำนาจแก่พนักงานในการทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง

18.

ข้อใดคือลักษณะของผู้นำที่เป็นทางการ

a)

ผู้นำที่สามารถควบคุม ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในองค์การ

b)

ผู้นำที่สามารถใช้อิทธิพลที่เป็นทางการตามที่ระบุไว้ในตำแหน่งนั้น ๆ

c)

ผู้นำที่เป็นตัวแทนสมาชิกส่วนใหญ่ สามารถควบคุมช่วยเหลือและให้คำปรึกษา

d)

ผู้นำที่เกิดจากการเข้าถึงและควบคุมข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติงานภายในองค์การ

19.

ข้อใดหมายถึงอำนาจที่ได้รับผลตอบแทนหรือรางวัล

a)

เป็นอำนาจที่ได้มาจากความสามารถที่จะควบคุมและบริหารจัดการลงโทษบุคคลต่าง ๆ

b)

เป็นอำนาจที่เกิดจากความสามารถที่จะควบคุมและบริหารจัดการด้านรางวัลหรือผลตอบแทน

c)

เป็นอำนาจที่บุคคลได้มาจากความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และความรู้พิเศษเฉพาะตัว

d)

เป็นอำนาจที่ทำให้บุคคลหนึ่งเอาอย่างพฤติกรรมหรือแบบฉบับของอีกบุคคลหนึ่ง

20.

ข้อใดหมายถึงอำนาจบังคับ

a)

เป็นอำนาจที่ได้มาจากความสามารถที่จะควบคุมและบริหารจัดการลงโทษบุคคลต่าง ๆ

b)

เป็นอำนาจที่เกิดจากความสามารถที่จะควบคุมและบริหารจัดการด้านรางวัลหรือผลตอบแทน

c)

เป็นอำนาจที่บุคคลได้มาจากความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และความรู้พิเศษเฉพาะตัว

d)

เป็นอำนาจที่ทำให้บุคคลหนึ่งเอาอย่างพฤติกรรมหรือแบบฉบับของอีกบุคคลหนึ่ง

21.

ผู้นำที่เลือกใช้อำนาจโดยความน่าเชื่อถือ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

a)

ยินยอม

b)

ต่อต้าน

c)

ผูกมัด

d)

พึ่งพาอาศัย

22.

ข้อใด หมายถึงการทำงานเป็นทีม

a)

การมีความเห็นร่วมกันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

b)

การทำสิ่งที่ควรจะทำและการทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องมีคนมาบอกให้ทำ

c)

การแสดงออกของผู้ร่วมทีมงานในการแสดงน้ำใจที่ดีต่อกัน

d)

การที่บุคคลหลาย ๆ คนเข้ามารับผิดชอบร่วมกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน

23.

“Recognition” มีความหมายตรงกับข้อใด

a)

การยอมรับซึ่งกันและกัน การตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบ

b)

ความเห็นอกเห็นใจเข้าใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

c)

ความเต็มใจในการทำงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ

d)

การใช้ความรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานร่วมกัน

24.

ข้อใดคือลักษณะของทีมงานที่ดี

a)

การสื่อสารระหว่างสมาชิกในทีมงานเป็นการสื่อสารทางเดียว

b)

สมาชิกทุกคนต่างฝ่ายต่างก็แก้ปัญหาของตนเอง

c)

มีการกำหนดนโยบาย จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ในการทำงานที่ชัดเจน

d)

สมาชิกในทีมงานมีความคิดเห็นแตกต่างกัน

25.

ปัจจัยที่สนับสนุนการทำงานเป็นทีม คือข้อใด

a)

ภาวะผู้นำที่เหมาะสม

b)

บรรยากาศที่ดี

c)

เป้าหมายที่ชัดเจน

d)

ถูกทุกข้อ

26.

ข้อใดหมายถึง “กระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ”

a)

โครงสร้างที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคล

b)

มีระบบและกระบวนการในการให้ความร่วมมือของสมาชิกที่มีผลทำให้เกิดความสำเร็จ

c)

ความสมดุลของอำนาจในองค์การ

d)

ต้องวิเคราะห์ความสามารถของบุคคลแต่ละบุคคล

27.

ข้อใดหมายถึง “การพัฒนาบุคคล”

a)

โครงสร้างที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคล

b)

มีระบบและกระบวนการในการให้ความร่วมมือของสมาชิกที่มีผลทำให้เกิดความสำเร็จ

c)

ความสมดุลของอำนาจในองค์การ

d)

ต้องวิเคราะห์ความสามารถของบุคคลแต่ละบุคคล

28.

ข้อใดคือปัจจัยที่ช่วยให้การทำงานเป็นทีมประสบผลสำเร็จ

a)

การเตรียมการที่ดี

b)

สรรหาแนวทางแก้ปัญหา

c)

ความสัมพันธ์ที่ดีของสมาชิกในทีมงาน

d)

ทักษะและประสบการณ์ที่แตกต่าง

29.

ข้อใดเป็นหลักการทำงานร่วมกันที่ดีของทีม ในลักษณะ “การมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน”

a)

สมาชิกทุกคนมีความเข้าใจถึงการมาทำงานร่วมกัน

b)

การกำหนดเวลาหรือปฏิทินในการปฏิบัติงาน

c)

การทำงานจะต้องยึดมั่นในหลักการของการประชุมปรึกษาหารือของทีม

d)

การสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ระหว่างกัน

30.

ข้อใดไม่ใช่การสร้างความสัมพันธ์กับทีมงาน

a)

การเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น

b)

ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าในความรู้ความสามารถของผู้อื่น

c)

การสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มงาน

d)

ควรมีอารมณ์ขันในการทำงาน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

31.

ข้อใดไม่ใช่หลักการหรือกฎเกณฑ์แห่งการเป็นผู้นำ

a)

เอาใจเขามาใส่ใจเรา

b)

ไม่ควรให้เวลาตัวเองอยู่ลำพัง เพราะจะทำให้ฟุ้งซ่าน

c)

จัดการกับผู้อื่นด้วยวิธีการที่มนุษย์ควรทำกับมนุษย์

d)

มีวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า

32.

การสร้างนิสัย “ความคิดริเริ่ม” สู่ความเป็นผู้นำ ตรงกับข้อใด

a)

สร้างนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง

b)

เรียกร้องและชักชวนให้คนอื่นพูดคุยกันมากขึ้น

c)

กระทำหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กันในแต่ละวัน

d)

พยายามฝึกตัดสินใจด้วยตนเอง และสร้างภูมิต้านทานที่จะรับการวิจารณ์ในทุกรูปแบบ

33.

ข้อใดหมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสาร (Channel)

a)

สิ่งที่ผู้ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ

b)

วิธีการที่จะนำข่าวสารไปสู่ผู้รับ

c)

บุคคล/กลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสาร

d)

ผู้เริ่มติดต่อในการส่งข่าวสาร

34.

ข้อใดหมายถึง ข่าวสาร (Message)

a)

การพูดคุย โทรทัศน์

b)

ทัศนคติ ความรู้ ความชำนาญ

c)

ภาษาหรือตัวอักษร

d)

ความคิดเห็น คำสั่ง

35.

วิธีการติดต่อสื่อสารที่ใช้ในทีมงานวิธีใดที่เหมาะสำหรับการปรึกษาหารือกัน

a)

การเขียนบันทึกสั่งการ

b)

การพูดโทรศัพท์

c)

การพูดแบบเผชิญหน้า

d)

การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

36.

การติดต่อสื่อสารวิธีใดที่เป็นลักษณะของการแจ้งเรื่องราวให้ทราบ

a)

การพูดโทรศัพท์

b)

การเขียนจดหมาย

c)

การเขียนบันทึกสั่งการ

d)

การจัดประชุม

37.

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบใดที่สมาชิกในกลุ่มทุกคนสามารถติดต่อกับสมาชิกที่อยู่ถัดไปทั้งสองข้าง

a)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบวงกลม

b)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบทุกช่องทาง

c)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบตัววาย

d)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบมีศูนย์กลาง

38.

ข้อใดไม่ใช่การติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะแบบรวมอำนาจ

a)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบตัววาย

b)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบทุกช่องทาง

c)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบมีศูนย์กลาง

d)

ข่ายการติดต่อสื่อสารแบบลูกโซ่

39.

ข้อใดเป็นอุปสรรคของการติดต่อสื่อสารที่เกิดจากสภาพทางจิตของผู้ส่งและผู้รับ

a)

อารมณ์หงุดหงิด เศร้าหมอง

b)

การพูดไม่ชัด

c)

ผู้รับไม่สนใจที่จะรับฟังข้อมูลข่าวสาร

d)

ประสาทหูไม่ปกติ

40.

ข้อใด คือลักษณะข่ายการติดต่อสื่อสารแบบมีศูนย์กลาง “WHEEL NETWORK”

a)

ผู้นำเป็นศูนย์กลางที่รวมการติดต่อสื่อสารกับสมาชิกแต่ละคน

b)

การสื่อสารแบบตายตัวเป็นไปตามสายบังคับบัญชา

c)

โอกาสที่ทุกคนสามารถติดต่อถึงกันได้ไม่ว่า ณ จุดใด

d)

การที่สมาชิกติดต่อกันกับคนข้างเคียงตามลำดับ

41.

ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการติดต่อสื่อสารภายในทีมงาน

a)

เพื่อการควบคุมงานเป็นไปด้วยความราบรื่น

b)

เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างสมาชิก

c)

เพื่อการติดต่อประสานงานในองค์การเป็นไปด้วยดี

d)

เพื่อการแข่งขันกันภายในองค์การ

42.

ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการประชุมทีมงาน

a)

ก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นและพลังขึ้นในทีมงาน

b)

เพื่อให้มีการถกเถียงกันในที่ประชุม

c)

เป็นการระดมความคิดสร้างสรรค์จากสมาชิกทีมงาน

d)

เพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน

43.

ข้อใดคือลักษณะของการประชุมแบบซินดิเคต (Syndicate)

a)

สมาชิกทีมงานได้แสดงความคิดเห็นในทุกเรื่องได้อย่างเสรีในทุกประเด็น

b)

การประมวลความคิดเห็นร่วมของสมาชิกในทีมงานที่มีต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่ง

c)

การประชุมทีมงาน โดยแต่ละทีมดำเนินการอภิปรายและศึกษาปัญหา เพื่อหาข้อยุติจากทีมงาน

d)

การประชุมทีมงานย่อยโดยให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนครบทุกคน

44.

การประชุมที่มุ่งเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ตรงกับข้อใด

a)

การประชุมเชิงปฏิบัติการ

b)

การอภิปรายในทีมงาน

c)

การประชุมระดมสมอง

d)

การอภิปรายกลุ่มย่อย

45.

ข้อใดคือลักษณะของผู้นำการประชุมแบบบอกและชักชวน

a)

ผู้นำทีมจะสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมและทำการประชุมด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

b)

ผู้นำทีมจะให้เวลาแก่สมาชิกทีมงานอย่างมากพอในการมีส่วนร่วมและสนับสนุน

c)

ผู้นำแจ้งข่าวสารข้อมูลแก่สมาชิกทีมงานว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในทีมงาน

d)

ผู้นำได้นำเรื่องที่ตนเองตัดสินใจเรียบร้อยแล้วเข้ามาอธิบายในที่ประชุม

46.

การประชุมทีมงานที่มีประสิทธิภาพควรมีลักษณะอย่างไร

a)

ไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรี

b)

สมาชิกไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นกัน

c)

สมาชิกทีมงานเข้าใจและผูกพันในเป้าหมายของทีม

d)

บรรยากาศในการประชุมตึงเครียด

47.

ข้อใดเป็นลักษณะการประชุมทีมงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

a)

ระยะเวลาในการประชุมสั้นเกินไป

b)

ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนที่จัดประชุม

c)

ไม่จำกัดการมีส่วนเกี่ยวข้อง

d)

ทีมงานรีบตัดสินใจ

48.

ข้อใดหมายถึงความขัดแย้ง

a)

ความสามารถในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างดี

b)

สภาพการณ์ที่คนหรือกลุ่มคนเกิดความไม่เข้าใจกัน มีความรู้สึกไม่พึงพอใจ

c)

การที่ผู้นำใช้อิทธิพลในความสัมพันธ์ที่มีต่อสมาชิกทีมงานในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการ

d)

การพิจารณาเลือกวิธีการปฏิบัติจากทางเลือกหลายทาง เพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด

49.

แนวความคิดแบบดั้งเดิม เป็นการมองความขัดแย้งในลักษณะใด

a)

เป็นเครื่องทำลาย เป็นสิ่งเลวร้าย และเป็นสิ่งไม่ก่อประโยชน์ต่อองค์การ

b)

เป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดจากพฤติกรรมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และกลุ่มต่างๆ ซึ่งแตกต่างกัน

c)

เป็นสิ่งจำเป็นและควรจะกระตุ้นให้เกิดขึ้นในองค์การเพื่อผลของความก้าวหน้า

d)

ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ให้แก่องค์การ

50.

ข้อใดคือลักษณะของความขัดแย้งในองค์กร

a)

ความขัดแย้งที่บุคคลมีต่อการกระทำของตนเอง

b)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างองค์กรกับองค์กร

c)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม

d)

ความขัดแย้งที่เกิดจากความคิดเห็นต่างกัน มีวิธีการคิดที่ไม่เหมือนกัน

51.

ข้อใดคือลักษณะของความขัดแย้งต่อตนเอง

a)

ความขัดแย้งที่บุคคลมีต่อการกระทำของตนเอง

b)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างองค์กรกับองค์กร

c)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม

d)

ความขัดแย้งที่เกิดจากความคิดเห็นต่างกัน มีวิธีการคิดที่ไม่เหมือนกัน

52.

ข้อใดคือลักษณะของ “หนีเสือปะจระเข้”

a)

ความต้องการหรือพอใจทั้งสองอย่างแต่เลือกได้เพียงอย่างเดียว

b)

มีทั้งสิ่งที่พอใจและไม่พอใจอยู่ร่วมกัน แต่จำเป็นต้องเผชิญหน้าทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน

c)

ความรู้สึกที่ไม่ต้องการ ไม่ปรารถนาทั้ง 2 อย่างแต่ต้องเลือก 1 อย่าง

d)

ความต้องการที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

53.

ข้อใดคือลักษณะของ “เกลียดตัวกินไข่”

a)

ความต้องการหรือพอใจทั้งสองอย่างแต่เลือกได้เพียงอย่างเดียว

b)

มีทั้งสิ่งที่พอใจและไม่พอใจอยู่ร่วมกัน แต่จำเป็นต้องเผชิญหน้าทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน

c)

ความรู้สึกที่ไม่ต้องการ ไม่ปรารถนาทั้ง 2 อย่างแต่ต้องเลือก 1 อย่าง

d)

ความต้องการที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

54.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

a)

ลักษณะงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

b)

อุปสรรคของการติดต่อสื่อสาร

c)

การแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด

d)

การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน

55.

ข้อใดไม่ใช่ความขัดแย้งที่เกิดจากลักษณะงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

a)

หน่วยงานหนึ่งทำงานผิดพลาด อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอีกหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้อง

b)

หากการทำงานของหน่วยงานแรกล่าช้า ก็จะส่งผลให้งานของหน่วยงานหลังต้องล่าช้าไปด้วย

c)

การแบ่งงานตามความชำนาญมากเท่าใด ยิ่งเกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น

d)

หากหน่วยงานสองหน่วยไม่ร่วมมือกัน/ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับกันก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง

56.

ข้อใดคือลักษณะของความขัดแย้งที่รับรู้ได้

a)

เป็นการรับรู้จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นของฝ่ายต่าง ๆ ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น

b)

เป็นลักษณะของสภาพการณ์ที่อาจปราศจากความขัดแย้งแต่จะนำไปสู่การขัดแย้ง

c)

เป็นความรู้สึกของบุคคลว่าเกิดความขัดแย้ง โดยอาจมีความรู้สึกว่าถูกคุกคามหรือไม่ไว้วางใจ

d)

เป็นการแสดงออกของบุคคลเมื่อรับรู้ หรือรู้สึกว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น อาจแสดงความก้าวร้าว

57.

ข้อใดคือลักษณะของพฤติกรรมที่ปรากฏชัด

a)

เป็นการรับรู้จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นของฝ่ายต่าง ๆ ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น

b)

เป็นลักษณะของสภาพการณ์ที่อาจปราศจากความขัดแย้งแต่จะนำไปสู่การขัดแย้ง

c)

เป็นความรู้สึกของบุคคลว่าเกิดความขัดแย้ง โดยอาจมีความรู้สึกว่าถูกคุกคามหรือไม่ไว้วางใจ

d)

เป็นการแสดงออกของบุคคลเมื่อรับรู้ หรือรู้สึกว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น อาจแสดงความก้าวร้าว

58.

ความขัดแย้งที่ส่งผลในทางบวก คือข้อใด

a)

นำไปสู่ความตึงเครียดมากขึ้น

b)

นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์

c)

ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรและเวลา

d)

นำไปสู่ความยุ่งเหยิงและไร้เสถียรภาพ

59.

ข้อใดไม่ใช่พฤติกรรมระหว่างกลุ่มที่แสดงออกต่อกันอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างทีมงาน

a)

การสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและการสื่อสารจะลดน้อยลง

b)

สมาชิกของทีมงานจะไม่ไว้วางใจสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่งและมีการใช้การเมืองแก้ไขปัญหา

c)

สมาชิกจะมีความรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่อทีมตรงกันข้าม

d)

ความสนใจที่มีต่องานจะเพิ่มมากขึ้น และทุ่มเทให้กับการรักษากลุ่มให้คงอยู่

60.

แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล โดยวิธีการยอมตาม คือข้อใด

a)

การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการเพียงฝ่ายเดียว และไม่สนใจกับประโยชน์ของผู้อื่น

b)

ทั้งสองฝ่ายไม่สนใจที่จะต่อสู้หรือร่วมมือในการแก้ปัญหา แต่จะถอนตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหานั้น

c)

เป็นความพยายามของฝ่ายหนึ่งที่ยินยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความพึงพอใจ

d)

ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาความขัดแย้งมากกว่าที่จะทะเลาะถกเถียงกัน

61.

แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล โดยวิธีการหลีกเลี่ยง คือข้อใด

a)

การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการเพียงฝ่ายเดียว และไม่สนใจกับประโยชน์ของผู้อื่น

b)

ทั้งสองฝ่ายไม่สนใจที่จะต่อสู้หรือร่วมมือในการแก้ปัญหา แต่จะถอนตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหานั้น

c)

เป็นความพยายามของฝ่ายหนึ่งที่ยินยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความพึงพอใจ

d)

ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาความขัดแย้งมากกว่าที่จะทะเลาะถกเถียงกัน

62.

วิธีการที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการยับยั้ง มีลักษณะอย่างไร

a)

การควบคุมตนเอง

b)

ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกจากทีมงาน

c)

การเพิกเฉยไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้น

d)

การเลื่อนเวลาการพิจารณาออกไป

63.

วิธีการที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการแยกตัว มีลักษณะอย่างไร

a)

การควบคุมตนเอง

b)

ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกจากทีมงาน

c)

การเพิกเฉยไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้น

d)

การเลื่อนเวลาการพิจารณาออกไป

64.

วิธีการที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการเพิกเฉย มีลักษณะอย่างไร

a)

การควบคุมตนเอง

b)

ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกจากทีมงาน

c)

การเพิกเฉยไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้น

d)

การเลื่อนเวลาการพิจารณาออกไป

65.

พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของหัวหน้างานโดยการเผชิญกับปัญหา ตรงกับข้อใด

a)

แบบความร่วมมือ

b)

แบบประนีประนอม

c)

แบบยอมตาม

d)

แบบเอาชนะ

66.

พฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งของหัวหน้างานโดยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเพียงวันๆ เป็นไปตามเป้าหมายบ้าง และได้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานบ้าง ตรงกับข้อใด

a)

แบบความร่วมมือ

b)

แบบประนีประนอม

c)

แบบยอมตาม

d)

แบบเอาชนะ

67.

ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มหรือทีมงาน

a)

เพื่อมุ่งส่งเสริมให้มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกลุ่ม

b)

เพื่อเพิ่มการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างกลุ่ม

c)

เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่พึงปรารถนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

d)

เพื่อส่งเสริมการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น

68.

เทคนิคการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เทคนิคใดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

a)

เทคนิคการระดมสมอง

b)

เทคนิคนอมินอลกรุ๊ป

c)

เทคนิคซินเนคติคส์

d)

เทคนิค “ทำไม” และ “ทำไมไม่”

69.

ข้อใดไม่ใช่แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

a)

การระดมสมอง เพื่อดูข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ

b)

การให้เวลาและโอกาสแก่สมาชิกทีมงานในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดใหม่

c)

การจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างพลังความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ทีมงาน

d)

การจัดให้มีการทำงานร่วมกันเพื่อให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น

70.

ข้อใดคือลักษณะของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แบบวาดมโนภาพ

a)

ความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้

b)

ความคิดที่สามารถแปรเป็นรูปธรรมได้

c)

ความคิดที่ไม่อาจเป็นจริงหรือนำมาปฏิบัติได้

d)

ความคิดที่มักพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการ

71.

เทคนิคระดมสมองแบบใช้การเขียน มีลักษณะอย่างไร

a)

การระดมความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องการจะพิจารณาจากสมาชิก โดยใช้การเขียนแทนการพูด

b)

การสร้างความสัมพันธ์แบบผังก้างปลา

c)

เป็นการพิจารณาสภาพปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดการคิดหาเหตุผลโดยการถามคำถาม

d)

เป็นเทคนิคการถามคำถาม เพื่อช่วยให้ทุกคนคิด เพื่อหาแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด

72.

เทคนิค 5W 1H มีลักษณะอย่างไร

a)

การระดมความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องการจะพิจารณาจากสมาชิก โดยใช้การเขียนแทนการพูด

b)

การสร้างความสัมพันธ์แบบผังก้างปลา

c)

เป็นการพิจารณาสภาพปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดการคิดหาเหตุผลโดยการถามคำถาม

d)

เป็นเทคนิคการถามคำถาม เพื่อช่วยให้ทุกคนคิด เพื่อหาแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด

73.

เทคนิคประสานพลังทางสมอง มีลักษณะอย่างไร

a)

การระดมความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องการจะพิจารณาจากสมาชิก โดยใช้การเขียนแทนการพูด

b)

การสร้างความสัมพันธ์แบบผังก้างปลา

c)

เป็นการพิจารณาสภาพปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดการคิดหาเหตุผลโดยการถามคำถาม

d)

เป็นเทคนิคการถามคำถาม เพื่อช่วยให้ทุกคนคิด เพื่อหาแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด

74.

ความสำเร็จของเทคนิคขึ้นอยู่กับผู้นำ และต้องการจินตนาการรวมถึงการมีวิสัยทัศน์ในขณะที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข ตรงกับเทคนิคในข้อใด

a)

เทคนิคซินเนคติคส์

b)

เทคนิค 5W 1H

c)

เทคนิคนอมินอลกรุ๊ป

d)

เทคนิค “ทำไม” และ “ทำไมไม่”

75.

ข้อใดคือลักษณะของปัญหาที่เกิดจากผู้บริหารทีมงาน

a)

ผู้บริหารไม่มีนโยบายหรือเป้าหมายที่แน่นอน

b)

บรรยากาศในการทำงานไม่เอื้ออำนวย

c)

สมาชิกทีมงานมีเป้าหมายในการทำงานไม่เหมือนกัน

d)

วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการทำงานไม่ชัดเจน

76.

ข้อใดคือลักษณะของปัญหาที่เกิดจากองค์การ

a)

ผู้บริหารไม่มีนโยบายหรือเป้าหมายที่แน่นอน

b)

บรรยากาศในการทำงานไม่เอื้ออำนวย

c)

สมาชิกทีมงานมีเป้าหมายในการทำงานไม่เหมือนกัน

d)

วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการทำงานไม่ชัดเจน

77.

การที่สมาชิกทีมงานไม่กล้าแสดงความคิดเห็นต่อผู้บังคับบัญชา เป็นปัญหาด้านใด

a)

ปัญหาที่เกิดจากผู้บริหารทีมงาน

b)

ปัญหาที่เกิดจากผู้นำ

c)

ปัญหาที่เกิดจากองค์การ

d)

ปัญหาด้านสมาชิกทีมงาน

78.

ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการแก้ปัญหาการสร้างทีมงาน

a)

ปรับโครงสร้างการทำงานของทีมให้เป็นระบบสอดคล้องกับโครงสร้างขององค์การ

b)

กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายในระยะยาวที่มุ่งให้ความสนใจกับงานและสมาชิกไปพร้อมกัน

c)

กำหนดบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน

d)

ไม่ต้องทบทวนการทำงานของทีม เพราะเป็นการจับผิดการทำงาน

79.

ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

a)

อยากรู้อยากเห็นในทุกๆ เรื่อง

b)

กล้าคิด กล้าแสดงออก

c)

ชอบสงสัย ซักถามเรื่องต่างๆ

d)

ไม่ชอบทำตามผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล

80.

ข้อใดไม่ใช่กติกาในการระดมสมอง

a)

การเสริมเติมแต่งความคิดของผู้อื่นให้สมบูรณ์

b)

สมาชิกทุกคนเสนอแนวคิดอย่างอิสระ

c)

มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของผู้อื่น

d)

สมาชิกพัฒนาความคิดให้มากที่สุด