wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Softeare Engineering 2-63

Total questions: 20

Worksheet time: 18mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดหมายถึง Software Development Life Cycle

a)

ขั้นตอนการผลิตซอฟต์แวร์

b)

ขั้นตอนในการควบคุมการผลิตซอฟต์แวร์

c)

ขั้นตอนการทำคุณภาพซอฟต์แวร์

d)

ขั้นตอนการเก็บความต้องการในการพัฒนาซอฟต์แวร์

2.

ข้อใด ไม่ใช่ Stakeholder / ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ของระบบที่กำหนดให้มากที่สุด

a)

ดิฉัน/ผม ที่มีแอป Grab Food ในมือถือของตนเอง

b)

ระบบธนาคารกับการจ่ายเงินค่าเทอมของนักศึกษา ม.อ.

c)

คุณพ่อคุณแม่กับระบบสมัคร TCAS ของนักเรียน ม.6

d)

ระบบ Think Speak ที่แสดงกราฟผ่านเว็บจากข้อมูล Sensor ของระบบเกษตรอัจฉริยะ

3.

Business Logic ในความหมายของทางซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ หมายถึงข้อใด

a)

กระบวนการทำงานในโลกจริง

b)

เงื่อนไขในการทำงานแต่ละอย่าง

c)

นโยบายการเข้าถึงระบบของบริษัทว่าจ้าง

d)

ถูกทุกข้อ

4.

ข้อใดหมายถึง Task / งาน ในความหมายของการวิเคราะห์ความต้องการ

a)

งานที่ระบบต้องทำได้ตามความต้องการของลูกค้า

b)

งานที่ลูกค้าต้องการให้ระบบทำ

c)

งานที่ทำตามเงื่อนไขที่ระบบต้องทำได้

d)

ถูกทุกข้อ

5.

ข้อใด ใช่ วัตถุประสงค์ของวิศวกรรมซอฟต์แวร์มากที่สุด

a)

การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีคุณภาพ

b)

การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ตรงตามความต้องการผู้ใช้มากที่สุด

c)

การควบคุมกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ให้ทันเวลาและมีคุณภาพ

d)

การควบคุมกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ให้ได้ซอฟต์แวร์มีคุณภาพภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

6.

การเก็บข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร ไม่สามารถได้ข้อมูลใด

a)

ข้อมูล

b)

กระบวนการทำงาน

c)

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

d)

เงื่อนไข

7.

Requirement Traceability Matrix มีข้อมูลพื้นฐานอะไรบ้าง

a)

ข้อมูลจับคู่ระหว่าง User Requirement กับ System Requirement และ Test case

b)

ข้อมูลรายการระหว่าง Functional Requirement กับ User Requirement และ Test case

c)

ข้อมูลรายการ Functional Requirement และ Non-functional Requirement และ Test case

d)

ข้อมูลจับคู่ระหว่าง User Requirement และ Non-functional Requirement และ Test case

8.

ข้อใดคือวัตถุประสงค์หลักของ Requirement Traceability Matrix

a)

ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของ Functional Requirement

b)

ใช้ตรวจสอบความครบถ้วนในการพัฒนาระบบ

c)

ใช้ตรวจสอบย้อนกลับรายการความต้องการในขั้นตอนการทดสอบ

d)

ใช้ตรวจสอบย้อนกลับความต้องการของผู้ใช้กับ Non-functional Requirement

9.

ขั้นตอน Requirement Analysis ของ Waterfall model มี input / output เป็นข้อใด

a)

Input = ความต้องการของระบบ / output = requirement specification report

b)

Input = ความต้องการของลูกค้า / output = requirement specification report

c)

Input = หน้าที่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย / output = requirement analysis report

d)

Input = ความต้องการของระบบ / output = requirement analysis report

10.

ขั้นตอน System Design ของ Waterfall model มี input / output เป็นข้อใด

a)

Input = ความต้องการของระบบ / output = System Model

b)

Input = ความต้องการของลูกค้า / output = System Model, System architecture

c)

Input = requirement specification report / output = System architecture

d)

Input = requirement specification report / output = System Model, System architecture

11.

ขั้นตอน Implementation ของ Waterfall model มีผลลัพธ์ คือ ตัวระบบที่พัฒนาเสร็จแล้ว ข้อใด ไม่ใช่ input ของขั้นตอนนี้

a)

Data model

b)

System architecture

c)

Sequence Diagram

d)

User manual

12.

กระบวนการ Testing มีผลลัพธ์เป็น Test report ข้อใด ไม่ใช่ input ของกระบวนการนี้

a)

User Requirement

b)

Stakeholder

c)

Functional Requirement

d)

Test case

13.

กระบวนการ Deployment ผลลัพธ์ คือ การติดตั้งระบบที่ผ่านการทดสอบแล้ว ณ สถานที่ใช้งานจริง input ของขั้นตอนนี้ คือ ข้อใด

a)

System manual

b)

System architecture

c)

User Manual

d)

ถูกทุกข้อ

14.

โครงการลักษณะในข้อใด ควรเลือกใช้ Water Fall Model ในการพัฒนา

a)

โครงการขนาดใหญ่ที่มีความชัดเจนของความต้องการและไม่ซับซ้อน

b)

โครงการที่ผู้ใช้รู้ว่าอยากทำอะไรแต่ไม่สามารถให้รายละเอียดข้างในได้

c)

โครงการขนาดกลางแต่มีกำหนดเวลาน้อยและมีการเปลี่ยนแปลงความต้องการบ่อย

d)

โครงการขนาดเล็กแต่ไม่เป้าหมายไม่ชัดเจน

15.

โครงการลักษณะใด เหมาะสมกับการใช้ Prototype ในการพัฒนามากที่สุด

a)

โครงการขนาดกลางและใช้เวลานานในการพัฒนา

b)

โครงการขนาดกลางที่ผู้ใช้ไม่สามารถบอกความต้องการได้ชัดเจน

c)

โครงการขนาดเล็กที่ผู้ใช้เคยร่วมพัฒนาระบบมาก่อนเพียงแต่ต้องการปรับปรุงบางฟังก์ชัน

d)

โครงการขนาดเล็กที่ผู้ใช้ระบุความต้องการได้อย่างชัดเจน

16.

โมเดลในการพัฒนาซอฟต์แวร์ในข้อใด สามารถทยอยส่งมอบชิ้นงานบางส่วนระหว่างพัฒนาได้

a)

Waterfall Model

b)

Incremental Model

c)

Agile Scrum

d)

ข้อ ข และ ค

17.

โมเดลในข้อใดที่ผสมผสานระหว่าง Prototype Model และ Waterfall Model ที่สำคัญมีการประเมินความเสี่ยงในวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย

a)

Rapid Application Development

b)

Agile Kanban

c)

Spiral Model

d)

MVC Model

18.

โมเดลในข้อใดที่เน้นการใช้เครื่องมือช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งส่งผลทำให้ใช้ระยะการพัฒนาลดลง

a)

Spiral Model

b)

Incremental Model

c)

Rapid Application Development

d)

MVC Model

19.

โครงการที่มีเวลาน้อยในการพัฒนา เหมาะกับโมเดลการพัฒนาในข้อใด

a)

Prototype

b)

Rapid Application Development

c)

Incremental Model

d)

ถูกทุกข้อ

20.

ข้อใดกล่าว ผิด

a)

MCV เมื่อ M คือ Model เทียบเท่า Class หรือข้อมูลของระบบ V คือ View เทียบเท่าหน้าจอสำหรับแสดงผลให้ผู้ใช้ และ C คือ Control เป็นโค้ดที่ไว้สั่งทำงานข้อมูลแล้วเอาไปแสดงยังหน้าจอผู้ใช้

b)

MV สามารถแยกส่วนติดต่อผู้ใช้ออกจากข้อมูลได้อย่างชัดเจน

c)

MPV เมื่อ P คือ Presenter มีหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง Model และ View โดยทำการดึงข้อมูลจาก Model มาจัดรูปแบบก่อนส่งให้ View

d)

MVVM โดย V ตัวที่สองคือ View Model เปรียบเสมือน instance ของคลาส ที่จะถูกเชื่อมด้วย data binding ที่จะส่งข้อมูลไปแสดงผลตาม action ของผู้ใช้ที่ทำงานกับ View