NEW
Font size
Worksheetsกลางภาค ม.1
Total questions: 30
Worksheet time: 23mins
1. การแสดงโขนไม่ได้มีที่มาจากการแสดงในข้อใด
ก. การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์
ข. การเล่นกระบี่กระบอง
ค. การเล่นหนังใหญ่
ง. การละเล่นพื้นบ้าน
2. ข้อใดกล่าวถึงการแสดงโขนได้ถูกต้องที่สุด
ก. นักแสดงโขนต้องสวมหัวโขนทั้งหมด
ข. การแสดงโขนนักแสดงจะต้องร้อง และเจรจาเอง
ค. เราสามารถทราบถึงตัวละครต่างๆ ได้จากการสังเกตลักษณะของหัวโขน
ง. โขนนิยมนำเรื่องรามเกียรติ์ อิเหนาและพระอภัยมณีมาแสดง
3. ผู้แสดงโขนที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. ตัวเล็ก ท่าทางการรำกระฉับกระเฉง
ข. มีรูปร่าง บุคลิกเหมาะสมกับตัวละคร รำได้สวยงาม
ค. รูปร่างผอมสูง เด่นในเรื่องการการแสดง
ง. สูงโปร่ง เคยแสดงกระบี่กระบอง
4. ละครในมีลักษณะต่างแตกจากละครสากลอย่างไร
ก. ละครในเป็นละครไทยที่งดงาม มีท่ารำสวยงามแต่ละครสากลจะมีการแต่งกายสมัยใหม่ เน้นคำพูดเรื่องราววิถีชีวิต
ข. ละครสากลแสดงเพื่อโน้มน้าวอารมณ์ผู้ชมให้เข้าใจบทละคร แต่ละครในแสดงเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการใช้สำเนียง
ของชาติต่างๆ ในเรื่อง
ค. ละครในนิยมแพร่หลายทางภาคใต้ นิยมแสดงเรื่อง พระสุธนมโนราห์ แต่ละครสากลเน้นความอ่อนช้อยสวยงาม
ของท่ารำและการแต่งกายแบบกษัตริย์
ง. ละครสากลเนื่องเรื่องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ต่างกับละครในที่นิยมแสดง เรื่อง สามก๊ก
5. ละครรำประเภทใดที่ใช้ผู้ชายล้วนและมีตัวแสดงเพียง 3 ตัว
ก. ละครใน
ข. ละครนอก
ค. ละครชาตรี
ง. ละครดึกดำบรรพ์
6. ข้อใดคือลักษณะเด่นของละครเสภา
ก. เน้นกระบวนการรำมีระเบียบแบบแผน
ข. มีการขับเสภาเล่าเรื่องประกอบการแสดง
ค. การแสดงละครใช้ผู้แสดงหญิงล้วน
ง. ดำเนินเรื่องนั้นๆ ตามอารมณ์ของเรื่องที่ต้องการ
7. การแสดงลิเก มีความงดงามอย่างไร
ก. ท่าร่ายรำ เครื่องแต่งกาย การขับร้องไพเราะ
ข. เน้นกระบวนท่ารำอย่างมีระเบียบแบบแผน
ค. ตัวนายโรงแต่งกายยืนเครื่อง
ง. ปรับปรุงการแสดงให้เป็นเรื่องเป็นตอน
8. นักแสดงที่ดีส่งผลต่อผู้ชมในการชมการแสดงอย่างไร
ก. ทำให้ผู้ชมเกิดจินตนาการที่ดี
ข. ทำให้ผู้ชมเข้าใจและมีอารมณ์คล้อยตามกับการแสดง
ค. ทำให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงขั้นตอนของการจัดการแสดง
ง. ทำให้ผู้ชมสนใจข้อมูลของนักแสดงและติดตามผลงานของนักแสดง
9. การดูละครแตกต่างจากการอ่านนวนิยายหรือไม่ อย่างไร
ก. ไม่แตกต่างเพราะการดูละครจะเหมือนกับการบรรยาย
ข. ไม่แตกต่างเพราะอ่านนวนิยายจะเห็นภาพมากกว่าการดูละคร
ค. แตกต่างเพราะการดูละครเกิดขึ้นจากประสบการณ์ล้วนๆ
ง. แตกต่างเพราะการดูละครจะไม่ใช่เพียงการบอก เล่าหรืออ่านคำบรรยาย
10. ปัจจัยใดที่มีผลทำให้ศิลปะการแสดงโขนซบเซาลง
ก. ค่านิยม
ข. สภาพสังคมและวิถีชีวิต
ค. นโยบายของรัฐ
ง. ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง
11. “นาฏยศัพท์” คืออะไร
ก. ศัพท์เฉพาะที่ใช้สื่อความหมายในวิชานาฏศิลป์
ข. หลักปฏิบัติในวิชานาฏศิลป์ไทย
ค. ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการตีบท
ง. ศัพท์ที่ใช้แทนภาษาใบ้
12. ข้อใดเป็นนาฏยศัพท์ที่ใช้มือทั้งหมด
ก. เดินมือ หยิบจีบ
ข. โย้ตัว จีบหงาย
ค. ประเท้า กล่อมไหล่
ง. ส่ายมือ กระดกเท้า
13. การจีบตามหลักนาฏศิลป์ไทยที่ถูกต้องคือข้อใด
14. การจีบมือที่ถูกวิธี ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ประสานกัน นิ้วที่เหลือทั้งหมดกรีดออกไปเป็นรูปพัด
ข. นิ้วหัวแม่มือจดข้อใดข้อหนึ่งของนิ้วชี้นิ้วที่เหลือทั้งหมดกรีดออกไปเป็นรูปพัด
ค. นิ้วหัวแม่มือจดกับข้อที่สองของนิ้วชี้ นับจากปลายนิ้วลงมานิ้วที่เหลือกรีดออกไปคล้ายพัด
ง. นิ้วหัวแม่มือจดกับข้อแรกของนิ้วชี้นับจากปลายนิ้วลงมา นิ้วที่เหลือกรีดออกไปคล้ายพัด
15. การจีบที่บริเวณหัวเข็มขัด เป็นการจีบแบบใด
ก. จีบปรกข้าง
ข. จีบชายพก
ค. จีบหงาย
ง. จีบคว่ำ
16. การตั้งวงของตัวพระและตัวนาง ต่างกันที่จุดใด
ก. ตำแหน่งของฝ่ามือ
ข. ตำแหน่งของลำแขน
ค. ตำแหน่งของข้อศอก
ง. ตำแหน่งของปลายมือ
17. “ยกแขนขึ้นด้านข้างลำตัว ให้ข้อศอกสูงระดับไหล่ หักศอกขึ้นให้ท่อนแขนตั้งฉาก
กับแขนท่อนล่าง มือแบ หงายปลายนิ้วชี้ไปด้านข้างตัว วงนางจะแคบกว่าวงพระ”
จากข้อความนี้หมายถึงท่านาฏยศัพท์ใด
ก. การตั้งวงบัวบาน
ข. การตั้งวงบน
ค. การตั้งวงกลาง
ง. การตั้งวงล่าง
18. การตีบทหมายถึงข้อใด
ก. การรำตามความรู้สึกของตนเอง
ข. การรำที่มีระเบียบแบบแผน
ค. การรำตามบทร้อง เนื้อเรื่องเป็นท่ารำ
ง. การรำอย่างมีอิสระ
19. การตีบท ต้องใช้ความรู้ในด้านนาฏศิลป์เรื่องใดบ้าง
ก. บทประพันธ์ประเภทคำกลอน
ข. นาฏยศัพท์และภาษาท่ารำ
ค. บทร้องและทำนองดนตรี
ง. การดัดมือ ดัดแขน ดัดตัว
20. ยกมือซ้ายขึ้นแตะหน้าผาก มือขวากุมที่ชายพกหรือหัวเข็มขัด
และสะดุ้งตัวขึ้นลงพร้อมกับสะอื้น หมายถึง การตีบทท่าใด
ก. ท่าโกรธ
ข. ท่ารัก
ค. ท่าเสียใจ
ง. ท่ายิ้ม
21. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ใดที่แทนความรู้สึกและอารมณ์
ก. ท่าท่าน
ข. ท่าเดิน
ค. ท่ารัก
ง. ศรศิลป์
22. ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับภาษาท่า
ก. ภาษาท่า เป็นการใช้ท่าทางแทนคำพูดในการสื่อสาร
ข. ภาษาท่าเป็นการใช้ท่าทางแทนการเคลื่อนไหวของมือและท่อนขา
ค. ภาษาท่า เป็นการใช้ท่าทางแทนนาฏยศัพท์ที่ใช้สื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน
ง. ภาษาท่า เป็นการใช้ท่าทางแทนกิริยาที่ต้องใช้ร่างกาย ช่วงเอวและไหล่ขึ้นไป
23. เพราะเหตุใด จึงต้องใช้ภาษาท่าในการแสดงนาฏศิลป์
ก. เพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องได้ชัดเจนขึ้น
ข. เพื่อให้ชาวต่างประเทศชื่นชม
ค. เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน
ง. เพื่อให้เกิดความสวยงาม
24. สิ่งสำคัญที่ทำให้การแสดงระบำมีความสวยงามคืออะไร
ก. แต่งกายสวยงามอลังการ
ข. ท่ารำและความพร้อมเพรียง
ค. ผู้แสดง มีจำนวน 2 คน
ง. ใช้เพลงที่ไพเราะเข้ากับการแสดง
25. ระบำอัศวลีลา เป็นการแสดงที่มีลักษณะเกี่ยวกับสิ่งใด
ก. การกำเนิดของม้า
ข. วิธีการเลี้ยงดูและการใช้งานม้า
ค. หน้าตา รูปร่าง สัดส่วนของม้า
ง. ความสง่างามแข็งแรงของม้า
26. ท่าสอดสร้อยมาลาใช้ประกอบการรำในการแสดง
รำวงมาตรฐานเพลงใด
ก. เพลงคืนเดือนหงาย
ข. เพลงรำมาซิมารำ
ค. เพลงชาวไทย
ง. เพลงงามแสงเดือน
27. เพราะเหตุใดการเล่นรำโทนจึงมีการพัฒนามาเป็น
รำวงมาตรฐาน
ก. มีหลายหลากชุดการแสดงที่เป็นการละเล่นพื้นบ้าน
ข. เพื่อถ่ายทอดแก่ผู้ชมได้ง่าย
ค. เพราะต้องการให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้น
ง. เพราะรำโทนเป็นการแสดงที่ล้าหลัง
28. ข้อใดคือเอกลักษณ์ของไทยในการแสดงรำวงมาตรฐาน
ก. รำคู่ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
ข. มีการไหว้ก่อนการรำวงแสดงถึงวัฒนธรรมไทย
ค. ผู้แสดงแต่งกายหลากหลายและสวยงาม
ง. เป็นการแสดงหลายเพลงติดต่อกัน
29. เพลงรำวงมาตรฐานเพลงใดที่บรรยายถึงธรรมชาติ
ก. เพลงชาวไทย
ข. เพลงยอดชายใจหาญ
ค. เพลงคืนเดือนหงาย
ง. เพลงหญิงไทยใจงาม
30. บัลเลต์มีรูปแบบการแสดงที่พัฒนามาจากสิ่งใด
ก. ละครร้อง
ข. ละครไมม์
ค. การเต้นลีลาศ
ง. การเต้นรำพื้นเมือง
