wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ภาษาไทย ม.5 ปลายภาคเรียนที่ 2/2564

Total questions: 50

Worksheet time: 47mins

Name
Class
Date
1.

การพูดโต้แย้งระหว่างกลุ่มบุคคลสองฝ่ายและมีผู้ตัดสินแพ้ชนะเป็นวิธีการพูดแบบใด

a)

ก. การโต้วาท               

b)

ข. การปาฐกถา               

c)

ค. การอภิปราย             

d)

ง. การสนทนา

2.

การโต้วาทีแตกต่างจากการอภิปรายในข้อใด

a)

ก. การโต้วาทีมุ่งที่จะแสดงข้อเท็จจริงเท่านั้น  

b)

ข. การโต้วาทีต้องมีฝ่ายที่ขอทราบความคิดเห็น

c)

ค. การโต้วาทีเป็นการมุ่งให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง         

d)

ง. การโต้วาทีมุ่งแสดงคารมและเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

3.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการโต้วาที

a)

ก. หัวข้อในการโต้วาทีเรียกว่า”ญัตติ”                           

b)

ข. หัวหน้าฝ่ายเสนอจะเป็นสรุปก่อน

c)

ค. ผู้เสนอความคิดเห็นเป็นคนแรกคือหัวหน้าฝ่ายเสนอ 

d)

ง. การตัดสินโต้วาทีกรรมการจะพิจารณาจากเหตุผล ข้อเท็จจริง

4.

ข้อใดไม่ควรกระทำอย่างยิ่งในการโต้วาที

a)

ก. พูดเสียงดังเกินความจำเป็น                                       

b)

ข. เอ่ยชื่อผู้โต้วาทีฝ่ายตรงข้าม

c)

ค. หัวเราะเมื่อฝ่ายตรงข้ามพูดผิด                                  

d)

ง. หมดเวลาแล้วยังพูดต่อไม่หยุดทันที

5.

ผู้พูดคนสุดท้ายในการโต้วาทีคือใคร

a)

ก. หัวหน้าฝ่ายเสนอ         

b)

ข. หัวหน้าฝ่ายค้าน       

c)

ค. ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอคนที่ ๒

d)

ง. ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านคนที่ ๒

6.

 ข้อใดเหมาะสมที่จะเป็นญัตติในการโต้วาทีมากที่สุด

a)

ก. ไก่เกิดก่อนไข่            

b)

ข. แข็งดีกว่าอ่อน          

c)

ค. เกิดเป็นหมาดีกว่าคน       

d)

ง. แต่งงานดีกว่าขึ้นคานทอง

7.

ข้อความในข้อใดที่ผู้โต้วาทีไม่ควรใช้

a)

ก. ผมว่าเลี้ยงหมาดีกว่าปลูกต้นไม้แน่นอน                    

b)

ข. การปลูกต้นไม้ช่วยในเรื่องนิเวศวิทยาได้มากกว่า

c)

ค. จะอยู่ขนำหรือคอนโดก็ดีพอ ๆ กัน แต่อยู่คอนโดย่อมดีกว่า

d)

ง. ควรสร้างเขื่อนเพราะให้ประโยชน์ในเรื่องพลังงานไฟฟ้า

8.

  ผู้กล่าวสรุปเป็นคนแรกคือใคร

a)

ก. หัวหน้าฝ่ายเสนอ                                                         

b)

ข. หัวหน้าฝ่ายค้าน

c)

ค. ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอคนที่ ๑                                       

d)

ง. ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านคนที่ ๑

9.

ข้อใดเป็นการแสดงมารยาทที่ดีในการพูดโต้วาที

a)

ก. พูดกระทบกระเทียบฝ่ายตรงข้าม                               

b)

ข. นำเรื่องส่วนตัวของฝ่ายตรงข้ามมาแฉ

c)

ค. ทุบโต๊ะเพื่อแสดงอารมณ์ในการพูด                           

d)

ง. ไม่เอ่ยนามฝ่ายตรงข้ามแต่จะเรียกตำแหน่งในการโต้แทน

10.

ข้อใดเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้โต้วาที

a)

ก. มีลีลาอารมณ์ขัน                                                        

b)

ข. มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง

c)

ค. มีบุคลิกภาพที่น่าเกรงขาม                                         

d)

ง. มีไหวพริบปฎิภาณโต้ตอบได้อย่างฉับไว

11.

ข้อความใดช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดตามมากที่สุด

a)

ก. เมื่อเราสะดุ้งตกใจมาก  เรามักพูดว่าใจหาย หรือไม่ก็ขวัญหาย

b)

ข. วัยหนุ่มสาวเป็นวัยแห่งอารมณ์รุนแรงเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางกายเต็มที่

c)

ค. หมู่บ้านหนึ่งมักมีวัดประจำหมู่บ้าน  ฉะนั้นในแต่ละตำบล อำเภอเราจะเห็นวัดอยู่ใกล้ ๆ กัน

d)

ง. การบวชมิใช่การเป็นหุ่นยนต์ให้ใครนำผ้าเหลืองมาห่อหุ้ม หากแต่ต้องเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้ง

12.

ข้อใดช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความคิดด้านคุณธรรมมากที่สุด

a)

ก. ต่อหันมามองพี่สาว แล้วก็มองตามหลังเพื่อนทำท่าเหมือนจะร้องไห้

b)

ข. คนที่รู้จักรับผิดชอบคือ ทำงานของตนให้ดีที่สุดและสำเร็จลุล่วงไป

c)

ค. เมื่อจัดการกับเครื่องนอนเสร็จแล้ว แก้วก็เตรียมตัวออกจากบ้านไปขายของ

d)

ง. โรงเรียนงดการเรียนหนึ่งวัน เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนคงจะไปเที่ยวกันสนุก

13.

ข้อใดกล่าวอย่างมีชั้นเชิง ผู้อ่านต้องคิดอีกชั้นหนึ่งจึงจะเข้าใจ

a)

ก. ชาติใดไร้รักสมัครสมานจะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล  แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร

b)

ข. ขอพี่น้องชาวไทยทุกคนจงพร้อมใจกันรับเอาพรปีใหม่ คือสามัคคีและนำไปปฏิบัติจงทั่วกัน

c)

ค. อย่าดูถูกผู้ใหญ่ไปฝ่ายเดียวกันว่า รู้น้อยไม่ทันสมัย แม้จะอย่างไร ๆ ผู้ใหญ่ย่อมได้ผ่านพบเหตุการณ์มาก่อน

d)

ง. ฝ่ายเด็ก ๆ ก็ควรเชื่อฟังผู้ใหญ่ ควรเห็นว่าผู้ใหญ่เกิดมาก่อน กินน้ำร้อน นอนไฟมาก่อน สมดังภาษิตว่า “สี่ตาเห็นมากกว่าสองตา”

14.

การที่คนไทยนิยมตั้งชื่อที่มีความหมายดี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต สะท้อนให้เห็นสิ่งใด

a)

ก. ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อความคิด

b)

ข. ภาษาช่วยสะท้อนความคิด

c)

ค. ภาษามีอิทธิพลต่อความคิด

d)

ง. ภาษาช่วยพัฒนาความคิด

15.

ข้อใดมีการใช้ภาษาแสดงเหตุผล

a)

ก. ความงามของดอกไม้อยู่ที่กลีบและเกสรของมันที่เรียกว่าเกสรนั้น ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Pistil

b)

ข. บางชนิดมีกลิ่นหอมนำหน้า ซึ่งมักจะมีลักษณะไม่ผาดโผน เช่น ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกนมแมว

c)

ค. สำหรับกลีบนั้นมองดูสวยงามทั้งจากที่ใกล้และไกล แต่เกสรนั้นต้องสังเกตพิจารณาใกล้ ๆ

d)

ง. ทั้งในกลีบและในเกสรของดอกไม้บางชนิดนั้น ยังมีน้ำมันหอมระเหยง่ายแทรกซึมอยู่ด้วย ดอกไม้บางชนิดจึงทั้งสวยและหอม

16.

ผู้แต่ง “ โคลนติดล้อ” ใช้นามแฝงว่าอย่างไร

a)

ก. เขียวหวาน 

b)

ข. ศรีอยุธยา 

c)

ค. อัศวพาหุ 

d)

ง. โคนันทวิศาล 

17.

ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของเสมียน

a)

ก. ทำงานในสำนักงาน 

b)

ข. ใช้ความรู้ทางวิชาหนังสือทำงาน 

c)

ค. มีลำดับการเลื่อนขั้นและตำแหน่ง 

d)

ง. ผู้ทำได้รับเงินรายเดือน 

18.

เครื่องแต่งกายชนิดใด เป็นเครื่องแต่งกายของผู้ชาย

a)

ก. ผ้าโสร่ง 

b)

ข.โจ่งกระเบน

c)

ค.ผ้าม่วง

d)

ง.ผ้าเตี่ยว

19.

“โคลนติดล้อ” หมายถึงอะไร

a)

ก. อุปสรรคแห่งการพัฒนาประเทศ 

b)

ข. ผู้ทำให้ประเทศชาติพัฒนา 

c)

ค. สภาวะการเกิดมลพิษ 

d)

ง. ความเสื่อมโทรมของสังคม 

20.

คำว่า “ เสมียน” ในสมัยก่อนและสมัยปัจจุบันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

a)

ก. แตกต่างกัน เพราะเสมียนในสมัยก่อนหมายถึงข้าราชการทั้งหมด 

b)

ข. เหมือนกัน เพราะทุกยุคสมัย หมายถึงข้าราชการ 

c)

ค. แตกต่างกัน เพราะ เพราะเสมียนในสมัยปัจจุบันเป็นข้าราชการ 

d)

ง. เหมือนกัน เพราะ เสมียนในสมัยก่อนคือเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเขียนหนังสือ

21.

โคลนติดล้อเป็นงานเขียนประเภทใด 

a)

ก. บทวิจารณ์การเมือง 

b)

ข. บทความแสดงความคิดเห็น 

c)

ค. เรียงความ 

d)

ง. บันทึกประสบการณ์ 

22.

“ โคลนติดล้อ ตอนความนิยมเป็นเสมียน” ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มใด

a)

ก. สยามเดลิมิเลอร์ 

b)

ข. บางกอกรีคอร์ดเดอร์ 

c)

ค. หนังสือพิมพ์ไทยรายวัน 

d)

ง. สยามออบเซอร์เวอร์ 

23.

อุปสรรคที่กีดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ เปรียบกับสิ่งใด

a)

      ก. รถ

b)

ข. โคลน

c)

ค. ถนน

d)

ง. ร่างกาย

24.

ผู้เขียนเรื่องโคลนติดล้อต้องการให้คนที่ได้รับการศึกษาประกอบอาชีพใด

a)

ก. ชาวนา ชาวสวน

b)

ช. พ่อค้า ช่างต่าง ๆ

c)

ค. ข้าราชการ

d)

ง. ถูกทั้งข้อ ก และ  ข

25.

ข้อใดที่ผู้เขียนโคลนติดล้อไม่คิดว่าเป็นปัญหา

a)

ก. เด็กทุกๆคนซึ่งเล่าเรียนสำเร็จออกมาล้วนแต่มีความหวังฝังอยู่ว่าจะได้มาเป็นเสมียน

b)

ข. พวกหนุ่มๆหลายคนมีความกระหายจะทำงานอย่างที่เรียกว่างานออฟฟิศ

c)

ค. การเป็นชาวนา ชาวสวนก็มีเกียรติเท่ากัน

d)

ง. ผู้ที่ได้รับการศึกษามาจากโรงเรียนแล้วไม่ควรจะเสียเวลาไปทำงานชนิดซึ่งคนไม่รู้หนังสือก็ทำได้

26.

สงครามปาก คืออะไร

a)

ก. การพูดโต้ตอบกันตัวต่อตัว

b)

ข. การเจรจาเพื่อหาข้อมูลยุติในปัญหาต่าง ๆ

c)

ค. การต่อสู้ด้วยข้อเขียนทางหน้าหนังสือพิมพ์

d)

      ง. การต่อสู้กันด้วยการโต้วาทีระหว่างกลุ่มที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน

27.

“ส่วนผู้ที่ถูกคัดออกนั้นเล่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ที่ถูกคัดออกตรงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันคือข้อใด

a)

ก. ไล่ออก

b)

      ข. ปลดออก

c)

ค. เออลี่รี่ไทร์

d)

ง. เชิญให้ออก

28.

ตามทรรศนะของรัชกาลที่ 6 ข้อใดถือเป็นโคลนก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่กีดขวางความเจริญของประเทศชาติ

a)

ก. ความนิยมต่างชาติ

b)

ข. ความนิยมเป็นเสมียน

c)

      ค. ความเป็นนักอนุรักษ์นิยม

d)

      ง. ความเป็นชาตินิยม

29.

รัชกาลที่ ๖ ทรงเห็นว่าแนวโน้มที่เหมาะสมของประเทศไทย น่าจะเน้นหนักไปในทางใด

a)

ก. พาณิชยกรรม 

b)

ข. อุตสาหกรรม 

c)

ค. เกษตรกรรม 

d)

ง. ประดิษฐกรรม 

30.

คำว่า “ป่วยกล่าว” หมายความว่าอย่างไร

a)

ก. พูดช้า 

b)

ข. พูดกระท่อนกระแท่น 

c)

ค. พูดขาดเป็นช่วงๆ 

d)

ง. ป่วยการพูด

31.

.การพูดอย่างสร้างสรรค์เป็นการพูดในลักษณะใด

a)

 ก. เป็นการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่พูด อย่างแจ่มแจ้ง โดยผู้พูดต้องเตรียมเรื่องที่พูด กำหนดขอบเขตของเรื่อง รวบรวมข้อมูล วางโครงเรื่องแล้วหากลวิธีในการพูด

b)

ข.เป็นการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่พูดอย่างแจ่มแจ้ง โดยผู้พูดต้องเตรียมเรื่องที่พูด กำหนดขอบเขตของคำพูด

c)

 ค.เป็นการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่พูดอย่างแจ่มแจ้ง โดยผู้พูดต้องเตรียมเรื่องที่พูด กำหนดขอบเขตของสถานที่

d)

ง.เป็นการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่พูดอย่างแจ่มแจ้ง โดยผู้พูดต้องเตรียมเรื่องที่พูด กำหนดขอบเขตของผู้ฟัง

32.

การพูดต้อนรับหลังจากกล่าวต้อนรับแล้ว ควรทำอะไรเป็นลำดับสุดท้าย

a)

ก.กล่าวขอบคุณผู้มาเยือน

b)

ข.เชิญผู้มาเยือนกล่าวลา

c)

ค.มอบของที่ระลึกแก่ผู้มาเยือน

d)

ง.กล่าวลาผู้มาเยือน

33.

"เป็นการพูดที่มีระเบียบ วิธีการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสแดสงความคิดเห็น ..." เป็นการพูดในลักษณะใด

a)

ก.การพูดต้อนรับ

b)

ข.การพูดอย่างสร้างสรรค์

c)

ค.การพูดในที่ชุมชน

d)

ง.การพูดในที่ประชุม

34.

ในการพูดข้อใด ควรใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ

a)

ก.การกล่าวปราศรัย

b)

ข.การบรรยายในที่ประชุม

c)

ค.การอภิปรายกลุ่ม

d)

ง.การปรึกษาหารือกัน

35.

ลักษณะของผู้พูดควรเป็นลักษณะต่างๆ ต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

a)

ก.มีลีลาการพูดที่น่าฟัง

b)

ข. เก่ง ซื่อสัตย์

c)

ค.มีปฏิญาณไหวพริบดี

d)

ง.แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

36.

ข้อใดมีโครงสร้างของการแสดงเหตุผลครบถ้วน

a)

ก.คุณเป็นคนดี

b)

ข.ลูกมากยากจน

c)

ค.ภาษาเป็นหัวใจของการสื่อสาร

d)

ง.เธอไม่ได้พบพานสิ่งที่ดีในชีวิต

37.

ข้อใดเป็นการอนุมานแบบนิรนัย

a)

ก.อุบัติเหตุทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะความประมาทขาดความระวัง

b)

ข.ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยตกต่ำเพราะเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดี

c)

ค.ความรักของพ่อแม่คือความปรารถนาให้ลูกประสบความสำเร็จ

d)

ง.วัยรุ่นสมัยใหม่ต้องแต่งตัวสวย เดินศูนย์การค้า และมีโทรศัพท์มือถือ

38.

ข้อใดคือแนวคิดที่อนุมานได้จากข้อความต่อไปนี้            “ป่าไม้กลับไปยืนสงบนิ่ง ทำหน้าที่อันสำคัญของคนต่อไปอย่างเงียบๆ จะมีแต่ประชาชนที่อยู่บริเวณเขตชายแดนนี้เท่านั้นที่สำนึกในบุญคุณของ ป่าไม้”

a)

ก.คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์จากป่าไม้

b)

ข.ป่าไม้มีประโยชน์ต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้

c)

ค.คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของป่าไม้

d)

ง.ป่าไม่มีหน้าที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน

39.

“พวกแม่ค้าเรียงรายนั่งขายของ                 ล้วนผักปลามากองก่อนจะสาย                 เสียงเชิญซื้อสินค้าน่าวุ่นวาย                 คนจับจ่ายหิ้วถุงพะรุงพะรัง”                                ข้อใดอนุมานได้จากบทประพันธ์นี้

a)

ก.ผู้ซื้อมีฐานะดี

b)

ข.ผู้ซื้อใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย

c)

ค.ตลาดมีสินค้าทุกชนิดขาย

d)

ง.ตลาดสดมีของขายเป็นเวลา

40.

ข้อใดใช้การอนุมานต่างกับข้ออื่น

a)

ก.การทำงานอย่างสม่ำเสมอ จะไม่ทำให้ใครผิดหวัง

b)

ข.คนไทยเราทุกวันนี้ไม่มีหลักประกันอะไรมากนัก จึงอยู่กันไปวันๆ เท่านั้น

c)

ค.เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงาน กับหน่วยงานของรัฐอีกต่อไป

d)

ง.อุบัติเหตุบนถนนหลวงนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่กฎจราจรก็มีอยู่แต่ก็ไม่ปฏิบัติตามกัน

41.

ข้อใดเป็นการใช้ภาษาแบบอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์ คำตอบ

a)

ก.สมใจเป็นคนขี้เกียจผลการสอบของเขากลับสมใจพ่อแม่เขา

b)

ข.สมคิดสอบคัดเลือกไม่ได้ ทั้งๆที่เขาเป็นคนช่างคิด ช่างเขียน

c)

ค.สมจิตขาดสอบ 1 วิชา เขาก็ยังสอบเข้าได้เนื่องจากเขาเก่งมาก

d)

ง.สมหวังไม่เคยอ่านหนังสือมาทั้งปี ก็ไม่แปลกเลยที่การสอบของเขาจะไม่สมหวัง

42.

ข้อใดบกพร่องด้านความเป็นเหตุ เป็นผล

a)

ก.การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง นักวิจัยจึงเข้าร่วมโครงการน้อย

b)

ข.สื่อมวลชนต้องเสนอข้าวอย่างเที่ยวธรรมจึงจะมีบทบาทในทางสร้างสรรค์ได้

c)

ค.โรคธาลาซีเมียถ่ายทอดทางพันธุกรรมจึงป้องกันได้ด้วยการตรวจเลือดคู่สมรส

d)

ง.ชาวบ้านแถบนั้นมักจะเดินทางกันโดยทางน้ำ ผู้เขียนจึงบรรยายลักษณะเรืออย่างละเอียด

43.

"ทุกคนต้องตายในเวลาไม่นาน คนไม่ได้อายุยืนเพราะทรัพย์ จะทำทุกวิธีทางที่ชั่วช้า น่ารังเกียจหรือทารุณโหดร้ายเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ทำไมเล่า"  ข้อความข้างต้นนี้แสดงการให้เหตุผลตามข้อใด

a)

ก.จากสาเหตุไปหาผลลัพธ์

b)

ข.จากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ

c)

ค.จากผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์

d)

ง.จากสาเหตุไปหาผลลัพธ์และไปหาสาเหตุ

44.

ข้อใดเป็นการอ้างจากผลมาหาสาเหตุ

a)

ก.“คุณปู่อายุ 94 ปีแล้วยังแข็งแรงดี ก็ท่านออกกำลังกายทุกวันนี่นา”

b)

ข.“ผมคิดว่าสังคมต้องการการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผมอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับสังคมบ้าง”

c)

ค.“ผมไม่สนใจอะไรและไม่อยากยุ่งกับการเมือง ประกอบกับสุขภาพไม่ค่อยดีด้วย เลยไม่อยากหาเครื่องเครียด”

d)

ง.“ผมได้ไปเป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา เห็นแล้วก็สงสารพวกเขาก็เลยอยากเป็นแพทย์”

45.

ข้อความใดต่อไปนี้เป็นการอ้างเหตุผลตามข้อใด        “ 80 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ผมพบเป็นคนเอื้อเฟื้อ ผมจึงเชื่อว่าในประเทศไทยมีคนไทยที่เอื้อเฟื้ออยู่ 80 เปอร์เซ็นต์”

a)

ก.การอ้างเหตุผลแบบอุปนัย

b)

ข.การอ้างเหตุผลแบบนิรนัย

c)

ค.การอ้างเหตุผลโดยอาศัยสถิติ

d)

ง.การอ้างเหตุผลโดยอาศัยแนวเทียบ

46.

ข้อใดไม่แสดงความเป็นเหตุ เป็นผล

a)

ก.สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ประเพณีบางอย่างจึงดำรงอยู่ได้ยาก

b)

ข.ตามแนวคิดทางสถาปัตยกรรม ความว่างอาจสำคัญกว่าเนื้อที่ในตัวบ้าน

c)

ค.นโยบายเศรษฐกิจต้องเน้นการกระจายรายได้เพราะคนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่

d)

ง.มีการแปลและจัดพิมพ์วรรณคดีไทยออกเป็นหลายภาษา ทำให้วรรณคดีไทยเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

47.

ข้อใดมีวิธีการแสดงเหตุผลต่างกับข้ออื่น

a)

ก.เศรษฐกิจก้าวไกล ชนบทไทยไม่แห้งแล้ง

b)

ข.เขาทุ่มเทเวลาและเงินทองมากเขาจึงได้เป็น ส.ส.

c)

ค.ความขยันหมั่นเพียรคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

d)

ง.ผู้คนไร้วินัย การจราจรในกรุงเทพฯ ทั่วไปถึงได้ติดขัด

48.

คำขวัญในข้อใดไม่มีการแสดงเหตุผล

a)

ก.อย่าเดินใจลอยข้ามถนน รถจะชนเอา

b)

ข.ล้างผักให้หมดพิษ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย

c)

ค.รักชาติศาสน์กษัตริย์ ช่วยขจัดยาเสพติด

d)

ง.ช่วยกันประหยัดพลังงาน ด้วยวิธีการหารสอง

49.

ข้อใดไม่มีการแสดงเหตุผล

a)

ก.คนมักง่ายจะได้ยาก คนมักลำบากจะได้ดี

b)

ข.ประชาชนมั่นคงในศีลธรรม สังคมก็จะมีแต่ความสงบสุข

c)

ค.ปากจมูกเป็นประตู หูตาเป็นหน้าต่างที่ต้องเปิดปิดตามเวลา

d)

ง.ธรรมยังคงอยู่ตราบใด ศักดิ์ศรีของมนุษยชาติยังคงอยู่ตราบนั้น

50.

ข้อใดมีเนื้อหาไม่เป็นไปเพื่อความจรรโลงใจ

a)

ก. มนุษย์ต้องต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

b)

ข.การให้จะนำความสุขมาให้แก่ทั้งผู้ให้และผู้รับ

c)

ค.เราเกิดในแผ่นดินนี้จึงควรตอบแทนคุณของแผ่นดิน

d)

ง.การกระทำความดีจะส่งผลดีต่อผู้กระทำในวันใดวันหนึ่ง