wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สอบเก็บคะแนน

Total questions: 20

Worksheet time: 11mins

Name
Class
Date
1.

" ต้นเอ๋ยต้นไทร และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา

ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้ แห่งหลุมลึกลานสลดระหดใจ

สูงใหญ่รากย้อยห้อยระยา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป

ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวันเอย"

ความรู้สึกของผู้แต่งคำประพันธ์บทนี้ตรงกับข้อใด

a)

๑. สงสาร

ทุกข์

b)

๒. ปลงใจ

c)

๓. หมดความหวัง

2.

ข้อใดต่อไปนี้สามารถให้ภาพธรรมชาติยามเช้าได้ชัดเจนที่สุด

a)

๑. ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาลค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน

b)

๒. คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง

รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย

c)

๔.อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น

ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง

3.

" สกุลเอ๋ยสกุลสูง อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์

ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง วีถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น

ข้อใดเป็นข้อสรุปที่ดีที่สุดของกลอนบทข้างต้น

a)

คนมีเกียรติต้องไปพบกัน

ที่หลุมศพ

b)

ทุกชีวิตล้วนแล้วเดินทาง

ไปสู่ความตาย

c)

อำนาจทำให้บุคลมี

ความสง่างาม

4.

แนวคิดหลักของกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า ตรงกับข้อใด

a)

ทุกชีวิตมีความตายเป็นที่พึ่ง ความตายจึงเป็นธรรมดาของโลก

b)

ทุกชีวิตมีความเสมอภาค

c)

ทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย

5.

" ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ

เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา

ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นครีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา

หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย

ข้อใดต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึง " อัจฉริยลักษณ์ " ของกวีผู้แต่งบทประพันธ์ข้างต้นได้ชัดเจนที่สุด

a)

การสอดแทรกคุณธรรมเรื่องความสมัครสมานสามัคคีไว้ภายในบท

b)

การเพิ่มข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวีรกรรมบรรพชนที่ปกป้องชาติ

c)

การรู้จักดัดแปลงวัฒนธรรมต่างชาติให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย

6.

ข้อใดต่อไปนี้ใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ เพื่อสร้างอารมณ์และความรู้สึกมากที่สุด

a)

ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง

เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์

วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น

แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพเอย

b)

ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสุข

เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่ายใครจะยอมละถึงแดนแสนสบาย

โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย

c)

ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์

นอนอนาถาเล่ห์ใบไร้ภาษา

หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย

7.

" ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย

ย่อมลละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง

ละถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เข้าเป็นเจ้าของ

หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำเอย

บทประพันธ์ข้างต้น สะท้อนความเชื่อใดมากที่สุด

a)

๑. กรรมและกิเลส

b)

อบายภูมิ

c)

วัฏสงสาร

8.

ข้อใดคือคุณลักษณะของชาวนาที่ผู้เขียนยกย่องมากที่สุด

a)

ห่างเอ๋ยห่างไกล

แต่สิ่งซึ่งเหลวใส่อาตมา

ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา

b)

เพื่อรักษาความสราญฐานวิเวกสันโดษฟุ้งซ่านทะยานใจ

ร่มเชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล

c)

สันโดษฟุ้งซ่านทะยานใจ

ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอย

9.

" วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง ย่ำค่ำระฆังขาน

ฝูงควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน "

ข้อใดใช้โวหารภาพพจน์เช่นเดียวกับคำประพันธ์ข้างต้น

a)

ตัวเอ๋ยตัวสะท้าน

อย่าบันดานดลใจให้ใฝ่ฝัน

ดูถูกกิจชาวนาสารพัน

และความครอบครองกันอันชื่นบาน

b)

นกเอ๋ยนกแสก

จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ

อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์

มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา

c)

หมดเอ๋ยหมดห่วง

หมดดวงวิญญาณลาญสลาย

ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย

เตือนนกแอนลมผายแผดลำพึง

10.

ข้อใดแสดงถึงระดับชั้นทางสังคม

a)

ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ

เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์

b)

เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ่

สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น

c)

ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตกแต่ง

เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี

11.

เมื่อพิจารณาศิลาจารึกหลักที่ ๑ ในฐานะวรรณคดี

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของศิลาจารึกนี้ตรงกับข้อใด

a)

เป็นต้นแบบของการใช้ภาษาไทย

b)

ให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

c)

เป็นหลักฐานทางสังคมวัฒนธรรม

12.

ข้อใดเป็นที่มาของพระนาม "พระรามคำแหง"

a)

ไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนีญญ่ายพายจแจ้น

b)

ตนกูพุ่งช้างขุนสามชน ด้วยชื่อมาสเมืองแพ้

c)

ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก

13.

คุณค่าของศิลาจารึกในแง่วรรณศิลป์คือข้อใด

a)

การใช้ภาษาร้อยกรองที่สละสลวย

b)

การใช้ภาษาคำโดด คำซ้อน คำหลายพยางค์

c)

การใช้ภาษาร้อยแก้วที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน

14.

ข้อใดแสดงถึงความกล้าหาญในการรบของพ่อขุนรามคำแหงชัดเจนที่สุด

a)

กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน

b)

กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู

15.

ข้อใดกล่าวถึงศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้ถูกต้อง

a)

วรรณคดีให้ความรู้ทางภูมิศาสตร์

b)

วรรณคดีพรรณนาถึงการพลัดพราก

c)

วรรณคดีบันทึกเรื่องราวลงบนแผ่นศิลา

16.

ข้อใดบันทึกสภาพบ้านเมืองสมัยสุโขทัยได้ชัดเจนที่สุด

a)

ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใคร่จักใคร่ค้าม้าค้า

b)

เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

c)

คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทา

17.

ข้อใดต่อไปนี้แสดงให้เห็นคุณค่าด้านเนื้อหาที่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้

a)

กูต่อช้างด้วยขุนสามชน

ตนกูชนช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี

พ่อกูจึงขึ้นชื่อกูชื่อ

พระรามคำแหง

เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน

b)

พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเด็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้า

เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู

กูบำเรอแก่แม่กู

c)

กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน

อันใดกินอร่อยกินดี

กูเอามาแก่พ่อกู

18.

"ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกูหนีญญ่ายพายจแจ้น"

ข้อความข้างต้นเมื่อเว้นวรรคใหม่ควรมีความหมายว่าอย่างไร

a)

ไพร่พลของพ่อได้หนีไปอย่างชุลมุน

b)

ไพร่พลและพ่อได้หนีไปอย่างวุ่นวาย

c)

ไพร่พลและพ่อได้หนีไปทางน้ำอย่างรวดเร็ว

19.

ข้อใดสะท้อนการปกครองแบบพ่อปกครองลูก

a)

ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้

b)

คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน

c)

ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้

20.

ข้อใดสะท้อนเรื่องเศรษฐกิจการค้า

a)

ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใครค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า

b)

เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง

c)

ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแลผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล จึ่งแล่งความแก่เขาด้วยซื่อ