wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ความถนัดเชื่อมโยง

Total questions: 21

Worksheet time: 1hrs 5mins

Name
Class
Date
1.

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009


ตามที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันนี้คงหนีไม่พ้นข่าวเกี่ยวกับยอดผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งถือว่าในประเทศไทยนั้นได้มีการระบาดอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมิถุนายน ทั้งนี้จาก ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับแพร่กระจายของเชื้อนั้นพบว่า เชื้อสายพันธุ์นี้มิได้เกิดการแพร่แต่เฉพาะคน สู่คนเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่จากคนสู่สัตว์ เช่น สุกร ได้อีกด้วย ซึ่งได้เกิดขึ้นมาแล้วในประเทศ แคนาดา ดังนั้นจากข้อมูลการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธ์นี้ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตื่น ตระหนกและเร็วหาวิธีป้องกันจากเชื้อโรคตัวนี้


ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 คือไข้หวัดใหญ่ชนิดเอชวันเป็นวัน ซึ่งจัดว่าคนละสายพันธ์ กับไข้หวัดนก ในช่วงแรกๆนั้นประเทศไทยได้ใช้ชื่อเรียกไข้หวัดชนิดนี้ว่าไข้หวัดหมู จากนั้นก็เปลี่ยนเป็น ไข้หวัดแม็กซิโก และเปลี่ยนมาเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตามการเรียกชื่อในระบบสากลใน ที่สุด คนที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้เกิดจากการติดเชื้อ H1N1 ซึ่งเชื้อได้เริ่มแพร่ระบาด จากแถบประเทศแมกซิโกและสหรัฐอเมริกา จากนั้นเมื่อประชากรในประเทศดังกล่าวที่ติดเชื้อได้ เดินทางไปยังทวีปอื่นหรือประเทศอื่นก็เป็นการนำเชื้อโรคจากคนๆหนึ่งไปแพร่สู่คนอีกจำนวนมากใน ทวีปต่อๆไป


สำหรับอาการของคนที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้นจะทำให้เกิดอาการต่างที่ คล้ายคลึงกับคนที่เป็นโรคหวัดโดยทั่วไป กล่าวคือ เมื่อเป็นหวัดชนิดนี้แล้วจะทำให้มีอาการปวดเมื่อย ตามร่างกาย มีไข้สูง และไอ มีน้ำมูก ซึ่งด้วยอาการที่คล้ายกับหวัดชนิดธรรมดาที่มาตามฤดูนี้เองทำให้ ประชาชนจำนวนมากเกิดความวิตกว่าหวัดที่ตนเองเป็นนั้นแท้ที่จริงแล้วเกิดจากเชื้อไวรัสตัวไหนกันแน่ แต่ทั้งนี้จากรายงานการเสียชีวิตเมื่อเทียบกับอัตราผู้ที่ติดเชื้อแล้วพบว่า ประเทศไทยยังคงอยู่ที่ร้อยละ 0.4 เท่านั้น (ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ) ดังนั้นจึงถือว่าโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะเสียชีวิตนั้นน้อยมาก แต่ ประเด็นสำคัญสำหรับไข้หวัดสายพันธ์นี้ก็คือการแพร่ระบาดของเชื้อดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น ซึ่งจะเป็นการแพร่ระบาดในสองส่วน โดยส่วนแรกจะเป็นการแพร่ระบาดจากคนสู่คน ในอีกส่วนหนึ่งก็ คือการแพร่จากคนสู่สัตว์ได้อีกด้วย ซึ่งโอกาสที่จะทำให้เชื้อไวรัส H1N1 เกิดการผ่าเหล่าย่อมมีสูงขึ้นซึ่งเชื้อ

อาจจะไปผสมกับไวรัสสายพันอื่นๆ ที่อยู่ในสัตว์แล้วทำให้เชื้อมีความรุนแรงขึ้นก็เป็นได้ สิ่งที่ทำให้ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกิดความวิตกเป็นอย่างยิ่ง


สําหรับการรักษานั้นโดยหลักแล้วแพทย์จะไม่จ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ในทันทีที พบว่าติดเชื้อ ทั้งนี้ก็เพราะคนที่เป็นโรคนี้สามารถรักษาให้หายเองได้โดยไม่ต้องทานยาต้านไวรัส ดังกล่าว วิธีการที่แพทย์แนะนําก็คือการกินยาลดไข้และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งหากร่างกายแข็งแรงก็จะ ใช้เวลาเพียง 2-3 วันก็จะสามารถหายเป็นปกติ แต่หากรายใดที่ได้รับเชื้อไปมากๆ ผู้ป่วยก็จะปวดเมื่อย และมีไข้สูงมาก แพทย์ก็อาจตัดสินใจจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir)เพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส แต่ สาเหตุที่แพทย์ไม่จ่ายยาให้สำหรับคนทุกคนก็เนื่องจากยามีอยู่จำกัด และโดยสภาพแล้วผู้ป่วยสามารถ หายได้เอง และหากจ่ายยาทั้งๆที่ผู้ป่วยไม่ได้มีอาการรุนแรงก็อาจเป็นการเสี่ยงที่เชื่อจะดื้อยา ซึ่งจะยาก ต่อการรักษา


ดังนั้นหากผู้ใดทราบว่าตนเองติดเชื้อ H1N1 แล้วเป็นหวัดสายพันนี้จนมีอาการของโรค ดังได้ กล่าวมาแล้วนั้นก็ให้กินยาลดไข้และพักผ่อนให้เพียงพออยู่กับบ้านก็สามารถช่วยลดหรือบรรเทา อาการต่างๆ ได้แล้ว เพราะโรคนี้สามารถหายได้เอง หากผู้ป่วยรายใดที่มีอาการไอ มีน้ำมูก ก็ไม่ควรไป อยู่ใกล้ชิดผู้อื่นหรือาจหาผ้าปิดจมูกมาปิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อที่มีอยู่ในสารคัดหลั่ง

4 lines
2.

มหาอุทกภัย

ปรากฏการณ์น้ำท่วมนั้นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยและนับดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เรื่อย ๆ แม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงเหมือนแผ่นดินไหวหรือไฟไหม้แต่ก็ทำให้มีการสูญเสียทั้ง ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก หากลองวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในบ้านเราที่ประสบกันอยู่ เกือบทุกปีมากบ้างน้อยบ้าง ดังกล่าวมาพบว่า น่าจะมาจากสาเหตุหลัก 2 อย่างคือจากธรรมชาติและการ กระทําของมนุษย์ โดยสามารถขยายความได้ดังนี้

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุม (Monsoons) มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือสลับกันพัดผ่านเกือบตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก ติดต่อกันนอกจากปริมาณน้ำฝนที่มากแล้วยังมีอิทธิพลอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่อิทธิพลของร่องความกดอากาศ (Through ก่อให้เกิดพายุหมุนอีกหลายลูก ซึ่งมักเกิดในช่วงฤดูฝน และหากบางปีมีปรากฏการณ์ลานญ่าเข้า มาด้วยก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝนตกหนักมากขึ้น ลักษณะของธรรมชาติต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้เป็นที่มาของ ความสำคัญของการเกิดน้ำหลาก น้ำท่วมอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น การถมที่สร้างบ้านจัดสรรหรือขยายเมืองไปในทิศทางที่ต่างหรือลุ่มที่เคยเป็นแหล่ง รองรับน้ำฝนเอาไว้ได้อย่างเพียงพอแต่เมื่อคนอื่น ๆ มองโอกาสของความมั่งคั่ง ต่างก็เร่งถมเร่งสร้างและทุก คนก็หนีเอาตัวรอดโดยการถมที่ของตัวเองให้สูงกว่าที่ข้างเคียงเข้าไว้ คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้ที่ ตัวเองไม่น้ำท่วมเป็นใช้ได้ ดังนั้นเมื่อที่รองรับน้ำถูกถมกลายเป็นบ้านจัดสรรอย่างขาดการวางแผนและ ควบคุม รวมถึงการก่อสร้างถนนหนทางขวางทางน้ำหลาก เมื่อฝนตกหนักทำให้เกิดการท่วมขังและแน่นอน ว่าหากระบบระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพด้วยแล้ว จึงนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น

ปัจจัยที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น นอกจากการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่ยิ่งเร่งให้เกิดน้ำท่วม ใหญ่มากขึ้นคือการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดน้ำหลากอย่างรวดเร็ว ขาดป่าไม้ ต้นไม้ไว้ดูดซับน้ำแล้วนี้เป็น สิ่งที่มนุษย์ผลักดันให้เกิดอุทกภัยนี้ด้วยตนเอง

อุทกภัยครั้งนี้ทําให้เกิดความเสียหายทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการมูลค่าหลักแสนล้าน บาทเห็นได้ชัดว่าพืชผลทางการเกษตรเสียหายกว้างขวาง โรงงานอุตสาหกรรมทั้งเล็ก กลางใหญ่ และ แน่นอนว่ารายได้ธุรกิจบริการแทบทุกอย่างพลอยถูกผลกระทบอย่างหนักด้วยผู้คนจำนวนมากที่แทบ สิ้นเนื้อประดาตัวขาดที่อยู่อาศัย มิหนำซ้ำยังประสบสภาวะว่างงาน ภาวะทางสุขภาพและจิตเสื่อม ฯลฯ

นอกจากนั้น ความเสียหายที่เกิดแก่ถนน สาธารณูปโภค วัดวาอาราม โบราณสถาน ฯลฯ เกิดความ เสียหายอย่างหนักอย่างกว้างขวาง แบบไม่เคยเป็นมาก่อนในภัยพิบัติครั้งใดของไทย แต่หากพวกเราทุกคน เรียนรู้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพื่อนี้เป็นบทเรียนในการหาทางแก้ไข พัฒนาในครั้งต่อไปเราก็สามารถ ป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ได้

4 lines
3.

วิกฤติยุโรป

เรื่องราวของวิกฤติทางการเงินของยุโรปนั้นได้เกิดขึ้นโดยไม่ห่างหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์มา เป็นระยะเวลา 2-3 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาหนี้สาธารณะแล้วขยายตัวไปสู่ปัญหาวิกฤติการเงินของ ประเทศเล็ก ๆ อย่างกรีซ และไอร์แลนด์ แล้วปัญหานี้ก็ได้ลุกลามไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มที่ใช้เงินสกุลยู โรเดียวกัน อย่างเช่นอิตาลีและสเปน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 และ 4 ของสหภาพยุโรป วิกฤติที่ เกิดขึ้นนี้ ได้ส่งผลอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง

ในด้านเศรษฐกิจนั้น มีสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้นปีแล้วและมีแนวโน้มเด่นชัดมาก ขึ้นว่ายุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ และจะต่อเนื่องไปในปี 2555 ทั้งปีเป็นผลมา จากปัญหาด้านเศรษฐกิจของหลายประเทศในกลุ่ม PIIGS (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ สเปน) เมื่อมีผล ต่อเศรษฐกิจในยุโรปแล้ว สิ่งที่สำคัญนี้คือผลกระทบได้ขยายไปสู่ส่วนอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ทั่วโลกด้วยการที่ สหภาพยุโรป 27 ประเทศมีสัดส่วนผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลกเป็น ภูมิภาคที่มีอิทธิพลต่อการค้า ด้วยมีการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก มูลค่าประมาณ 1,501,844 ล้านยูโร และมีการ ส่งออกไปทั่วโลกด้วยมูลค่าประมาณ 1,348,782 ล้านยูโร (ข้อมูล ณ ปี 2553) โดยมียักษ์ใหญ่อย่างจีนและ สหรัฐ เป็นคู่ค้าที่สำคัญ 2 อันดับแรก ซึ่งมีส่วนในการบ่งชี้ได้ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปจะ สะเทือนไปสู่ส่วนที่เหลือของโลกได้เช่นกัน

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบทางด้านภาคการค้าของไทยแล้วพบว่า ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2554 ไทย ส่งออกเป็น 12% ส่งออกไปญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันประมาณ 10.7% ขณะที่ส่งออก ไปสหรัฐ 9.5% และกลุ่มอาเซียน 23.4%

อย่างไรก็ตามเมื่อลองพิจารณาเชื่อมโยงไปถึงคู่ค้าของฝั่งยุโรปพบว่ายุโรปนำเข้าสินค้าปีนี้เป็น อันดับหนึ่งด้วยสัดส่วน 18.8% และออกจากกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน) ในสัดส่วน 33.7% ซึ่ง จีนและกลุ่มอาเซียนนั้นเป็นแหล่งส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทย

นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงคาดการณ์ว่า จากวิกฤติการเงินของประเทศในกลุ่ม PIIGS รวมถึง เศรษฐกิจยุโรปีที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2555 จะส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจของไทยโดยตรงซึ่ง ประกอบด้วยภาคการค้าที่เป็นตลาดส่งออก รวมถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่สำคัญแล้วยังมีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจทางอ้อมผ่านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบทางคู่ค้าหลักของไทย เช่น จีน และกลุ่ม อาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของยุโรปด้วยเช่นกัน

แม้ว่าไทยจะถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุนสำรองแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่หากวิกฤติ หยุโรประเบิด ก็ต้องส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแน่นอน ไทยจึงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบ แม้จะไม่ รุนแรงเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยล้มละลายและตกเป็นทาส IMF นานนับสิบปี แต่รัฐบาล ต้องระมัดระวังเรื่องการขาดดุล การใช้จ่าย ตลาดทุน เพื่อยับยั้งผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศเรา ซึ่ง ขณะนี้ทำได้แค่ประคองตัว ขณะที่วิกฤติการเมืองไม่รู้ว่าจะกลับมารุนแรงและซ้ำเติมปัญหานี้อีก หรือไม่

4 lines
4.

วิกฤติแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงหนึ่งในแม่น้ำสายหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ของโลก ณ ตอนนี้ได้แห้งเหือดลงถึงขั้นวิกฤตที่เรียกว่า “วิกฤติแม่น้ำโขง” จากการสำรวจของกรรมาธิการแม่น้ำโขง พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงต่ำสุดในรอบ 20ปี ส่งผลให้ประเทศที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ไทย ลาวกัมพูชา เวียดนาม เดือดร้อนใจตาม ๆ กันอีกทั้งในขณะนี้จีนกำลังมีอภิมหาโครงการสร้างเขื่อนใหญ่เก็บกักน้ำในแม่น้ำโขงบริเวณมนฑลยูนนานมี ไม่น้อยกว่า 15 เขื่อน โดยมี 4 เขื่อนใหญ่ที่สร้างเสร็จแล้ว โดยตามแผนระยะยาวตั้งเป้าจะสร้างเขื่อน 14 เขื่อน ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจ และการสร้างเขื่อนนี้เองเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำแม่น้ำโขงแห้งขอด แม้ว่าจีนจะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม

การที่น้ำในแม่น้ำโขงแห้งขอดเช่นนี้ได้ส่งผลต่อยังคนและสัตว์ในกรณีสัตว์ ผลกระทบอย่างหนัก จะตกอยู่ที่สัตว์น้ำที่อาศัยในแม่น้ำโขง ทั้งปูปลา และหอย ซึ่งบางชนิดใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดก็ลดปริมาณลง มาก โดยร้อยละ 16 ของปลาและหอยมีความเสี่ยงสูญพันธุ์ มีร้อยละ 34 กำลังโดนคุกคาม กรณีต่อคนได้ ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้ของประชากรลดลง จากการที่ไม่สามารถจับสัตว์น้ำามาขายได้มาก เหมือนแต่ก่อน แต่มนุษย์นั้นก็มีส่วนร่วมให้สัตว์เหล่านี้โดนคุกคาม และเสี่ยงสูญพันธ์ จากการมีมลพิษใน แหล่งน้ำเพิ่มขึ้น โดยเป็นผลจากการพัฒนาเมืองและการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดปัญหาการ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเป นที่จะอนุรักษ์ไว้เพื่อให้ได้ใช้อย่างยั่งยืน

อีกทั้งยังมีผลกระทบที่มาจากโลกร้อนขึ้นอีก นคือการที่โลกร้อนทำให้เกิดการขยายพันธุ์ของพืช ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น วัชพืชและพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอีกหลายชนิด มีคุณสมบัติที่ได้ประโยชน์จากการที่สภาวะ อากาศเปลี่ยนแปลง เช่น มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่าย ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และมีความ ต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาวะอากาศสูงในขณะที่พืชพันธุ์ท้องถิ่นหลายชนิดปรับตัวไม่เก่งย่อมตก เป็นฝ่ายเสียเปรียบและถูกคุกคามจากพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นได้ง่ายซึ่งรวมไปถึงสัตว์น้ำต่างๆที่ได้รับผลกระทบ จากพืชพันธุ์ต่างถิ่นที่คุกคามด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า “วิกฤติแม่น้ำโขง” ได้ส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างในแถบนั้น เป็นอย่างมาก ทั้งนั้นทางที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือควรหาวิธีการแก้ไขเยียวยาแม่น้ำโขงด้วยกัน ตามบทบาท หน้าที่ของตน และทำให้ดีที่สุด ภายใต้วิสัยทัศน์ของกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่ว่า “เป็นกลุ่มองค์กรลุ่มน้ำ ระหว่างประเทศระดับโลก ซึ่งมีความมั่นคงทางการเงินต่อการสนับสนุนประเทศในแถบลำน้ำโขง เพื่อ นำไปสู่ความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ของลุ่มน้ำโขง” โดยพิจารณาทบทวนถึงการชะลอสร้างเขื่อน ซึ่งสามารถ นำไปสู่การยับยั้งการถูกคุกคามและเสี่ยงสูญพันธุ์เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ควรมีการจัดการเป็นอย่างแรกเพื่อให้ แม่นํ้าโขงของพวกเราจะได้กลับมาหายใจได้ดังเดิม

4 lines
5.

ธรรมานามัย

ธรรมานามัย หมายถึง ระบบการสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิธีการทางธรรมชาติ โดยให้ความสําคัญแก่ สิ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ธรรมานามัยจะช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจ มีร่างกายแข็งแรง มี จิตใจสงบ รู้กระทบรู้กระทำ สามารถช่วยเหลือตนเองและสังคมได้ แนวคิดพื้นฐานในหลักธรรมามัยทาง การแพทย์ แผนไทยมองภาวะสุขภาพทั้งองค์รวมทั้งจิตกาย สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ศนพ. อวย เกตุสิงห์ เป็นผู้จัดตั้งโดยนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ให้เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวัน หลัก 3 ประการธรรมานา มัย ได้แก่ กายานามัย จิตตานามัยและชีวิตคานามัย

กายานามัย เป็นการส่งเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกายโดยวิธีการต่าง ที่เหมาะแก่วัยและ สุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผลดีที่สุดและมีการเสี่ยงอันตรายน้อยที่สุด ความจริงที่ว่าวิธีการออก กำลังกายด้วยวิธีการต่าง ๆ นั้น บางวิธีอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เพราะท่วงท่าหรืออิริยาบถยามหยุดนิ่ง และเคลื่อนไหว ความเกี่ยวข้องกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและอาจเกิดความเจ็บปวดตามมา ในทางปฏิบัติ จึงมีการทดสอบความพร้อมของสมรรถภาพร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่งเพื่อสุขภาพ สำหรับแพทย์แผนไทย มีวิธีการส่งเสริมสุขภาพด้วยท่า ฤาษีดัดตน การฝึกลมปราณ นับเป็นการประพฤติปฏิบัติที่ดี ที่สามารถทำได้ ในทุกอิริยาบถส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง เป็นต้น นอกจากกายบริหารแล้วยังมีข้อกําหนดในการเลือก รับประทานอาหารตามธาตุเจ้าเรือน การพักผ่อนอย่างเพียงพอก็จัดอยู่ในหมวดของการส่งเสริมสุขภาพกาย ด้วย เมื่อสุขภาพแข็งแรงดีแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้สุขภาพจิตใจดีตามมา

จิตตานามัย เป็นการส่งเสริมสุขภาพทางใจด้วยการปฏิบัติสมาธิและนั่งวิปัสสนาตามหลักที่กำหนด ในพุทธธรรม อาศัยศีลในการละความชั่วทุจริตทางกาย วาจา ใจ เพื่อสร้างพื้นฐานจิตใจให้มั่นคง ศีลทำใจให้ สะอาด ไ กวัดแกว่งไปตามกิเลส ไม่เครียด มีผลให้เกิดสมาธิ ซึ่งทำให้จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว การรักษาศีล การปฏิบัติเบื้องต้นในจิตตานามัย สำหรับการฝึกสมาธิมีความสำคัญในฐานะหลักเป็นหลักของการฝึกจิตใจ ให้เข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง เป็นจิตที่มีพลังมากขึ้น ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นส่วนยอดซึ่งนับว่าเป็นส่วน สําคัญสําหรับการพัฒนาจิตตานามัย การมีจิตใจที่ดีนั้นต้องประกอบไปด้วยจิตใจที่เป็นสุข มีคุณภาพและ พลังโดยเฉพาะจิตที่มีพลัง จะทำให้บุคคลมีความประพฤติดีงาม นำมาซึ่งร่างกายแข็งแรงและชีวิตยืนยาว นอกจากนั้นพลังแห่งจิตใจยังป้องกันไม่ให้พฤติกรรมที่ไม่ดีกลับมา

ชีวิตตานามัย เป็นการดำเนินชีวิต โดยยึดหลักอนามัย คือการปฏิบัติตามกายานามัยเพื่อส่งเสริม สุขภาพกายและปฏิบัติตามจิตตานามัยเพื่อสุขภาพจิต เมื่อกายและจิตที่ดีจะส่งผลให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เช่น การล้างสารพิษในร่างกายบางโอกาส การรับระทานอาหารที่ถูกต้อง การละเว้นสิ่งเสพติดทั้งหลาย สิ่ง สำคัญคือการดำเนินชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด หลีกเหลี่ยงมลภาวะ หลีกเหลี่ยงการปฏิบัติตัวอยู่ใน สิ่งที่ดีและมีวิชาชีพสุจริต นั่นคือการดำเนินชีวิตตามหลักจิตตานามัย ที่จะนำมาซึ่งความสุขทางกายและ คุณภาพชีวิต

ในปัจจุบันนี้สังคมกลายเป็นเรื่องของการแข่งขันมักก่อให้เกิดความเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิด พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประการที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายหลาย ๆ อย่างรวมกันและอาจเป็นสาเหตุให้อายุสั้นได้ พฤติกรรมที่ไม่ดีที่ส่งผลให้ร่างกายแย่ลง ก็อย่างเช่น การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ เป็น ต้น เมื่อร่างกายไม่ปกติก็ส่งผลให้จิตใจทำให้จิตไม่ปกติ และถ้าจิตไม่ปกติกายก็ไม่ปกติเช่นกัน เป็นกลุ่ม อาการใน 2ลักษณะ ที่เรียกว่ากายนำจิต หรือจิตนำกายนั่นเอง ซึ่งทั้งร่างกายและจิตที่ไม่ปกติเป็นสาเหตุอีก อย่างหนึ่งทีนั่นทอนการมีชีวิตยืนยาว

4 lines
6.

Obamacare ňu Government Shutdown

ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สองสำหรับการปิดหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลชั่วคราวหรือ Government Shutdown ซึ่งส่งผลให้ตอนนี้ลูกจ้างของรัฐบาลกลางมากกว่า 700,000 คน ยังคงถูกพักงาน โดยไม่ได้รับ ค่าตอบแทน ในขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์และอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ รวมถึงอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพก็ต้อง ปิดให้บริการโดยไม่มีกำหนดจึงส่งผลเสียต่อรายได้จากการท่องเที่ยวด้วย บรรดานักเศรษฐศาสตร์ก็กังวลกัน ว่าอาจนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่เกินกว่าใครจะคาดถึง

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติ Shutdown นั้น มีที่มาที่ไปจากความขัดแย้ง เรื่องกฎหมาย Patient Protection and Affordable Care Act หรือกฎหมายประกันสุขภาพที่เรียกกันติดปากว่า “โอบามา แคร์” ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณ โดยตรง แต่กำลังถูกทั้งสองพรรคใช้เป็น “เครื่องต่อรอง” ทาง การเมืองซึ่งพรรครีพับลิกันเห็นว่ารายละเอียดต่าง ๆ ทั้งหมดของโอบามาแคร์นั้นไม่ถูกต้องและเกิด ผลกระทบขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรค จึงได้ทำการขัดขวางมาตลอด นอกจากนั้น ดร.ชัยชนะ อิงควัต จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้อธิบายว่า การต่อต้านโอบามาของพรรครีพับลิกัน นอกจาก เป็นเกมการเมืองแล้วยังมาจากหลักคิดที่ว่า คนต้องช่วยตัวเอง รัฐไม่ควรแทรกแซงเรื่องที่ไม่จำเป็น รัฐบาล ควรสนับสนุนลดภาษีเพื่อให้ธุรกิจเอกชนเติบโต เมื่อเติบโตนำไปสู่การจ้างงาน ดังนั้นการปฏิรูประบบ สาธารณสุขของโอบามาจึงถูกมองว่าคือการแทรกแซงมากเกินไป

โอบามาแคร์ คืออะไร ? เป็นหนึ่งในนโยบายที่ต้องการขยายความคุ้มครองประกันภัยให้ ครอบคลุมชาวอเมริกันราว 15% หรือ 40-50 ล้านคน ซึ่งสาระสําคัญของโอบามาแค มีรายละเอียดดังนี้ - อนุญาตให้บุตรรับสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันสุขภาพของบิดามารดาได้จนอายุ 26 ปี

- ชาวอเมริกันที่เป็นผู้ททลภาพและผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ขึ้นไปต้องได้รับประกันสุขภาพจากรัฐ - ผู้ประกอบการที่มีพนักงาน หรือลูกจ้างทำงานเต็มเวลามากกว่า 50 คนต้องทำประกันสุขภาพให้ - การห้ามบริษัทประกันอุบัติเหตุปฏิเสธรับทำประกันแก่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว -การบังคับให้บริษัทประกันภัยขายประกันสุขภาพในราคาเดียวโดยไม่แบ่งแยก

- รัฐใช้เงินอุดหนุนให้ประชาชนซื้อประกันภัยกับบริษัทเอกชนและรับเงินคนที่ไม่ยอมซื้อประกัน สาระสำคัญดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้สมาชิกนิติบัญญัติทุกคนจากพรรครีพับลิกัน ออกเสียงคัดค้าน กฎหมายฉบับนี้เนื่องจากสมาชิกเห็นว่าการห้ามปฏิเสธประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพ การขายประกันสุขภาพ ในราคาเดียว รวมถึงสาระสำคัญที่กล่าวไปทั้งหมดจะเพิ่มภาระงบประมาณด้านบริการสุขภาพและส่งผลให้ เอกชนที่สนับสนุนพรรคต้องสูญเสียรายได้อีกทั้งยังจะถูกแย่งฐานเสียงไปด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มคนผิวขาวที่มี ฐานะยากจนและเป็นคนจากชนชั้นกลางและการที่จำนวนฐานเสียงลดลงจะส่งผลเสียต่อการเลือกตั้งสภาค องเกรท ในกลางปี 2557 และนั่นเองจะส่งผลเสียให้พรรครีพับลิกันต้องเป็นฝ่ายค้านอีกสมัย

ดังนั้นการขัดกับอุดมการณ์ของพรรคและเสี่ยงต่อการเป็นฝ่ายค้านอย่างยาวนาน รวมทั้ง บริษัทเอกชนที่สนับสนุนตนเองอยู่นั้นได้รับผลกระทบ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้พรรครีพับลิกันตัดสินใจ เสนอ Anti Obamaเพื่อให้ผูกกับงบประมาณ โดยเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนการอนุมัติงบประมาณให้แก่ประธานาธิบดีโอบามาการตัดสินใจของโอบามาที่ไม่ลงนามจึงทำให้การเสนอครั้งนี้ของพรรครีพับลิกันไม่ เป็นผลและจากการตัดสินใจของโอบามาในครั้งนี้จึงนำสู่การเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง อีกทั้งยังสร้าง ประวัติศาสตร์ให้กับตนเองด้วย แต่ผลจากการไม่ลงนามก็ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่นั่นคือการไม่ สามารถอนุมัติงบประมาณ ได้จนเป็นสาเหตุทําให้เกิดวิกฤต “Shutdown” ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งวิกฤต ในครั้งนี้จะกระทบกระเทือนถึงเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน

4 lines
7.

โรคไม่ติดต่อ

คำว่า " โรคไม่ติดต่อ “ หรือ Non Communicable Diseases (NCDs) ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการ ร่วมมือของนานาชาติเพื่อการควบคุมและป้องกันโรค ตั้งแต่ พศ2543 ค.ศ2000) หลังจากนโยบาย Health All By The Yacr 2000 ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อและต่อด้วยความร่วมมือ Health All In The 21 Century ซึ่งเน้นการควบคุมโรคไม่ติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญแทนปัญหาโรคติดต่อในอดีต ทางด้านประเทศไทยเองก็ได้มีการจัดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6 ขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งประเด็นสําคัญเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อมีดังต่อไปนี้

1. กลุ่มโรคไม่ติดต่อคำว่า “โรคไม่ติดต่อ” เกิดขึ้นในระยะหลังเป็นการแยกจากกลุ่ม “โรคติดต่อ หรือ Communicable Diseases ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคที่สามารถติดต่อกันได้ และเกิดการระบาดได้ ดังนั้น “โรคไม่ติดต่อ (Non Communicable Diseeases NCDs) จึงหมายถึง กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติ หรือการเสื่อมของร่างกายซึ่งไม่ติดต่อไปยัง บุคคลอื่นและส่วนใหญ่เป็นอาการของการเจ็บป่วยเรื้อรังกลุ่ม โรคไม่ติดต่อชนิดต่าง ๆ ที่จะได้กล่าวถึงในเอกสารนี้ จึงเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควรที่เพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ ซึ่งในเอกสารนี้ได้จำกัดเฉพาะ 4 กลุ่มโรคที่ไม่ติดต่อได้แก่

1.) โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบหรือในสมองแตก และ โรคต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากเส้นเลือดตีบหรือเปราะ

2.)โรคเบาหวานและโรคอ้วน

3.) โรคมะเร็ง

4.) โรคปอดเรื้อรัง (ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพองหรือโรคหลอดเลือดอุดตันเรื้อรัง โรคหอบหืด 2. ความสําคัญของปัญหา ประกอบด้วย

2.1 การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั้งของประชากรโลกและของประชากรไทย โดยร้อยละ 63 เป็นการเสียชีวิต ก่อนวัยอันควรทั้งหมดของประชากรโลก และร้อยละ 73 เป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั้งหมดของ ประชากรไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าการเสียชีวิตของประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 36 ล้านคนใน พ.ศ. 2551 เป็น

44 ล้านคนใน พศ. 2563 2.2 จํานวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากฐานข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับในการรักษาตัวใน

โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขในระยะเวลาเพียง 5 ปี 2548 - 2552 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรค ดังกล่าวเพิ่มขึ้นดังนี้ โรคหัวใจขาดเลือด 4.2 เท่า โรคความดันโลหิตสูง 7.1 เท่า โรคหลอดเลือดในสมอง 3.9 เท่า โรคเบาหวาน 4.8 เท่า โรคมะเร็งตับ 1.2 โรคถุงลมโปงพอง 1.23 เท่า

2.3 ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เพิ่มมากขึ้นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเป็นปัจจัยคุกคามที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งผลกระทบต่อคุณภาพของประชากร ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สังคมต้องแบกรับผลกระทบต่อความยากจนทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม โดยรวม ประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นจาก 4 โรคดังกล่าวไป ซึ่งมูลค่ามากกว่า 1.4 แสนล้านบาทในปี พศ2552

3. ปัจจัยเสี่ยง ข้อมูลจากการสำรวจคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปในปี พ.ศ. 2554 พบว่าจำนวน ผู้ป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อและมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ประชากรผู้ใหญ่มีความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 21.4 เบาหวานถึงร้อยละ 6.9 น้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนถึงร้อยละ 40.4 ในประชากรหญิงร้อยละ 20.5 ใน ประชากรชาย และร้อยละ 24.5 ของประชากรหญิงบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ในขณะที่ประชากรไทยถึงร้อยละ 31.5 และ 21.4 ดื่มสุราและสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทั้ง 2 นี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง นอกจากนั้นการสูบบุหรี่ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ การเกิดปอดเรื้อรังอีกด้วย

ด้านความเคลื่อนไหวระดับนานาชาติในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อนั้น องค์การอนามัย โลกโดยมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกซึ่งรวมถึงประเทศไทย ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันและควบคุม โรคไม่ติดต่อมีการประชุมและพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะสนับสนุนประเทศ สมาชิกในการลดความเจ็บป่วย ความพิการและตายก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจาก “โรคไม่ติดต่อทั้งสี่กลุ่ม เช่น ร่วมกันรองรับยุทธศาสตร์โลกเพื่อป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเมื่อ พ.ศ. 2543 รับรอง “แผนปฏิบัติการระดับโลกในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 2556 – 2563 เป็นต้น นอกจากนั้นยัง ร่วมกันจัดทํานโยบายและแนวทางปฏิบัติการร่วมกันซึ่งเป็นอีกหนึ่งในประเด็นหลักของโรคไม่ติดต่อในการ จัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ งจะได้กล่าวต่อไป

แนวทางการปฏิบัติช่วยลดปัจจัยเสี่ยงและโรคต่าง ๆ นั้นแต่ละมาตรการจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงและ โรคไม่ติดต่อที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาตรการทั้งหมดล้วนเป็นการดำเนินการในระดับประชากร เช่นการควบคุม โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง การห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขาย บุหรี่จะช่วยลดการสูบบุหรี่ให้น้อยลงแล้วยังสามารถยับยั้งโรคที่หมดที่เกิดจากบุหรี่ ได้อีกด้วย ส่วนมาตรการ ที่จะช่วยลดปัญหาการทานอาหารที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพและลดการเกิดโรคหัวใจ คือการลดการท่าน ไขมันทรานส์และเกลือและการลดการท่านไขมันทรานส์ยังช่วยให้เกิดโรคเบาหวานลดลงอีกด้วย มาตรการ สุดท้ายคือการรณรงค์สาธารณะเพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายซึ่งจะช่วยลดปัญหา ทั้งปัจจัยเสี่ยงและโรค คือการออกกำลังกายไม่เพียงพอและปัญหาโรคอ้วน

แต่เป็นที่ทราบกันว่าการจัดการกับโรคไม่ติดต่อและปัจจัยเสี่ยงหลัก จําเป็นจะต้องอาศัยการทํางาน ร่วมกันจากหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานเพื่อป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อส่วนใหญ่มัก จำกัดอยู่เพียงแต่ในสายสุขภาพและภาครัฐเท่านั้น อีกทั้งการดำเนินงานมักมีความชัดเจนเฉพาะในระดับชาติ หลายภาคส่วนอย่างเช่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่นต่าง ๆ ยังขาดการมีส่วนร่วม และการ แสดงศักยภาพในกระบวนการที่ผ่านมา นอกจากนั้นควรจะมีกลไกและกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพ ของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในการจัดการกับโรคไม่ติดต่อทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น

4 lines
8.

คลีนฟูดกับคนรักสุขภาพ

ท่ามกลางวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยในกระแสสังคมแบบบริโภคนิยมการก้าวเข้าสู่ช่วงผู้สูงอายุ และสังคมคนโสด ความก้าวหน้าที่ทางเทคโนโลยีและระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้นฯลฯ ทำให้กระแสเรื่อง สุขภาพที่เกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โรคภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs (Non Cominicable - Diseases ) หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ก็ยังคงเป็นปัญหาเช่นเดียวกับปีก่อน ๆ ผู้คนจึงหันมา ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสนิยมเรื่องสุขภาพยังคงมาแรงต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย แบบ 25นาที(T25) หรือแม้กระทั่งการกินอาหารแบบคลื่นพูดที่หลายคนรู้จัก และโดยเฉพาะ “คลื่นพูด” นั้น เรียกได้ว่าได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งเป้าหมายของคนรักสุขภาพคือการมี สุขภาพที่แข็งแรงและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บให้นานที่สุด

คำว่า “คลีนฟู้ด” (Clean Food) หรือ “การกินคลีน” นั้นหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันมาแล้วและให้ คําจํากัดความคำว่า “คลีน” คืออาหารที่สะอาดเท่านั้น แต่ในความหมายที่แท้จริงแล้ว อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้จัดการโครงการ โภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) ได้กล่าวว่ามีอยู่ 2 นัยยะด้วยกัน นัยยะที่หนึ่งคือ “อาหารที่ไม่ปนเปื้อน” อันได้แก่ "ไม่ ปนเปื้อนเชื้อโรค” เพราะหากจุลินทรีย์เข้าไปปะปนในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ไม่สุก หรืออาหารที่ค้าง คืนหรืออาหารที่มีแมลงวันตอม ก็นำมาซึ่งอาการท้องเดินได้ ต่อมาคือ “ไม่ปนเปื้อนจากพยาธิ” เพราะการ กินอาหารแบบสุกๆ ดิบๆ กินอาหารที่ไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาด ก็อาจมีการปนเปื้อนพยาธิและเป็น โรคพยาธิได้ และสุดท้าย “ไม่ปนเปื้อนสารเคมี” อย่างผัก หรือผลไม้ที่ไม่ได้ล้างหรือล้างไม่สะอาดอาจจะมี ยาฆ่าแมลงปะปนอยู่ รวมทั้งอาหารที่ใส่สีแต่ไม่ใช่สีผสมอาหาร หรืออาหารที่มีพิษ เช่นเห็ดพิษ น้ำมันทอด ซ้ำ ถั่วลิสงที่มีอะฟลาทอกซิน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นพิษกับร่างกายทั้งสิ้น

ส่วนนัยยะที่สอง คือ “อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ” ซึ่งหมายถึง “ครบทั้ง 5 หมู่” การกินอาหาร อย่างไรให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้น จะต้องกินให้ครบและหลากหลายซึ่งการกินอาหารคลีนให้ถูกต้องนอกจาก จะต้องครบทั้ง 5 หมู่แล้ว อาหารก็ต้องมาจากธรรมชาติและมีการปรุงแต่งรสชาติให้น้อยที่สุดด้วย ลดหวาน จัด เค็มจัดมันจัดซึ่งหากสามารถกินได้อย่างถูกวิธีและกินเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง การกินคลีนฟูดจะสามารถ

นำไปสู่เป้าหมายของคนรักสุขภาพได้ ที่นอกจากจะกินคลีนแล้วยังต้องครบ 5 หมู่ด้วยนั่นเอง นอกจากกินอาหารให้ถูกหลักแล้ว การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย เพราะ

การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวแต่ไม่คำนึงถึงอาหารการกินนั้น ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นการออกกำลังกาย ให้ถูกต้อง อย่างแรกคือต้องเหมาะสมตามวัย เช่นในวัยเด็กเป็นวัยที่อยู่ในช่วงของการพัฒนาทางด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา การออกกำลังกายจึงควรเน้นที่สนุกสนาน ด้วยรูปแบบง่าย ๆ และ คำนึงถึงความปลอดภัย ส่วนในวัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายเสื่อมสภาพลง การออกกำลังกายจะช่วยชะลอการ เสื่อม

ของร่างกายได้ ดังนั้นการออกกําลังกายจึงควรเริ่มต้นจากช้าไปหาเร็ว เช่นเดินช้า และเดินเร็วขึ้น หรือเลือก

กิจกรรมที่ทําให้ผ่อนคลาย เช่นการรำมวยจีน ไทเก็ก โยคะ แต่ถ้าหากมีอาการปวดเข่า ปวดหลัง ควรเลือก

กิจกรรมที่อยู่ในน้ำแทน

อย่างที่สองการออกกำลังกายอย่างพอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และไม่หักโหม ซึ่งการออกกําลัง กายที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-5 วันต่อสัปดาห์ ใช้เวลาประมาณวันละ 15-30 นาทีขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ใช้ออก กําลังกาย แต่ถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ อย่างน้อยควรหลีกเหลี่ยงพฤติกรรมแน่นิ่ง ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ อย่างเช่น เปลี่ยนการขึ้นลิฟต์เป็นการเดินขึ้น-ลงบันไดลุกเดิน หรือขยับแข้งขยับขาระหว่างทำงาน เป็นต้น ดังนั้นหากรู้ว่าอายุ สุขภาพ และกิจวัตรประจำวันของเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนที่จะมี ประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากที่สุด การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นจึงจะนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้

เมื่อกินอาหารคลีนฟู้ดและออกกำลังกายอย่างถูกต้องแล้ว อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อการก้าวไปสู่ เป้าหมายของคนรักสุขภาพ นั่นก็คือการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม โดยเกณฑ์ที่เหมาะสมตองอยู่ในระดับ มาตรฐานคือไม่เกินและไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ จะช่วยควบคุมระดับคอล เลสเตอรอลความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และยังมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน รวมทั้งไขข้ออักเสบและมะเร็งบางชนิดได้

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันกระแสคนรักสุขภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและหลายคนหัน กลับมาดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสมอย่างที่ได้กล่าวไป แต่ก็มีการดำเนินชีวิตของคน บางกลุ่มที่กลับสวนกระแส คือมีพฤติกรรมที่ลดโอกาสการเข้าถึงเป้าหมายของคนรักสุขภาพ พฤติกรรมนั้น ก็เช่นบางคนนอนดึก บางคนไม่ชอบออกกําลังกาย บางคนกินอาหารไม่เหมาะสม บางคนเสพสิ่งที่ไม่ เหมาะสม เช่นสุราบุหรี่ ที่สำคัญคือยาเสพติด เป็นต้น คนกลุ่มนี้กำลังใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ซึ่ง เป็นโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการกินและการดำรงชีวิตทั้งสิ้น

ปัญหานี้จึงนับได้ว่าเป็นปัญหาหนักและควรยกระดับปัญหาให้อยู่ในระดับเดียวกับโรคระบาด การ จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติให้กับสังคม และจำเป็นที่ต้องกระตุ้นเตือนให้สังคมรับรู้ถึง อันตรายจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากขึ้น และเน้นรัฐบาลว่าอย่างน้อยควรทำให้การเข้าถึงการออกกำลัง กายของประชาชนสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นเพราะการออกกำลังกายนั้นเป็นการป้องกันโรคที่ สําคัญและทําได้ไม่ยากเลย

4 lines
9.

ประเทศไทย 4.0

ในช่วงแรก ๆ ที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่ได้ยินได้ ฟังกันบ่อย ๆ คือการกล่าวถึงนโยบายและผลงานของคสช. พร้อมทั้งวิสัยทัศน์ที่นำพาประเทศไปข้างหน้า วิสัยทัศน์ นั้นประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” คือประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมี ความมั่งคั่งและยั่งยืน แต่ในช่วงหลังมานี้ มีคำกล่าวใหม่ที่ได้ยิน นั่นคือประเทศไทย 4.0 “ ซึ่งมีคำถามที่ ตามมาคือทําไมจึงมีประเทศไทย 4.0 แล้ว 1.0,2.0,3.0 คืออะไร คําตอบคือในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งแต่ 5 ประเทศไทย 1.0” เน้นการเกษตร ประเทศไทย 2.0” เน้นอุตสาหกรรมเบา “ประเทศไทย 3.0” เน้นอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น อุตสาหกรรมหนัก)แต่ทว่าภายใต้ “ประเทศไทย 3.0 ที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่อาจนําพาประเทศให้พัฒนาไปมากกว่านี้จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องปฏิรูปเศรษฐกิจของ ประเทศและนำพาประชาชนไปสู่ " ประเทศไทย 4.0 " ให้ได้ภายใน 4-5 ปีนี้

คําว่า “ประเทศไทย 4.0" หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า จะนําประเทศไทยไปทิศทางไหนและจะไปถึง ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างไร ผู้ที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนมากที่สุดคือดร.สุวิทย์ เมษนทรีย์ รมต.ช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งดร.สุวิทย์ได้เริ่มต้นอธิบายว่า ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพียงแต่ละ ช่วงมีความท้าทายแตกต่างกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ศตวรรษที่ 21 ดังนั้นประเทศ ไทยจึงต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ ให้รับมือกับโอกาสที่เข้ามา

แต่ในสภาพสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหา เช่น ปัญหาสังคมคือเป็นประเทศที่มี ความเลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างมาก อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีทุจริต คอรัปชั่นอยู่ดาษดื่น ซึ่ง ปัญหาสังคมนั้นจะลดลงได้โดยวาระปฏิรูปที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป สถานการณ์ต่อมาเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ที่น่าสนใจคือเป็นประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี

การเป็นประเทศรายได้ปานกลางนั้น จะวัดจากการที่เราได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) โดยธนาคารโลกได้จัดอันดับประเทศทั่วโลกออกเป็นกลุ่มตามระดับรายได้ประชาชาติต่อหัว โดยนิยามของ “ประเทศรายได้ต่ำ” คือ GNP ต่อหัวต่ำกว่า 1,036 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศรายได้ปานกลางนั้น ยัง แบ่งเป็น “รายได้ปานกลางกลุ่มต่ำ” มี GNP ต่อหัวสูงถึง 1,036 - 4,085 ดอลลาร์สหรัฐ และ “รายได้ปาน กลางกลุ่มสูง มี GNP ต่อหัวระหว่าง 4,086 - 12,615 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน “ประเทศรายได้สูง มี GNP ต่อ หัวตั้งแต่ 12,615 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งประเทศไทยติดอยู่ในรายได้ปาน กลางกลุ่มสูงมาเป็นเวลา 10 ปี แล้ว

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงหรือเป็น ประเทศในโลกที่หนึ่งนั้นจำเป็นต้องมีความพร้อมทุกด้าน แต่ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสภาวะสถานการณ์ไม่เป็นปกติ และไม่มีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศโลกที่หนึ่งดังที่คาดหวังไว้ได้ ดังนั้นประเทศ ไทยจึงมีภารกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งอยู่ 2 วาระ ได้แก่

1. วาระปฏิรูป (Refrome Agenda) เป็นลักษณะปฏิรูปเชิงโครงสร้างระบบ รวมถึงในเชิงพฤติกรรม ซึ่งวาระการปฏิรูปที่ 37 วาระด้วยกัน อย่างเช่น การปฏิรูปงบประมาณและที่ดิน ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และบังคับใช้กฎหมาย การปรับโครงสร้างภาษี การจัดตั้งสมัชชาคุณธรรม เป็นต้น ซึ่งวาระปฏิรูปต่างๆ นั้น จะช่วยลดปัญหาสังคมทั้งสองอย่างที่กล่าวข้างต้นมาได้

2. วาระการปรับเปลี่ยน (Transformetion Agenda) ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเศรษฐกิจ ดิจิตอลและ “กลไกการขับเคลื่อน" ชุดใหม่ (New Growth Engine) 3 กลไกสำคัญคือ 1. กลไกขับเคลื่อนผ่าน การสร้างและการยกระดับผลิตภาพ (Product Growth Engine) 2. กลไกการขับเคลื่อนที่คนส่วนใหญ่มีส่วน ร่วมอย่าเท่าทียมและทั่วถึง (Inclusive Growth Engine) 3. กลไกการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน (Green Growth Engine) ซึ่งระบบเศรษฐกิจดิจิตอลและกลไกการขับเคลื่อนต่าง ๆ ดังกล่าวจะมุ่ง ไปสู่จุดเน้นที่เป็นลักษณะของไทยแลนด์ 4.0 และนอกจากนั้น ปัญหากับดักรายได้ปานกลางจะสามารถ แก้ไข จากระบบเศรษฐกิจดิจิตอล และหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนซึ่งก็คือการสร้างและยกระดับผลิตภาพ

ดร.สุวิทย์ อธิบายว่า ในอดีตประเทศไทยมุ่งเน้นสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยขาด

การพัฒนาในจุดอื่นให้มีความสอดคล้องกัน ดังนั้นการเป็นประเทศไทย 4.0 จึงต้องมีลักษณะที่ต้อง

ประกอบด้วยจุดเน้น 4 อย่างเพื่อการพัฒนาที่สมดุล อันได้แก่ 1. ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ให้เป็นประเทศที่

เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ เน้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 2. การมีสังคมที่อยู่ดีมีสุข เป็นสังคมที่อุดมด้วยปัญญา ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และคุณธรรม เป็นสังคมแห่งโอกาส เกื้อกูล และ แบ่งปัน 3. รักษ์สิ่งแวดล้อม จะต้องเป็นสังคมที่เรียกว่าสังคมคาร์บอนต่ำ โดยร่วมกันลดก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ และการทำอุตสาหกรรมต้องเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวให้มากขึ้น สุดท้ายคือส่งเสริมภูมิ ปัญญามนุษย์ คนไทยจะต้องเป็นพลเมืองที่เชื่อมั่นในตนเองและมีความคิดอิสระ ในขณะเดียวกันต้องมีจิต สาธารณะ และทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นพลเมืองที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจุดเน้นทั้ง 4 อย่างที่ต้อง พัฒนาให้สมดุลนี้จะสามารถนำไปสู่วิสัยทัศน์ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยจุดเน้นทั้งหมดจะตั้งอยู่บนฐาน ความคิดของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และหลักการสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีอยู่ว่า “เมื่อ พร่อง ต้องรู้จักเติม เมื่อพอต้องรู้จักหยุด เมื่อเกิน ต้องรู้จักแบ่งปัน” เพื่อให้ประเทศมีความสามรถจนเพียงพอ ต่อการพัฒนาเป็นประเทศโลกที่หนึ่งต่อไป

4 lines
10.

ภาษีความหวาน

ภายใต้ พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ2560 ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา และจะส่งผลในอีก 2 ปีข้างหน้า คือตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป สาระสำคัญของ พ.ร.บ ที่สังคมให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก คือการปรับเปลี่ยนวิธีจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสําหรับเครื่องดื่ม มาเป็นการจัดเก็บ ภาษีในอัตราก้าวหน้า แต่เดิมคิดเฉพาะมูลค่าของราคาหน้าโรงงาน มาเป็นคิดตามมูลค่าและตามปริมาณ นํ้าตาล ทั้งนี้อัตราภาษีความหวานจะเพิ่มขึ้นตามความหวาน หรือปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นการเก็บภาษี อัตราก้าวหน้า คือจะแบ่งกลุ่มตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม (อย่างเช่น น้ำแร่หรือน้ำอัดลม เป็นต้น) โดย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ ไม่มีน้ำตาลหรือมีน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัม ต่อเครื่องดื่มปริมาตร 100 มิลลิลิตร, ที่มี ปริมาณน้ำตาล 8 กรัม แต่ไม่เกิน 10 กรัมต่อเครื่องดื่มปริมาตร 100 มิลลิลิตร, ที่มีน้ำตาล 10 กรัมแต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อเครื่องดื่มปริมาตร 100 มิลลิลิตร, ที่มีน้ำตาล 14 กรัมแต่ไม่เกิน 18 กรัมต่อเครื่องดื่มปริมาตร 100 มิลลิลิตร และที่มีนํ้าตาลเกิน 18 กรัมต่อเครื่องดื่มปริมาตร 100 มิลลิลิตร

จากนั้นกรมสรรพสามิตให้เวลาภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มปรับตัวเป็นเวลา 6 ปี แบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 2 ปี ค่อยเพิ่มอัตราขึ้น โดยใน 2 ปีแรกจะเก็บในอัตราต่ำสุด ดังนั้นปริมาณน้ำตาลจึงต่างกัน จึง ทําให้เสียภาษีต่างกันด้วย อันได้แก่ ไม่มีน้ำตาลหรือมีน้ำตาล ไม่เกิน 6 กรัมจะได้รับการยกเว้นภาษี, ปริมาณ น้ำตาล 6 กรัมแต่ไม่เกิน 8 กรัม ในช่วงที่ 1 เสียภาษี 10 สตางค์ ช่วงที่ 2 เสียภาษี 10 สตางค์ และช่วงที่ 3 เสียภาษี 30 สตางค์ ปริมาณน้ำตาลเกิน 8 กรัม แต่ไม่เกิน 10 กรัม ในช่วงที่ 1 เสียภาษี 30 สตางค์ ช่วงที่ 2 เสียภาษี 30 สตางค์ และช่วงที่ 3 เสียภาษี 1 บาท, ปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัมแต่ไม่เกิน 14 กรัม ช่วงที่ 1 เสียภาษี 50 สตางค์ ช่วงที่ 2 เสียภาษี 1 บาท และช่วงที่ 3 เสียภาษี 3 บาท, ปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัมแต่ ไม่เกิน 18 กรัม ในช่วงที่ เสียภาษี 1 บาท ช่วงที่ 2 เสียภาษี 3 บาท ช่วงที่ 3 เสียภาษี 5 บาท, ปริมาณ นํ้าตาลเกิน 18 กรัม ช่วงที่ 1 เสียภาษี 1 บาท ช่วงที่ 2 เสียภาษี 5 บาท ช่วงที่ 3 เสียภาษี 5 บาท ซึ่งจะเริ่ม เก็บจริงในวันที่ ต.2562

กรมสรรพสามิตได้อธิบายเพิ่มเติมว่าได้อ้างอิงตามคํานิยามของ อย.เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่จะต้องเสีย ภาษีตามค่าความหวาน หรือภาษีนํ้าตาลนั้น ไม่ว่าเครื่องดื่มที่เป็นน้ำ แต่ยังรวมไปถึงเครื่องดื่มผลที่ต้องชงดื่ม และเครื่องดื่มที่เป็นหัวเชื้อเช่น น้ำหวานเข้มข้น เป็นต้น ที่จะต้องนำมาผสมตามอัตราส่วนบนฉลากเพื่อเป็น เครื่องดื่มในการบริโภคด้วย สําหรับอัตราการคิดค่าภาษีความหวานนั้นจะเป็นลักษณะของ “เซิร์ฟวิงไซส์" (Serving Size) คือวัดค่าน้ำตาลตามหน่วยบริโภค อย่างน้ำหวานเข้มข้นก็จะคิดหลังจากผสมน้ำตามสัดส่วนที่ กำหนดแล้ว เช่น ผสมออกมา 1 แก้ว 200 มิลลิลิตร มีน้ำตาลอยู่เท่าไหร่ ก็ค่อยคิดภาษีตามอัตราใหม่ที่กรม สรรพสามิตกําหนด ในส่วนของน้ำผักผลไม้ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพื่อคอยช่วยเหลือภาค เกษตรกร แต่ต้องมาเสียภาษีน้ำตาลแทน การที่น้ำผักผลไม้มีการเติมน้ำตาลลงไปอีก อย. เสนอมาว่าไม่ควร ยกเว้น เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ สำหรับการคิดภาษีน้ำตาล จะคิดแบบ “น้ำตาลทั้งหมด(Total Sugar)” โดยไม่มีการแยกว่ายน้ำตาลจากผัก หรือผลไม้ หรือเป็นน้ำตาลที่เพิ่มเข้าไปนอกจากนั้นการที อยมีข้อกําหนดเรื่องของฉลากโภชนาการด้านหลังของผลิตภัณฑ์ และฉลากหวาน มัน เค็มหรือฉลาก จีดีเอ เพื่อแสดงข้อมูลส่วนผสมของเครื่องดื่ม ช่วยให้กรมสรรพสามิตทราบถึงส่วนประกอบทั้งหมดภายใน ผลิตภัณฑ์ นั้นและจัดเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าสามารถช่วยทำให้เครื่องดื่มมี ปริมาณน้ำตาลลดลงได้ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงก็ได้แก่ น้ำแร่ น้ำอัดลม น้ำผักผลไม้และรวมถึงหัว เชื้อด้วย

ในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพองค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่า น้ำตาลเป็นส่วนประกอบของอาหารที่หาก บริโภคมากเกินไปจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ จึงได้มีคำแนะนำว่า ไม่ควรบริโภคนําตาลเกิน 50 กรัม/วัน แต่ จากข้อมูลและสถิติพบว่า คนไทยบริโภค าตาล 100 กรัม/วัน/คน ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 9 ของโลกที่บริโภค น้ำตาลสูงสุดและบริโภคเกินความจำเป็น แม้ว่าการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดจะให้พลังงานแก่ร่างกาย จํานวนมากแต่ก็ไม่ให้สสารที่จำเป็นอื่น ๆ หรือให้น้อยมาก ส่วนในแง่ของการก่อโรคนั้นมีหลักฐานทาง วิชาการชี้ชัดว่าการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน รวมไปถึงโรคที่ เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนด้วย อย่างเช่น เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด และความดันโลหิต ซึ่งหลายประเทศทั่ว โลกรวมถึงประเทศไทยได้เล็งเห็นตรงกันถึงปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่กำลังเผชิญในขณะนี้คือการเพิ่มขึ้นสูง ของอัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non Communicable Diseases NCDs) โดยเฉพาะโรคอ้วนและ เบาหวาน หลอดเลือดและหัวใจ และความดันโลหิตสูง ดังนั้นหากประชาชนลดการบริโภคน้ำตาลลดลง ก็ จะสามารถช่วยลดหรือป้องกันโรคที่กล่าวมาข้างตนได้ ซึ่งในประเทศไทยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังก่อให้เกิดการ สูญเสียชีวิตเป็นอันดับต้น ๆ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลอีกด้วย

ข้อมูลองค์การอนามัยโลกได้ระบุไว้ว่า การจัดเก็บเป็นมาตรการที่ได้ผลดี ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจึงมี แนวคิดที่จะจัดเก็บภาษี ซึ่งผลจากการรวบรวมข้อมูลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่าวิธีการที่มีความ เป็นไปได้มากที่สุดคือการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเนื่องจากมีเหตุผลทางโภชนาการที่เพียงพอสำหรับ จัดทําหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีและง่ายต่อการจัดเก็บ ประเทศไทยจึงได้นำเอามาปรับใช้ ซึ่งการที่ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลงอันเนื่องมาจากการจัดเก็บภาษีนํ้าตาลในอัตราก้าวหน้าย่อมมีผลทำให้ ประชาชนบริโภคน้ำตาลน้อยลงได้และในขณะนี้ก็มีหลายประเทศที่จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ยกตัวอย่างเช่น ประเทศฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ฟิจิ เม็กซิโก เฟรนซ์โพลีนีเซีย กัวเตมาลา ฮังการี นอร์เวย์ และ บางรัฐของสหรัฐอเมริกา โดยการจัดเก็บภาษีมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐพ่วงด้วยเหตุผลทาง สุขภาพ ซึ่งมีบางส่วนใช้ปริมาณน้ำตาลเป็นเกณฑ์การจัดเก็บ

จากที่กล่าวมาทั้งมด การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญ ซึ่ง มาตรการดังกล่าวนอกจากจะมีศักยภาพในการส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีแล้วยังสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีสุขภาพที่ดีคือการปฏิบัติตัวของประชากร เอง ที่นอกจากควรบริโภคน้ำตาลให้น้อยลงแล้ว การออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอก็สามารถช่วยป้องกันโรค ต่าง ๆ ที่กล่าวไปได้ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพักมากขึ้น

4 lines
11.

บทความเรื่อง : ไขมันทรานส์กับสุขภาพของคนไทย

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ได้มีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวง สาธารณสุข เลขที่ 388 พศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย นับแต่นั้น มีผู้คน ให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นของกรดไขมันทรานส์หรือเรียกย่อๆ ว่า ไขมันทรานส์ หรือเรียกอีกอย่าง ว่า Trans fat ทั้งในแง่ผู้บริโภคที่สนใจศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้รู้เท่าทันการบริโภคไขมันทรานส์ได้อย่าง ปลอดภัย และในแง่ผู้ประกอบการที่มีการจำหน่ายผลิตหรือนำเข้าอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ จะต้องมีการปรับตัวและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนให้ปลอดไขมันทรานส์อย่างไร ดังนั้นเพื่อให้ ภาคประชาชนและภาคเอกชนได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง จึงมีนักวิชาการ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญได้ออกมา แสดงความเห็นเนี่องจากว่ายังมีข้อเท็จจริงในอีกหลายด้านที่ต้องให้ความกระจ่าง

เมื่อวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2561 เวลา 13.30 - 15.00 น. ณ ห้อง 1-05 อาคารบรรยายรวมตึก กลม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการจัดกิจกรรม เสวนาพิเศษ “Science Cafe ตอน มองรอบด้านกับ Trans Fat" โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ หยกทองวัฒนา อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี และรองศาสตราจารย์ ดร.เทพมนัส บุปผาอินทร์ อาจารย์ ประจําภาควิชาสรีรวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.เยาวภา หล่อเจริญผล อาจารย์จาก ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในโครงการ Food Innopolis สวทน. และรองศาสตราจารย์ ดร.พลังพล คงเสรี อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อสร้างความ เข้าใจเกี่ยวกับมาตรการควบคุมและกำกับดูแลไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม อาหาร พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบของ การบริโภค Trans Fat ต่อสุขภาพและสังคมไทย

การเสวนาเริ่มจากการให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับไขมัน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกาย โดย รศ. ดร.กิตติศักดิ์ หยกทองวัฒนา และ ดร.พลังพล คงเสรี ได้อธิบายในแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดว่า ไขมันโดย ทั่วไปประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) หรือ ไตรเอซีลกลีเซอรอล (triacylglycerol) ในรูปของ กลีเซอรอล (glycerol) ต่อกับกรดไขมัน acyl group จํานวน 3 กลุ่ม เป็นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งประเภทและ คุณสมบัติของไขมันตามโครงสร้างรูปแบบของกรดไขมัน ได้เป็น 4 ประเภท คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fats) เป็นไขมันทีภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่ตำแหน่งเดียว พบได้ในน้ำมันมะกอก น้ำมันรําข้าว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fats) เป็นไขมันทีภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อยู่ หลายตำแหน่ง พบได้ในน้ำมันปลาและน้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันงา เป็นต้น ไขมันอิ่มตัว (saturated fats) เป็นเป็นไขมันที่ภายในโมเลกุลไม่มีพันธะคู่ พบได้ในไขมันจากสัตว์และจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น และไขมันทรานส์ธรรมชาติ (natural trans fats) ซึ่งเป็นไขมัน ที่พบได้ในธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นมจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง (ruminants) เช่น นมวัว นมแพะ เป็นต้น แต่จะพบในปริมาณที่น้อยมาก

จากนั้นจึงได้มีการอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นของไขมันทรานส์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ ไขมันทรานส์ว่า ไขมันทรานส์ในธรรมชาติกับไขมันทรานส์ที่มาจากมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเป็นคนละตัวกัน และตัวที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพนั้นไม่ได้มาจากไขมันทรานส์ในธรรมชาติ ด้วยเหตุผลที่ยังไม่มีข้อมูลและ งานวิจัยที่ชัดเจนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ที่ชัดเจนและมีเอกสารงานวิจัยรองรับว่ามีผลเสียต่อสุขภาพคือ ไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนที่มนุษย์ทำขึ้น (artificial trans fat) และจัดว่าเป็นอีกหนึ่งประเภท ของรูปแบบไขมัน แล้วเพราะเหตุใดจึงมีการใช้กระบวนการนี้ ดร.เยาวภา หล่อเจริญผล ได้อธิบายว่า เป็นการนำไขมันหรือน้ำมันไปผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partial hydrogenation) เพื่อเปลี่ยน กรดไขมันไม่อิ่มตัวให้เป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากขึ้น มีจุดหลอมละลาย (meling point) ที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ไม่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง โดยไขมันที่ได้จะมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว (semi-solid) จึงสามารถ นำไปใช้ในผลิตภัณฑ์และใช้ประกอบอาหารได้ง่าย รวมถึงเก็บไว้ได้นานขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการลดต้นทุน การผลิตในอุตสาหกรรมอาหารด้วย โดยกระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญในการผลิตเนยขาว (shortening) เนยเทียม margarine) เป็นต้น ถึงแม้ว่าไขมันทรานส์สังเคราะห์จะมีผลดีในเรื่องอุตสาหกรรมอาหารแต่ ในเรื่องของสุขภาพกลับมีผลเสีย ทั่วโลกจึงมีการรณรงค์ให้ลดการใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์ซึ่งไม่ใช่เรื่อง ใหม่ มีการระวังเรื่องไขมันทรานส์ชนิด โดยทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (The United States Food and Drug Administration: USFDA) ได้กำหนดให้ระบุปริมาณในอาหารไว้บนฉลาก อาหารมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้มี การปรับส่วนผสมและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ เพื่อยกเลิกการใช้น้ำมันและไขมันที่ผ่านกระบวนการ เติมไฮโดรเจนบางส่วนที่เป็นแหล่งสำคัญของไขมันทรานส์มาเป็นเวลากว่า 5-6 ปีแล้ว จนกระทั่งในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเลขที่ 388 พ.ศ.2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือ จําหน่าย ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงคือ ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายไขมันทรานส์สังเคราะห์ แต่ก่อนที่ จะประกาศฉบับนี้ทางภาครัฐได้หารือกับผู้ประกอบการมาก่อนราว 2-3 ปี และหลายรายก็ได้เริ่มทยอย ปรับสูตรผลิตภัณฑ์มาตั้งแต่เวลานั้นแล้ว ซึ่งจุดนี้ต้องชื่นชมหน่วยงานภาครัฐที่ได้สร้างความตระหนัก ในเรื่องนี้ให้กับทางอุตสาหกรรมอาหารมาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ดังนั้นเมื่อถูกห้ามไม่ให้ผลิต นำเข้า และจำหน่ายจึงทำให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน วิธีแรกคือ ใช้ไขมันที่ผ่านการเติมไฮโดรเจน แบบเต็มส่วน (Fully Hydrogenation) เป็นการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์จนเปลี่ยนกรดไขมันไม่อิ่มตัว เป็นกรดไขมันอิ่มตัวแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วิธีนี้จะได้ไขมันที่มีลักษณะเป็นของแข็งไม่เหมาะกับการ นำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ จึงมีการนำไขมันที่เต็มไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์ไปผสมกับสารอื่น อย่างเช่น น้ำมันเพื่อให้ ความแข็งลดลงซึ่งตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการ จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้แทนได้ เรียกวิธีนี้ว่า การผสม น้ำมัน (Oil-blending) รวมถึงไขมันที่ผ่านกระบวนการอินเตอร์เอสเทอริฟิเคชั่น (Inter-esterification) และกระบวนการแยกส่วน(Fractionation) สามารถใช้แทนได้เช่นกัน นอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกวิธี ที่ใช้แทนได้คือ ใช้เนยแท้แทนเนยเทียม เพราะว่าเนยแท้ที่ทำมาจากน้ำนมดิบของสัตว์จะประกอบไปด้วย ไขมันเนย (buter fat) ไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือคือส่วนประกอบของ และอื่นๆ แต่ที่สําคัญคือ ไม่มีไขมันทรานส์สังเคราะห์ ซึ่งต่างจากเนยเทียมที่เต็มไปด้วยไขมันทรานส์สังเคราะห์ที่มีผลเสียต่อสุขภาพต่อมาทาง รศ. ดร.เทพมนัส บุปผาอินทร์ จึงได้อธิบายผลเสียต่อสุขภาพ ที่มีความเชื่อมโยงกันของไขมัน ทรานส์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ปัจจัยที่นำไปสู่โรค และโรคที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิต สูง หลอดเลือดหัวใจอุดตัน รวมไปถึงโรคหลอดเลือดสมอง โดยอธิบายว่า ปกติคนเรามี LDL (Low Density Lipoprotein) ในตัวอยู่แล้วโดยมีตับเป็นผู้ผลิต ซึ่งมีประโยชน์ในการพาสารอาหารประเภทไขมันอย่างเช่น คอเลสเตอรอล ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยทั่วไปนั้น LDL จะไม่ค่อยมาอยู่ในเลือดมากนัก เว้นแต่ เมื่อผนังหลอดเลือดถูกทำลาย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ เนื่องจากมีสารเคมีบางชนิดในบุหรี่ที่ทำลายผนัง หลอดเลือด (Endothelium) LDL จะเข้าไปอยู่ในเลือดมากขึ้น เมื่อ LDL ที่อยู่ในเลือดไปพบกับสารอนุมูล อิสระจึงเกิดปฏิกิริยา Oxidized เปลี่ยน LDL ให้กลายสภาพเป็น OxyLDL ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวจึงออกมาจัดการกับอันตรายนั้น ทว่าผลคือ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลายเป็นผู้แบกรับ ตัว OXyLDL ที่เป็นอันตรายนั้นไว้ แล้วกลายเป็น ฟองห่อหุ้มเรียกว่า Foam Cell ไปกองพอกกันอยู่ตรง ผนังหลอดเลือด ดังนั้น LDL ที่เพิ่มมากขึ้นจึงเป็นเหตุปัจจัยที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้และ ตัวที่กระตุ้นให้ LDL เพิ่มมากขึ้นนั้น ตัวหลักๆ คือ ไขมันอิ่มตัว และอีกตัวคือ ไขมันทรานส์สังเคราะห์ รศ. ดร.เทพมนัส ยังได้อธิบายต่อว่า ไขมันทรานส์ชนิดนี้มีประเด็นสำคัญเพิ่มขึ้นอีก โดยอธิบายว่าเยื่อหุ้มเซลล์ ของคนเราประกอบไปด้วย ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) โปรตีน (Protein) และคอเลสเตอรอล (Cho lesterol) โดยปกติแล้วเยื่อหุ้มเซลล์จะมีความยืดหยุ่นพอเหมาะ แต่ไขมันทรานส์ที่มนุษย์ทำขึ้นได้ส่งผลให้ เยื่อหุ้มเซลล์ของผนังหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไขมันทรานส์สังเคราะห์เป็นเหตุให้ ผนังหลอดเลือดเกิดการทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ต่างจากไขมันอิ่มตัวคือ ไขมันทรานส์ สังเคราะห์นั้นร้ายกาจกว่า นอกจากนั้นยังมีการทดลองเพาะเลี้ยงเยื่อหุ้มเซลล์ของผนังหลอดเลือดแล้วให้ ไขมันประเภทต่างๆ พบว่าไขมันทรานส์สังเคราะห์กับไขมันอิ่มตัวส่งผลให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ ส่วนไขมัน ทรานส์ธรรมชาติกับไขมันไม่อิ่มตัวไม่ส่งผลให้เกิดภาวะดังกล่าว และในการทดลองเดียวกัน เมื่อเปลี่ยน เป็นการวัดระดับอนุมูลอิสระ พบว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้นออกมาในทำนองเดียวกัน คือ ไขมันทรานส์สังเคราะห์ บไขมันอิ่มตัวส่งผลให้อนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ยกเว้นไขมันทรานส์ธรรมชาติกับไขมันไม่อิ่มตัว ดังนั้นจาก ที่กล่าวไปแล้วว่ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันคือ การที่ LDL เพิ่มขึ้น ปัจจัยนี้ยังเป็นเหตุที่ นําไปสู่โรคสําคัญหลายชนิดที่ได้กล่าวไปแล้วด้วย ไม่เพียงแค่นั้นยังมีปัจจัยเพิ่มเติมอันได้แก่ การเพิ่มขึ้นของ อนุมูลอิสระ ผนังหลอดเลือดอักเสบและทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ปัจจัยเพิ่มเติมเหล่านี้ล้วนนำไปสู่โรคทั้งหมด ที่กล่าวไปแล้วเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีข้อมูลที่สนับสนุนอีกว่า ไขมันทรานส์สังเคราะห์มีอันตรายมากกว่า ไขมันอิ่มตัว นั่นคือ ไขมันทรานส์สังเคราะห์นั้นกระตุ้นให้สร้าง HDL (High Density Lipoprotein) ที่ดี ต่อร่างกายได้น้อยกว่าไขมันอิ่มตัว ดังนั้น รศ. ดรเทพมนัส จึงสรุปในช่วงท้ายว่า ไขมันทรานส์สังเคราะห์ ไม่ควรบริโภค ส่วนไขมันอิ่มตัวควรบริโภคอย่างระมัดระวัง รวมถึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 4-5 วัน ต่อสัปดาห์ จะช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงและช่วยเพิ่ม HDL ได้อีกทางหนึ่ง แต่ต้องเป็นการออกกำลัง กายแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ส่วนการยกน้ำหนัก ยกเวทเฉยๆ 10-15 นาที ไม่ใช่แอโรบิก และต้องออกกำลังแบบแอโรบิกอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาที นี่คือคําแนะนำในการป้องกันภาวะ ไขมันในหลอดเลือดดรเยาวภา ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมและตอบคำถามในช่วงถาม-ตอบ ซึ่งเป็นช่วงท้ายของการเสวนา รวมถึงได้ฝากข้อคิดสำหรับผู้บริโภคด้วย โดยกล่าวไว้ว่า สำหรับผู้ประกอบการในเรื่องการโฆษณา ซึ่งตาม ประกาศที่ออกมาผู้ประกอบการไม่สามารถโฆษณาบอกปริมาณไขมันทรานส์ใต้ สามารถบอกปริมาณ ไขมันทรานส์ได้โดยระบุในสลากเท่านั้น แต่หากจะโฆษณาสามารถทำได้เพียงบอกว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ไม่ได้ใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partial hydrogenation) ส่วนของผู้บริโภคนั้น แม้ประกาศ ฉบับนี้ที่ออกมาจะช่วยลดการเกิดโรคทุกชนิดที่ส่งผลเสียสุขภาพดังที่ได้กล่าวไปได้ แต่หนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ วิธีในการดูแลตัวเองคือ การสังเกตฉลากโภชนาการของผลิตภัณฑ์ โดยปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์ จะต้องน้อยกว่า 0.5 กรัม ต่อ 1 หน่วยบริโภค หรือใน 1 มื้ออาหารหากรับประทานไขมันทรานส์น้อย กว่า 0.5 กรัมก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และใน 1 วัน ห้ามรับประทานเกิน 2 กรัม ตามข้อมูลของ องค์การอนามัยโลก หากในฉลากโภชนากาไม่ระบุปริมาณไขมันทรานส์ ผู้บริโภคสามารถสังเกตที่ส่วน ประกอบของผลิตภัณฑ์ได้ โดยหากพบคำว่า “Partially hydrogenated oils" หรือ PHOs แสดงว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นมีส่วนประกอบของไขมันทรานส์นั่นเอง แต่ทั้งนี้ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลาก หลายและสมดุล รวมถึงออกกำลังกายจะเป็นหนทางที่ดี อีกทั้งพยายามติดตามข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่มี การเผยแพร่ผลวิจัยด้วยจะเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากในอนาคตอาจมีผู้ร้ายตัวอื่นนอกจากไขมันทรานส์เกิดขึ้น และควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ตระหนักความจริงและไม่ตระหนักจนเกินไป

4 lines
12.

PM2.5 ภัยร้ายใกล้ตัว

1) ช่วงแรกของเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 คนไทยได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นอยู่หลายวัน แต่ในขณะเดียวกันภัยตัวน้อย ๆ คือฝุ่นละอองที่เรียกกันว่า PM2.5 ก็คืบคลานเข้ามาก่อปัญหาอย่าง เงียบ ๆ เนี่องจาก PM2.5 มีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ จึงขอสรุปประเด็นที่ควรรู้เกี่ยวกับ PM2.5 จากสื่อต่าง ๆ และจากบทความของหัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชา อายุรศาสตร์ ซึ่งเผยแพร่ในเวปไซต์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ประเด็นที่จะกล่าวถึงได้แก่ PM2.5 คืออะไร มีแหล่งที่มาจากไหนบ้าง ระดับที่มีผลกระทบต่อมนุษย์คือมากน้อยเพียงใด และจะมีวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไร

2) PM ย่อมาจากคําว่า Particulate Matter หมายถึงอนุภาคหรือวัตถุที่มีขนาดเล็กมาก ส่วนตัวเลข 2.5 หมายถึงขนาดของอนุภาคที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 2.5 ไมโครเมตรลงมา PM2.5 จะแขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอบา คว้น และทําซต่าง ๆ เนื่องจากมันมีขนาดเล็กจึงสามารถนําพา สารต่าง ๆ ล่องลอยในอากาศรอบตัวเราได้ ถ้ามีมากจะทําให้เห็นเป็นหมอกควัน PM2.5 และสาร หลายชนิดที่อยู่บนผิวของมันเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ระดับที่มีผลกระทบต่อมนุษย์ คือระดับที่เกินค่า มาตรฐาน องค์การอนามัยโลกกําหนดค่ามาตรฐานไว้เป็น 3 ระดับตามค่าเฉลี่ยของ PM2.5 ใน 24 ชั่วโมง คือระดับ 1, 2 และ 3 มีค่ามาตรฐานเท่ากับ 75, 50 และ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก้เมตร ตามลําดับ สําหรับประเทศไทยกรมควบคุมมลพิษชี้แจงว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ ทําหนดให้ใช้ค่ามาตรฐานระดับ 2 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีในบ้านเรา

3) ขณะเขียนบทความนี้หลายพื้นที่ในประเทศมีค่า PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน ระดับที่มี ผลกระทบต่อมนุษย์เช่นนี้จะทําให้เกิดโรคได้ เพราะมันมีขนาดเล็กมากจนสามารถผ่านลงไปได้ลึกถึง ถุงลมที่เป็นส่วนปลายสุดของปอด ทําให้เกิดปฏิกิริยาต่อถุงลมและหลอดลมฝอย (Bronchiole) รวมทั้งยังสามารถเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมแล้วชอนไชผ่านเส้นเลือดฝอยเข้าสู่กระแสโลหิต และ กระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายของเราได้ ความเสียหายที่เกิดต่อปอดเป็นผลจากการกระตุ้นให้เกิด สารอนุมูลอิสระ ลดระบบต้านอนุมูลอิสระ รบกวนสมดุลแคลเซียมจนทําให้เกิดการอักเสบ และกระตุ้น ยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงทําให้คนเป็นโรคต่าง ๆ ได้ ดังนี้

ไป 51•ทําให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเป็นโรคจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ โรคถุงลมโป่งพอง

โรคหอบหืด

•ทําให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรัง เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

• ในระยะยาวส่งผลให้การทํางานของปอดถดถอย ทำให้เป็นโรคถุงลมโบ่งพองๆ แม้จะไม่สูบ บุหรี่ก็ตาม และอาจมีส่วนทําให้เป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

4) สาหรับแหล่งที่มาที่สําคัญของ PM2.5 คือมาจากการก่อสร้างและจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ เช่น จากการเผาวัชพืชในพื้นที่เกษตรกรรม จากเครื่องยนต์ของยานพาหนะ ในท้องถนน และจากกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม PM2.5 จะสะสมในบรรยากาศใต้ ง่ายขึ้นถ้าฝนกระจายออกไปนอกพื้นที่ได้น้อยลง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงต้นปีมักมีการเผา วัชพืชกันมากและตัวเมืองมีภูเขาล้อมรอบ จึงเป็นแอ่งกระทะที่ขัง PM2.5 ไว้ได้ง่าย ส่วนใน กรุงเทพมหานคร ในช่วงปลายปีถึงต้นปีฝุ่นจะถูกขังอยู่ในพื้นที่ได้ง่ายเนื่องจากลมอันและมีตึกสูง จํานวนมาก

5) สาหรับแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหานั้นจําเป็นต้องใช้หลายมาตรการร่วมกัน ได้แก่ มาตรการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมให้คนนิยมเดินทางด้วยระบบ ขนส่งมวลชน เช่น เพิ่มรถไฟฟ้า เพิ่มรถโดยสารประจําทาง ลดราคาค่าโดยสาร รวมทั้งใช้ เครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์และมีเครื่องมือดักจับอนุภาคที่หลงเหลือไม่ให้กระจายตัว ออกมา ถัดมาคือมาตรการควบคุมการก่อสร้างให้มีฝนน้อยที่สุด รื้อถอนและทำลายสิ่งก่อสร้างที่ ไม่ใช่งานแล้วอย่างถูกวิธี และอีกมาตรการที่สำคัญคือห้ามการเผาพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม ตลอดจน การเผาบ่าและการเผาขยะ โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มาตรการเหล่านี้จะสามารถลด ป้องกัน หรือยับยั้งไม่ให้ปริมาณPM2.5 สูงถึงระดับที่มีผลกระทบต่อมนุษย์ รวมทั้งสามารถลดหรือ ป้องกันความเจ็บปวย งที อโรคต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้น

6) ในกรณีที่มาตรการที่กล่าวมาไม่ได้ผล คือยังมี PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน เราต้องรู้จัก ป้องกันตนเอง คือหากเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจเรื้อรังก็ไม่ควรออกนอก บ้าน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใส่หน้ากากอนามัยชนิดพิเศษที่เรียกว่า N95 ซึ่งสามารถดักจับอนุภาค ขนาดจิ๋วได้ถึง 0.3 ไมโครเมตร โดยต้องสวมให้ถูกต้องคือให้กระชับกับรูปหน้า สําหรับคนทั่วไปที่ จําเป็นต้องออกนอกบ้านอย่างน้อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยธรรมดา งยังพอกรองอนุภาคขนาด ประมาณ 2 – 3 ไมโครเมตรได้ แต่ต้องใส่ให้ถูกต้องเช่นกัน คือหันด้านที่เป็นสีเขียวและเป็นมันกว่า ออกด้านนอก และปรับขอบที่มีแผ่นเสริมความแข็งแรงให้เข้ารูปกับด้านบนของจมูก

4 lines
13.

ปัญหาการใช้สารเคมีทางการเกษตร

1) สารเคมีทางการเกษตรที่ใช้ในประเทศไทยมีหลายชนิด ที่ใช้อย่างแพร่หลายและใช้เป็น จํานวนมากมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเลต และคลอร์ไพริฟอส ขณะเขียนบทความนี้ าลังมีประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและโต้เถียงกินอย่างกว้างขวาง คือเรื่องควรจะแบบหรือไม่ แบบสารเคมีดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้าม สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดไม่ให้มีการใช้อีกต่อไป โดยห้ามนําเข้า จําหน่าย หรือครอบครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พศ. 2562 เป็นต้นไป แต่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พศ2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่กลับมีมติให้ขยายเวลาการห้ามใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ออกไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ส่วนไกลโฟเลตให้ใช้ต่อไปได้ภายใต้การควบคุมและจํากัด การใช้ มติคณะกรรมการฯ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 จึงมีผลเปลี่ยนแปลงแก้ไขมติ คณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จะขอ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าสารเคมีทั้งสามตัวคืออะไร

2) ไกลโฟเสต เป็นสารกำจัดหญ้าและวัชพืชชนิดต่างๆ ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้ใน shikimate pathway ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างกรดอะมิโนที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ phenylalanine, tyrosine และ tryptophan ส่วนใหญ่ไกลโฟเลตจะดูดซึมทางใบแล้วกระจายไป ในส่วนต่าง ๆ ของพืชรวมทั้งราก มีฤทธิ์ทําให้พืชหยุดการเติบโตได้รวดเร็ว ไกลโฟเสตจะยับยั้ง เฉพาะการเจริญเติบโต แต่ไม่ยับยั้งการงอกของเมล็ดพืช

3) พาราควอต เป็นสารกําจัดหญ้าและวัชพืชเช่นกัน ออกฤทธิ์ โดยยับยั้งกระบวนการ สังเคราะห์แสงของพืช มีจุดเด่นคือออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว ทนต่อการชะล้างด้วยน้าหรือฝน และเมื่อถูก ทับดิน ฤทธิ์ของสารจะลดลง จึงนิยมใช้กําจัดหญ้าและวัชพืชในการทําไร่ทํานาที่ไม่มีการไถพรวนดิน

4) คลอร์ไพริฟอส เป็นสารฆ่าหนอนและแมลง จัดอยู่ในกลุ่ม organophosphate ออก ฤทธิ์ต่อระบบประสาทโดยยับยั้งเอนไซม์ที่มีชื่อว่า acetylcholinesterase กรมวิชาการเกษตร แนะนําให้ใช้กําจัดหนอนและแมลงศัตรูพืชหลายนิด เช่น หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยจักจั่น ผีเสื้อ ข้าวเปลือก ตัวงงวงข้าว ล้วงงวงข้าวโพด มอดแป้ง หนอนเจาะฝัก หนอนหน้าแมว แมลงค่าหนาม และด้วงงวงในกล้วย5) นอกจากเป็นสารทําจัดศัตรูพืชดังกล่าวข้างต้น ในอีกด้านหนึ่งสารเคมีทั้งสามชนิดกลับมี โทษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม คือทําให้เกิดโรคและความเจ็บปวยในมนุษยหลายอย่าง เช่น องค์การ อนามัยโลกเตือนว่าไกลโฟเสตอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ คือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง โดย พบว่าสัมพันธ์กับการสัมผัสสารนี้ในการทำเกษตรกรรม และยังมีหลักฐานว่าไกลโฟเสตสามารถทำให้ เกิดมะเร็งในสัตวทดลอง สํานักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ว่าในสหรัฐอมริกา บริษัทผู้ผลิตและจําหน่ายไกลโฟเลตกําลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องราว 42,700 คดีที่กล่าวหาบริษัทว่า ไกลโฟเลตเป็นสารก่อมะเร็งต่อพวกเขา สาหรับพาราควอตจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ที่สัมผัสกับสารผิวหนังเป็นแผลพุพอง หากสัมผัสกับตาจะทําให้ตาบวมแดงอักเสบ ประสิทธิภาพใน การมองเห็นลดลง หากบริโภคจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองสาดอ ปอด และหายใจไม่ออก และ ส่งผลต่อการทํางานของดิน ในประเทศโลกที่สามนิยมใช้พาราควอดเป็นยาพิษสําหรับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากเป็นสารพิษที่มีจําหน่ายทั่วไป และราคาไม่แพง ส่วนคลอร์ไพริฟอสเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทาง ปาก ผิวหนัง และจากการสูดดม ทําให้มีอาการคลื่นไส้วิงเวียน อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อหดตัวเป็นหย่อม ๆ แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องเดิน ตาพร่า นํ้าลายออกมากกว่าปกติ หากรุนแรงจะหมดสติ หายใจ ล่าบาท และหยุดหายใจ

6) นอกจากทําให้คนเจ็บปวย สารเคมีทั้งสามชนิดยังทําให้เกิดภาวะสารพิษปนเปื้อนและ ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและอาหารเนื่องจากใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้ในปริมาณมากเกินไป เช่น คลอร์ไพริ ฟอสหากถูกชะล้างปนเปื้อนลงไปในแหล่งน้ำก็จะเป็นพิษต่อปลา หากใช้ในระยะที่พืชมีดอกกำลังบานก็ จะเป็นพิษต่อผึ้ง หากใช้ไมระมัดระวังก็จะเป็นพิษต่อตัว าและตัวเบียนซึ่งเป็นแมลงที่สามารถช่วย กําจัดแมลงอื่น ๆ ที่เป็นแมลงศัตรูพืชได้ หากไม่เว้นระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นสารครั้ง สุดท้ายอย่างน้อย 7-14 วัน ก็จะทําให้สารพิษตกค้างในพืชผักผลไม้ ภาวะที่สารพิษปนเปื้อนและ ตกค้างเช่นนี้ ในระยะยาวจะมีผลทําให้เกิดโรคและความเจ็บปวยใบมนุษย์ได้อีกด้วย

7) โรคและความเจ็บปวยในมนุษย์ รวมทั้งภาวะสารพิษปนเปื้อนและตกค้างในสิ่งแวดล้อม นี่เองทําให้เกิด มติคณะกรรมการ ฯ วันที่ 22 ตุลาคม ที่มีผลห้ามสารเคมีทั้งสามชนิดไม่ให้มีการ นําเข้า จําหน่าย และครอบครอง แต่หลังจากนั้นมีความคลื่อนไหวคัดค้านมดินอย่างรุนแรงด้วยเหตุ ผลต่าง ๆ เป็นต้นว่า ถ้าหากยกเลิกสารทั้งสามชนิดแล้วจะให้เกษตรกรใช้อะไรทดแทน สารเคมีอื่นที่ไม่ ถูกห้ามก็มีประสิทธิภาพน้อยกว่าและราคาแพงกว่า จะให้จัดการสารเคมีที่เหลืออยู่ในสต็อกเป็น จํานวนมากอย่างไร สารฆ่าวัชพืชก็ไม่ได้ใช่ว่าจะตกค้างในอาหารได้ง่าย ๆ อย่างที่กลัวกินเพราะหากเกษตรกรฉีดพ่นสารโดนพีชผักมันก็จะตายเช่นเดียวกับวัชพืช ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ท่าหนังสือคัดค้านการห้ามสารไกลโฟเสตว่าจะทําให้พืชบางอย่างเช่นถั่วเหลืองไม่สามารถนําเข้ามาขาย ในไทยได้ ประเด็น ทําให้กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์เกรงว่าจะขาดวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต จึงร่วมกัน

คัดค้านการห้ามสารเคมีทั้งสามชนิดเช่นกัน จนในที่สุดจึงมีมติคณะกรรมการฯ วันที่ 27 พฤศจิกายน ซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงแก้ไขมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ดังกล่าวในตอนต้น

4 lines
14.

เรื่อง สัตว์อพยพเคลื่อนย้ายกลับถิ่นกําเนิดได้อย่างไร

ธรรมชาติมีปรากฏการณ์ที่สร้างความพิศวงงงงวยให้แก่มนุษย์มากมายหลายประการ หนึ่งในนั้นที่ทำให้ศาสตราจารย์ ชีววิทยา Kenneth Lohmann แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา รู้สึกทั้งเป็นอย่างยิ่งก็คือเต่าทะเล ท่านกล่าวกับ นักข่าว Voice of America ว่า “เมื่อลูกเต่าทะเลออกมาจากไข่ ก็คลานลงทะเลท่องเที่ยวหากินไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมันไม่เคยรู้จักมาก่อน และพอถึงเวลาวางไข่ขยายพันธุ์ก็สามารถว่ายน้ำกลับมายังชายฝั่งทะเลถิ่นกำเนิดได้อย่างถูกต้อง มันทำได้

อย่างไร? ... มันมีเครื่องมือหรือญาณวิเศษอันใดช่วยนำทางมันกลับบ้าน

นอกจากเต่าทะเล ยังมีสัตว์ที่มีการเคลื่อนย้ายกลับถิ่นเดิมอยู่อีกหลายอย่าง เช่น ฝูงวัวในทวีปแอฟริกา ปลาแซลมอน

และนกบางชนิด มีนกนางแอ่น นกเป็ดน้ำ นกพิราบสื่อสาร เป็นต้น สัตว์เหล่านี้จะมีการอพยพเคลื่อนย้ายจากถิ่นเดิมไปยังแหล่ง

ต่างๆ ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์หรือสถานที่ที่มีภูมิอากาศเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต และเมื่อถึงฤดูกาลที่เอื้ออำนวยหรือถึงระยะเวลา

ที่จะขยายพันธุ์ก็จะเดินทางกลับมายังถิ่นเดิม มันทำได้อย่างไร? ทำไมจึงไม่หลงทาง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สัตว์เหล่านี้อาศัยเครื่องช่วยหลายอย่างแตกต่างกัน เช่น ใช้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ ภูมิประเทศ กระแสน้ำอุ่นน้ำเย็นในมหาสมุทร เสียงคลื่นความถี่สูงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน ประสาทสัมผัสทางจมูก เช่น กลิ่นฝน ตลอดจน สนามแม่เหล็กโลก ทั้งนี้สัตว์บางชนิดอาจอาศัยเครื่องช่วยหลายๆ อย่างประกอบกัน

ในบรรดาสัตว์ที่มีการเคลื่อนย้ายกลับถิ่นเดิมนี้ ศาสตราจารย์ Lohmann สนใจเต่าทะเลและปลาแซลมอนเป็นพิเศษ สำหรับการเดินทา นาน ก็ได้เสนอทฤษฎีเบื้องต้นโดยตั้งเป็นสมมุติฐานว่า เต่าทะเล ปลาแซลมอน นกนางแอ่น และนกเป็ดน้ำ ล้วนมีคุณสมบัติพิเศษ อยู่สองประการ ประการแรกคือ มี particle ของสารแม่เหล็กในสมอง ซึ่งสามารถปรับตัวตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลก คล้ายกับเข็มทิศ particle นี้จึงทำให้สามารถรับสัมผัสจากสนามแม่เหล็กโลกได้ และ สามารถแยกความแตกต่าง สนามแม่เหล็กโลกในแต่ละที่ได้ ส่วนคุณสมบัติอีกประการหนึ่งคือ มีกระบวนการเคมีพิเศษเกี่ยวกับการมองเห็น ช่วยให้มองเห็น สนามแม่เหล็กโลกหรือเห็นแสงที่มีลักษณะสีสันต่างกันตามอิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลก กระบวนการเคมีพิเศษนี้จึงทำให้สามารถ รับสัมผัสและแยกความแตกต่างสนามแม่เหล็กโลกในแต่ละที่ได้เช่นกัน

4 lines
15.

เรื่อง อนาคตราคาสินค้าเกษตรของไทย

ครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2551 ถือเป็นปีทองของสินค้าเกษตรของไทย ราคาข้าวสูงขึ้นจนชาวนาเร่งปลูกข้าวกันเป็นการใหญ่ ส่วนชาวไร่ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะราคาข้าวโพดสูงขึ้น รวมทั้งมันสำปะหลังและผลผลิตทางการเกษตรประเภทอื่น เช่น ยางพารา แต่พอย่างเข้าช่วงครึ่งปีหลังราคาสินค้าเหล่านี้กลับลดลงเรื่อยๆ จนเกษตรกร ทั้งชาวนาและชาวไร่ ต้องออกมาชุมนุม ประท้วงปิดถนนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ปัจจัยอะไรช่วยให้ราคาสินค้าเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นในระยะแรก และเพราะเหตุใดราคา จึงตกลงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เสนอบทวิเคราะห์บทนี้

คงจำกันได้ว่าในช่วงต้นปี พศ2551 ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับสูงสุดคือ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อ เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นแทบทุกประเภทรวมทั้งต้นทุนการผลิตสินค้าจำพวกอาหาร นอกจากนี้ ราคา น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างคาดเดาไม่ถูกว่าจะไปหยุดที่จุดโต ยังเป็นเหตุให้เกิดการปลูกพืชทดแทนน้ำมันกันเป็นการใหญ่ รวมทั้งเกิด ความพยายามหาพลังงานทางเลือกอื่นมาทดแทนพลังงานจากน้ำมัน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

การปลูกพืชทดแทนน้ำมันที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นพลังงานได้ เช่น แอลกอฮอล์ ไบโอดีเซล ทำให้พื้นที่การเกษตรและ

ผลผลิตอาหารลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการกักตุนอาหาร เพราะประเทศที่เน้นการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและ ประเทศในตะวันออกกลางผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลายมีความวิตกว่าในอนาคตโลกจะขาดแคลนอาหาร

จากที่กล่าวมาข้างต้นคงเห็นได้ชัดเจนว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าอาหาร ทั้งราคาข้าว ข้าวโพด และราคามัน การที่ผลผลิตอาหารลดลงเพราะหันไปใช้พื้นที่ปลูกพืชทดแทนน้ำ

สําปะหลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็คือการที่ผลผลิตอาหารลดลงเพราะหันไปใช้พื้นที่ปลูกพืชทดแทนน้ำมัน รวมทั้งการกักตุนอาหาร และการ ที่ต้นทุนการผลิตสินค้าจากน้ำมันแพงดังกล่าวข้างต้น ราคาสินค้าเกษตรที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หวังกันว่าอนาคตเกษตรกรไทย กําลังสดใส และชาวนาชาวไร่จะเริ่มลืมตาอ้าปากได้

แต่แล้วความหวังที่วาดไว้ก็เริ่มจางหายไปเมื่อปัญหาหนี้เสียของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯเริ่มพ่นพิษ สถาบัน การเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐฯประสบความหายนะถึงขั้นล้มละลาย ในเดือนกันยายนรัฐบาลสหรัฐต้องเข้าควบคุมกิจการของบริษัท สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยรายใหญ่ของสหรัฐ 2 บริษัทคือ Fannie Mae และ Freddie Mac เนื่องจากปัญหาการขาดทุนในตลาดสินเชื่อ การเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่งนี้คือสัญญาณของวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในตลาดสินเชื่อของสหรัฐ ซึ่งต่อมาได้ส่งผล สะเทือนต่อตลาดการเงินโลกอย่างรุนแรง เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเศรษฐกิจถดถอยภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งเกิดจากปัญหาหนี้เสียดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยขึ้น ไปสูงสุดกว่าบาร์เรลละ 147 เหรียญสหรัฐฯลงมาเหลือประมาณ 40 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้ราคาข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลังลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรไทยในปี 2552 นี้ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คาดการณ์ไว้ว่า ภาวะ

วิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอยจะกระทบกับภาคการเกษตรของไทยในปี 2552 อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากสินค้าเกษตรและอาหารยังมี ความจําเป็นต่อการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจไม่สาหัสเหมือนภาคอุตสาหกรรม

4 lines
16.

เรื่อง ลุยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก สศก. แนะทางสว่างแก้ปัญหาสินค้าเกษตร

ในภาวะที่ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกแทบจะมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เศรษฐกิจของไทยก็ได้รับผลกระทบจาก

9

เศรษฐกิจโลกด้วย จนหน่วยงานต่างๆ ได้ออกมาปรับลดประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจของปีนี้ลงไปตามกัน ผลกระทบย่อม เกิดขึ้นตามมาเป็นระลอก และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

% E

ใช้ไป 461

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาอันเป็นระยะที่ย่างเข้าไตรมาสที่สองของปีนี้ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้สรุปสถานการณ์ภาคการเกษตรของไทยว่า ไตรมาสแรกของปี 2552 นี้ อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551

ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง ที่สำคัญต่อภาคการเกษตรของไทยก็คือทำให้ทั่วโลกลดการใช้ จ่ายเพื่อการบริโภคลง รวมทั้งทำให้ภาพรวมของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารลดลง นอกจากนี้วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังทำให้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและประเทศไทยชะลอตัวด้วย การชะลอตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวก็ส่งผลโดยตรงอีกทางหนึ่งที่ทำให้ ปัญหาการลดค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารลดลงมีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เกษตรกรไทยก็ต้องลำบากแน่นอน เมื่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารลดลง สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือผลกระทบต่อราคาพืชผลการเกษตรของไทย คือทำให้ราคาข้าวลดลง รวมทั้งราคายางพารา น้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง นอกจากนี้การที่ภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและของไทยชะลอตัว การเกษตรลดลงด้วย จาการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในภาคสินค้าเกษ ยังทำให้การลงทุนภาคการเกษตรลดลงด้วย จากการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในภาคสินค้าเกษตรในช่วงไตรมาสแรกนี้ พบว่า ลดลงถึง 37.3%

เลขาธิการ สศก. ยังได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกและราคาสินค้าในปีนี้ พร้อมกับแนะมาตรการแก้ไขปัญหาราคา

สินค้าเกษตรตกต่ำด้วย ตัวอย่างเช่น

มาตรการในการลดปัญหาข้าวและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังราคาตกต่ำคือ ต้องเร่งส่งเสริมการส่งออกไปตลาดที่ยังมี ศักยภาพ เช่น ตลาดแอฟริกายังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจำนวนมาก ส่วนมันสำปะหลังก็ควรขยายการส่งออกสู่อินเดีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย รัสเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพ อีกมาตรการหนึ่งคือ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร คุณภาพดี ไปยังประเทศที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ เช่น ส่งเสริมตลาดข้าวคุณภาพดีในตะวันออกกลางและจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้า ที่ยังมีกำลังซื้อ ส่วนผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังนอกจากขยายการส่งออกดังกล่าว ก็ต้องเน้นการทำให้มีคุณภาพที่ดี สะอาด และลดการ

ลาสปลอมปน รวมทั้งผลักดันการแปรรูปในประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ที่สำคัญคือการขยายการผลิตเอ ทานอลในประเทศ เพราะจะช่วยดึงผลผลิตเข้าสู่การแปรรูปได้มากขึ้น

นอกจากมาตรการดังกล่าวข้างต้น ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาราคาข้าวและราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

ไป 61

กาคือ การประกันราคาพืชผลการเกษตร แต่เนื่องจากประเทศไทยที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รายได้ภาครัฐก็ลดลงอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาหลายๆ วิธีไปพร้อมกัน

4 lines
17.

เรื่อง นกในอเมริกาหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกันสำรวจและเสนอมาตรการในการอนุรักษ์และเพิ่ม

จํานวนนกหลายชนิดที่กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และได้สรุปออกมาเป็นรายงานชื่อ The State of the Birds,

United States of America, 2009 ซึ่งมีข้อมูลและข้อเสนอที่น่าสนใจมาก

ผลการสำรวจพบว่านกในสหรัฐฯ ซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลายพันธุ์กว่า 800 ชนิด ทั้งนกป่า นกบ้าน นกในทุ่งหญ้า นก ชายฝั่งทะเล นกในพื้นที่แห้งแล้ง รวมทั้งนกในเกาะฮาวาย ปรากฏว่าประมาณ 67 ชนิดกำลังถูกคุมตามอย่างหนักจนอาจสูญพันธุ์ และอีก 187 ชนิดมีจำนวนลดลงจนน่าเป็นห่วง ต้นเหตุที่ทำให้นกเหล่านี้ลดจำนวนลงมีหลายอย่าง เช่น การขยายพื้นที่ก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน การขยายพื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ การปลูกพืชทดแทนพลังงาน การตัดไม้ทำลายป่า การก่อมลพิษเพิ่มขึ้น ตลอดจนภาวะโลกร้อน รายงานฉบับนี้ได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้นกแต่ละประเภทมีจำนวนน้อยลง และได้เสนอแนะมาตรการแก้ไข ปัญหาไว้ด้วย ในบทความนี้จะเลือกกรณีของนกที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้ามานำเสนอ

ไป 61

ในขณะนี้พบว่ามีนกในทุ่งหญ้า 4 ชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1968 ปรากฏว่าจํานวนนก Northern Bobwhite ลดลง และพบว่านกกระจอก Grasshopper มีจํานวนน้อยลงอย่างชัดเจน ส่วนที่น่าห่วงคือนก Greater Prairie Chicken รวมทั้งเหยี่ยว Aplomado กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

สาเหตุที่ทำให้นกในทุ่งหญ้าทั้งสี่ชนิดลดจำนวนลง และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มีอยู่สองประการ สาเหตุประการแรกคือ และปศุสัตว์ เพราะการขยายพื้นที่เพื่อการนี้ทำให้พื้นที่ทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่อยู่อ การขยายพื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ เพราะการขยายพื้นที่เพื่อการนี้ทำให้พื้นที่ทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกเหล่านี้น้อยลงๆ ถึงแม้ว่าจะมีการทำปศุสัตว์ซึ่งจะต้องมีการปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์มากพอควร ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยพื้นที่ทุ่งหญ้าได้ แต่กลับ เป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะหญ้าที่ปลูกไว้ก็ต้องถูกสัตว์ที่เลี้ยงไว้จำนวนมากกินเป็นอาหารไปเรื่อยๆ รวมทั้งมีการเผาหญ้าที่ใช้ เลี้ยงสัตว์ค่อนข้างบ่อยเพื่อปลูกใหม่ และที่สำคัญคือเผาหญ้ากันในช่วงที่นกกำลังทำรัง นอกจากการทำเกษตรพืชพันธุ์ธัญญาหาร

และปศุสัตว์ดังกล่าว ยังมีการปลูกพืชทดแทนน้ำมันมากขึ้นด้วย ทำให้พื้นที่ทุ่งหญ้าน้อยลง

สาเหตุประการที่สองที่ทำให้นกในทุ่งหญ้าทั้งสี่ชนิดลดจำนวนลงก็คือภาวะโลกร้อน อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้เกิดความแห้ง แล้ง ทุ่งหญ้าอันเป็นที่อยู่อาศัยรวมทั้งอาหารต่างๆ ของนกเหล่านี้จึงลดลงๆ สาเหตุทั้งสองประการดังกล่าวนี้เองที่ทำให้นกในทุ่ง หญ้าทั้งสี่ชนิดลดลงหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในรายงานได้เสนอมาตรการแก้ปัญหา ซึ่งได้มาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ของคณะผู้เขียนรายงานอย่างรอบด้าน

มาตรการแรกคือการทำการเกษตรแบบอนุรักษ์พื้นที่ทุ่งหญ้า มาตรการที่สองคือการตัดหญ้าหรือการเผาหญ้าให้สอดคล้องกับวิถี

ชีวิตของนก แนวทางทั้งสองนี้ได้รับการสนับสนุนและชดเชยค่าใช้จ่ายจากโครงการ Farm Conservation Programs อีกมาตรการ หนึ่งที่เสนอไว้คือการขยายโครงการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ทุ่งหญ้าด้วย เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งนกในพื้นที่ชุ่มน้ำและ ในทุ่งหญ้า

ใช้ไป 461

คณะผู้เขียนรายงานเชื่อว่ามาตรการทั้ง 2-3 ประการดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะช่วยยับยั้งปัญหาที่นกในทุ่งหญ้าทั้งสี่ ชนิดมีจำนวนลดลงหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ยังจะช่วยให้นกเหล่านี้ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นในเวลาไม่นานเช่นเดียวกับนกอีกหลาย ชนิดที่เคยช่วยกันอนุรักษ์มาแล้ว

4 lines
18.

เรื่อง ปีกระต่ายเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวจริงหรือ

ในช่วงปลายปี พศ.2553 คลื่นความรุนแรงของภาวะเศรษฐกิจหดตัวทั่วโลกเริ่มบรรเทาเบาบางลงจนนักธุรกิจหลายคน รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์บางคนตั้งความหวังว่า ปีหน้าฟ้าใหม่ซึ่งเป็นปีกระต่ายนำโชคการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะราบรื่น แต่ บรรดานักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนกลับเห็นว่า เศรษฐกิจโลกจะยังคงเปราะบางและจะไม่ฟื้นตัวอย่างราบรื่นดังที่คาดการณ์ เพราะ เกิดภาวะการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกันของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของโลก

Hans Timmer นักเศรษฐศาสตร์ที่ธนาคารโลก กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลของการฟื้นตัวดังกล่าว ก็คือ สภาพการณ์ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียเป็นไปอย่างเข้มแข็งในขณะที่เศรษฐกิจประเทศตะวันตกกลับมี ปัญหา

ในขณะนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศในเอเชียขยายตัว เข้มแข็งและคึกคักเป็นอย่างมาก เช่น เศรษฐกิจของจีน และเศรษฐกิจของอินเดีย รวมทั้งเศรษฐกิจประเทศในอาเซียนหลาย

ประเทศ

หากเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อนาคตเศรษฐกิจโลกก็คงจะสดใส แต่ในขณะ

ที่หลายประเทศในเอเชียกำลังก้าวไปในทางบวก เศรษฐกิจประเทศตะวันตกกลับมีปัญหา ซึ่งเกิดจากภาวะว่างงานสูงใน สหรัฐอเมริกา และวิกฤติการณ์ด้านหนี้สิ้นในประเทศกรีซ รวมทั้งวิกฤติการณ์ด้านหนี้สินในประเทศไอร์แลนด์ หลังจากไอร์แลนด์ จากกรุงในเขตให้เป็นโรคต้องขอ มีวิกฤติการณ์ด้านหนี้สิน จนกลายเป็นประเทศที่สองต่อจากกรีซในเขตใช้เงินยูโรที่ต้องขอรับความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ใน การกอบกู้ฐานะ เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่มีหนี้สินล้นพ้นก็มีท่าทางว่าจะล่มเช่นกัน อย่าง ปอร์ตุเกสและสเปน

เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเอมโยงติดต่อถึงกัน ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มเห็นพ้องกันมาก ขึ้นจนเป็นข้อสรุปก่อนย่างเข้าปีกระต่ายว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะไม่ราบรื่นดังที่ตั้งความหวังไว้ เพราะเศรษฐกิจมีการฟื้น ตัวหรือขยายตัวไม่เท่าเทียมกัน

สำหรับประเทศไทย ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์วุ่นวายใน บ้านเมือง ก็คงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีท่าว่าจะไม่ฟื้นตัวอย่างราบรื่น เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกสินค้าในสัดส่วนค่อนข้างสูง ถ้าเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เราก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นทั้งภาครัฐ เอกชน นักการเมือง และประชาชนทุกๆ ฝ่ายไม่ว่าจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไร ก็ต้องระวังอย่าให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายดังที่ผ่านมา อันเป็นปัจจัยภายในที่มีผลลบอย่างรุนแรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของบ้านเรา จะได้เตรียมพร้อมรับมือกับศึกภายนอกแต่ เพียงด้านเดียว

4 lines
19.

เหรียญสองด้านของ Social Media

สื่อ social media ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีหลายอย่าง เช่น Facebook, Google, Twitter, Line และ Instagram สื่อเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ใช้ เราต้องมองให้เห็น ข้อดี ข้อเสีย หรือ เหรียญสองด้านของสื่อที่เราใช้ ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าการใช้ social media ทำให้ เกิดข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง และจะใช้สื่ออย่างไรจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่

ข้อดีที่เห็นชัดเจนอันเกิดจากการใช้ social media ก็คือช่วยทําให้เราติดต่อสื่อสารกันได้อย่าง รวดเร็ว รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง และค้นหาข้อมูลความรู้ได้ง่ายขึ้น สำหรับข้อเสียที่พูดถึง กันบ่อยๆ ก็คือทําให้ผู้ใช้สื่อถูกหลอกลวง โดยเฉพาะจากเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันผ่านสื่อ หรือทําให้ ได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ได้รับข่าวปลอมข่าวหลอกลวงเหล่านี้ เป็นข้อเสียที่ทราบกันทั่วไป แต่ การใช้ social media ยังทําให้เกิดข้อเสียบางประการที่หลายคนอาจไม่ทราบหรือคาดไม่ถึงเลย นั่นก็คือ ข้อเสียที่เกี่ยวโยงกับเบื้องหลังของระบบปฏิบัติการของสื่อเหล่านี้

เพื่อให้รู้เท่าทันเบื้องหลังดังกล่าว ผู้เขียนบทความจะนำเสนอประเด็นสำคัญให้ได้รับรู้กัน โดยสรุป จากบทความที่มีหลายคนวิเคราะห์ไว้ และจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Social Dilemma ซึ่งทาง Netflix ได้เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้ที่ เคยทำงาน และเคยมีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาสื่อยักษ์ใหญ่หลายบริษัท รวมทั้งผู้มีชื่อเสียงทางด้าน การวิเคราะห์วิจารณสื่อ social media เช่น ผู้ออกแบบด้านจริยธรรมของ Google ผู้ร่วมลงทุน Facebook ในยุคเริ่มต้น ผู้สร้างเทคโนโลยี virtual reality และ Shoshana Buboff ศาสตราจารย์ ของ Harvard University ผู้เขียนเรื่อง "The Age of surveillance capitalism" ซึ่งมีผู้แปลว่า ยุคแห่งทุนนิยมสอดแนม

Google ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2540 และต่อมาได้ครอบครองตลาดการค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ระยะแรก Google ยังไม่เน้นเรื่องการหารายได้จากการโฆษณาสินค้า แต่จากการดำเนินงานทำให้ Google เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทําอยู่ คือข้อมูลของคนที่เข้ามาใช้บริการสามารถนํามาสร้างประโยชน์ได้เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าไปใช้ Google หรือ social media อื่นๆ ข้อมูลของเราจะถูกบันทึกไว้ ตลอด เช่น search เรื่องอะไร ดูภาพหรือวีดีโออะไร ใช้เวลานานเท่าไหร่ คุยกับใครบ้าง กด like กด share เรื่องไหน ดูโฆษณาอะไร สั่งซื้อสินค้าอะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ Al (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ของระบบจะนำไปวิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาเป็นพฤติกรรมของผู้ใช้ว่าเป็นคน อย่างไร น่าจะกระตุ้นหรือชักจูงได้ด้วยวิธีใด แล้วให้ AI ของระบบเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น ถ้าส่งคลิปนี้หรือ โฆษณารูปแบบนี้เข้าไปแทรกสิ่งที่กำลังดูอะไรอยู่ จะมีการตอบสนองตามที่ระบบตั้งเป้าไว้หรือไม่ คือให้เรา สนใจ ดูสิ่งที่ระบบน่าเสนอ อยู่กับสื่อนานที่สุด และเข้ามาใช้บ่อยที่สุด เมื่อระบบสามารถทําเช่นนี้ได้ ประโชน์ที่จะได้รับก็คือรายได้จากการโฆษณา เพราะเมื่อเขารู้นิสัยและความสนใจของเรา ก็สามารถส่ง โฆษณาที่สอดคล้องกับความสนใจตรงมาที่เราเป็นรายบุคคลได้เลย เข้ากับหลักการที่ว่า "หัวใจของ โฆษณา อโฆษณาให้ตรงกับเป้าหมาย

เมื่อทราบกระบวนการทํางานของสื่อโซเชียลมีเดียเช่นนี้แล้วก็คงพอมองภาพออกว่าการใช้ social media สามารถทําให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นมาได้หลายอย่าง เช่น ทําให้คนจํานวนมากตกเป็นเหยื่อ ของการโฆษณาสินค้า ทําให้คนจํานวนมากเสพติดสื่อออนไลน์อย่างเกินเยียวยาโดยเฉพาะเยาวชนเพราะ เป้าหมายของมันคือโน้มน้าวให้ผู้ใช้สื่อติดใจ ชอบใจ และอยู่กับมันให้มากและนานที่สุด พบว่าเยาวชนที เสพติดสื่อมีอัตราการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือแม้แต่การฆ่าตัวตายสูงขึ้นมาก เพราะเกิดการเปรียบเทียบ กันในโลกออนไลน์ว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น ได้รับการกด Like กด share น้อย หรือได้รับคำวิจารณ์ในเชิง ลบ นอกจากนี้ยังเกิดข้อเสียที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งคือ ทําให้สังคมแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรง หากในโลกออนไลน์มีความคิดเห็นแตกต่างกันไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง ถ้าเราเข้าไปอ่าน ความเห็นของฝายหนึ่งระบบปัญญาประดิษฐ์ของสื่อจะนําเสนอความคิดเห็นของฝายนั้นเข้ามาเรื่อยๆ เพราะมันวิเคราะห์ว่าเราชอบเรื่องเช่นนั้น พอมากๆเข่าความคิดของเราก็จะเริ่มเอนเอียงจนตัดสินใจเลือก ว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด หากผู้เสพสื่อส่วนใหญ่ในสังคมใดรู้ไม่เท่าทันระบบการทำงานของสื่อ แต่รับเฉพาะที่ สื่อป้อนมาให้โดยไม่อ่านความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง และยังไม่ตรวจสอบด้วยว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นจริง หรือไม่ ในที่สุดสังคมนั้นอาจเกิดการแบ่งขั้วแบ่งฝาย และแตกแยกกันอย่างกว้างขวางและรุนแรง

เมื่อรู้ข้อดีข้อเสียที่เกิดจากการใช้ social media ก็จะสามารถกําหนดแนวทางการใช้ social media อย่างเหมาะสมได้ซึ่งมีอยู่หลายวิธี แต่ละวิธีจะสามารถป้องกันหรือลดข้อเสีย รวมทั้งช่วยทําให้เกิดข้อดีที่กล่าวมาได้อย่างเต็มที่ วิธีเหล่านี้มีหลายวิธี เช่น ต้องจัดสรรเวลาใช้สื่อให้พอเหมาะพอควรว่า จะใช้สื่อวันละกี่ชั่วโมง เพื่อทําอะไรบ้าง ต้องตรวจสอบเมื่อสงสัยว่าอาจได้รับข่าวปลอมเป็นวิธีที่จําเป็นยิ่ง ในยุคนี้ที่มีข่าวปลอมในโลกออนไลน์เยอะมาก ต้องรับข้อมูลความคิดเห็นรอบด้านวิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ตก เป็นเหยื่อของการยุยงปลุกปั่นจนเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคม และวิธีที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้เท่าทัน ระบบการทํางานและเป้าหมายของสื่อ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของระบบปฏิบัติการของ social media

4 lines
20.

ร่วมแรงร่วมใจสู้ภัยโควิด–19

ในวันปิดประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 73 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ผู้อำนวยการ ใหญ่องค์การอนามัยโลก ดร.ทีโดรส อัดฮานอม ทีบริเยชุส ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นตัวอย่างอัน ยอดเยี่ยมที่สามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้แม้จะยังไม่มีวัคซีน คำกล่าวนี้เห็นได้ชัดจาก ตัวเลข ผู้บ่วยโรคโดวิด-19 คือขณะเขียนบทความนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ปรากฏว่าทั่วโลกมีผู้ป่วย โรคโควิด–19 สะสมทะลุ 55 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 1 ล้าน 3 แสนคน แต่ไทยมีผู้ป่วยโรคนี้เพียง 3,878 คนและเสียชีวิต 60 คน

ผู้อ่านวยการองค์การอนามัยโลก นักวิชาการ รวมทั้งสื่อหลายแห่งทั้งในและนอกประเทศมี ความเห็นว่า ปัจจัยที่ช่วยให้ไทยควบคุมโรคโดวิด-19 ได้ดี มีหลายอย่าง เช่น ความต่อเนื่องในการ พัฒนาระบบสาธารณสุขมานานกว่า 40 ปี การมีประสบการณ์จากการบริหารจัดการโรคระบาดที่เคย เกิดขึ้นมาแล้ว เช่น โรค SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome) เมื่อปี พ.ศ.2546 และที่ สําคัญคือ ความร่วมมือของประชาชนส่วนใหญ่ การปฏิบัติงานอย่างจริงจังของภาครัฐ และความ เข้มแข็งของอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งมีจํานวนมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วประเทศ เพื่อให้ เข้าใจว่าปัจจัยดังกล่าวข้างต้นช่วยให้เราควบคุมโรคได้อย่างไร คงต้องสรุปให้เห็นภาพก่อนว่า โรคโควิด -19 ติดต่อและระบาดได้อย่างไร

โรคโควิด-19 เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคจะเข้าไปอยู่ และเพิ่มจํานวนมากขึ้นในเซลล์ของเยื่อบุทางเดินหายใจตั้งแต่จมูก ช่องคอ หลอดลม ท่อลม จนถึงถุงลม ของปอด เมื่อผู้ป่วยพูด ไอ จาม หรือตะโกน เชื้อไวรัสจะกระจายออกมาทางละอองฝอยจากปากและ จมูกผู้บ่วย เชื้อไวรัสสามารถอยู่ในละอองฝอยรวมทั้งอยู่บนพื้นผิวที่ปนเปื้อนละอองฝอยเหล่านี้ได้ นานพอควร หากใครได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกายผ่านทางปาก จมูก หรือตาซึ่งมีท่อน้ำตา เชื่อมต่อลงไปในโพรงจมูก ก็จะมีโอกาสติดเชื้อและช่วยเป็นโรคโควิด-19 ได้ เมื่อทราบช่องทางการติดเชื้อเช่นนี้ ก็จะเข้าใจเหตุผลว่าทําไม การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การเว้นระยะห่าง ทางสังคม และการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์ จึงสามารถลด การแพร่เชื้อจากผู้บ่วยและป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วยได้

ในแง่ตัวผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 แล้ว ไม่ว่าจะมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่มีอาการก็ตาม การใส่หน้ากากและการเว้นระยะห่างทางสังคม จะช่วยลดการกระจายเชื้อโรคในละอองฝอยจาก ปากและจมูก ของผู้ป่วยไปสู่ผู้อื่น เพราะหากสวมใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง จะสามารถป้องกัน ละอองฝอยไม่ให้แพร่กระจายได้แม้จะไม่ 100% ก็ตาม หากไม่ใส่หน้ากาก ละอองฝอยที่ออกจากปาก และจมูกผู้ป่วยจะออกไปได้ไกลราวหนึ่งเมตร ถ้าร้องตะโกนหรือไอจาม รุนแรงอาจจะออกไปได้ไกลกว่านั้น ดังนั้นการใส่หน้ากากและการเว้นระยะห่างทางสังคมจึงสามารถ ลดการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยได้ เช่นเดียวกัน การล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยฆ่าเชื้อไวรัสที่ติดอยู่ที่มือ หาก ไปจับต้องสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ชุมที่กดในลิฟต์ จะได้ไม่แพร่เชื้อจากผู้ป่วย ผ่านทางสิ่งที่สัมผัสไปสู่ผู้อื่น

สําหรับคนที่ยังไม่ติดเชื้อ การสวมหน้ากากและการเว้นระยะห่างทางสังคมจะช่วยลดโอกาส การติดเชื้อจากละอองฝอยที่กระจายออกมาจากปากและจมูกของผู้ป่วย ส่วนการล้างมือบ่อยๆ จะ ช่วยฆ่าเชื้อไวรัสที่ติดมือมาจากการจับต้องสัมผัสกับสิ่งของต่างๆ ที่ปนเปื้อนละอองฝอยของผู้ติด เชื้อ ถึงแม้จะเผลอเอามือมาโดนปาก จมูก หรือขยี้ตา หากมือเราสะอาดปราศจากเชื้อก็มีโอกาส น้อยที่จะติดโรค ดังนั้นปัจจัยที่ช่วยให้ไทยควบคุมโรคโควิด-19 ได้ดีก็คือความร่วมมือของ ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งได้แก่ การสวมหน้ากาก การล้างมือบ่อยๆ และการเว้นระยะห่างทางสังคม นั่นเอง

นอกจากการสวมหน้ากาก การเว้นระยะห่างทางสังคม และการล้างมือบ่อย ๆ ยังมี มาตรการสําคัญอีกอย่างหนึ่งที่สามารถลดการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยและป้องกันการติดเชื้อจาก ผู้ป่วย มาตรการนั้นคือการสอบสวนโรคและการจัดการกลุ่มเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเกิดขึ้น จากการปฏิบัติงานอย่างจริงจังของภาครัฐ และจากความเข้มแข็งของ อสม.ในส่วนของภาครัฐ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค โรนา (ศบค.) ขึ้น ได้ทํางานร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารและนักวิชาการด้านการแพทย์และ สาธารณสุขได้ออกมาตรการควบคุมโรคหลายอย่าง เช่น ปิดสถานบริการและสถานบันเทิง งดรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตรวจ คัดกรองและทักตัวผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และที่ทําอย่างต่อเนื่องคือการ ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน ดังนั้น การปฏิบัติงานอย่างจริงจังของภาครัฐ นอกจากช่วยทําให้เกิดการจัดการกลุ่มเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยทำให้เกิดความร่วมมือ ของประชาชนส่วนใหญ่ด้วย

สําหรับ อสม. ซึ่งนายแพทย์อมร นนทสุต เป็นต้นคิดและก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่าสี่สิบปีก่อน ถือได้ ว่าเป็น ขุมกำลังหลักของกระทรวงสาธารณสุขในการควบคุมโรคโควิด-19 ปัจจุบันมี อสม. กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประมาณ 1 ล้าน 5 หมื่นคน ความเข้มแข็งของ อสม. นอกจากช่วยทําให้ เกิดการจัดการกลุ่มเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยทําให้เกิดความร่วมมือของประชาชนส่วน ใหญ่ด้วยเช่นกัน

ในขณะที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันโรคโดวิด-19 ออกมาใช้สําหรับ ประเทศไทยคาดว่ากว่าจะได้ใช้วิค นคงไม่เร็วไปกว่ากลางปี พ.ศ.2564 ดังนั้น เพื่อป้องกันการ ระบาดระลอกสองของโรคโควิด–19 คนไทยจําเป็นต้องใช้ "วัคซีนแบบไทย" ต่อไป คือร่วมมือกัน อย่างจริงจัง และต่อเนื่องในการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างทางสังคม ขณะนี้โรค โควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านเรา โดยเฉพาะเมียนมารกำาลังระบาดอย่างหนัก หากคนไทย "การต ท" เราอาจหนีไม่พ้นการระบาดระลอกสอง

4 lines
21.

เรื่อง สัตว์อพยพเคลื่อนย้ายกลับถิ่นกําเนิดได้อย่างไร

ธรรมชาติมีปรากฏการณ์ที่สร้างความพิศวงงงงวยให้แก่มนุษย์มากมายหลายประการ หนึ่งในนั้นที่ทำให้ศาสตราจารย์ ชีววิทยา Kenneth Lohmann แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา รู้สึกทั้งเป็นอย่างยิ่งก็คือเต่าทะเล ท่านกล่าวกับ นักข่าว Voice of America ว่า “เมื่อลูกเต่าทะเลออกมาจากไข่ ก็คลานลงทะเลท่องเที่ยวหากินไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมันไม่เคยรู้จักมาก่อน และพอถึงเวลาวางไข่ขยายพันธุ์ก็สามารถว่ายน้ำกลับมายังชายฝั่งทะเลถิ่นกำเนิดได้อย่างถูกต้อง มันทำได้

อย่างไร? ... มันมีเครื่องมือหรือญาณวิเศษอันใดช่วยนำทางมันกลับบ้าน

นอกจากเต่าทะเล ยังมีสัตว์ที่มีการเคลื่อนย้ายกลับถิ่นเดิมอยู่อีกหลายอย่าง เช่น ฝูงวัวในทวีปแอฟริกา ปลาแซลมอน

และนกบางชนิด มีนกนางแอ่น นกเป็ดน้ำ นกพิราบสื่อสาร เป็นต้น สัตว์เหล่านี้จะมีการอพยพเคลื่อนย้ายจากถิ่นเดิมไปยังแหล่ง

ต่างๆ ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์หรือสถานที่ที่มีภูมิอากาศเหมาะสมต่อการดำรงชีวิต และเมื่อถึงฤดูกาลที่เอื้ออำนวยหรือถึงระยะเวลา

ที่จะขยายพันธุ์ก็จะเดินทางกลับมายังถิ่นเดิม มันทำได้อย่างไร? ทำไมจึงไม่หลงทาง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สัตว์เหล่านี้อาศัยเครื่องช่วยหลายอย่างแตกต่างกัน เช่น ใช้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ ภูมิประเทศ กระแสน้ำอุ่นน้ำเย็นในมหาสมุทร เสียงคลื่นความถี่สูงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน ประสาทสัมผัสทางจมูก เช่น กลิ่นฝน ตลอดจน สนามแม่เหล็กโลก ทั้งนี้สัตว์บางชนิดอาจอาศัยเครื่องช่วยหลายๆ อย่างประกอบกัน

ในบรรดาสัตว์ที่มีการเคลื่อนย้ายกลับถิ่นเดิมนี้ ศาสตราจารย์ Lohmann สนใจเต่าทะเลและปลาแซลมอนเป็นพิเศษเพราะในมหาสมุทรที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่คงยากที่จะหาสิ่งใดเป็นสิ่งสังเกตสำหรับการเดินทางกลับบ้าน หลังจากได้ศึกษาเรื่องนี้อยู่สองประการ ประการแรกคือ มี particle ของสารแม่เหล็กในสมอง ซึ่งสามารถปรับตัวตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลก คล้ายกับเข็มทิศ particle นี้จึงทำให้สามารถรับสัมผัสจากสนามแม่เหล็กโลกได้ และ สามารถแยกความแตกต่าง สนามแม่เหล็กโลกในแต่ละที่ได้ ส่วนคุณสมบัติอีกประการหนึ่งคือ มีกระบวนการเคมีพิเศษเกี่ยวกับการมองเห็น ช่วยให้มองเห็น สนามแม่เหล็กโลกหรือเห็นแสงที่มีลักษณะสีสันต่างกันตามอิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลก กระบวนการเคมีพิเศษนี้จึงทำให้สามารถ รับสัมผัสและแยกความแตกต่างสนามแม่เหล็กโลกในแต่ละที่ได้เช่นกันไป 61

เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณต่างๆ ของพื้นโลกมีความแตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสมองของสัตว์เหล่านี้ สามารถบันทึกและจดจําลักษณะของสนามแม่เหล็กในถิ่นเดิมซึ่งเป็นแหล่งที่เกิดของมันไว้ในสมองได้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเดินทาง อพยพกลับกินเดิม จึงสนามแม่เหล็กโลกเป็นเข็มทิศบอกทิศทางและตำแหน่งแห่งที่ได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาสตราจารย์ Lohmann จึงตั้งทฤษฎีในเชิงสมมุติฐานว่า คุณสมบัติของปลาแซลมอน เต่า ทะเล นกนางแอ่น และนกเปิดน้ำทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้น ทำให้สามารถรับสัมผัสและแยกความแตกต่างของสนามแม่เหล็ก โลกในอาณาบริเวณต่างๆ ได้ และด้วยความสามารถทั้งสองประการนี้เองที่ทำให้สัตว์เหล่านี้สามารถเดินทางกลับมาถิ่นเดิมได้ ถูกต้อง

4 lines