wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบปลายภาคฟิสิกส์ 5 ม.6

Total questions: 40

Worksheet time: 21mins

Name
Class
Date
1.

4. เมื่อสับสวิตซ์ K เข็มทิศจะวางตัวในลักษณะใด

a)
b)
c)
d)
2.

6. ถ้ามีอิเล็กตรอนวิ่งตามแนวราบไปทางขวาผ่านสนามแม่เหล็กขนาดสม่ำเสมอ ซึ่งมีทิศพุ่งออกมา ตั้งฉากกับระนาบของแผ่นกระดาษ แนวทางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนคือ

a)

ก. วิ่งในแนวราบตามเดิม

b)

ข. เบี่ยงเบนจากแนวเดิมขึ้นข้างบน

c)

ค. เบี่ยงเบนจากแนวเดิมลงข้างล่าง

d)

ง. เบี่ยงเบนพุ่งออกมาจากแผ่นกระดาษตามทิศของสนามแม่เหล็ก

3.

7. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กของโซเลนอยด์

a)

ก. เมื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโซเลนอยด์ จะมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้น

b)

ข. เป็นลวดตัวนำที่มีฉนวนหุ้มขดเป็นวงกลมหลายๆวง เรียงซ้อนกันเป็นรูปทรงกระบอก

c)

ค. สนามแม่เหล็กที่เกิดจากโซเลนอยด์จะมีค่าสูงสุดที่บริเวณปลายทั้งสองของโซเลนอยด์

d)

ง. การหาทิศของสนามแม่เหล็กใช้วิธีการกำมือขวา โดยให้นิ้วทั้งสี่วนตามทิศของกระแสไฟฟ้า นิ้วหัวแม่มือจะชี้ไปตามทิศของสนามแม่เหล็ก

4.

23. ข้อที่แสดงเวกเตอร์ต่าง ๆ ในมอเตอร์ได้ถูกต้องคือ

a)
b)
c)
d)
5.

วางลวดไว้ในสนามแม่เหล็กดังรูป เมื่อให้กระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวดตัวนำจะเกิดแรงเนื่องจากสนามแม่เหล็กกระทำต่อลวดนี้ในทิศทางใด

a)

ไปทางซ้าย (เข้าหา N)

b)

ไปทางขวา (เข้าหา S)

c)

ลงข้างล่าง

d)

ขึ้นด้านบน

6.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับไฟฟ้ากระแสสลับ

a)

กระแสไฟฟ้าที่มีค่าคงที่

b)

กระแสไฟฟ้าที่มีค่าสม่ำเสมอ

c)

กระแสไฟฟ้าที่มีค่าเฉลี่ยเป็นศูนย์

d)

กระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา

7.

ข้อใดเป็นสมการในการหาค่าEMFเหนี่ยวนำในช่วงเวลาใดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ

a)
b)
c)
d)
8.

การที่ไฟฟ้ากระแสสลับมีค่าเปลี่ยนแปลงสลับไป-มาตามเวลา ทำให้มีค่าไม่ชัดเจน จึงต้องระบุค่าตามข้อใด

a)

ค่าอาร์เอ็มเอส

b)

ค่าอีเอฟเอ็ม

c)

ค่าฟลักซ์แม่เหล็ก

d)

ค่าโมเมนต์

9.

ข้อใดคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปรับค่าความต่างศักย์ให้มีค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง

a)

เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

b)

มอเตอร์ไฟฟ้า

c)

หม้อแปลงไฟฟ้า

d)

แกลแวนอมิเตอร์

10.

ถ้าต้องการส่งกำลังไฟฟ้าเป็นระยะทางไกล เพื่อลดการสูญเสียกำลังไฟฟ้าในสายส่งให้น้อยที่สุดข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

เพิ่มความต้านทานไฟฟ้า ให้ความต่างศักย์สูง

b)

ลดความต้านทานไฟฟ้า ให้กระแสไฟฟ้าน้อย

c)

ลดปริมาณกระแสไฟฟ้า ใช้ความต่างศักย์สูง

d)

ลดปริมาณกระแสไฟฟ้า ใช้ความต่างศักย์น้อย

11.

ในวงจรไฟฟ้ากระแสสลับที่มีความต่างศักย์ V และเวลา t ตามสมการ

Vt=82sin128t ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่มากที่สุดมีค่าเท่าใด

a)

82 แอมแปร์

b)

82 โวลต์

c)

128 โวลต์

d)

128 แอมแปร์

12.

ข้อความใดกล่าวถึงอุณหภูมิได้ถูกต้อง

a)

ระดับความเย็นของสาร

b)

ระดับความร้อนของสาร

c)

ปริมาณความเย็นของสาร

d)

ปริมาณความร้อนของสาร

13.

ปริมาณความร้อนในวัตถุหนึ่งคืออะไร

a)

ระดับความร้อนในวัตถุนั้น

b)

ค่าเฉลี่ยของพลังงานจลน์ของแต่ละโมเลกุลของวัตถุนั้น

c)

ผลบวกของพลังงานจลน์ของโมเลกุลทุกโมเลกุลของวัตถุนั้น

d)

พลังงานกลที่เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนภายในวัตถุนั้น

14.

1.สารชนิดหนึ่งมีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสจะมีอุณหภูมิกี่เคลวิน

a)

230

b)

320

c)

323

d)

232

15.

การถ่ายโอนความร้อนวิธีใดที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

a)

การนำความร้อน

b)

การพาความร้อน

c)

การแผ่รังสีความร้อน

d)

ถูกทุกข้อ

16.

10. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อนและสมดุลความร้อน

a)

สมดุลความร้อนเป็นไปตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน

b)

''ความร้อนลด เท่ากับ ความร้อนเพิ่ม ''

c)

วัตถุสองชนิดขึ้นไปที่มีอุณหภูมิต่างกันผสมกัน จะเกิดการถ่ายโอนความร้อน

d)

ถ่ายโอนความร้อนจากวัตถุอุณหภูมิต่ำไปอุณหภูมิสูง

17.

จากฎข้อที่ศูนย์ของเทอร์โมไดนามิกส์กล่าวว่า “วัตถุ A และวัตถุ B อยู่ในสมดุลทางความร้อนต่อวัตถุ C แล้ววัตถุ A จะอยู่ในสมดุลความร้อนต่อวัตถุ B ด้วย” คำว่าสมดุลความร้อนหมายถึงอะไร

a)

ปริมาณความร้อนเท่ากัน

b)

มีความจุความร้อนเท่ากัน

c)

มีความจุความร้อนจำเพาะเท่ากัน

d)

มีระดับความร้อนเท่ากัน

18.

2. ความร้อนจำเพาะ (specific heat,c) ตรงกับข้อใด

a)

ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารมวลทั้งหมดมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 หน่วย

b)

ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารมวล 1 หน่วย มีอุณหภูมิสูงขึ้น 2 หน่วย

c)

ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารมวล 1 หน่วย มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 หน่วย

d)

ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารมวล 2 หน่วย มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 หน่วย

19.

ความร้อนแฝงจำเพาะของการกลายเป็นไอเป็นการดูดความร้อนเมื่อวัตถุเปลี่ยนสถานะใด

a)

แก๊สกลายเป็นเหลว

b)

ของเหลวกลายเป็นแก๊ส

c)

ของเหลวกลายเป็นของแข็ง

d)

ของแข็งกลายเป็นของเหลว

20.

3. น้ำ 1 kg อุณหภูมิ 30 ต้องการต้มให้เดือดเป็นน้ำ 100 (ความจุความร้อนจำเพาะของน้ำ 4,180 J/kg K) จะใช้ความร้อนกี่กิโลจูล

a)

125.4

b)

146.3

c)

292.6

d)

418

21.

6. ปริมาณความร้อนเท่าใดที่ทําให้น้ำแข็งมวล 1 กิโลกรัม อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส กลายเป็นน้ำอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส กําหนดให้ความจุความร้อนจําเพาะของน้ำเท่ากับ 4200 จูลต่อกิโลกรัมเคลวิน และความร้อนแฝงจําเพาะของการหลอมเหลว ของน้ำแข็งเท่ากับ 333 กิโลจูลต่อกิโลกรัม

a)

159 kJ

b)

259 kJ

c)

359 kJ

d)

459 kJ

22.

ถ้าจะทําให้น้ำ 100oC มวล 5 kg เปลี่ยนเป็นไอน้ําหมดที่ 100oC ต้องใช้ความร้อนเท่าใด

กําหนด ค่าความร้อนแฝงจําเพาะการกลายเป็นไอของน้ํา 2256 kJ / kg

a)

11,280 kJ

b)

10,280 kJ

c)

1,280 kJ

d)

128 kJ

23.

7.จากกราฟขั้นใดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแต่เปลี่ยนสถานะ

a)

1 แล 3

b)

1 แล 4

c)

2 แล 4

d)

3 แล 4

24.

จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้

1) ขณะความร้อนทำให้สารเปลี่ยนอุณหภูมิ จะไม่เกิดการเปลี่ยนสถานะ

2) การเปลี่ยนสถานะของสารจากของเหลวกลายเป็นไอ ขณะที่ยังไม่ถึงจุดเดือดเรียกว่า การระเหย

3) การเปลี่ยนสถานะของสารจากของแข็งกลายเป็นไอ ขณะที่ยังไม่ถึงจุดเดือดเรียกว่า การระเหิด

ข้อความใดถูกต้อง

a)

ข้อ 1 , 2 และ 3

b)

ข้อ 1 และ 3

c)

ข้อ 1 และ 2

d)

ข้อ 2 และ 3

25.

ช่วงที่สสารกำลังเปลี่ยนสถานะ อุณภูมิของสสารเปลี่ยนหรือไม่ เพราะเหตุใด

a)

เปลี่ยน เพราะสสารดูดความร้อนเข้าไปตลอดเวลา

b)

เปลี่ยน เพราะพลังงานจลน์มีค่ามากขึ้น

c)

ไม่เปลี่ยน เพราะไม่มีการดูดความร้อน

d)

ไม่เปลี่ยน เพราะความร้อนที่ดูดเข้าไปไม่ใช่การเปลี่ยนอุณหภูมิ

e)

ไม่เปลี่ยน เพราะพลังงานจลน์ไม่เปลี่ยนแปลง

26.

ข้อใดแสดงแผนผังในการทำน้ำแข็ง 10 กรัม -10 °C ให้กลายเป็นไอน้ำที่ 100°C หมดพอดี

a)
b)
c)
d)
27.

กฏของบอยส์ กล่าวว่า "เมื่ออุณหภูมิและมวลของแก๊สคงที่ปริมาตรของแก๊สจะแปรผก ผันกับความดันของแก๊สนั้น" ตรงกับสมการข้อใด

a)
b)
c)
d)

ไม่มีข้อใดถูก

28.

มีแก๊สอยู่ในภาชนะ ถ้าต้องการรู้จำนวนโมลของแก๊ส จะต้องทราบปริมาณใดบ้าง

a)

ความดัน, ปริมาตร, อุณหภูมิ

b)

ความดัน, อุณหภูมิ

c)

ความดัน, ปริมาตร

d)

ปริมาตร, อุณหภูมิ

29.

"เมื่อความดันและมวลของแก๊สคงที่ ปริมาตรของแก๊สแปรผันตรงกับอุณหภูมิ"

คือกฎของใคร

a)

กฎของบอยล์

b)

กฎของชาร์ล

c)

กฎของเกย์-ลูสแซก

d)

กฎของอาโวกาโดร

30.

เมื่ออุณหภูมิของแก๊สสูงขึ้น แก๊สที่มีมวลเท่ากันจะมีความดันและปริมาตรเป็นอย่างไร

a)

ความดันสูงขึ้น แต่ปริมาตรลดลง

b)

ความดันต่ำลง และปริมาตรลดลง

c)

ความดันต่ำลง แต่ปริมาตรเพิ่มขึ้น

d)

ความดันสูงขึ้น และปริมาตรเพิ่มขึ้น

e)

อุณหภูมิไม่มีผลต่อความดันและปริมาตรของแก๊ส

31.

การลดปริมาตรแก๊ส ทำให้ความดันเปลี่ยนแปลงอย่างไร

a)

เพิ่มขึ้น

b)

ลดลง

c)

เท่าเดิม

d)

สรุปไม่ได้

32.

แก๊สในภาชนะปิดมีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียล หากต้องการให้ความดันแก๊สเพิ่มเป็น 2 เท่าของความดันเดิม ต้องเพิ่มอุณหภูมิแก๊สให้เป็นเท่าใดในหน่วยองศาเซลเซียล

a)

74 องศาเซลเซียล

b)

347 องศาเซลเซียล

c)

620 องศาเซลเซียล

d)

893 องศาเซลเซียล

33.

แก๊สในอุดมคติที่ความดัน 2 บรรยากาศ อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียล ปริมาตร 20 ลิตร จะมีแก๊สที่โมล (ความดัน 1 บรรยากาศ เท่ากับ 105 นิวตันต่อตารางเมตร)

a)

0.08 โมล

b)

0.8 โมล

c)

1.6 โมล

d)

17.8 โมล

34.

Idealgas จำนวนหนึ่งอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ความดัน 1 บรรยากาศ ถ้าความดันลดลงเป็น 0.6 บรรยากาศ ปริมาตรเพิ่มเป็น 2 เท่า อุณหภูมิสุดท้ายของแก๊สจะเป็นเท่าไร

a)

87 C°C\degree

b)

95 C°C\degree

c)

250 C°C\degree

d)

360 C°C\degree

e)

450 C°C\degree

35.

ข้อใดที่โมเลกุลแก๊สไม่เป็นไปตามแบบจำลองแก๊สในอุดมคติ

a)

เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็ก

b)

ไม่มีแรงผลักหรือแรงดึงดูด

c)

มีทิศทางการเคลื่อนที่ไม่แน่นอน

d)

มีการชนกันแบบไม่ยือหยุ่น

36.

เพราะเหตุใดอนุภาคของแก๊สจึงสามารถฟุ้งกระจายได้

a)

เพราะแก๊สมีแรงผลักระหว่างโมเลกุลมาก

b)

เพราะแก๊สไม่มีแรงยึดเหี่ยวระหว่างโมเลกุล

c)

เพราะแก๊สอยู่ในอุณหภูมิสูง

37.

อุณหภูมิของแก๊สในอุดมคติขึ้นอยู่กับสิ่งใด

a)

พลังงานจลน์เฉลี่ยของโมเลกุลแก๊ส

b)

ความร้อนที่ให้กับแก๊ส

c)

การเปลี่ยนสถานะแก๊ส

d)

ความดันและปริมาตรแก๊ส

38.

ถ้าแก๊สมีความหนาแน่นลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ความดันคงที่ค่า Vrms จะเป็นกี่เท่าของค่าเดิม

a)

2\sqrt{2}

b)

3\sqrt{3}

c)

5\sqrt{5}

d)

7\sqrt{7}

e)

11\sqrt{11}

39.

แก๊สในอุดมคติอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียล จะมีพลังงานจลน์เฉลี่ยต่อโมเลกุลเท่าใด

a)

6.31 x 10-21 จูล

b)

6.62 x 10-22 จูล

c)

398.8 จูล

d)

3801.8 จูล

40.

ในกระบอกสูบเครื่องรถจักรยานยนต์ เมื่อหัวเทียนจุดระเบิดโดยที่ความดันคงที่ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง

a)

ΔQ\Delta Q   เป็นลบ , ΔW\Delta W   เป็นบวก พลังงานภายไม่ในเปลี่ยน

b)

ΔQ\Delta Q   เป็นบวก , ΔW\Delta W   เป็นบวก พลังงานภายในไม่เปลี่ยน

c)

ΔQ\Delta Q   เป็นลบ , ΔW\Delta W   เป็นลบ พลังงานภายในเปลี่ยน

d)

ΔQ\Delta Q   เป็นบวก , ΔW\Delta W   เป็นลบ พลังงานภายในเปลี่ยน

e)

ΔQ\Delta Q เป็นบวก , ΔW\Delta W เป็นบวก พลังงานภายในเปลี่ยน