Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สสม. ชุด 1 จากหนังสือสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน 101 Home Herbal Medicine ทำไว้ทบทวนส่วนตัว

Total questions: 41

Worksheet time: 31mins

Name
Class
Date
1.

สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานคือข้อใด

a)

สมุนไพรที่ใช้รักษาความเจ็บป่วยได้ทุกโรค

b)

พืช สัตว์หรือแร่ธาตุที่นำมาใช้เป็นยาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ หรือการรักษาความเจ็บป่วยเบื้องต้น

c)

พืชที่ถูกนำมาใช้เป็นยาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

d)

สมุนไพรที่ได้มาตรฐานสากล

e)

พืชที่ใช้ทุกชนิดในตำรับยาแผนโบราณ

2.

กระทรวง สธ.ได้กำหนดเป็นนโยบายใดเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาสมุนไพร และเพื่อให้บุคคลากรสาธารณสุข รวมถึงหมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยโบราณ ได้มีความรู้เรื่องสทุนไพรพื้นฐาน

a)

แผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 16

b)

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1

c)

แผนพัฒนาแห่งชาติ ฉบับที่ 6

d)

นโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

e)

แผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 6

3.

สสม.ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะเหตุใด

a)

มีความปลอดภัย และใช้รักษาโรคง่ายๆได้

b)

มีราคาถูกและสั่งซื้อจากต่างประเทศได้ง่าย

c)

รักษาโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

d)

กระทรวง สธ.แจกจ่ายฟรี

e)

รักษาโรคได้ทุกชนิด

4.

การใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง มีหลักการอย่างไร

a)

ราคาถูก รักษาได้หลายโรค หาซื้อง่าย

b)

ใช้ถูกต้น ถูกส่วน ถูกขนาด ถูกวิธี ถูกกับโรคและระวังเรื่องความสะอาด

c)

สั่งจากต่างประเทศ ราคาแพง หาได้ยาก และมีวรรพคุณดี

d)

ใช้โดนเภสัชกรแผนปัจจุบัน

e)

ใช้เฉพาะสมุนไพรที่ปรุงเป็นยาต้ม

5.

สสม.กลุ่มโรคพยาธิคืข้อใด

a)

ดีปลี ตะไคร้ พริกไทย มะนาว แห้วหมู เร่ว

b)

แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน

c)

กล้วยน้ำว้า ขมิ้นชัน

d)

กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร มังคุด

e)

ฟักทอง มะเกลือ มะหาด เล็บมือนาง

6.

สสม.ใดที่แก้อาการเบื่ออาหาร

a)

ดีปลี ตะไคร้ พริกไทย มะนาว แห้วหมู เร่ว

b)

แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน

c)

ขี้เหล็ก บอระเพ็ด มะระขี้นก สะเดาบ้าน

d)

กะเพรา ข่า ขิง

e)

ผลทับทิม มังคุด หมาก

7.

สสม.ใดที่แก้อาการไอระคายคอจากเสมหะ

a)

ดีปลี ตะไคร้ พริกไทยมะนาว แห้วหมู เร่ว

b)

แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน

c)

ขี้เหล็ก บอระเพ็ด มะระขี้นก สะเดาบ้าน

d)

กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร มังคุด

e)

ขิง ดีปลี เพกา มะขาม มะขามป้อม มะนาว มะแว้งต้น มะแว้งเครือ

8.

สสม.ข้อใด เป็นกลุ่มแก้โรคกระเพราะ

a)

ดีปลี ตะไคร้ พริกไทยมะนาว แห้วหมู เร่ว

b)

แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน

c)

กล้วยน้ำว้า ขมิ้นชัน

d)

กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร

e)

ฟักทอง มะเกลือ มะหาด เล็บมือนาง

9.

โรคหรืออาการใดที่ไม่ควรใช้สมุนไพรรักษา

a)

โรคริดสีดวงทวาร

b)

ท้องเสีย เป็นไข้ ผื่นคัน

c)

ขับปัสสาวะ แก้ไอ ฝี แผลพุพอง กลากเกลื้อน

d)

นอนไม่หลับ

e)

โรคพิษสุนัขบ้า โรคบาดทะยัก อาเจียนเป็นโลหิต

10.

สสม.ใดที่แก้อาการกลุ่มปวดฟัน

a)

ดีปลี ตะไคร้ พริกไทยมะนาว แห้วหมู เร่ว

b)

แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน

c)

ขี้เหล็ก บอระเพ็ด มะระขี้นก สะเดาบ้าน

d)

กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร มังคุด

e)

ฟักทอง มะเกลือ มะหาด เล็บมือนาง

11.

กล้วยน้ำว้าใช้ลูกดิบหรือลูกห่าม รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน สามารถแก้อาการโดยตรงในข้อใด

a)

ท้องเสียไม่รุนแรง

b)

แก้อาการบิดมูกเลือด

c)

สมานแผล

d)

แก้ปากเปื่อย

e)

แก้อาเจียน

12.

สสม.ใดที่แก้อาการขัดเบา

a)

ดีปลี ตะไคร้ พริกไทยมะนาว แห้วหมู เร่ว

b)

แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน ฟักทอง

c)

กระเจี๊ยบแดง ขลู่ ตะไคร้ หญ้าคา

d)

ผลทับทิม ผลมังคุด หมาก

e)

กะเพรา ข่า ขิง

13.

เมื่อมีอาการขัดเบา ควรใช้สมุนไพรตัวใด

a)

กะเพรา

b)

กระเจี๊ยบแดง

c)

ข่า

d)

ขมิ้น

e)

มะขามป้อม

14.

ข้อใดเป็นวิธีการใช้กระเจี๊ยบแดง แก้อาการขัดเบาได้ถูกต้อง

a)

ใช้ใบและยอด 1 กำมือต้มน้ำดื่ม

b)

นำกลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกตากแห้ง หรือบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงน้ำเดือด 1 ถ้วย ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส

c)

นำเหง้าแก่สดหรือแห้งขนาดเท่าหัวแม่มือ ต้มน้ำดื่ม

d)

เอามาล้างให้สะอาด โดยไม่ต้องปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัด 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง

e)

นำผลสด 25 ผลโขลกเนื้อคั้นน้ำแทรกเกลือ

15.

สมุนไพรแก้ไอและระคายคอจากเสมหะ คือข้อใด

a)

น้อยหน่า

b)

เล็บมือนาง

c)

มะเกลือ

d)

มะคำดีควาย

e)

มะแว้งเครือ

16.

วิธีใช้กระเทียมรักษาอาการกลากเกลื้อน ข้อใดถูกต้อง

a)

ฝานกระเทียมแล้วนำมาถูบ่อยๆ หรือตำคั้นเอาน้ำ ทาบรืเวณที่เป็น

b)

ใช้กลีบปอกเปลือก กินครั้งละ 5 กลีบ หลังอาหาร

c)

นำมาตากแห้งบดละเอียด ใช้ชงกับน้ำอุ่น กินครั้งละ 1.5 -3 ช้อนชา

d)

ไม่มีข้อใดถูก

e)

ถูกทุกข้อ

17.

ข้อใดเป็นสรรพคุณในงานสสม.ของสมุนไพรในรูป

a)

ท้องอืด ท้องเฟ้อ

b)

แก้กลากเกลื้อน

c)

แก้ไอ ขับเสมหะ

d)

ข้อ 1 และ 2ถูก

e)

ถูกทุกข้อ

18.

ข้อใดถูกต้องในการใช้กระเทียมแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด

a)

ทานสดครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ(หนัก 5 กรัม) หลังอาหาร หรือเวลามีอาการ

b)

เก็บสด 10-15 กลีบ ปิ้งไฟแล้วชงน้ำรับประทาน

c)

ใช้กลีบ 5-7 กลีบ ฝนกับน้ำปูนใส รับประทานเมื่อมีอาการ

d)

ใช้กลีบแห้งประมาณ 5-7 กลีบ ฝนน้ำปูนใสให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง

e)

ถูกทุกข้อ

19.

กะทือ ควรเก็บช่วงเวลาใด

a)

เก็บในช่วงฤดูแล้ง

b)

เก็บในช่วงอายุ9-10เดือน

c)

เก็บในช่วงเริ่มออกดอก ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 เดือน

d)

เก็บช่วงอายุ100วันขึ้นไป

e)

ตั้งแต่เริ่มปลูกจนมีอายุ4-5ปีจึงจะเริ่มเก็บผลได้

20.

กะทือ มีวิธีใช้แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด อย่างไร

a)

ใช้หัวแห้งประมาณ 5-7 หัวฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น รับประทาน

b)

ใช้หัวสดรับประทานดิบๆหลังอาหาร หรือเวลามีอาการ

c)

ใช้หัวสด 5-10 หัว ปิ้งไฟแล้วชงน้ำรับประทาน

d)

ใช้หัว 5-7 หัวฝนกับน้ำปูนใส รับประทานเมื่อมีอาการ

e)

ใช้หัวหรือเหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือ 2 หัว (ประมาณ 20 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำคั้นเอาน้ำ ดื่มเวลามีอาการ

21.

กระเจี๊ยบแดงใช้ส่วนใดเป็นยารักษาอาการขัดเบา

a)

ใช้ใบดอกผล

b)

กลีบเลี้ยง กลีบรองดอก

c)

ใช้ทั้งต้น

d)

ทั้ง 1 และ 2 ถูก

e)

ถูกทุกข้อ

22.

ส่วนที่ใช้เป็นยาของกล้วยน้ำว้าคือข้อใด

a)

ใบแก่ หรือ ลูกอ่อน

b)

เปลือกผลแห้ง

c)

ใบ

d)

เมล็ด

e)

ลูกดิบหรือลูกห่าม

23.

กล้วยน้ำว้าช่วงที่เก็บเป็นยา คือข้อใด

a)

เก็บกล้วยช่วงเปลือกยังเป็นสีเขียว ต้นกล้วยจะได้ผลในช่วงเวลา 8-12 เดือน

b)

เก็บในช่วงอายุ 9-10 เดือน

c)

เก็บในช่วงอายุ 11-12 เดือน

d)

เก็บในช่วงอายุ 100 วันขึ้นไป

e)

ตั้งแต่เริ่มมีลูกจนมีอายุ 4-5 ปี จึงจะเริ่มเก็บผลได้

24.

ข้อใดคือข้อควรระวังในการรับประทานกล้วยน้ำว้า

a)

รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืด ป้องกันโดยการใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย

b)

ถ้าเมล็ดพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้แดกขึ้นแดกลง และอุจจาระแข็ง

c)

ห้ามรับประทานกับน้ำร้อนจะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้

d)

หญิงมีครรภ์ มีประจำเดือนห้ามรับประทาน

e)

บาคนรับประทานแล้วท้องเสียให้หยุดยาทันที

25.

กล้วยน้ำว้าดิบ รักษาอาการท้องเสียไม่รุนแรง มีวิธีใช้อย่างไร

a)

กล้วยน้ำว้าหั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดประมาณ1-2วัน บดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูลเก็บไว้ในขวดสะอาดและปิดมิดชิด รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

b)

ใช้กล้วยน้ำว้าห่ามรับประทานครั้งละครึ่งผลถึงหนึ่งผล

c)

ใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ชงน้ำดื่มครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล

d)

ใช้กล้วยน้ำว้าดิบผ่านเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ครั้งละครึ่งผลถึงหนึ่งผล ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

e)

ข้อ 2,3,4 ถูก

26.

ส่วนใดของขมิ้นชันใช้เป็นยาในสสม.

a)

เหง้าสดและแห้ง

b)

เหง้าแก่สด

c)

หัวใต้ดิน

d)

เมล็ด

e)

หัวหรือเหง้าแก่สด

27.

ขมิ้นชันช่วงที่เก็บเป็นยา ควรเก็บในช่วงใด

a)

เก็บช่วงอายุ 8-12 เดือน

b)

เก็บช่วงอายุ 9-10 เดือน

c)

เก็บช่วงอายุ 11-12 เดือน

d)

เก็บช่วงอายุ 100 วันขึ้นไป

e)

ตั้งแต่เริ่มปลูกจนมีอายุ 4-5 ปี จึงจะเริ่มเก็บผลได้

28.

ข้อควรระวังในการรับประทานขมินชัน คือข้อใด

a)

รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืด ป้องกันโดยการใช้ร่วมกับยาขับลม เช่นน้ำขิง พริกไทย

b)

บางคนรับประทานแล้วท้องเสีย ให้หยุดยาทันที

c)

ห้ามรับประทานกับน้ำร้อน จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้

d)

หญิงมีควรรภ์หรือระหว่างมีประจำเดือนห้ามทาน

e)

ไม่มีข้อใดถูก

29.

ข้อใดเป็นวิธีการใช้ขมิ้นชันในการแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด

a)

นำขมิ้นชันหั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดประมาณ 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย ทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง

b)

ล้างขมิ้นชันให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย เก็บในขวดสะอาด ทานครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

c)

ใช้ขมิ้นชันหั่นเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงชงน้ำดื่ม

d)

ใช้ขมิ้นชันฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ดวันละ4ครั้ง

e)

ผิดทุกข้อ

30.

สมุนไพรในข้อใดมีรสเผ็ดร้อนกลิ่นหอม ขับลมและเสมหะ และยังใช้ผสมกับยาถ่าย เช่น มะขามแขก เพื่อบรรเทาอาการไซร้ท้อง

a)
b)
c)
d)
e)
31.

ข้อใดกล่าวความสัมพันธ์ได้ถูกต้อง

a)

ไพล ภาคกลางเรียกว่า ว่านไฟ

b)

เพกา จังหวัดเลยเรียกว่า ลิ้นฟ้า

c)

กระชายใช้เหง้าใต้ดินเป็นยา

d)

น้ำกระเจี๊ยบมีสีธรรมชาติเป็นสีแดง

e)

กระเทียม อุดรธานี เรียกว่า หอมขาว

32.

เด็กชายสมชายมีอาการท้องอืด ควรใช้สมุนไพรในข้อใด

a)
b)
c)
d)
e)

ถูกทุกข้อ

33.

หากนำขิงมาแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ควรใช้อย่างไร

a)

ใช้หัวแห้งประมาณ 5-7 หัว ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆ รับประทาน

b)

ใช้หัวสดรับประทานดิบๆ หลังอาหารหรือเวลามีอาการ

c)

ใช้เหง้าแก่สดขนาด 1 หัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม) ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม

d)

ใช้หัวสด 5-7 หัว ฝนกับน้ำปูนใส รับประทานเมื่อมีอาการ

e)

ใช้หัวหรือเหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือ 2 หัว (ประมาณ 20 กรัม) ย่างไฟพอสุก ตำกับน้ำคั้นเอาน้ำดื่มเวลามีอาการ

34.

เก็บขิงเป็นยา ควรเก็บช่วงเวลาใด

a)

เก็บในช่วงอายุ 11-12เดือน

b)

เก็บในช่วงอายุ 9-10 เดือน

c)

เก็บในช่วงเริ่มออกดอก ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

d)

เก็บช่วงอายุ 100 วันขึ้นไป

e)

เก็บเมื่อปลูกเลย 2 ปีไปแล้ว

35.

ผลแก่แห้งดีปลี หมอยาเรียกว่าอะไร

a)

เถาดีปลี

b)

ดอกดีปลี

c)

ดีปลี

d)

รากดีปลี

e)

ต้นดีปลี

36.

ใช้ส่วนใดของกระเจี๊ยบแดงเป็นยา

a)

ผลสด

b)

ผลแก่

c)

ใบ

d)

กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก

e)

ใช้ทั้งต้น

37.

ข้อใดไม่อยู่ในกลุ่มแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด

a)

กระทือ ข่า

b)

มะเกลือ มะหาด

c)

กระชาย ขิง

d)

มะนาว เร่ว

e)

แห้วหมู ตะไคร้

38.

สมุนไพรส่วนใดที่ช่วยให้นอนหลับ ข้อใดถูกต้องที่สุด

a)

ใบแก่ของต้นขี้เหล็ก

b)

ใบอ่อนของต้นขี้เหล็ก

c)

ดอกตูมของต้นขี้เหล็ก

d)

รากของต้นขี้เหล็ก

e)

แก่นของต้นขี้เหล็ก

39.

นางสมหญิงตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน มีอาการท้องผูก ควรใช้สมุนไพรตัวใด

a)
b)
c)
d)
e)
40.

ข้อใดไม่ใช่กลุ่มตัวยาที่มีรสร้อน

a)

ข่า กะเพราะ

b)

กระทือ ขมิ้น

c)

ขิง กระวาน

d)

เร่ว ดีปลี

e)

ไม่มีข้อใดถูก

41.

ลูกดิบหรือลูกห่ามกล้วยน้ำว้า ใช้แก้อาการโดยตรงในข้อใด

a)

ท้องเสียไม่รุนแรง

b)

แก้อาการบิด มูกเลือด

c)

สมานแผล

d)

แก้ปากเปื่อย

e)

แก้โรคกระเพาะ