wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

Total questions: 25

Worksheet time: 13mins

Name
Class
Date
1.

E.Mark Hanson (2003) ได้ให้ความหมายของเครือข่าย (Network)ไว้ว่าอะไร

a)

1.การทำงานร่วมกันในรูปแบบการเรียงลำดับ

b)

2.รูปแบบหนึ่งของการประสานงานของบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือ หลายองค์การที่มีทรัพยากรของตัวเอง ซึ่งเข้ามาประสานงานกันอย่างมีระยะเวลาพอสมควร

c)

3.รูปแบบหนึ่งของการประสานงานของบุคคล สู่บุคคล โดยการใช้ จดหมายลูกโซ่

d)

4.รูปแบบหนึ่งของการทำงานโดยการทำงานแบบต่างคนต่างทำ

2.

ข้อใดคือประโยชน์ของการสร้างเครือข่าย

a)

1.ช่วยเปิดโอกาสให้บุคคลและองค์กรได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารรวมทั้งบทเรียนและประสบการณ์กับบุคคลหรือองค์กรที่อยู่นอกหน่วยงานของตน

b)

2. ทำงานได้ยืดหยุ่นอาศัยความชำนาญหลายฝ่ายช่วยเสนอ

c)

3. ถูกทุกข้อ

d)

4. งานมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

3.

ข้อใดคือเครือข่ายเทียม (Pseudo network)

a)

1. เครือข่ายที่มีเป้าหมายการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน

b)

2. เครือข่ายที่ต่างคนต่างไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกัน

c)

3. บุคลากรในเครือข่ายไม่ได้ตั้งใจที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน

d)

4. ข้อ 2 และ 3 ถูก

4.

ข้อใดไม่ใช่เครือข่ายแท้

a)

1. มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน

b)

2. ไม่มีข้อใดถูก

c)

3. เสริมสร้างซึ่งกันและกัน

d)

4. สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในเครือข่าย

5.

ข้อใดคือเครือข่ายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

a)

1. ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม ประชาชนตระหนัก ตื่นตัวในปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วลงมือริเริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหา

b)

2. ภาครัฐเป็นผู้ริเริ่ม กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักในปัญหา และผลักดันให้เกิดการรวมตัวของประชาชน

c)

3. ภาครัฐมีอำนาจในการสั่งการตัดสินใจเต็มรูปแบบ ประชาชนมีหน้าที่รับฟังอย่างเดียวเท่านั้น

d)

4. กลุ่มบุคคลมารวมกันด้วยวัตถุประสงค์กว้างๆ ไม่ชัดเจน สนับสนุนและเรียนรู้ไปด้วยกัน

6.

ข้อใดคือเครือข่ายที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้ง

a)

1. ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม ประชาชนตระหนัก ตื่นตัวในปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วลงมือริเริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหา

b)

2. ภาครัฐเป็นผู้ริเริ่ม กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักในปัญหา และผลักดันให้เกิดการรวมตัวของประชาชน

c)

3. ภาครัฐมีอำนาจในการสั่งการตัดสินใจเต็มรูปแบบ ประชาชนมีหน้าที่รับฟังอย่างเดียวเท่านั้น

d)

4. กลุ่มบุคคลมารวมกันด้วยวัตถุประสงค์กว้างๆ ไม่ชัดเจน สนับสนุนและเรียนรู้ไปด้วยกัน

7.

ข้อใดคือเครือข่ายที่เกิดจากวิวัฒนาการ

a)

1. ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม ประชาชนตระหนัก ตื่นตัวในปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วลงมือริเริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหา

b)

2. ภาครัฐเป็นผู้ริเริ่ม กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักในปัญหา และผลักดันให้เกิดการรวมตัวของประชาชน

c)

3. ภาครัฐมีอำนาจในการสั่งการตัดสินใจเต็มรูปแบบ ประชาชนมีหน้าที่รับฟังอย่างเดียวเท่านั้น

d)

4. กลุ่มบุคคลมารวมกันด้วยวัตถุประสงค์กว้างๆ ไม่ชัดเจน สนับสนุนและเรียนรู้ไปด้วยกัน

8.

ข้อใดคือการสร้างเครือข่าย(Networking)

a)

1. การทำให้การทำงานเป็นอย่างราบเรียบไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างชัดเจน

b)

2. การสร้างระบบติดต่อด้วยการเผยแพร่ข่าวสารแบบทางเดียว เช่นการส่งจดหมายข่าวไปให้สมาชิกตามรายชื่อ

c)

3. การทำให้มีการติดต่อสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการร่วมมือกันด้วยความสมัครใจ

d)

4. การทำให้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการร่วมมือกันด้วยความจำใจเนื่องจากวัฒนธรรมขององค์กร

9.

การเริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่าย สามารถทำได้อย่างไร

a)

1. ถูกทุกข้อ

b)

2. สร้างพันธสัญญาสู่เป้าหมายร่วมกัน

c)

3. การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม และการสร้างจุดร่วมของผลประโยชน์

d)

4. พัฒนาแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือ

10.

ข้อใดคือการพัฒนาความสัมพันธ์

a)

1. ต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน

b)

2. สร้างการยอมรับในความแตกต่างระหว่างสมาชิก

c)

3. สร้างแรงกดดันต่อกันเพื่อให้เป้าหมายงานบรรลุผล

d)

4. สร้างแรงจูงใจให้เป็นผู้ประกอบการ

11.

เพราะเหตุใดสถานศึกษาจำเป็นต้องมีเครือข่ายและมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

a)

1. เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น

b)

2. เพื่อให้บุคลากรทุกคนมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น

c)

3. เพื่อมาทำแผนการพัฒนาการศึกษาของชาติให้เจริญก้าวหน้า

d)

4. เพื่อให้สถานศึกษามีหน้ามีตาในสังคม ชุมชน และโลก

12.

หน่วยงานใดที่สถานศึกษาควรเชิญมาเป็นเครือข่าย

a)

1. วิทยากรที่มีประสบการณ์

b)

2. ลุงพลนักการตลาดมืออาชีพ

c)

3. อแมนด้านางแบบสาวสวยผู้เข้าชิงมิสยูนิเวิร์ส

d)

4. ลุงจ๋อยผู้ดูแลสวนสัตว์เขาใหญ่ ไทยแลนด์

13.

ระดับของการสร้างเครือข่าย แบ่งได้เป็น 3 ระดับ มีอะไรบ้าง

a)

1. ระดับองค์การ ระดับสถาบัน ระดับบุคลากร

b)

2. คณะกรรมการ ระดับองค์การ รัฐสภา

c)

3. ระดับชุมชน ระดับสถาบัน ระดับบุคลากร

d)

4. ระดับองค์การ ระดับสถาบัน ระดับสมาชิก

14.

ข้อใดคือการสร้างเครือข่ายระดับองค์การ

a)

1. การสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติงานแบบใหม่ของการบริหารแบบมีส่วนร่วม การปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงาน

b)

2. การสร้างบุคลากรและฝึกทักษะบุคลากรในองค์การให้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานกับประชาชน เช่น ทักษะการสื่อสาร

c)

3. การออกกฎเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนในองค์กร

d)

4. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์การเพื่อรองรับการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เช่น ตั้งหน่วยงาน บุคลากร

15.

ข้อใดคือการสร้างเครือข่ายระดับสถาบัน

a)

1. ออกกฎเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนในองค์กร

b)

2. การสร้างบุคลากรและฝึกทักษะบุคลากรในองค์การให้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานกับประชาชน เช่น ทักษะการสื่อสาร

c)

3. เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความ คิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของสถานศึกษา

d)

4. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์การเพื่อรองรับการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เช่น ตั้งหน่วยงาน บุคลากร

16.

ข้อใดคือการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ระดับที่ 2 (การมีส่วนร่วมในระดับการปรึกษาหารือ)

a)

1. การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ

b)

2. การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของสถานศึกษาด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น

c)

3. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น การจัดนิทรรศการนอกสถานศึกษา

d)

4. การให้กลุ่มประชาชนผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วนร่วม โดยหุ้นส่วนกับสถานศึกษาในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ

17.

ข้อใดเป็นการเกิดขึ้นของเครือข่ายตามประเด็นปัญหา

a)

1. เครือข่ายด้านเด็ก สตรี เครือข่ายงดเหล้า

b)

2. เครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลา

c)

3. เครือข่ายสาธารณสุข

d)

4. เครือข่ายธุรกิจ

18.

ข้อใดคือแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

a)

1. แนวคิดความคล้ายคลึง (Homophily)

b)

2. ถูกทุกข้อ

c)

3. แนวคิดความใกล้ชิด (Propinquity)

d)

4. ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Exchange theories)

19.

ข้อใดคือแนวคิดความคล้ายคลึง(Homophily)

a)

1. ปิงปองชอบจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่มีคุณลักษณะที่คล้ายกัน

b)

2. จันทร์เจ้าชอบที่จะมีความสัมพันธ์กับคนที่มีระยะทางใกล้ชิดกัน

c)

3. ลำใยชอบความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้น ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นตลอด

d)

4. ตั๊กแตนชอบที่จะมีความสัมพันธ์แบบหลวมกับผู้อื่น เพราะไม่อยากผูกมัด

20.

ข้อใดคือแนวคิดความใกล้ชิด (Propinquity)

a)

1. ปิงปองชอบจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่มีคุณลักษณะที่คล้ายกัน

b)

2. จันทร์เจ้าชอบที่จะมีความสัมพันธ์กับคนที่มีระยะทางใกล้ชิดกัน

c)

3. ลำใยชอบความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้น ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นตลอด

d)

4. ตั๊กแตนชอบที่จะมีความสัมพันธ์แบบหลวมกับผู้อื่น เพราะไม่อยากผูกมัด

21.

ข้อใดคือความสัมพันธ์แบบแน่นแฟ้น

a)

1. ผู้คนที่คล้ายคลึงกันหรือคุ้นเคยกันตั้งเป้าหมายร่วม เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และมีการแบ่งปันข้อมูลและแหล่งประโยน์กัน

b)

2. ผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกันแต่เข้ามาเพื่อช่วยให้ความคิด มุมมอง องค์ความรู้ แนวปฏิบัติใหม่ๆที่แตกต่าง

c)

3. อาจมาจากการเป็นเพื่อนของเพื่อน

d)

4. ลินดากับกับสมชายคุยกันคุยจีบกันในร้านเหล้าคืนนั้น แต่หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็ไม่รู้จักกันอีกเลย

22.

ข้อใดคือทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange Theories)

a)

1. สิ่งที่ดีที่สุด คือ ความคุ้มค่าของความสัมพันธ์นั้นมาจากการใช้ความพยายามหรือเงินจำนวนมากแล้วไม่ได้รับอะไรตอบแทนเป็นรางวัล

b)

2. เกิดขึ้นจากความสมัครใจของบุคคลที่ถูกจูงใจด้วยผลกำไรหรือรางวัลตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับจากผู้อื่น

c)

3. การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นกลไกการสร้างความสัมพันธ์ของการพึ่งพาอาศัยที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมาก

d)

4. บุคคลจะยอมทำงานหนักอุทิศตนเพื่อสังคมถึงแม้ไม่ได้รับรางวัลตอบแทน

23.

ข้อใดคือทฤษฎีแนวร่วมการกระทำ(Theory Logic of collective action)

a)

1. ข้อ 2 และ 3 ถูก

b)

2. ลดโอกาสการมีส่วนร่วมในสินค้าสาธารณะ เนื่องจากทุนมีจำกัด

c)

3. การจำกัดขนาดของกลุ่ม เนื่องจากกลุ่มยิ่งขนาดใหญ่ผลประโยชน์ที่ได้ยิ่งน้อย ผลตอบแทนการลงทุนของบุคคลยิ่งต่ำ

d)

4. ไม่มีข้อใดถูก

24.

ข้อใดคือขั้นตอนกระบวนการจัดการเครือข่ายความร่วมมือ

a)

1. ทำให้รู้สึกถึงความเร่งด่วนที่ต้องมีเครือข่าย ชี้ให้เห็นวิกฤตและโอกาสทางเลือกของความสำเร็จ

b)

2. ทำให้รู้สึกถึงความสบาย เรียบง่าย ในการที่จะมีเครือข่าย เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการทำสิ่งใหญ่

c)

3. ไม่จำเป็นต้องชื่นชมความสำเร็จทีละเล็กละน้อยในการทำงาน เพราะบุคลากรอาจคิดว่าตนเก่งแล้วไม่อยากพัฒนา

d)

4. ไม่ให้ความสนใจเมื่อบุคลากรปรับปรุงตนเองในการทำงาน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะกระทำตั้งแต่แรก

25.

ข้อใดไม่ใช่การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในการบริหารเครือข่าย

a)

1. รับรู้ถึงความเท่าเทียมกันในอำนาจและความรับผิดชอบ รับรู้ถึงความมีคุณค่าของตนเองแม้จะมีความแตกต่างกันในความร่วมมือนั้น

b)

2. สื่อสารอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์ เปิดเผยตนเองหรือเปิดเผยความคิด ความรู้สึก ของตนเองต่อผู้อื่น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะอย่างเปิดเผย

c)

3. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และให้ค่ากับการพึ่งพากันและกัน

d)

4. ไม่มีข้อใดถูก