wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบกลางภาคเรียน เทอม2/2566

Total questions: 100

Worksheet time: 55mins

Name
Class
Date
1.

ไฟที่ทำให้ร้อนเป็นไข้ได้ป่วย เป็นอุณหเตโช คือร้อน มีจรมาเป็นครั้งคราว หมายถึงไฟกองใด

a)

สันตัปปัคคี

b)

ปริทัยหัคคี

c)

ชิรณัคคี

d)

ปริณามัคคี

2.

มีหน้าที่ทำให้รูปที่เกิดร่วมไหวได้ มีผลให้รูปที่เกิดร่วมเคลื่อนย้ายได้ มองเห็นไม่ได้แต่สัมผัสด้วยกาย เป็นคำบรรยายของธาตุใด

a)

เตโชธาตุ

b)

วาโยธาตุ

c)

อาโปธาตุ

d)

ปถวีธาตุ

3.

ธาตุใดมีลักษณะไหล มีหน้าที่ทำให้รูปที่เกิดร่วมด้วยมีความเจริญ มีผลทำให้รูปที่เกิดร่วมเกาะกุมกัน

a)

อาโปธาตุ

b)

วาโยธาตุ

c)

เตโชธาตุ

d)

อากาศธาตุ

4.

ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นความหมายของคำว่าอะไร

a)

ไตรลักษณ์

b)

อนิจจัง

c)

ทุกขัง

d)

อนัตตา

5.

ในคัมภีร์พุทธศาสนา ได้กล่าวถึงกำเนิดของสัตว์ไว้ว่า การเกิดในเถ้าไคล ปลาเน่า ซากศพเน่า น้ำคลำ เรียกว่าอะไร

a)

สังเสทชะ

b)

อัณฑชะ

c)

ชลามพุชะ

d)

โอปปาติกะ

6.

คำว่า "อัสสุ" หมายถึงสิ่งใด

a)

น้ำตา

b)

น้ำเหลือง

c)

เหงื่อ

d)

ลสิกา

7.

วาโยธาตุชื่อว่าอะไร ทำให้ผายลม เบ่ง ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ

a)

อุทธังคมาวาตา

b)

อโธคมาวาตา

c)

กุจฉิสยาวาตา

d)

อังคมังคานุสารีวาตา

8.

คำว่าเตโชธาตุพิการหมายความตามข้อใด

a)

ธาตุไฟมีความผิดปกติในการทำหน้าที่ของธาตุมากกว่าปกติ

b)

ธาตุไฟมีความผิดปกติในการทำหน้าที่ของธาตุน้อยกว่าปกติ

c)

ธาตุไฟมีความผิดปกติในการทำหน้าที่ของธาตุที่ส่งผลให้ธาตุไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ

d)

ธาตุไฟมีความผิดปกติจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้เลย

9.

ความผิดปกติของธาตุเมื่อผิดปกติมากขึ้นย่อมสั่นคลอนทำให้ธาตุที่สองแปรปรวนตามไปด้วย เรียกว่า

a)

ชาติสมุฏฐานเอกโทษ

b)

จลนะสมุฏฐานทุวันโทษ

c)

ภินนะสมุฏฐานตรีโทษ

d)

มหาสันนิบาต

10.

เย็น ชื้น หนัก ละเอียด อ่อนนุ่ม เป็นคุณสมบัติของอะไร

a)

ปิตตะ

b)

วาตะ

c)

เสมหะ

d)

ตรีธาตุ

11.

ผู้ใดมีศีลมั่น อังคาพยพผิวเนื้ออ่อน น่ารัก ผมละเอียด มักฝันเห็นน้ำแลผ้าขาว ผู้นั้นคือลักษณะ

a)

วาตะปรกติ

b)

เสมหะปรกติ

c)

ปิตตะปรกติ

d)

สันนิปาตปรกติ

12.

คนไข้มีอาการปวดท้องหลังทานอาหาร เรอเปรี้ยว กระหายน้ำ ปัสสาวะเหลือง อุจจาระเหลือง เป็นอาการของสมุฐานใด

a)

ปิตตะสมุฏฐาน

b)

วาตะสมุฏฐาน

c)

เสมหะสมุฏฐาน

d)

สันนิปาตะสมุฏฐาน

13.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นเหตุให้ธาตุดิน 20 ประการผิดปกติ ตั้งแต่เริ่มผิดปกติ ผิดปกติจนธาตุดินหวั่นไป ผิดปกติมากจนถึงธาตุดินแตกทำลาย

a)

หทัยวาตะ อุทริยะ พัทธปิตตะ

b)

อุทริยะ หทัยวัตถุ กรีสะ

c)

สุมนาวาตะ หทัยวัตถุ หทัยวาตะ

d)

พัทธะปิตตะ คูถเสมหะ หทัยวัตถุ

14.

อุตุสมุฏฐาน แบ่งฤดูออกเป็น 3 ฤดู ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

a)

ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

b)

ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 4 ถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 7

c)

ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 10 ถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 2

d)

ถูกทุกข้อ

15.

เสมหะสมุฏฐาน เป็นที่ตั้งแห่งโทษของอายุใด

a)

15 ปี

b)

32 ปี

c)

18 ปี

d)

64 ปี

16.

สมุฏฐานใดเป็นที่ตั้งแห่งโทษ ในช่วงเวลา 23.00-24.00 น.

a)

ปิตตะสมุฏฐาน

b)

วาตะสมุฏฐาน

c)

เสมหะสมุฏฐาน

d)

ถูกทุกข้อ

17.

รสของอาหารกับสมุฏฐาน รสใดที่ให้ผลต่อร่างกายทำให้เนื้อเยื่อหดตัว ลดความเป็นเมือก ลดกำหนัด

a)

ฝาด

b)

หวาน

c)

เผ็ด

d)

เค็ม

18.

พระคัมภีร์วรโยคสารกล่าวถึงรสยา 6 รส ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง

a)

หวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ขม ฝาด

b)

เค็ม หวาน มัน ฝาด เมาเบื่อ เปรี้ยว

c)

เปรี้ยว เค็ม ขม หวาน ฝาด มัน

d)

ขม ฝาด หอมเย็น เผ็ด สุขุม เมาเบื่อ

19.

ติขิณาคนี คือ

a)

ความร้อนที่เกิดในบุคคลที่มีเสมหะมาก ให้ยาแก้ทางเสมหะ

b)

ความร้อนที่เกิดในบุคคลที่มีวาตะมาก ให้ยาแก้ทางวาตะ

c)

ความร้อนที่เกิดในบุคคลที่มีปิตตะมาก ให้ยาแก้ทางปิตตะ

d)

ความร้อนที่เกิดในบุคคลที่มีเสมหะ ปิตตะ วาตะเสมอกัน ให้ยาเสมอกัน

20.

ข้อใดกล่าวถึงหลักในการบำบัดโรคไม่ถูกต้อง

a)

กระทุ้ง คือ การทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่อยู่ในอวัยวะต่าง ๆ ออกมาสู่โลหิตหรือน้ำเหลือง

b)

รักษา คือ การบำรุงธาตุ อวัยวะ หรือส่วนของร่างกายที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ขึ้น

c)

ล้อม คือ การควบคุมไม่ให้ธาตุตัวอื่น ๆ หวั่นไหวแปรปรวนจนความเจ็บป่วยลุกลามมากขึ้น

d)

รุ คือ การทำให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกไปจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ

21.

พฤติกรรมใดเป็นเหตุทำให้ดีกำเริบ

a)

ดื่มสุรา กินอาหารหยาบ

b)

ถูกความเย็น วิตกกังวล

c)

นอนกลางวัน กินอาหารหวาน

d)

พูดมาก แบกหามของหนัก

22.

กินอาหารไม่เคี้ยวให้ละเอียด แบกหามของหนัก พูดมาก อดนอน พฤติกรรมแบบนี้เป็นเหตุให้สิ่งใดกำเริบ

a)

ลมกำเริบ

b)

ดีกำเริบ

c)

เสลดกำเริบ

d)

สันนิบาตกำเริบ

23.

ลมหายใจเข้าออก มีชื่อเรียกว่าอะไร

a)

อัสสาสปัสสาสวาตา

b)

อังคมังคานุสารีวาตา

c)

โกฏฐาสยาวาตา

d)

อุทธังคมาวาตา

24.

ชลามพุชะกำเนิด คือ การเกิดแบบใด

a)

การเกิดในฟองไข่

b)

การเกิดในครรภ์

c)

การเกิดที่ไม่อาศัยพ่อและแม่

d)

การเกิดในเถ้าไคล

25.

คำว่า ฆานวิญญาณธาตุ หมายถึงข้อใด

a)

การรับรู้ทางจมูก

b)

การรับรู้ทางตา

c)

การรับรู้ทางหู

d)

การรับรู้ทางสัมผัส

26.

กรีสัง คืออะไร

a)

กระเพาะอาหาร

b)

ลำไส้น้อย

c)

อาหารใหม่

d)

อาหารเก่า

27.

ยกนัง ตั้งอยู่บริเวณใดของร่างกาย

a)

ชายโครงด้านขวา

b)

ชายโครงด้านซ้าย

c)

ทรวงอกทั้งสองข้าง

d)

บั้นเอวด้านหลังทั้งสองข้าง

28.

ข้อใดจัดเป็นธาตุสมุฏฐานกลุ่มเดียวกัน

a)

ตะโจ เมโท บุพโพ

b)

เสโท อัสสุ ลสิกา

c)

วักกัง ปิหกัง มุตตัง

d)

นขา โลมา วสา

29.

ให้หูตึง ให้มัวตา ให้ลิ้นกระด้าง ให้คางแข็ง เกิดจากธาตุใดพิการ

a)

อังคมังคานุสารีวาตาพิการ

b)

มัตถเกมัตถลุงคังพิการ

c)

ชิรณัคคีพิการ

d)

อัสสุพิการ

30.

อาการให้ปวดในสมอง ให้ตามัว ให้น้ำมูกตก เป็นเพราะสิ่งใดพิการ

a)

เสโทพิการ

b)

สิงฆานิกาพิการ

c)

วสาพิการ

d)

ศอเสมหะพิการ

31.

ข้อใดไม่ใช่ลมมีพิษมาก ตามคัมภีร์ชวดาน

a)

ลมตติยาวิโรธ

b)

ลมอีงุ้มอีแอ่น

c)

ลมกาฬสิงคลี

d)

ลมอัศมุขี

32.

ลมมีพิษมาก 6 จำพวกข้อใดห้ามมิให้วางยาผาย

a)

ทักขิณโรธ

b)

กาฬสิงคลี

c)

ชิวหาสดมภ์

d)

ลมพุทธยักษ์

33.

สาเหตุของการเกิดโรคลม คือลมใด

a)

ลมอุทธังคมาวาตา และลมกุจฉิสยาวาตา

b)

ลมอุทธังคมาวาตา และลมโกฏฐาสยาวาตา

c)

ลมอโธคมาวาตา และลมอังคมังคานุสารีวาตา

d)

ลมอโธคมาวาตา และลมอุทธังคมาวาตา

34.

อาการจับให้หน้าเขียว ขอบตาเขียว บางทีจับให้ใจสั่น บางทีให้ถอนหายใจฮึดฮือ บางทีดิ้นดุจตีปลา คือลมใด

a)

ลมกาฬสิงคลี

b)

ลมทักขิณโรธ

c)

ลมตติวิโรธ

d)

ลมมหาสดมภ์

35.

คนไข้มีอาการชัก มือกำ เท้างอ ปากเบี้ยว ตาแหก แยกแข้ง แยกขาไม่มีสติ เกิดจากลมมีพิษกองใด

a)

ลมอินทรธนู

b)

ลมกุมภัณฑยักษ์

c)

ลมอัศมุขี

d)

ลมพุทธยักษ์

36.

มีอาการอาเจียน จุกอก เป็นมา 7 เดือน เหมือนมีตัว เสียดอู่ ซี่โครงซ้ายให้ผอมเหลือง อยากของสด ของคาว อาการแบบนี้เกิดจากลมใด

a)

ลมสูบพิษในลำไส้

b)

ลมกระษัยจุกอก

c)

ลมพานไส้

d)

ลมกระษัยร้อนอก

37.

ทั้งสลบ ทั้งลง ทั้งอาเจียน มิรู้ว่าสันนิบาตสองคลอง ให้มือเขียวหน้าเขียว ให้ชัก มิรู้ว่าป่วงให้ลง กำหนด 3 วัน เกิดจากลมใด

a)

ลมบาทาทึบ

b)

ลมตุลาราก

c)

ลมผูกธาตุ

d)

ลมสูบพิษในลำไส้

38.

น้ำกระสายยาแก้สรรพลม ถ้าใช้สุราเป็นน้ำกระสายยาแก้โรคใด

a)

แก้ลมกาฬสิงคลี

b)

แก้ลมชิวหาสดมภ์

c)

แก้ลมตติยาวิโรธ

d)

แก้ลมกุมภัณฑ์ยักษ์

39.

ข้อใดไม่ใช่ตำรับยารักษาโรคลมตามคัมภีร์ชวดาร

a)

ยาจิตรารมณ์

b)

ยาหอมสรรพคุณ

c)

ยาหอมทิพย์โอสถ

d)

ยาวาตาพินาศ

40.

อาการมักเกิดแต่คอหอย ให้เหม็นคาวคอ ถ่มน้ำลายอยู่บ่อย ๆ จะหายใจให้ขัดอก ถ้าเกิดกับบุคคลใดได้ 5 เดือน เสียตา จึงจะหาย

a)

ลมตุลาราก

b)

ลมพัดในลำไส้

c)

ลมปถวีธาตุกำเริบ

d)

ลมสูบพิษในลำไส้

41.

ลมในข้อใดมักกลายเป็นบิด และโลหิต และเสมหะ

a)

ลมกระษัยจุกอก

b)

ลมตุลาราก

c)

ลมพานไส้

d)

ลมบาทาทึบ

42.

ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของลมอุทธังคมาวาตา และลมอโธคมาวาตาพัดระคนกัน

a)

หิวมาก

b)

ถูกเย็นมาก ร้อนมาก

c)

กินผิดเวลา

d)

อยากกินเนื้อสัตว์

43.

ลมในข้อใดจัดอยู่ในลมมีพิษมาก

a)

ชิวหาสดมภ์

b)

อินทรธนู

c)

อัศมุขี

d)

บาดทะจิต

44.

เพราะเหตุใดลมอุทธังคมาวาตา กับลมอโธคมาวาตาเมื่อระคนกันแล้วรักษายาก

a)

เพราะอาการ 32 เคลื่อนจากที่อยู่

b)

เพราะโลหิตร้อนดุจไฟ

c)

เพราะเกิดลมอัมพฤกษ์ อัมพาต

d)

เพราะเกิดลมหทัยวาตะเกิดในน้ำเลี้ยงหัวใจ

45.

ลมใดมีอาการทรมานดิ้นดุจปลาถูกตี

a)

ตติยาวิโรธ

b)

กาฬสิงคลี

c)

อินทรธนู

d)

กุมภัณฑยักษ์

46.

ลมใดหากไม่รักษาล่วงเลยถึง 3 ปีตาย

a)

ลมบาทาทึบ

b)

ลมตุลาราก

c)

ลมพานไส้

d)

ลมปถวีกำเริบ

47.

ลมใดมีผลให้จักษุลา จักษุมึด จักษุฝ้าและขาว

a)

ลมปถวีกำเริบ

b)

ลมกำเดา

c)

ลมพานไส้

d)

ลมตุลาราก

48.

ลมมีพิษ 6 จำพวกมีการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยว่ายังจะสามารถรักษาคนไข้ได้ไหมด้วยวิธีใด

a)

การล้วงคอ

b)

การจับชีพจร

c)

การตรวจรูทวาร

d)

การตรวจนัยน์ตา

49.

เมื่อจับให้มือเท้าเย็น เป็นลูกกลิ้งอยู่ในท้อง ให้จุกร้องเหมือนสัตว์ตอดสัตว์กัด บางทีปวดแต่แม่เท้าขึ้นมาถึงหัวใจ นิ่งแน่ไปดุจดังพิษงูเห่า คือลักษณะของพิษใด

a)

พุทธยักษ์

b)

ทักขิณโรธ

c)

ตติยาวิโรธ

d)

อัศมุขี

50.

ข้อใดคือลมในกองไข้

a)

ลมพุทธยักษ์ ลมมหาสดมภ์ ลมกุมภัณฑยักษ์

b)

ลมพุทธยักษ์ ลมตติยาวิโรธ ลมมหาสดมภ์

c)

ลมอัศมุขี ลมชิวหาสดมภ์ ลมราทยักษ์

d)

ลมทักขิณโรธ ลมอินทรธนู ลมกุมภัณฑยักษ์

51.

ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของโรคอุจจาระธาตุ

a)

เนื่องจากเป็นไข้ที่มีพิษจัดตกถึงสันนิบาตเรื้อรังจนวิปริตอุจจาระไม่เป็นปกติ

b)

เนื่องจากรับประทานอาหารที่แปลกหรือมากเกินกว่ากำลังธาตุ

c)

เกิดจากธาตุสมุฏฐาน มหาภูตรูป 4 ประชุมกันในกองสมุฏฐานโทษทำให้สมุฏฐานธาตุกำเริบ หย่อน พิการ

d)

เกิดจากพิษโลหิต น้ำเหลืองระคนกัน กระทำให้ขัดอุจจาระเดินไม่ปกติ คูถทวารปิด

52.

สมุฏฐานทั้ง 4 ธาตุใดเป็นที่ตั้งแห่งภูมิโรค

a)

กองสมุฏฐานเตโช

b)

กองสมุฏฐานวาโย

c)

กองสมุฏฐานปถวี

d)

กองสมุฏฐานอาโป

53.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษ 15 ประการของโรคอุจจาระธาตุ

a)

ให้ปวดท้อง ให้แน่นในอกคับใจ

b)

นอนไม่หลับ ให้อาเจียน

c)

ให้มึนมัวจับสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นพิษ ให้ร้อนกระหายน้ำ

d)

ให้วิงเวียน ให้คันไปทั่วร่างกาย

54.

ลักษณะอุจจาระเป็นเมือกมัน เปลวไต หยาบก็มีละเอียดก็มี ซึ่งจะวิปริตต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะอะไร

a)

ลมกุจฉิสยาวาตา มิได้พัดชำระเมือกมันในลำไส้

b)

ลมอุทังคมาวาตา มิได้พัดชำระเมือกมันในลำไส้

c)

ลมโกฏฐาสยาวาตา มิได้พัดชำระเมือกมันในลำไส้

d)

ลมอโธคมาวาตา มิได้พัดชำระเมือกมันในลำไส้

55.

อุจจาระออกมาเป็นสีเขียว ลักษณะดังกล่าวเนื่องด้วยธาตุใดกระทำ

a)

ปถวีธาตุ

b)

วาโยธาตุ

c)

อาโปธาตุ

d)

เตโชธาตุ

56.

อสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ ที่ระคันด้วย มลอชินะ มีกลิ่นอย่างไร

a)

กลิ่นข้าวบูด

b)

กลิ่นซากศพ

c)

กลิ่นหญ้าเน่า

d)

กลิ่นปลาเน่า

57.

อสาทิยะอุจจารคันธารธาตุ ที่เกิดจากปถวีธาตุสมุฏฐานมีอาการอย่างไร

a)

ให้ปากแห้ง คอแห้ง ให้หนักตัว ให้วิงเวียน ให้อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก ให้เหงื่อไหลหยดย้อย

b)

ให้เสียดแทง ให้เจ็บคอ ให้คันจมูก ให้เมื่อยทั่วร่างกาย ให้ตะครั่นตะครอ

c)

ให้อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก ให้เจ็บในอก ให้น้ำลายไหล

d)

ให้เจ็บอก ให้เจ็บในท้อง ให้บวมมือ บวมเท้า บางทีบวมทั่วร่างกาย

58.

อสาทิยะมรณันติกชวร หมายถึงโรคใด

a)

โรคเรื้อรัง เพราะกินยาไม่ถูกกับโรค

b)

โรคบังเกิดเพราะโอปักกะมิกะโรค

c)

โรคเรื้อรังเพราะความชรา

d)

โรคเรื้อรังเพราะทานอาหารไม่ถูกกับธาตุ

59.

น้ำเปลือกมะรุมต้ม ใชเป็นน้ำกระสายยาของยาอะไร

a)

ยาอัศฏาธิวัค

b)

ยาพรหมภักตร์

c)

ยาประสะเจตพังคี

d)

ยามหาพรหมภักตร์

60.

ตรีผลา ตรีกฏุก เป็นส่วนประกอบของยาใด

a)

ยาอัศฏาธิวัค

b)

ยาพรหมภักตร์

c)

ยาประสะเจตพังคี

d)

ยามหาพรหมภักตร์

61.

ให้ยาไม่ถูกกับโรคทำให้โรคหรืออาการทรุดลงไป เรียกว่า

a)

อชินโรค

b)

อชินธาตุ

c)

อชินโทษ

d)

อชินชวร

62.

ตำรับยาใดใช้น้ำโสฬสเบญจกูลเป็นน้ำกระสายยา

a)

ยามหาพรหมภักตร์

b)

ยาพรหมภักตร์

c)

ยามหิทธิมหาพรหมภักตร์

d)

ยาอัศฏาธิวัค

63.

วิวัฒทอชินะ อุจจาระมีกลิ่นดังสิ่งใด

a)

กลิ่นดังหญ้าเน่า

b)

กลิ่นดังข้าวบูด

c)

กลิ่นดังปลาเน่า

d)

กลิ่นดังซากศพเน่าโทรม

64.

ธาตุสมุฏฐานใดทำให้อุจจาระมีกลิ่นดังปลาเน่า

a)

อาโปธาตุ

b)

วาโยธาตุ

c)

เตโชธาตุ

d)

ปถวีธาตุ

65.

ตาพร่า เมื่อยมือเมื่อยเท้า เป็นตะคริว ขัดหัวเข่า เมื่อยหลังสองเกลียวข้างแข็ง สมมุติว่าเป็นฝีเส้น อุจจาระออกมาเป็นสีขาวเป็นอาการของธาตุใด

a)

เตโชธาตุ

b)

วาโยธาตุ

c)

อาโปธาตุ

d)

ปถวีธาตุ

66.

อุจจาระดังมูลแมว มูลไก่ มูลเต่า อุจจาระซึ่งวิปริตต่าง ๆ นั้นเพราะเหตุใด

a)

ลมอุทธังคมาวาตา

b)

ลมโกฏฐาสยาวาตา

c)

ลมอโธคมาวาตา

d)

ลมกุจฉิสยาวาตา

67.

บริโภคอาหารมิได้ ให้อาเจียน เกิดจากโทษอะไร

a)

โทษแห่งสุมนา

b)

โทษแห่งปิงคลา

c)

โทษแห่งอัมพฤกษ์

d)

โทษแห่งปัตฆาต สัณฑฆาต รัตฆาต

68.

กระหายน้ำ กระวนกระวาย เจรจาพร่ำพรู เกิดจากโทษอะไร

a)

โทษแห่งอัมพฤกษ์

b)

โทษแห่งปิงคลา

c)

โทษแห่งสุมนา

d)

โทษแห่งปัตฆาต สัณฑฆาต รัตฆาต

69.

ปวดท้อง เสียวชายโครงและท้องน้อย เกิดจากโทษอะไร

a)

โทษแห่งสุมนา

b)

โทษแห่งปัตฆาต สัณฆาต รัตฆาต

c)

โทษแห่งปิงคลา

d)

โทษแห่งอัมพฤกษ์

70.

นอนไม่หลับ เกิดจากโทษอะไร

a)

โทษแห่งอัมพฤกษ์

b)

โทษแห่งปิงคลา

c)

โทษแห่งสุมนา

d)

โทษแห่งปัตฆาต สัณฑฆาต รัตฆาต

71.

ให้เสมหะเน่า ให้เจ็บท้อง ท้องขึ้น ให้เสียดแทง และเป็นอัมพฤกษ์ก็มี เป็นกระษัย เป็นป้าง อุจจาระสีอะไร

a)

ดำ

b)

แดง

c)

ขาว

d)

เขียว

72.

โรคบังเกิดเป็นโอปักกะมิกโรค เข้าได้กับอสาทิยะสมุฏฐานใด

a)

อสาทิยะมรณันติกชวร

b)

อสาทิยะปัจจุบันชวร

c)

อสาทิยะอชินชวร

d)

อสาทิยะโบราณชวร

73.

ธาตุใดเป็นที่ตั้งแห่งภูมิโรคทั้งหลาย

a)

เตโชธาตุ

b)

อาโปธาตุ

c)

ปถวีธาตุ

d)

วาโยธาตุ

74.

ให้เสียดแทง ให้เจ็บคอ ให้คันจมูก ให้เมื่อยทั่วร่างกาย ให้ตะครั่นตะครอ อุจจาระมีกลิ่นอย่างไร

a)

กลิ่นดังปลาเน่า

b)

กลิ่นดังหญ้าเน่า

c)

กลิ่นดังข้าวบูด

d)

กลิ่นดังซากศพ

75.

ให้อุจจาระปัสสาวะมิสะดวก ให้เจ็บอก ให้น้ำลายไหล อุจจาระมีกลิ่นอย่างไร

a)

กลิ่นดังปลาเน่า

b)

กลิ่นดังข้าวบูด

c)

กลิ่นดังซากศพ

d)

กลิ่นดังหญ้าเน่า

76.

คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา กล่าวถึงเรื่องใด

a)

ทุรวสา 10 ปะระเมหะ 20

b)

ทุรวสา 20 ปะระเมหะ 10

c)

ทุรวสา 12 ปะระเมหะ 20

d)

ทุรวสา 20 ปะระเมหะ 12

77.

สาเหตุการเกิด มุตตะกิต คือข้อใด

a)

แสบองคชาต

b)

กระทบชอบกช้ำ

c)

ขัดสองราวข้างเส้นปัตตะฆาต

d)

โลหิตช้ำ

78.

บุรุษเป็นไข้พิษต่างๆ คือ ว่าด้วยตกต้นไม้ และหกล้ม ถูกตี กระทบกระแทกต่างๆ เป็นโรคอันถึงพิฆาต อำนาจอันทุบถองโบยตี คืออาการของข้อใด

a)

มุตตะฆาต

b)

องคสูตร

c)

สัณฑะฆาต

d)

อุปทม

79.

สาเหตุการเกิด มุตตะฆาต คือข้อใด

a)

แสบของคชาต

b)

กระทบชอกช้ำ

c)

โลหิตช้ำ

d)

โลหิตแห้ง

80.

อาการกระทำให้เจ็บกระบอกตา ให้เมื่อยไปทั่วทั้งตัว เจ็บที่สะดือตลอดไปถึงอัณฑะ ให้คันองคชาต ให้เจ็บแสบร้อน แล้วแตกเป็นน้ำเหลืองไหลซึมไป เป็นอาการของข้อใด

a)

สัณฑะฆาตเกิดเพื่อโลหิตแห้ง

b)

สัณฑะฆาตเกิดเพื่อกาฬ

c)

สัณฑะฆาตเกิดเพื่อปัตตะฆาต

d)

สัณฑะฆาตเกิดเพื่อกล่อนแห้ง

81.

อาการกระทำให้ผิวอัณฑะดำ และบวมมีพิษแสบร้อนมาก อัณฑะฟกข้างหนึ่งมีพิษแสบร้อนมาก เจ็บตาข้างหนึ่ง ปวดศรีษะข้างหนึ่ง เป็นอาการของข้อใด

a)

องคสูตร เกิดในเดือน 5,6,7

b)

องคสูตร เกิดในเดือน 8,9,10

c)

องคสูตร เกิดในเดือน 11,12,1

d)

องคสูตร เกิดในเดือน 2,3,4

82.

ข้อใดเป็นอาการของ มุตตะกิต

a)

ปัสสาวะออกมาเป็นเมือกคล่องๆ ขัดๆ หยดย้อยดจน้ำมูกไหล

b)

ปัสสาวะออกมาแดงขุ่นข้น เป็นหนองช้ำขุ่นข้น

c)

ปัสสาวะออกมาเป็นโลหิตสดๆ แดงดังน้ำฝางต้ม

d)

ปัสสาวะออกมาเป็นสีเหลือง ดังน้ำขมิ้นสด

83.

ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไว้ไม่ถูกต้อง

a)

มุจฉา แปลว่า สลบ,สยบ

b)

มุจฉา แปลว่า หลงลืม,ตัณหา

c)

ปักขันทิกา แปลว่า โรคลงแดง,บิด

d)

ปักขันทิกา แปลว่า มันเหลวชั่ว

84.

ทุราวสา 4 คือปัสสาวะที่มีสีผิดปกติดังข้อใด

a)

สีข้นขุ่นขาว

b)

สีคล้ำดังปลาเน่า

c)

สีแดงดังฝางต้ม

d)

สีแดงดุจชานหมาก

85.

มุตฆาต 4 แสดงลักษณะผิดปกติของปัสสาวะ มีมีลักษณะปัสสาวะดังข้อใด

a)

มีโลหิตช้ำปนออกมา

b)

มีโลหิตจาง ๆ ปนออกมา

c)

เป็นเมือกคล่อง ๆ ขัด ๆ

d)

เป็นหนองจาง ๆ ดังน้ำซาวข้าว

86.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับมุตกิต

a)

มีโลหิตช้ำ ดังน้ำคาวปลา

b)

มีโลหิตจาง ๆ ดุจน้ำชานหมาก

c)

มีหนองจาง ๆ ทำให้ขุ่นดังน้ำซาวข้าว

d)

มีสีแดงดังฝางต้มหรือมีเลือดออก

87.

หญิงมีระดู ปวดหัวหน่าวขัดตะโพก มีระดูขาวขุ่นข้นปนเลือดคล้ำออกมา ขอบทวารเป็นเม็ด มีแผลเปื่อย คันแสบ เหม็นคาว คือโรคใด

a)

มุตฆาต

b)

สันฑฆาต

c)

อุปทม

d)

มุตกิจ

88.

แห้วหมู รากมะตูม เทียนดำ รากเสนียด ใบสะเดา รากอังกาบ ผลเอ็น โกฐสอ เกลือสินเธาว์ ทำผงละลายน้ำอ้อยแดงกิน แก้อาการใด

a)

ปัสสาวะขาวข้น

b)

ปัสสาวะเหลืองดังน้ำขมิ้น

c)

ปัสสาวะแดงหรือมีเลือด

d)

ปัสสาวะดำ

89.

เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต มีอาการสำคัญต่างกัน อยากทราบว่าอาการสำคัญของตรีสันฑฆาตมีอาการดังข้อใด

a)

โลหิตระดูแห้ง ภาวะขาดระดูซึ่งอาจมีสาเหตุจากโลหิตจาง ความผิดปกติของรังไข่และฮอร์โมน

b)

หญิงและชายมีอาการป่วยเช่นเดียวกัน นอกจากภาวะโลหิตจางแล้วยังแสดงถึงการขาดอาหาร

c)

มีกาฬเกิดขึ้นเป็นเม็ดข้าวสารหักตามอวัยวะต่าง ๆ ในหญิงขาดระดูมีก้อนเท่าไข่ไก่ติดกระดูกสันหลังข้างใน ชายเจ็บสะดือ เจ็บไข่ดันทั้ง 2 ข้าง ที่องคชาติมีเม็ดขึ้น

d)

เป็นความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะสืบพันธุ์ของชาย ทำให้ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะผิดปกติ

90.

อัณฑะข้างขวาอักเสบ แดง และแสบร้อนเป็นกำลังมีน้ำเหลืองไหลซึมในรูองคชาต ขัดปัสสาวะให้ขบปวดเสียวแล่นลงไปตามเท้า ทำให้การถ่ายปัสสาวะผิดปกติ จากองคสูตร4 โรคเกิดกับชายในทั้ง 4ฤดู อาการดังกล่าวเกิดจากฤดูใด

a)

วสันตฤดู (เดือน 2-4)

b)

คิมหันตฤดู (เดือน 5-7)

c)

วัสสานะฤดู (เดือน 8-10)

d)

เหมันตฤดู (เดือน 11-1)

91.

เอาขี้วัวสดกับขมิ้นอ้อย สิ่งละเท่า ๆ กัน บดพอกหัวหน่าว 5 วันหายแล ในองคสูตร 4 ใช้แก้ในฤดูไหน

a)

วสันตฤดู

b)

คิมหันตฤดู

c)

วัสสานะฤดู

d)

เหมันตฤดู

92.

ข้อใดไม่ใช่อาการช้ำรั่ว

a)

คลอดบุตร อยู่ไฟไม่ได้ มดลูกเน่า

b)

ส้องเสพเมถุนกับบุรุษเกินประมาณ

c)

เป็นฝีในมดลูก

d)

มีการติดเชื้อของท่อปัสสาวะโดยมิได้เสพเมถุน

93.

สัณฆาต เกิดขึ้นในดี ตับ ปอด และหัวใจ เกิดเพื่ออะไร

a)

เพื่อโลหิตแห้ง

b)

เพื่อปัตคาต

c)

เพื่อกาฬ

d)

เพื่อกล่อนแห้ง

94.

โรคชนิดใด เมื่อบังเกิดขึ้นให้ปวดในรูองคชาต มีปัสสาวะเล็ดออกมา มีปัสสาวะหยดย้อย เจ็บบั้นเอว กินไม่ได้ โรคเกิดเพื่อเสมหะ3ส่วน โลหิต2ส่วน

a)

อุปทม

b)

องคสูตร

c)

ช้ำรั่ว

d)

ไส้ด้วน

95.

องคสูตร ที่เกิดขึ้นในฤดูใด กระทำให้ผิวอัณฑะดำบวม เจ็บตาข้างหนึ่ง ปวดศีรษะข้างหนึ่ง ปัสสาวะเป็นน้ำเหลือง โลหิตเจือออกมา แสบตามช่องปัสสาวะ

a)

คิมหันตฤดู

b)

วสันตฤดู

c)

เหมันตฤดู

d)

สันนิปาตฤดู

96.

ช้ำรั่ว ที่เกิดจากสาเหตุใด ทำให้เจ็บปวดที่มดลูกเป็นกำลัง ขัดเสียวที่หัวเหน่า ปัสสาวะปวดแสบหยดย้อย

a)

เกิดเพราะฝีที่มดลูก

b)

เกิดเพราะสตรีชอบประกอบเมถุนกามสำส่อนเป็นเนืองนิจ

c)

เกิดเพราะเสพเมถุนมาเกินประมาณ

d)

เกิดเพราะสตรีมีโลหิตทุจริตโทษ

97.

ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของไส้ด้วน

a)

เสพเมถุนสำส่อน

b)

เสพเมถุนกับสตรีมีประจำเดือน

c)

เสพเมถุนรุนแรง

d)

เสพเมถุนกับสตรีแพศยา

e)

เสพเมถุนกับสาวพรหมจรรย์

98.

อุปทม ที่เกิดจากสาเหตุใด มักเกิดที่ปลายองค์กำเนิด แล้วลามไปในช่องปัสสาวะ จนบวมแล้วแข็งเข้าเป็นตาย

a)

เสพเมถุน กับสตรีที่ยังไม่มีประจำเดือน

b)

เสพเมถุนกับสตรีแพศยา

c)

เพราะโทษดานและกระษัยกล่อนและกาฬมูตร

d)

เพราะนิ่ว บุรุษกลายเป็นคชราช

99.

ยาแก้น้ำปัสสาวะสีเหลืองดุจน้ำขมิ้น ใช้น้ำกระสายยาใด

a)

น้ำมะนาว

b)

น้ำสุก

c)

น้ำอ้อย

d)

น้ำตาลกรวด

100.

อุปทมที่เกิดตั้งแต่สะดือ ถึงหัวเหน่า ทำให้แสบร้อน ปัสสาวะมิได้ เป็นโรคที่มักเกิดกับบุรุษชนิดใด

a)

นักบวช ภิกษุ

b)

บุรุษที่เสพเมถุนกับหญิงสำส่อน

c)

บุรุษที่เสพเมถุนกับหญิงมีประจำเดือน

d)

บุรุษที่เสพเมถุนกับหญิงแพศยา