wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Final การบริหารคุณภาพ

Total questions: 40

Worksheet time: 20mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดเป็นเอกสารในข้อกำหนด

a)

กระบวนการสนับสนุน (Support Process)

b)

ขั้นตอนร่วม (Interface)

c)

กระบวนการธุรกิจ (Business Process)

d)

นโยบายคุณภาพและวัตถุประสงค์ด้านคุณภาพ

e)

การจัดทำคำอธิบายลักษณะงาน (Job Description)

2.

ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเอกสารระบบคุณภาพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐาน ISO 9001

a)

เพื่อใช้เป็นสื่อในการฝึกอบรมบุคลากร

b)

เพื่อให้มีการควบคุมอย่างสม่ำเสมอ

c)

เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจติดตามคุณภาพภายใน

d)

เพื่อให้บุคลากรปฏิบัติงานนตามมาตรฐานเดียวกัน

e)

เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์องค์การ

3.

ข้อใดไม่ใช่เอกสารระบบคุณภาพ ISO 9000 ที่ต้องมีการจัดเตรียม

a)

ผังกระบวนการทางธุรกิจ

b)

การจัดทำระเบียบปฏิบัติงาน

c)

การจัดทำคำอธิบายลักษณะปัญหา

d)

เอกสารสนับสนุน

e)

การจัดทำเอกสารวิธีปฏิบัติงาน (Work Instructions)

4.

นโยบายคุณภาพจะต้องเป็นไปตามข้อใด

a)

ความสอดคล้องกันของวิสัยทัศน์

b)

มุ่งมั่นในผลกำไร

c)

มีความต่อเนื่องในการประสานงาน

d)

สื่อสารเป็นที่เข้าใจทั่วทั้งองค์การ

e)

บุคลากรทุกคนได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

5.

ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ด้านคุณภาพ

a)

สอดคล้องกับภาพรวม

b)

วัดผลได้ (Measurable)

c)

เป็นจริงได้ (Realistic)

d)

ถูกจัดทำขึ้นในทุก ๆ กิจกรรมและระดับขององค์การที่เกี่ยวข้อง

e)

บรรลุผลสำเร็จได้ (Achievable)

6.

คู่มือคุณภาพประกอบด้วยข้อใด

a)

ขอบเขตของการทำงาน

b)

เอกสารขั้นตอนการทำงา

c)

นโยบายขององค์การ

d)

คำอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการทำงาน

e)

ข้อกำหนดของการตรวจติดตามภายใน

7.

เอกสารที่บอกถึงวิธีการหรือกระบวนการปฏิบัติงานและบริหารงานซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการธุรกิจและข้อกำหนดที่ได้ระบุไว้ในคู่มือคุณภาพคือข้อใด

a)

นโยบายคุณภาพ

b)

เอกสารขั้นตอนการทำงาน

c)

คู่มือคุณภาพ (Quality Manual)

d)

เอกสารวิธีปฏิบัติงาน (Work Instruction)

e)

เอกสารสนับสนุน (Supporting Documents)

8.

เอกสารอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติงานของงานใดงานหนึ่ง ตั้งแต่ต้นจนจบ (Step by Step) เพื่อให้ทราบว่าทำอย่างไร คือข้อใด

a)

คู่มือคุณภาพ (Quality Manual)

b)

เอกสารสนับสนุน (Supporting Documents)

c)

เอกสารขั้นตอนการทำงาน (Quality Procedures)

d)

เอกสารวิธีปฏิบัติงาน (Work Instruction)

e)

เอกสารนโยบายคุณภาพ

9.

เอกสารอื่น ๆ ที่เป็นแนวทางหรืออ้างอิงเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน เช่น แบบฟอร์มมาตรฐานอ้างอิงคำอธิบายลักษณะงาน (Job Description) เอกสารทางเทคนิค ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ คือเอกสารข้อใด

a)

คู่มือคุณภาพ (Quality Manual)

b)

เอกสารสนับสนุน (Supporting Documents)

c)

เอกสารขั้นตอนการทำงาน (Quality Procedures)

d)

เอกสารวิธีปฏิบัติงาน (Work Instruction)

e)

เอกสารนโยบายคุณภาพ

10.

ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการจัดทำคำอธิบายลักษณะงาน (Job Description)

a)

แสดงลำดับขั้นตอนของกระบวนการปฏิบัติงาน

b)

ใช้ในการมอบหมายงาน

c)

ประกอบการประเมินผลงาน

d)

พิจารณาเลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายพนักงาน

e)

จัดแบ่งหน้าที่และควบคุมงานไม่ให้ซับซ้อน

11.

ข้อใดเป็นเทคนิคการเขียนเอกสารต่าง ๆ ในระบบคุณภาพ

a)

ใช้คำศัพท์ ภาษาที่เกี่ยวกับคุณภาพ

b)

เขียนข้อความให้ละเอียดทุกขั้นตอน

c)

อธิบายคำศัพท์ คำย่อที่ใช้

d)

อธิบายถูกต้อง ครบถ้วน

e)

ผู้เขียนเข้าใจและใช้ง่าย

12.

ข้อใดไม่ได้เป็นประโยชน์ของเอกสารวิธีปฏิบัติงาน

a)

ช่วยให้การจัดทำ เอกสารทำได้ง่ายขึ้น

b)

ใช้เป็นเกณฑ์ควบคุม ตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน

c)

เป็นพื้นฐานในการฝึกอบรมพนักงานใหม่

d)

ป้องกันการทำงานผิดพลาดหรือไม่สม่ำเสม

e)

ไม่มีข้อถูก

13.

ข้อใดไม่ใช่แบบฟอร์มที่ใช้ในการควบคุมเอกสาร

a)

บัญชีผู้ถือครองเอกสาร

b)

บันทึกการแก้ไขเอกสาร

c)

กฎระเบียบของบริษัท

d)

แบบฟอร์มขอดำเนินการเรื่องเอกสาร

e)

บัญชีแม่บท

14.

ข้อใดเป็นเอกสารทางเทคนิค

a)

ใบนำส่งเอกสาร

b)

บัญชีแม่บท

c)

บัญชีผู้ถือครองเอกสาร

d)

Drawing

e)

ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

15.

ข้อใดไม่จัดเป็นเอกสารที่ควบคุมโดยหน่วยงานเจ้าของเอกสาร

a)

บัญชีแม่บท

b)

เอกสารทางเทคนิค

c)

บันทึกการแก้ไขเอกสาร

d)

บัญชีผู้ถือครองเอกสาร

e)

กฎระเบียบของบริษัท

16.

.ข้อใดหมายถึงความขัดแย้ง

a)

สภาพการณ์ที่บุคคล 2 ฝ่ายมีความคิดเห็นหรือความเชื่อที่ไม่ตรงกัน

b)

การต่อสู้ดิ้นรน

c)

พฤติกรรมที่สอดคล้องต้องกันระหว่างกลุ่มที่มีความสนใจต่างกัน

d)

สภาพการณ์ที่ทำให้คนตกอยู่ในภาวะที่สามารถจะตัดสินใจหรือตกลงหาข้อยุติอันเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายได้

e)

การต่อสู้การทำสงคราม

17.

ความขัดแย้งอาจเกิดจากบุคลิกภาพส่วนบุคคล คือข้อใด

a)

ความไม่เข้าใจกัน

b)

ก้าวร้าว

c)

บรรยากาศของการไม่ไว้วางใจ

d)

ความล้มเหลวของการสื่อความหมาย

e)

ความอ่อนแอ

18.

ข้อใดเป็นแนวคิดใหม่เรื่องความขัดแย้ง

a)

เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

b)

เป็นความล้มเหลว

c)

เป็นผลร้าย

d)

มีทั้งคุณและโทษ

e)

เป็นข้อดี

19.

ความขัดแย้งแบบพอใจ-ไม่พอใจ (Approach-Avoidance Conflict) คือข้อใด

a)

ทั้งรัก ทั้งแค้น

b)

ไม่รู้ว่าจะเลือกสิ่งไหนดี

c)

รักพี่เสียดายน้อง

d)

หนีเสือปะจระเข้

e)

องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน

20.

ข้อใดเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล

a)

ความขัดแย้งตามแนวนอน

b)

แบบพอใจทั้งคู่

c)

ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา

d)

ความขัดแย้งตามแนวดิ่ง

e)

ความเข้ากันไม่ได้ทางการกระทำหรือความคิดของบุคคล

21.

ความขัดแย้งที่มีลักษณะเป็น“ ความขัดแย้งทางปัญญา” (Cognitive Conflict) ทำให้เกิดสิ่งใดในองค์การ

a)

เกิดนวัตกรรม

b)

ทำให้บุคคลในองค์การอุทิศตนให้กับงานมากขึ้น

c)

การเปลี่ยนแปลง

d)

แนวทางการแก้ปัญหา

e)

ถูกทุกข้อ

22.

ข้อใดไม่ใช่ยุทธวิธีการแก้ไขความขัดแย้ง

a)

หากเห็นฝ่ายหนึ่งกำลังไม่สบายใจขอให้รอไว้ระยะหนึ่ง

b)

จึงขังเอาจริงเอาจัง

c)

พูดในสิ่งที่คับข้องหมองใจ

d)

ระบุความขัดแย้งให้ตรงจุด

e)

ก่อนที่จะตำหนิควรยกย่องชมเชยก่อน

23.

ข้อใดเป็นการลดความขัดแย้งภายในองค์การ

a)

มองหาคำตอบที่ทุกคนได้ในสิ่งที่ต้องการ

b)

ใช้ทักษะในการพูดให้มาก

c)

ตัดสินใจกันเอง

d)

ให้หัวหน้าตัดสินใจ

e)

ปล่อยให้เรื่องเงียบ

24.

ข้อใดไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

a)

การประนีประนอม

b)

การหลีกเลี่ยง

c)

การแข่งขัน

d)

การไม่ยอมจำนน

e)

ร่วมมือ

25.

เมื่อสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันแล้วไม่ทำอะไรเลยอาจจะมัว แต่ดูเชิงกันเกิดการเกี่ยงกันทำงานหรือความขี้เกียจแก้ไขโดยวิธีใด

a)

การหลีกเลี่ยง

b)

การร่วมมือ

c)

การแข่งขัน

d)

การประนีประนอม

e)

การยอมจำนน

26.

ความหมายของความเสี่ยงในมุมมองขององค์การทั่วไป จะเกิดผลกระทบคือข้อใด

a)

เชิงบวก

b)

เชิงลบ

c)

ไม่แน่นอน

d)

เชิงบวกและเชิงลบ

e)

การขาดทุน

27.

การไม่ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์การเป็นประเภทของความเสี่ยง ประเภทใด

a)

ความเสี่ยงที่เป็นความไม่แน่นอน (Uncertainly)

b)

ความเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคหรืออันตราย (Hazard)

c)

ความเสียงโดยรวม

d)

ความเสี่ยงที่เป็นโอกาส (Opportunity)

e)

ความเสียงภายใน

28.

ข้อใดเป็นสาเหตุแห่งความเสี่ยง (Risk Driver)

a)

แผนงาน / โครงการใหม่ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้

b)

ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

c)

การลงทุนไม่ให้ผลตอบแทนตามที่คาด

d)

การละเลยกระบวนการทางธุรกิจ

e)

ถูกทุกข้อ

29.

ลักษณะที่สำคัญของการบริหารความเสี่ยงโดยมีโครงสร้างองค์การ กระบวนการ และวัฒนธรรมองค์การประกอบเข้าด้วยกันคือข้อใด

a)

ได้รับการสนับสนุนและมีส่วนร่วม เฉพาะในส่วนที่มีความเสี่ยง

b)

มีความคิดแบบมองไปข้างหน้า

c)

แผนการดำเนินงานต่าง ๆ ขององค์การควรชัดเจน

d)

ผสมผสานทำงานกับภายนอกองค์การ

e)

ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

30.

ข้อใดไม่ใช่การจัดหาวิธีการและเทคนิคสำหรับใช้ในการระบุและเลือกทางเลือกในการตอบสนองความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ

a)

การกระจายความเสี่ยง

b)

การยอมรับความเสี่ยง

c)

การควบคุมและการจัดการ

d)

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

e)

การลดความเสี่ยง

31.

ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการบริหารความเสี่ยงคือข้อใด

a)

การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับล่าง

b)

การสื่อสารที่มีคุณภาพเชื่อมโยงกับกลยุทธ์

c)

ความเข้าใจผลความเสี่ยง

d)

การบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างอิสระ

e)

กระบวนการบริหารความเสี่ยงดำเนินตามความเหมาะสม

32.

ข้อใดเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ยังยืน

a)

การมีระบบ

b)

การมีระบบและการควบคุมอย่างเหมาะสม

c)

การมีกรอบการบริหารความเสี่ยง

d)

การประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ

e)

ถูกทุกข้อ

33.

องค์ประกอบ 3 ส่วนของการบริหารความเสี่ยงในส่วนของการเปลี่ยนแปลง กรอบการบริหารความเสี่ยงจะมีประโยชน์เมื่อใด

a)

มีการควบคุม

b)

มีความพยายาม

c)

ดำเนินการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

d)

มีความสอดคล้องกับธุรกิจและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

e)

มีความอดทน

34.

ข้อใดเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนพื้นฐานที่ควรพิจารณาโดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ยั่งยืน

a)

การบ่งชี้ประโยชน์ที่ควรได้รับ

b)

การบ่งชี้ว่าสิ่งใดไม่ควรทำ

c)

ควรทำความเข้าใจกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

d)

การกำหนดผู้ที่มีความรับผิดชอบ

e)

การให้แนวทางและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

35.

ข้อใดเป็นหลักการ ORCA

a)

การประเมินความเสี่ยง (Risk) ที่อาจทำให้ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์

b)

การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) ที่ชัดเจนขององค์การ

c)

สร้างการควบคุมภายใน (Control) ที่เหมาะสมเพื่อจัดการความเสี่ยงขององค์การ

d)

มั่นใจว่ามีความสอดคล้องกัน (Alignment) ระหว่างองค์ประกอบ

e)

การกำหนดผลรับ

36.

ข้อใดไม่ใช่ประเภทของการตรวจติดตาม (Audit)

a)

การตรวจติดตามภายนอก (External Audit)

b)

การตรวจติดตามภายใน (internal Audit)

c)

การตรวจติดตามโดยบุคคลที่สาม หรือหน่วยงานให้การรับรอง (Third Party Audit)

d)

การตรวจติดตามโดยลูกค้า (Second Party Audit)

e)

การตรวจติดตามบุคคลที่ 2 (Second Party Audit)

37.

ข้อใดเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะตรวจติดตามระบบคุณภาพ

a)

สามารถเป็นผู้ตามที่ดี

b)

มีทักษะในการพูด

c)

ต้องมีความสามารถในการตรวจติดตามภายใน

d)

มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

e)

ผ่านการอบรมเรื่องการตรวจประเมิน

38.

ข้อใดคือวาระการประชุมปิดการตรวจติดตามคุณภาพภายใน (Closing Meeting)

a)

แนะนำคณะผู้ตรวจติดตาม

b)

รายงานสิ่งที่ตรวจพบ

c)

อธิบายวิธีการตรวจติดตาม

d)

ทบทวนและยืนยันของเขตในการขอรับรองระบบคุณภาพ

e)

อธิบายวิธีการตรวจติดตาม

39.

ข้อใดคือขั้นตอนสุดท้ายของการขอรับการรับรองระบบคุณภาพ

a)

จัดทำบัญชีรายชื่อ

b)

จัดทำใบรับรอง

c)

ติดตามผล

d)

ตรวจประเมินใหม่ทั้งระบบเมื่อครบ 3 ปี

e)

จัดทำใบรับรอง และ ตรวจประเมินใหม่ทั้งระบบเมื่อครบ 3 ปี

40.

ในขั้นตอนปฏิบัติเพื่อขอรับรองคุณภาพ กิจกรรมการตรวจประเมินโรงงาน คือข้อใด

a)

สัมภาษณ์บุคลากรทุกคน

b)

ตรวจสอบระบบเอกสารควบคุมแบบสุ่มบางเล่ม

c)

พิจารณาประสิทธิผลของระบบ

d)

ตรวจสอบสถานที่ปฏิบัติงานบางจุด

e)

ตรวจสอบทุกกิจกรรมในการทำงานและเฝ้าดูการปฏิบัติงานนั้น ๆ