wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Med_Micro Test

Total questions: 58

Worksheet time: 1hrs 15mins

Name
Class
Date
1.
ข้อใดเป็นลักษณะสำคัญของแบคทีเรีย
a)
เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
b)
ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส
c)
สารพันธุกรรมมีลักษณะเป็นเส้นยาว
d)
ข้อ ก และ ข ถูกต้อง
e)
ข้อ ก ข และ ค ถูกต้อง
2.
ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
a)
ผนังเซลล์ของแบคทีเรียเป็นสารประกอบประเภท Peptidoglycan
b)
ผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมลบจะมี peptidoglycan ที่เรียงตัวซ้อนกันเป็นชั้นบาง ๆ
c)
ผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมบวกจะมี peptidoglycan เรียงตัวกันเป็นชั้นหนา
d)
Lipopolysaccharide (LPS) พบในแบคทีเรียแกรมลบ
e)
แบคทีเรียแกรมบวกจะมี outer membrane ปกคลุมชั้น Peptidoglycan อยู่
3.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับพลาสมิด (Plasmid)
a)
พบพลาสมิดในแบคทีเรียทุกชนิด
b)
ในพลาสมิดจะมีสารพันธุกรรมที่สำคัญในการดำรงชีวิตของแบคทีเรีย
c)
ยีนที่พบบ่อยในพลาสมิดคือยีนดื้อยาปฏิชีวนะ
d)
พลาสมิดสามารถส่งผ่านไปยังแบคทีเรียตัวหนึ่งไปยังแบคทีเรียอีกตัวได้ผ่านอวัยวะที่ชื่อว่า flagella
e)
กระบวนการแลกเปลี่ยนพลาสมิดมีชื่อว่ากระบวนการ fertilization
4.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ endospore
a)
จะถูกสร้างขึ้นเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม
b)
แบคทีเรียทุกชนิดสามารถสร้าง endospore ได้
c)
Endospore สามารถทนต่อความร้อนและแสง UV ได้
d)
ข้อ ก และ ค ถูกต้อง
e)
ข้อ ก ข และ ค ถูกต้อง
5.
แบคทีเรียชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง มีการเรียงตัวกันเป็นสายโซ่ยาว เราจะเรียกชื่อแบคทีเรียชนิดนั้นว่าอะไร
a)
Streptococci
b)
Streptobacilli
c)
Staphylococci
d)
Diplococci
e)
Diplobacilli
6.
แบคทีเรียมีการสืบพันธุ์แบบใด
a)
Budding
b)
Binary fission
c)
Fragmentation
d)
Parthenogenesis
e)
Regeneration
7.
การเจริญของแบคทีเรียในระยะใดที่แบคทีเรียมีการเพิ่มจำนวนมากที่สุด
a)
Lag phase
b)
Log phase
c)
Stationary phase
d)
Death phase
e)
Decline phase
8.
ข้อใดไม่ถูกใช้ในการจัดจำแนกชนิดของแบคทีเรีย
a)
การย้อมติดสีของแบคทีเรีย
b)
รูปร่างและลักษณะของแบคทีเรีย
c)
ลักษณะการเจริญเติบโตบนอาหารเลี้ยงเชื้อบางชนิด
d)
pH
e)
ไม่มีข้อถูก
9.
เมื่อเลี้ยงแบคทีเรียชนิดหนึ่งในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวพบว่าแบคทีเรียจะเจริญอยู่บริเวณก้นหลอดอาหารเลี้ยงเชื้อ นิสิตคิดว่าแบคทีเรียชนิดนั้นเป็นแบคทีเรียในกลุ่มใด
a)
Aerobe
b)
Obligate aerobe
c)
Microaerophilic
d)
Facultative anaerobe
e)
Obligate anaerobe
10.
ข้อใดไม่สัมพันธ์กัน
a)
Carbol fuchsin และ Acid-fast stain
b)
95% Ethanol และ Acid-fast stain
c)
Iodine และ Gram stain
d)
Crystal violet และ Gram stain
e)
Silver stain และ flagella staining
11.
สมชายทำการย้อมสี Gram กับแบคทีเรียชนิดหนึ่งได้ผลดังภาพ นิสิตคิดว่าแบคทีเรียกลุ่มนั้นเป็นแบคทีเรียแกรมอะไรและมีการเรียงตัวแบบใด
a)
Gram positive cocci in pair
b)
Gram positive cocci in chain
c)
Gram positive cocci in cluster
d)
Gram positive diplococci
e)
Gram positive bacilli
12.
สมชายทำการย้อมสี Gram กับหนองที่ได้จากผู้ป่วยได้ผลดังภาพ นิสิตคิดว่าแบคทีเรียกลุ่มนั้นเป็นแบคทีเรียแกรมอะไรและติดสีแดงจากสีชื่อว่าอะไร
a)
Gram negative diplococci, แบคทีเรียติดสีแดงจากสี Safranin O
b)
Gram negative diplococci, แบคทีเรียติดสีแดงจากสี Crystal violet
c)
Gram negative diplococci, แบคทีเรียติดสีแดงจากสี Carbol fuchsin
d)
Gram negative diplococci, แบคทีเรียติดสีแดงจากสี Eosin
e)
Gram negative diplococci, แบคทีเรียติดสีแดงจากสี Giemsa
13.

การศึกษาหาความไวของแบคทีเรียต่อยาปฏิชีวนะควรใช้เทคนิคในการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียในข้อใด

a)

Streak plate

b)

Spread plate

c)

Pour plate

d)

Stab and Stroke

e)

Lawn culture

14.
ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการทำให้ปราศจาคเชื้อ (Sterilization)
a)
เป็นวิธีที่สามารถทำลายแบคทีเรียที่สามารถสร้างสปอร์ได้
b)
การใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำ (Autoclave)เป็นหนึ่งในวิธีทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization)
c)
การใช้รังสีแกมม่าเป็นหนึ่งในวิธีทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization)
d)
ข้อ ก และ ข ถูกต้อง
e)
ข้อ ก ข และ ค ถูกต้อง
15.
ข้อใดผิดเกี่ยวกับการทำลายเชื้อ (Disinfection)
a)
เป็นวิธีที่สามารถทำลายแบคทีเรียที่สามารถสร้างสปอร์ได้
b)
เป็นวิธีที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้
c)
การใช้น้ำยาทำลายเชื้อเป็นวิธีทำลายเชื้อวิธีหนึ่ง
d)
การใช้รังสี Ultraviolet เป็นวิธีทำลายเชื้อวิธีหนึ่ง
e)
การใช้เบตาดีนเช็ดทำความสะอาดผิวหนังเป็นวิธีทำลายเชื้อวิธีหนึ่ง
16.
ผู้ใดไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ
a)
ลุงสมชายมีอาการไข้ร่วมกับเจ็บคอ คอแดง
b)
ป้าสมรมีอาการไข้ร่วมกับอาการท้องเดิน
c)
นางสาวใบตองมีอาการไข้ร่วมกับอาการเจ็บคอ ผนังคอแดง มีจุดหนอง
d)
นายแดงมีอาการไข้ร่วมกับผิวหนังอักเสบเป็นหนอง บวมแดง
e)
นางสาวสมใจมีอาการไข้ร่วมกับปัสสาวะแสบขัด
17.
ข้อใดไม่ใช่กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ
a)
ต้านการสังเคราะห์ผนังเซลล์
b)
ต้านการสังเคราะห์เยื่อหุ้มเซลล์
c)
ต้านการสังเคราะห์โปรตีน
d)
ต้านการสังเคราะห์สารพันธุกรรมของแบคทีเรีย
e)
ต้านการสังเคราะห์ไมโตรคอนเดรีย
18.
ยา Penicillin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มใด
a)
ต้านการสังเคราะห์ผนังเซลล์
b)
ต้านการสังเคราะห์เยื่อหุ้มเซลล์
c)
ต้านการสังเคราะห์โปรตีน
d)
ต้านการสังเคราะห์สารพันธุกรรมของแบคทีเรีย
e)
ต้านการสังเคราะห์ไมโตรคอนเดรีย
19.
ยาปฏิชีวนะในกลุ่มใดเป็นกลุ่มที่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิตมากที่สุด
a)
ต้านการสังเคราะห์ผนังเซลล์
b)
ต้านการสังเคราะห์เยื่อหุ้มเซลล์
c)
ต้านการสังเคราะห์โปรตีน
d)
ต้านการสังเคราะห์สารพันธุกรรมของแบคทีเรีย
e)
ต้านการสังเคราะห์ไมโตรคอนเดรีย
20.
ข้อใดไม่สัมพันธ์กัน
a)
Vancomycin และ ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านการสังเคราะห์ผนังเซลล์
b)
Colistin และ และ ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านการสังเคราะห์เยื่อหุ้มเซลล์
c)
Tetracycline และ ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านการสังเคราะห์โปรตีน
d)
Clindamycin และ ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ขัดขวางขบวนการเมตาโบลิซึมของแบคทีเรีย
e)
Rifampin และ ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านการสังเคราะห์สารพันธุกรรมของแบคทีเรีย
21.
การดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อแบคทีเรียเกิดเนื่องมาจากสาเหตุใด
a)
การหยุดรับประทานยาปฏิชีวนะเมื่ออาการป่วยดีขึ้น
b)
การอมยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ
c)
การเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงกว่าเมื่อรับประทานยาเดิมแล้วไม่ดีขึ้น
d)
การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง
e)
ถูกทุกข้อ
22.
ค่า MIC คืออะไร
a)
ค่าความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะที่น้อยที่สุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้
b)
ค่าความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะที่น้อยที่สุดที่สามารถฆ่าแบคทีเรียได้
c)
ค่าความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะที่มากที่สุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้
d)
ค่าความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะที่มากที่สุดที่สามารถฆ่าแบคทีเรียได้
e)
ช่วงค่าความเข้มข้นของยาปฏิชีวนะที่สามารถฆ่าแบคทีเรียได้
23.
จากภาพเป็นการหาความไวของยาปฏิชีวนะของเชื้อแบคทีเรีย วิธีดังกว่าวคือวิธีอะไร
a)
Disk diffusion (Kirby-Bauer)
b)
E-tests
c)
MIC
d)
MBC
e)
Elek test
24.
ข้อใดไม่ใช่โรคที่แบคทีเรียเป็นสาเหตุ
a)
โรคไข้หวัดใหญ่
b)
โรคอหิวาตกโรค
c)
โรคไข้ไทฟอยด์
d)
โรควัณโรค
e)
โรคซิฟิลิส
25.
เชื้อแบคทีเรียในข้อใดก่อโรคซิฟิลิส
a)
Pseudomonas aeruginosa
b)
Treponema pallidum
c)
Shigella dysenteriae
d)
Staphylococcus aureus
e)
Mycobacterium tuberculosis
26.
เด็กชายสมรักษ์มีอาการไข้ต่ำ ๆ ไอถี่ติดกันเป็นชุดและมีเสียงวู๊ปหลังจากการไอเสร็จแล้ว นิสิตคิดว่าเด็กชายสมรักษ์ติดเชื้อแบคทีเรียอะไรและเป็นโรคอะไร
a)
Pseudomonas aeruginosa, โรคไอกรน
b)
Staphylococcus aureus, โรคปอดอักเสบ
c)
Bordetella pertussis, โรคไอกรน
d)
Mycobacterium tuberculosis, โรควัณโรค
e)
Neisseria gonorrhoeae, โรคคอตีบ
27.
เชื้อแบคทีเรียในข้อใดเป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค
a)
Staphylococcus aureus
b)
Streptococcus pneumoniae
c)
Shigella dysenteriae
d)
Vibrio cholerae
e)
Salmonella enteritidis
28.
เชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae เป็นสาเหตุของโรคอะไร
a)
โรควัณโรค
b)
โรคคอตีบ
c)
โรคปอดบวม
d)
โรคบาดทะยัก
e)
โรคหนองใน
29.
โรคไข้กาฬหลังแอ่นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอะไร
a)
Streptococcus pyogenes
b)
Staphylococcus aureus
c)
Escherichia coli
d)
Neisseria meningitides
e)
Clostridium perfringens
30.
เชื้อแบคทีเรียก่อโรคในข้อใดไม่สามารถสร้างสปอร์ได้
a)
Bacillus anthracis
b)
Clostridium botulinum
c)
Bacillus cereus
d)
Clostridium tetani
e)
Streptococcus pneumoniae
31.
เชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae เป็นสาเหตุของโรคอะไร
a)
Lyme disease
b)
โรคซิฟิลิส
c)
โรคคอตีบ
d)
โรคปอดอักเสบ
e)
โรควัณโรค
32.
ข้อใดผิดเกี่ยวกับวัณโรค
a)
ผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรังและมีเลือดปนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 สัปดาห์ มีไข้และเจ็บหน้าอก
b)
การรักษาคือการรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
c)
ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการไอแล้วสามารถหยุดรับประทานยาปฏิชีวนะได้
d)
สามารถก่อโรคที่อวัยวะอื่นได้เช่น กระดูก ต่อมน้ำเหลือง
e)
การวินิจฉัยวัณโรคคือการนำเสมหะของผู้ป่วยมาย้อม Acid Fast Stain
33.
ข้อใดคือลักษณะของเชื้อ Mycoplasma spp.
a)
มีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียทั่วไป
b)
ไม่มีผนังเซลล์
c)
ไวต่อยาปฏิชีวนะกลุ่ม Penicillin
d)
ข้อ ก และ ข ถูกต้อง
e)
ข้อ ก ข และ ค ถูกต้อง
34.
ลักษณะโคโลนีคล้ายไข่ดาว (Fried egg-like colony) เป็นลักษณะโคโลนีของเชื้ออะไรและก่อให้เกิดโรคอะไร
a)
Legionella pneumophila ก่อโรค Legionnaire’s disease
b)
Mycoplasma pneumoniae ก่อโรค Primary atypical pneumonia
c)
Streptococcus pyogenes ก่อโรค Pharyngitis
d)
Legionella pneumophila ก่อโรค Pneumonia
e)
Mycoplasma pneumoniae ก่อโรค Diphtheria
35.
เชื้อแบคทีเรียในข้อใดไม่สามารถเพาะเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเชื้อได้
a)
Pseudomonas aeruginosa
b)
Staphylococcus aureus
c)
Escherichia coli
d)
Rickettsia spp.
e)
Clostridium perfringens
36.
ข้อใดไม่สัมพันธ์กัน
a)
Bacillus cereus และ โรคอาหารเป็นพิษ
b)
Legionella pneumophila และ Legionnaire’s disease
c)
Staphylococcus aureus และ โรค SSSS
d)
Salmonella typhi และ โรคไข้ไทฟอยด์
e)
Borrelia burgdorferi และโรคปอดบวม
37.
ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบ Cell wall ของเชื้อรา
a)
chitin
b)
mannan
c)
polysaccharides
d)
ergosterols
e)
peptidoglycan
38.
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
a)
Yeast เป็นเชื้อรา เซลล์เดียว
b)
Yeast สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการ Budding
c)
Yeast สามารถเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส
d)
Mold เป็นเชื้อราที่มีหลายเซลล์
e)
Mold เป็นราสาย มีทั้งชนิดที่มีผนังกันและไม่มีผนังกั้น
39.
การสร้าง Psuedohyphae พบได้ใน เชื้อรากลุ่มใด
a)
Yeast like fungi
b)
Yeast
c)
Psuedofungi
d)
Mold
e)
Dimorphic fungi
40.
Asexual spore ของกลุ่มเชื้อรา Zygomycete เรียกว่าอย่างไร
a)
Arthrospores
b)
Sporangiospore
c)
Chlamydospores
d)
Basidiodpores
e)
Conidia
41.
ข้อใดไม่ใช่ True fungi pathogen
a)
Epidermophyton spp.
b)
Microsporum spp.
c)
Trichophyton spp.
d)
Candida albicans
e)
Sporothrix schenckii
42.
Tenia versicolor (เกลื้อน) เกิดจากการติดเชื้อราในข้อใด
a)
Malazzesia furfur
b)
Trichophyton spp.
c)
Sporothrix schenckii
d)
Candida albicans
e)
Microsporum spp.
43.
Tenia ungium เกิดจากการติดเชื้อราในข้อใด
a)
Malazzesia furfur
b)
Trichophyton spp.
c)
Sporothrix schenckii
d)
Candida albicans
e)
Microsporum spp.
44.
Ring worm (กลาก) เกิดจากการติดเชื้อราในกลุ่มใด
a)
Subcutaneous pathogenic fungi
b)
Opportunistic fungi
c)
Dermatophytes
d)
Systemic pathogenic fungi
e)
ไม่มีข้อใดถูก
45.
Tinea pedis คือข้อใด
a)
ringworm infection of the scalp
b)
ringworm infection of the groin
c)
ringworm infection of the body
d)
ringworm infection of the nails
e)
ringworm infection of the foot
46.

จงเลือกข้อความที่สัมพันธ์กับเชื้อราในภาพ (มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ)

a)

Dimorphic fungi

b)

Subcutaneous

c)

Sporothrix schenckii

d)

Yeast like fungi

e)

หนามกุหลาบ

47.

จงเลือกข้อความที่สัมพันธ์กับเชื้อราในภาพ (มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ)

a)

Ascomycetes

b)

Immunocompromised

c)

Non-septate hyphae

d)

Sporangiospores

e)

Basidiospore

48.

จงเลือกวิธีการตรวจหาเชื้อราจากผิวหนัง (มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ)

a)

KOH preparation

b)

Lactophenol cotton blue preparation

c)

Gram's stain

d)

Acid Fast Stain

49.

จงเลือกข้อความที่สัมพันธ์กับเชื้อราในภาพ (มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ)

a)

Encapsulated yeast

b)

มูลนกพิราบ

c)

Dimorphic fungi

d)

Immunocompromised

e)

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

50.
โปรตีนที่เรียงตัวเป็นรูปทรงต่างๆล้อมรอบกรดนิวคลีอิคของไวรัส เรียกว่าอย่างไร
a)
Envelope
b)
Histone
c)
Capsid
d)
Spikey
e)
Peptidoglycan
51.
โครงสร้างหลักที่ไวรัสทุกชนิดต้องมี คือ ข้อใด
a)
Capsid และ Nucleic acid
b)
Envelop และ Spike
c)
Envelope และ Nucleic acid
d)
Capsid และ Envelope
e)
ถูกทุกข้อ
52.
ไวรัสอาศัยโครงสร้างในข้อใดในการเกาะติดเซลล์โฮสต์เพื่อเข้าสู่เซลล์
a)
Envelope
b)
Histone
c)
Capsid
d)
Spikey
e)
Peptidoglycan
53.
ข้อใดคือกลกไกการเพิ่มจำนวนของไวรัสที่ถูกต้อง
a)
Attach >>Uncoating>> Entry>> Synthesis>> Assembly >> Release
b)
Attach >>Entry>> Uncoating >> Synthesis>> Release >> Assembly
c)
Entry >>Attach>> Uncoating >> Synthesis>> Assembly >> Release
d)
Attach >>Entry>> Synthesis >> Uncoating>> Assembly >> Release
e)
Attach >>Entry>> Uncoating >> Synthesis>> Assembly >> Release
54.
ข้อใดไม่ถูกต้อง
a)
ไวรัสประกอบด้วยกรดนิวคลีอิค DNA หรือ RNA ที่เป็น Singleหรือ Double-stranded
b)
ไวรัสทั้งหมดเป็น obligate intracellular parasites
c)
ไวรัสทุกชนิดมี capsid และ envelope หุ้ม
d)
อนุภาคไวรัสออกจาก host โดยการเหนี่ยวนำให้เกิด cell lysis หรือ budding
e)
ไม่มีข้อใดผิด
55.
ไวรัสต่างจากแบคทีเรียอย่างไร
a)
ไวรัสไม่ได้เพิ่มจำนวนแบบ binary fission
b)
ไวรัสมีขนาดเล็กกว่า
c)
ไวรัสเป็น obligate intracellular parasitic
d)
ก และ ข ถูก
e)
ถูกทุกข้อ
56.
ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Prion
a)
Prion เป็นอนุภาคไวรัส
b)
Prion ไม่มีกรดนิวคลีอิค
c)
ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ
d)
ก่อโรค kuru & Creutzfeldt-Jakob Disease (CJD)
e)
ข้อ ข และ ง ถูก
57.
เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์ในร่างกายจะทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ ร่องรอยนั้นเรียกว่า……..
a)
Cytopathic effect (CPE)
b)
Immunization effect
58.

จงเลือก Onco virus (มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ)

a)

Human papilloma virus

b)

Hepatitis B virus

c)

Epstein-Barr virus

d)

Corona virus

Similar Resources on Wayground