wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สอบกลางภาค-เสริมทักษะ 4

Total questions: 30

Worksheet time: 22mins

Name
Class
Date
1.

ข้อบังคับของฉันทลักษณ์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท

a)

6 ประเภท

b)

8 ประเภท

c)

10 ประเภท

d)

12 ประเภท

2.

คณะ คืออะไร

a)

แบบบังคับของร้อยแก้วแต่ละชนิด

b)

แบบบังคับของเรื่องสั้น

c)

แบบบังคับของคําประพันธ์แต่ละชนิด

d)

แบบแผนของการแต่งคำร้อง

3.

หน่วยย่อยของ"คณะ" คืออะไร

a)

บท-บาท-วรรค-คำ

b)

บาท-วรรค-คำ-พยางค์

c)

บท-บาท-บรรทัด-พยางค์

d)

บท-บรรทัด-พยางค์-คำ

4.

สัมผัส คือ ความคล้องจองของถ้อยคํา ใช้ในฉันทลักษณ์ เพื่อให้เสียงรับกัน

a)

ถูกต้อง

b)

ผิด

5.

สัมผัสแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

a)

สัมผัสเสียง-สัมผัสสระ

b)

สัมผัสพยัญชนะ-สัมผัสอักษร

c)

สัมผัสนอก-สัมผัสใน

d)

สัมผัสวรรณยุกต์-สัมผัสตัวสะกด

6.

สัมผัสในแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

a)

สัมผัสสระ-สัมผัสตัวสะกด

b)

สัมผัสสระ-สัมผัสวรรณยุกต์

c)

สัมผัสสระ-สัมผัสอักษร

d)

สัมผัสอักษร-สัมผัสพยัญชนะ

7.

ข้อใดไม่ได้อยู่ใน "สัมผัสอักษร"

a)

ใช้อักษรเดียวกัน

b)

ใช้อักษรชนิดเดียวกันเกือบทั้งหมด

c)

ใช้อักษรประเภทเดียวกัน

d)

ใช้อักษรกลางทั้งหมด

8.

ข้อใดผิด

a)

คําครุ คือ พยางค์ที่มีเสียงหนัก

b)

คำลหุ คือ พยางค์เสียงเบา

c)

สระ อำ-ไอ-ใอ-เอา เป็น คำครุ

d)

ก็ บ่ บ ฤ ธ ณ เป็น คำครุ

9.

พยางค์ที่ประกอบด้วยสระเสียงสั้น ไม่มีตัวสะกด คือ..

a)

คำครุ

b)

คำลหุ

c)

คำเป็น

d)

คำสร้อย

10.

กลอนดอกสร้อย ใช้คำขึ้นต้นว่า

a)

เอ๋ย

b)

เอย

c)

เมื่อนั้น บัดนั้น

d)

จะกล่าวถึง

11.

กำชัย ทองหล่อ แบ่งประเภทของกลอนไว้ 3 ชนิด คือ

a)

กลอนสุภาพ-กลอนลำนำ-กลอนตลาด

b)

กลอนลำนำ-กลอนเพลง-กลอนตลาด

c)

กลอนสุภาพ-กลอนเสภา-กลอนเพลงยาว

d)

กลอนละคร-กลอนสักวา-การขับร้อง

12.

กลอนบังคับฉันทลักษณ์ต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

a)

คณะ

b)

สัมผัส

c)

เสียงเอก-โท

d)

เสียงวรรณยุกต์

13.

โคลงมี 3 ชนิด ยกเว้นข้อใด

a)

โคลงสุภาพ

b)

โคลงดั้น

c)

โคลงลำนำ

d)

โคลงโบราณ

14.

ฉันทลักษณ์ที่เด่นที่สุดของ โคลง คืออะไร

a)

บังคับครุ-ลหุ

b)

บังคับเอก-โท

c)

บังคับกลอักษร

d)

บังคับคำขึ้นต้น

15.

ฉันทลักษณ์ที่เด่นที่สุดของ “ฉันท์” คืออะไร

a)

บังคับครุ-ลหุ

b)

บังคับเอก-โท

c)

บังคับกลอักษร

d)

บังคับคำขึ้นต้น

16.

“ฉันท์” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอะไร

a)

อินเดีย

b)

ศรีลังกา

c)

ชวา

d)

เขมร

17.

“ฉันท์"แต่เดิมแต่งเป็นภาษาใด

a)

ภาษาอินโดนีเซีย

b)

ภาษาชวา-มลายู

c)

ภาษาบาลี-สันสกฤต

d)

ภาษาเขมร

18.

"มีลักษณะคล้ายกับฉันท์ แต่ไม่บังคับครุ-ลหุเหมือนฉันท์" คือ

a)

กลอน

b)

กาพย์

c)

ร่าย

d)

โคลง

19.

ร่ายสุภาพ จะต้องจบด้วยคำประพันธ์ใดเสมอ

a)

โคลงสองสุภาพ

b)

โคลงสี่สุภาพ

c)

กาพย์ยานี 11

d)

กาพย์ฉบัง 16

20.

ลิลิตมาจากคำประพันธ์ใดที่ใช้ร่วมกัน

a)

ร่าย + โคลง

b)

ร่าย + กลอน

c)

กาพย์ + ฉันท์

d)

กาพย์ + โคลง

21.

สุนทรียะของคำประพันธ์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท

a)

3 ประเภท

b)

4 ประเภท

c)

5 ประเภท

d)

6 ประเภท

22.

การใช้รูปแบบแห่งฉันทลักษณ์ให้เหมาะสม งดงามกับเนื้อหาของคำประพันธ์แต่ละประเภท คือ อะไร

a)

สุนทรียรูป

b)

สุนทรียรส

c)

สุนทรียลีลา

d)

สุนทรียศาสตร์

23.

"สุนทรียลีลา" เรียกได้อีกอย่างว่าอะไร

a)

ลีลาแห่งคำประพันธ์ไทย

b)

ลีลาของวรรณคดี

c)

รสแห่งวรรณคดี

d)

รสชาติของวรรณคดี

24.

การชมความงดงามของตัวละคร รวมถึงความงดงามแห่งธรรมชาติ หรือสิ่งของอื่นๆด้วย คือ รสวรรณคดีใด

a)

เสาวรจนี

b)

นารีปราโมทย์

c)

พิโรธวาทัง

d)

สัลลาปังคพิไสย

25.

บทว่าด้วยการเกี้ยวพาราสี บทโอ้โลม เป็นรสแห่งความรัก คือ รสวรรณคดีใด

a)

เสาวรจนี

b)

นารีปราโมทย์

c)

พิโรธวาทัง

d)

สัลลาปังคพิไสย

26.

บทคร่ำครวญรำพัน เศร้าโศก อาลัย อาวรณ์ คือ รสวรรณคดีใด

a)

เสาวรจนี

b)

นารีปราโมทย์

c)

พิโรธวาทัง

d)

สัลลาปังคพิไสย

27.

บทว่าด้วยความโกรธเคือง ตัดพ้อต่อว่า เสียดสี หึงหวง ประชดประชัน คือ รสวรรณคดีใด

a)

เสาวรจนี

b)

นารีปราโมทย์

c)

พิโรธวาทัง

d)

สัลลาปังคพิไสย

28.

ข้อใดจับคู่ รสวรรณคดีของบาลีสันสกฤต กับความหมายได้ถูกต้อง

a)

ศฤงคารรส คือ รสแห่งความกลัว

b)

กรุณารส คือ รสแห่งความขบขัน

c)

วีรรส คือ รสแห่งความกล้าหาญ

d)

รุทธรส คือ รสแห่งความสงบ

29.

ข้อใดจับคู่ รสวรรณคดีของบาลีสันสกฤต กับความหมายได้ถูกต้อง

a)

พีภัตสรส คือ รสแห่งความโกรธเคือง

b)

ศานติรส คือ รสแห่งความสงสาร

c)

ภยานกรส คือ รสแห่งความสงบ

d)

อัพภูตรส คือ รสแห่งความพิศวง อัศจรรย์

30.

รสวรรณคดีของบาลี-สันสกฤต มีด้วยกันกี่รส

a)

4 รส

b)

6 รส

c)

9 รส

d)

13 รส