wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

พฤติกรรมสัตว์

Total questions: 15

Worksheet time: 19mins

Name
Class
Date
1.

1.พฤติกรรมแบ่งออกเป็นกี่แบบ อะไรบ้าง

a)

2 แบบ คือ 1. พฤติกรรมที่มีการฝึกฝน และ 2.พฤติกรรมการเรียนรู้

b)

2 แบบ คือ 1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด และ 2.พฤติกรรมการเรียนรู้

c)

3 แบบ คือ 1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด , 2. พฤติกรรมที่มีฝึกฝน และ 3.พฤติกรรมการเรียนรู้

d)

3 แบบ คือ 1. รีเฟล็กซ์ , 2. รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง และ 3. การฝังใจ

2.

พฤติกรรมของสัตว์เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างอะไร กับ อะไร

a)

ฮอร์โมน และ สภาพแวดล้อม

b)

พันธุกรรม และ ฮอร์โมน

c)

พันธุกรรม และ สภาพแวดล้อม

d)

พันธุกรรม สภาพแวดล้อม ฮอร์โมน

3.

ถ้าสั่นกระดิ่งพร้อมกับการให้อาหารทุกครั้งสุนัขที่หิวเมื่อเห็นอาหารหรือได้กลิ่นจจะหลั่งน้ำลาย หลังจากการฝึกเช่นนี้มานาน เสียงกระดิ่งเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้สุนัขหลั่งน้ำลายได้ เป็นพฤติกรรมแบบใด และเป็นการศึกษาของใคร

a)

conditioning , Pavlov

b)

conditioning , Berthold

c)

reasoning , Pavlov

d)

reasoning , Berthold

4.

จากภาพเป็นพฤติกรรมแบบใด

a)

habituation

b)

imprinting

c)

reflex

d)

chain of reflex

5.

จากภาพ หากผึ้งส่ายก้นเร็วๆ จะมีความหมายของพฤติกรรมว่าอย่างไร

a)

อาหารอยู่ใกล้ มีปริมาณน้อย

b)

อาหารอยู่ใกล้ มีปริมาณมาก

c)

อาหารอยู่ไกล มีปริมาณน้อย

d)

อาหารอยู่ไกล มีปริมาณมาก

6.

จากภาพสิ่งเร้าคืออะไร

a)

แม่

b)

ความหิว

c)

น้ำนม

d)

กลิ่น

7.

สัญชาติญาณชนิดใดเหมาะสำหรับการสื่อสารในน้ำ

a)

สารเคมี

b)

การสัมผัส

c)

ท่าทาง

d)

เสียง

8.

เมื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นที่ผิวหนังบริเวณใกล้ ๆ คอสุนัข ทำให้สุนัขเกิดมีพฤติกรรมในการเกา แต่ถ้าใช้ไฟฟ้ากระตุ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 20 วินาที สุนัขจะเกาน้อยลงทุกที ๆ จนหยุดเกาไปในที่สุด แต่ถ้าหยุดไม่กระตุ้นประมาณ 5 นาที แล้วจึงกระตุ้นใหม่ในบริเวณที่เดิมด้วยกระแสไฟฟ้าที่มีความเข้มเท่าเดิม สุนัขจะเริ่มเกาใหม่ พฤติกรรมแบบนี้จัดเป็น

a)

Habituation

b)

Imprinting

c)

Trail and error

d)

พฤติกรรมอื่น ๆ

9.

การเรียนรู้แบบใดที่ถือว่ามีพัฒนาการสูงสุด

a)

Imprinting

b)

Habituation

c)

Reasoning

d)

Conditioning

10.

ข้อใด ไม่ใช่พฤติกรรมแบบรีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง

a)

การชักใยของแมงมุม

b)

การแทะมะพร้าวของกระรอก

c)

นกกระจาบอายุมาก สร้างรังได้เร็วกว่านกอายุน้อย

d)

ลูกไก่แรกเกิดจิกกินเมล็ดข้าว

11.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ FAP

a)

FAP มักเกิดขึ้นเมื่อสัตว์มีความพร้อมที่จะกระทำ

b)

ปกติ FAP จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับ Orientation หรือ Taxsis

c)

ต้องมีสิ่งเร้ามากระตุ้นตลอดเวลาจึงจะเกิด FAP

d)

FAP อาจแสดงออกอย่างเต็มที่ทันทีที่สัตว์เกิดหรือฟักออกจากไข่

12.

พฤติกรรมของสัตว์ในข้อใดจัดเป็นการสื่อสารด้วยวิธีที่แตกต่างจากข้ออื่นๆ

a)

สุนัขเพศผู้ใช้ปัสสาวะแสดงอาณาเขตครอบครองของมัน

b)

ปลากัดเพศผู้ว่ายน้ำเกี้ยวพาราสีปลากัดเพศเมียเพื่อผสมพันธุ์

c)

ผึ้งที่อยู่ปากรังปล่อยฟีโรโมนเตือนภัยให้พวกรู้เมื่อมีศัตรูแปลกปลอมเข้ามา

d)

มดตัวหน้าปล่อยสารเคมีเพื่อให้มดตัวหลังรับรู้ทางเดินที่นำไปสู่แหล่งอาหาร

13.

ข้อใดเป็นพฤติกรรมแบบโอเรียนเตชัน (Orientation)

a)

การชักใยของแมงมุม

b)

การร้องเตือนภัยของกระรอกดิน

c)

สุนัขเดินเข้าหาจานอาหารที่ผู้เลี้ยงวางไว้

d)

ปลาว่ายน้ำโดยที่ลำตัวตั้งฉากกับแสงอาทิตย์

14.

พฤติกรรมในข้อใดใกล้เคียงกับการเรียนรู้แบบใช้เหตุผล (Reasoning) มากที่สุด

a)

ปูเสฉวนนำดอกไม้ทะเลมาประดับที่เปลือก

b)

ลูกเป็ดเดินตามแม่ไก่

c)

สุนัขน้ำลายไหล เมื่อได้ยินเสียงเคาะชามเข้า

d)

ลิงอุรังอุตังนำไม้ยาว ๆ มาสอยผลไม้จากราวแขวน

15.

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

A : การกระพริบแสงของหิ่งห้อย จัดเป็นการสื่อสารด้วยท่าทาง

B : ฟีโรโมน (Pheromone) เป็นสารเคมีที่มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของสัตว์ต่างชนิดกัน

a)

A เท่านั้น

b)

B เท่านั้น

c)

ทั้ง A และ B

d)

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง