wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Introduction to Database Systems, DBMS

Total questions: 50

Worksheet time: 25mins

Name
Class
Date
1.
DBMS ย่อมาจากคำว่าอะไร
a)
   Database Modified System
b)
   Database Management System
c)
   Data base Manager System
d)
   Data base Management Support
2.
ข้อใดคือข้อเสียที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเก่า
a)
   เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
b)
   ไม่สามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้
c)
   การค้นหาข้อมูลมีความล่าช้า
d)
   ทุกข้อคือข้อเสียของการจัดเก็บข้อมูลแบบเก่า
3.
ข้อใดหมายถึงระบบฐานข้อมูล
a)
   การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก
b)
   การบริหารสารสนเทศขององค์กร
c)
   การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อความสะดวกในการค้นหา
d)
   การเก็บรวบรวมข้อมูลที่สัมพันธ์กันไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
4.
ข้อใดอธิบายถึงความหมายของ DBMS ได้ถูกต้อง
a)
   ผู้บริหารฐานข้อมูล
b)
   บุคคลที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล
c)
   โปรแกรมที่ใช้สำหรับบริหารฐานข้อมูล
d)
   กลุ่มบุคคลที่สร้างโปรแกรมเพื่อใช้ในการบริหารฐานข้อมูล
5.
สิ่งที่บรรจุในชนิดข้อมูลแบบ Text คือข้อมูลประเภทใด
a)
   ประโยค วลี หรือข้อความใด ๆ
b)
   ตัวเลขที่ถูกนำไปใช้ในการคำนวณ
c)
   ข้อความที่ประกอบด้วยตัวอักษรที่ไม่ใช้ในการคำนวณ
d)
   ตัวเลขในรูปแบบทางการเงิน
6.
ตัวเลขที่ต้องการใช้ในการคำนวณจะต้องกำหนดชนิดข้อมูลแบบใด
a)
   Text
b)
   Auto Number
c)
   Currency
d)
   Number
7.
สิ่งที่บรรจุอยู่ในชนิดข้อมูลแบบ Currency คือข้อใด
a)
   ข้อความ
b)
   ประโยควลี
c)
   ตัวเลขทางการเงิน
d)
   ค่าทางตรรกะ
8.
ข้อใดไม่ควรกำหนดเป็น Entity ของฐานข้อมูล
a)
   พนักงาน
b)
   สินค้า
c)
   ชื่อยา
d)
   ผู้ผลิต
9.
แอททริบิวต์ของ Primary Key จะเป็นค่าใดไม่ได้
a)
   ตัวอักษร A-Z
b)
   ตัวเลข 0-9
c)
   วัน-เดือน-ปี
d)
   ค่าว่างหรือ Null
10.
ข้อใดเป็นคำศัพท์ของการเรียกกลุ่มคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่
a)
   Entity
b)
   Attribute
c)
   Relation
d)
   Carbinality
11.
ข้อใดเป็นคำศัพท์ของการเรียกชื่อของฟิลด์หรือคอลัมน์
a)
   Entity
b)
   Attribute
c)
   Relation
d)
   Carbinality
12.
ข้อมูลชนิดใดที่สามารถนำไปคำนวณได้
a)
   Numerical
b)
   Text
c)
   Alphabetic
d)
   Code Data
13.
ข้อใดคือหน่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่เล็กที่สุด
a)
   Bit
b)
   Byte
c)
   Field
d)
   Code Data
14.
ข้อใดคือการนำอักขระหลายๆ ตัวมารวมกันแล้วได้ ความหมาย
a)
   Bit
b)
   Byte
c)
   Field
d)
   Code Data
15.
ข้อใดไม่ใช่ข้อกำหนดของฐานข้อมูลที่ดี
a)
   กำหนดฟังก์ชั่นต่างๆในการจัดการข้อมูลได้หลากหลาย
b)
   สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือบำรุงรักษา ได้ง่าย
c)
   มีรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูล โดยการสำรองข้อมูลตลอดเวลา
d)
   เก็บแฟ้มข้อมูลไว้หลายที่
16.
ส่วนใหญ่ในการเขียนโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลใช้ภาษาใดเขียน
a)
   ภาษา C
b)
   Visual Basic
c)
   ภาษา SQL
d)
   ภาษา Pascal
17.
ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะของระบบฐานข้อมูล
a)
แก้ปัญหาความซ้ําซ้อนของข้อมูล
b)
เก็บข้อมูลที่สัมพันธ์กันไว้ในที่เดียวกัน
c)
มีโครงสร้างและรูปแบบของข้อมูลผูกติดกับโปรแกรมใช้งาน
d)
มีระบบจัดการฐานข้อมูล
18.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับแบบจําลองข้อมูล
a)
สิ่งที่ใช้นําเสนอข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
b)
สิ่งที่เราสนใจเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้วย
c)
โครงสร้างฐานข้อมูลระดับกายภาพ
d)
การเก็บรวบรวมแฟ้มข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
19.
ข้อใดอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคณะกับนักศึกษา ในหนึ่งสถาบัน หนึ่งรหัส
a)
1 : M
b)
M : 1
c)
M : N
d)
1:1
20.
ข้อใดคือความหมายของแอทริบิวต
a)
คน สัตว์ สิ่งของและสถานที่ที่เราสนใจ
b)
ช่วงของค่าข้อมูลที่เป็นไปได้
c)
การอธิบายชนิดของความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้
d)
คุณสมบัติต่าง ๆ ของเอนทิตี้
21.
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ในรูปแบบใด จะต้องใช้ตารางใหม
a)
1 : M
b)
M : 1
c)
M : N
d)
1:1
22.
ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้คือข้อใด
a)
Attributes
b)
Relationships
c)
Domain
d)
Tuple
23.
การแสดงถึงชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจจะเป็นชื่อบุคคล สถานที่ หรือสิ่งของ คือข้อใด
a)
Entity
b)
Relationships
c)
Domain
d)
Attributes
24.
สิ่งที่ใช้บรรยายคุณลักษณะของ Entity หนึ่ง ๆ คือข้อใด
a)
Attributes
b)
Relationships
c)
Entity
d)
Tuple
25.
รหัสแผนก รหัสพนักงาน ชื่อพนักงาน จัดเป็นข้อใด
a)
Entity
b)
Relationships
c)
Domain
d)
Attributes
26.
คาร์ดินาลิตี (Cardinality) ใน ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ
a)
จํานวนระเบียน
b)
เขตข้อมูล (Field)
c)
แฟ้มข้อมูล (File)
d)
ขอบเขตของค่าของข้อมูล
27.
ดีกรี (Degree) ใน ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ
a)
จํานวนระเบียน
b)
เขตข้อมูล (Field)
c)
แฟ้มข้อมูล (File)
d)
ขอบเขตของค่าของข้อมูล
28.
ทูเพิล (Tuple) ใน ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ
a)
ระเบียน (Record)
b)
เขตข้อมูล (Field)
c)
แฟ้มข้อมูล (File)
d)
ขอบเขตของค่าของข้อมูล
29.
การใช้ Attributes มากกว่า 1 Attributes เป็นคีย์หลัก เรียกว่าอย่างไร
a)
คีย์หลัก (Primary Key)
b)
คีย์คู่แข่ง (Candidate Key)
c)
คีย์ผสม (Composite Key)
d)
คีย์นอก (Foreign Key)
30.
Attributes ที่มีคุณสมบัติเป็นคีย์หลักได้ เรียกกลุ่ม Attributes เหล่านี้ว่าอะไร
a)
คีย์หลัก (Primary Key)
b)
คีย์คู่แข่ง (Candidate Key)
c)
คีย์ผสม (Composite Key)
d)
คีย์นอก (Foreign Key)
31.
Attributes หรือกลุ่มของ Attribute ที่อยู่ในรีเลชันหนึ่ง ๆ ที่ค่าของ Attribute นั้นไปปรากฏเป็น คีย์หลักในอีกรีเลชัน เรียกว่าอะไร
a)
คีย์หลัก (Primary Key)
b)
คีย์คู่แข่ง (Candidate Key)
c)
คีย์ผสม (Composite Key)
d)
คีย์นอก (Foreign Key)
32.
Attribute ที่เป็นคีย์หลัก ข้อมูลใน Attribute นั้นจะเป็นค่าว่างไม่ได้ (Not Null) เป็นกฎความ บูรณภาพ (Integrity) ข้อใด
a)
กฎความบูรณภาพของ Entity
b)
กฎความบูรณภาพของ Referential
c)
กฎความบูรณภาพของค่า Default
d)
กฎความบูรณภาพของ Null
33.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับรีเลชันที่มีคุณสมบัติเป็นนอร์มัลฟอร์มระดับที่ 1
a)
ไม่มีข้อมูลที่เป็นกลุ่มซ้ํา
b)
จะต้องไม่มี “Dependent” แอทริบิวต์ใดที่สามารถนํามาเป็น “Determinant” แอทริบิวต
c)
แอทริบิวต์ที่ไม่ใช่คีย์จะต้องขึ้นกับคีย์หลักอย่างแท้จริง
d)
รีเลชันที่ทุกแอทริบิวต์ที่เป็น “Determinant” ไม่มีแอทริบิวต์ใดเลยที่เป็นคีย์คู่แข่ง
34.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับรีเลชันที่มีคุณสมบัติเป็นนอร์มัลฟอร์มระดับที่ 2
a)
ไม่มีข้อมูลที่เป็นกลุ่มซ้ํา
b)
จะต้องไม่มี “Dependent” แอทริบิวต์ใดที่สามารถนํามาเป็น “Determinant” แอทริบิวต
c)
แอทริบิวต์ที่ไม่ใช่คีย์จะต้องขึ้นกับคีย์หลักอย่างแท้จริง
d)
รีเลชันที่ทุกแอทริบิวต์ที่เป็น “Determinant” ไม่มีแอทริบิวต์ใดเลยที่เป็นคีย์คู่แข่ง
35.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับรีเลชันที่มีคุณสมบัติเป็นนอร์มัลฟอร์มระดับที่ 3

a)

ไม่มีข้อมูลที่เป็นกลุ่มซ้ํา

b)

จะต้องไม่มี “Dependent” แอทริบิวต์ใดที่สามารถนํามาเป็น “Determinant” แอทริบิวต

c)

รีเลชันที่ทุกแอทริบิวต์ที่เป็น “Determinant” ไม่มีแอทริบิวต์ใดเลยที่เป็นคีย์คู่แข่ง

d)

แอทริบิวต์ที่ไม่ใช่คีย์จะต้องขึ้นกับคีย์หลักอย่างแท้จริง

36.
ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของการออกแบบข้อมูลในรูปแบบบรรทัดฐาน
a)
เพื่อสร้างข้อมูลให้เป็นระบบมากขึ้น
b)
เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล
c)
เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลไว้ใช้ได้เอง
d)
เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลให้รีเลชันแต่ละรีเลชันมีคีย์หลัก
37.
ข้อใดเป็นคุณสมบัติที่ถูกต้องที่สุดของคีย์หลัก
a)
สามารถระบุได้ว่ากําลังอ้างอิงทัพเพิลหรือเรคคอร์ดใด
b)
สามารถแสดงฟังก์ชันการขึ้นต่อกันได้
c)
เป็นค่าว่างที่ยังไม่ทราบว่าเป็นค่าอะไร
d)
สามารถระบุค่าของแอทริบิวต์ในรีเลชันหนึ่งซึ่งตรงกับค่าของแอทริบิวต์อีกรีเลชันหนึ่งได้
38.
ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับคุณสมบัติของ Relation
a)
การเรียงลําดับของคอลัมน์ก่อนและหลังถือว่าสําคัญ
b)
ช่อง (Cell) แต่ละช่องของตารางจะเก็บข้อมูลได้เพียงค่าเดียว
c)
ข้อมูลในคอลัมน์เดียวกัน จะต้องมีชนิดข้อมูลเป็นแบบเดียวกัน
d)
ข้อมูลแต่ละแถวของตารางจะต้องแตกต่างกัน และการเรียงลําดับของแถวไม่ถือว่าสําคัญ
39.

สัญลักษณ์นี้หมายถึงข้อใด

a)

แอทริบิวต์ (Attribute)

b)

ความสัมพันธ์(Relationship)

c)

เอนทิตี้ (Entity

d)

คีย์หลัก (Primary Key)

40.

สัญลักษณ์นี้หมายถึงข้อใด

a)

แอทริบิวต์ (Attribute)

b)

ความสัมพันธ์(Relationship)

c)

เอนทิตี้ (Entity

d)

คีย์หลัก (Primary Key)

41.

ในโมเดลเชิงสัมพันธ์ ตารางทั้งตาราง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า

a)

Relationship

b)

Relation

c)

Tuple

d)

Attribute

42.

จากตาราง มี Attribute จํานวนเท่าไร

a)

2

b)

3

c)

4

d)

5

43.

จากตาราง มี Cardinality จํานวนเท่าไร

a)

2

b)

3

c)

4

d)

5

44.

จากภาพ มี Degree จํานวนเท่าไร

a)

2

b)

3

c)

4

d)

5

45.

จากตาราง คีย์หลัก (Primary Key) ควรเป็นข้อใด

a)

รหัสคนงาน

b)

ชื่อคนงาน

c)

ประเภทความชํานาญ

d)

รหัสผู้ควบคุม

46.

การใช้ Attributes มากกว่า 1 Attributes เป็นคีย์หลัก เรียกว่าอย่างไร

a)

คีย์หลัก (Primary Key)

b)

คีย์คู่แข่ง (Candidate Key)

c)

คีย์ผสม (Composite Key)

d)

คีย์นอก (Foreign Key)

47.

ข้อใด ไม่ใช่คําสั่งสําหรับนิยามโครงสร้างของฐานข้อมูล

a)

CREATE TABLE

b)

SELECT

c)

CREATE INDEX

d)

CREATE VIEW

48.

ข้อใดไม่ใช่ คําสั่งสําหรับการจัดการข้อมูล

a)

INSERT

b)

GRANT

c)

SELECT

d)

UPDATE

49.

จงเขียนคําสั่งเพื่อสร้างรีเลชันชื่อ CUSTOMER ประกอบด้วย

ID เป็นข้อมูลประเภท

SMALLINT NAME เป็นข้อมูลประเภท CHAR(30)

a)

CREATE TABLE CUSTOMER (ID SMALLINT, NAME CHAR (30) );

b)

CREATE CUSTOMER (IK SMALLINT, NAME CHAR (30) );

c)

CREATE TABLE NAME CUSTOMER (ID SMALLINT, NAME CHAR (30) );

d)

CREATE TABLE CUSTOMER (ID, SMALLINT, NAME, CHAR (30) );

50.

จงเขียนคําสั่งเพื่อเพิ่มข้อมูลลงในรีเลชัน CUSTOMER ดังนี้

ID = 1234

NAME = BILL

a)

INSERT CUSTOMER (1234,BILL);

b)

INSERT IN CUSTOMER (1234,BILL);

c)

INSERT INTO CUSTOMER (1234,BILL);

d)

INSERT TO CUSTOMER (1234,BILL);