NEW
Font size
WorksheetsMID UN4
Total questions: 29
Worksheet time: 15mins
ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงหลักการป้องกันกระแสเกินที่ไม่ถูกต้อง
1 : รีเลย์กระแสเกินเป็นรีเลย์ที่ใช้มากที่สุดในการป้องกัน Phase Faults และ Earth Faults
2 : ปริมาณที่ใช้ตรวจจับ Fault ที่เกิดขึ้นในระบบอาจใช้เป็นค่ากระแส, เวลา หรือทั้งกระแสและเวลา ร่วมกัน
3 :ปริมาณที่ใช้ตรวจจับ Fault ที่เกิดขึ้นในระบบอาจใช้ป็นค่ากระแส, แรงดัน หรือ เวลา ก็ได้
4 : การป้องกันกระแสล้ดวงจร (Short Circuit) จะต้องตั้งค่าใเลย์ตัวที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อนเสมอ
ค่าเวลา Grading Margin ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับรีเลย์ควรมีค่าอยู่ในช่วงใด
1 : 0.1 - 1.0 วินาที
2 : 0.25 - 0.4 วินาที
3 : 1.0 - 3.0 วินาที
4 : 2.0 - 5.0 วินาที
การทำ Discrimination ของรีเลย์ในระบบป้องกันกระแสเกิน สามารถทำได้กี่วิธี อะไรบ้าง
1:2 วิธี คือ โดยใช้กระแส และ เวลา
2 : 2 วิธี คือ โดยใช้กระแส และ มุมเฟส
3 :3 วิธี คือ โดยใช้กระแส , เวลา และ ใช่ทั้งกระแสร่วมกับเวลา
4 :3 วิธี คือ โดยใช้กระแส, เวลา และ มุมเฟส
ลักษณะสมบัติของรีเลย์กระแสเกินแบบ Definite Time Overcurrent Relay คือข้อใด
1 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อดรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเร็วที่สุดเกือบเป็นแบบ
ทันทีทันใด
2: รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากรแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานแบบคงที่ตามค่าที่
ออกแบบไว้
3 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเป็นปฏิภาคผกฝันกับ
ปริมาณกระแสผิดพร่อง
4 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเป็นแบบแปรฝันตาม
ปริมาณกระแสผิดพร่อง
ลักษณะสมบัติของรีเลย์กระแสเกินแบบ Definite Current Overcurrent Relay คือข้อใด
1 :รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส ault มีค่าเท่ากับหรือเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเป็นปฏิภาค
ผกผันกับปริมาณกระแสผิดพร่อง
2 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเท่ากับหรือเกินกว่าค่ากระแสปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเป็นแบบ
แปรฝันตามปริมาณกระแสผิดพร่อง
3 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเท่ากับหรือเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ โดยรีเลย์จะทำงานทันทีไม่ขึ้น
อยู่กับค่ากระแส
4 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเท่กับหรือเกินกว่าค่กระแสที่ปรับตั้งไว้ โดยรีเลย์จะทำงานแบบมีเวลา
หน่วงคงที่ตามค่าที่ปรับตั้งไว้
ลักษณะสมบัติของรีเลย์กระแสกินแบบ Inverse Time Overcurrent Relay คือข้อใด
1 :รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่าอิมแดนซ์ที่ตรวจวัดได้มีค่น้อยกว่าค่าที่ปรับตั้งไว้ โดยรีเลย์จะทำงานทันทีในช่วงเริ่มต้น
และยิ่งทำงานเร็วขึ้นถ้าอิมพีแดนซ์มีค่าน้อย
2: รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ โดยรีเลย์จะทำงานทันทีในช่วงเริ่มต้น
และยิ่งทำงานเร็วขึ้นถ้ากระแสมีค่าน้อย
3 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเป็นแบบแปรผันตาม
ปริมาณกระแสผิดพร่อง
4 : รีเลย์จะทำงาน เมื่อตรวจพบว่ากระแส Fault มีค่าเกินกว่าค่ากระแสที่ปรับตั้งไว้ และมีเวลาทำงานเป็นปฏิภาคผกฝันกับ
ปริมาณกระแสผิดพร่อง
รีเลย์กระแสเกินแบบไม่มีทิศทาง (Non-directional Overcurrent Relay) ใช้วิธีใดในการตรวจจับ Faults
1 : การตรวจวัดระดับ
2 : การเปรียบเทียบมุมเฟส
3 : การเปรียบเทียบความแตกต่างของกระแส
4 : การตรวจจับฮาร์มอนิกส์
Grading Margin ขึ้นอยู่กับแฟกเตอร์ใดต่อไปนี้
1 : เวลา Overshoot ของรีเลย์
2 : ค่าความผิดพลาดของอุปกรณ์
3 : เวลาในการตัดวงจรของ Circuit Breaker
4 : ถูกทุกข้อ
ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ใช่ในการกำหนดค่าเวลา Grading Margin สำหรับการจัดลำดับเวลาการทำงานของรีเลย์กระแสเกิน
1 : เวลาในการตัดวงจรของ Circuit Breaker
2 : เวลาการทำงานเกินเลย (Overshoot Time) ของรีเลย์
3 : ค่าเวลาเผื่อ ( Allowance ) สำหรับความผิดพลาด
4 : ช่วงเวลาคงอยู่ของกระแสล้ดวงจร
ความหมายของ "กระแสเกิน (Overcurrent)" ในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง มีกี่ลักษณะ อะไรบ้าง
1: มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Inrush Current
2: มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Interrupting Current
3: มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Over Load
4: มี 3 ลักษณะ คือ Short Circuits , Over Load และ Transient
เงื่อนไขการทำงานของ Directional Overcurrent Relay คือข้อใด
1 : เมื่อกระแสที่รีเลย์มองเห็น มากกว่าหรือเท่ากับค่ากระแสปรับตั้ง รีเลย์จะทำงาน
2 : เมื่อกระแสที่รีเลย์มองเห็น มากกว่าหรือเท่ากับค่ากระแสปรับตั้ง และมีทิศทางถูกต้อง รีเลย์จะทำงาน
3 : เมื่อกระแสรีเลย์มองเห็น มากกว่าหรือเท่ากับค่ากระแสปรับตั้ง และมีทิศทางตงกันข้าม รีเลย์จะทำงาน
4 : เมื่อกระแสรีเลย์มองเห็น น้อยกว่าหรือเท่ากับค่ากระแสปรับตั้ง และมีทิศทางถูกต้อง รีเลย์จะทำงาน
Phase Directional Overcurrent Relay และ Ground Directional Overcurrent Relay ตามมาตรฐาน IEEE C37.2 (ANSI
Device Numbers) หมายถึงรีเลย์เบอร์ใด ตามลำดับ
1 : 67 และ 67N
2 :51 และ 51N
3 : 50 และ 50N
4 :32 และ 32N
ข้อที่ 84 :
Phase Directional Overcurrent Relay แบบ Electromechanical สามารถต่อใช้งานแบบใดได้บ้าง
1 : 30 degree Connection
2 : 60 degree Connection
3 : 90 degree Connection
4 : ถูกทุกข้อ
Directional Overcurrent Relay สามารถใช้ปริมาณใดเป็น Polarizing Quantity ได้บ้าง
1 : ใช้แรงดันไฟฟ้า
2 : ใช้กระแสไฟฟ้า
3 : ใช้ได้ทั้งแรงดัน หรือ กระแส ไฟฟ้ แล้วแต่กรณีของการป้องกัน
4 : ใช้ความถี่ทางไฟฟ้า
Directional Overcurrent Relay ใช้ปริมาณใดเป็น Operating Quantity
1: ใช้แรงดันไฟฟ้า
2 : ใช้กระแสไฟฟ้า
3: ใช้ได้ทั้งแรงดัน และ กระแส ไฟฟ้า แล้วแต่กรณีของการป้องกัน
4 : ใช้ความถี่ทางไฟฟ้า
Phase Directional Overcurrent Relay (67) สำหรับการป้องกัน Phase Faults ต้องใช้ปริมาณใดเป็น Polarizing Quantity
1 : ใช้แรงดันไฟฟ้าได้อย่างเดียว
2 : ใช้กระแสไฟฟ้าได้อย่างเดียว
3: ใช้ได้ทั้งแรงดัน และ กระแส ไฟฟ้า แล้วแต่กรณีของการป้องกัน
4 : ใช้ความถี่ทางไฟฟ้าได้อย่างเดียว ใช้ความถี่ทางไฟฟ้าได้อย่างเดียว
Polarizing Quantity ของรีเลย์กระแสเกินแบบรู้ทิศทาง (Directional Overcurrent Relays) หมายถึงข้อใด
1:เป็นปมาณอ้างอิงสำหรับใช้เปรียบเทียบขนาดและทิศทางของกระแสเกิน เพื่อใหรีเลย์ทำงาน
2 : เป็นปริมาณางอิงสำหรับใช้เปรียบเทียบขนาดของกระแสเกิน เพื่อใหรีเลย์ทำงาน
3 : เป็นปริมาณอ้างอิงสำหรับใช้เปรียบเทียบทิศทางของกระแสเกิน เพื่อใหรีเลย์ทำงาน
4 : เป็นปริมาณกระแสเปรียบเทียบกับคำกระแสปรับตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อใหรีเลย์ทำงาน
ในระบบไฟฟ้าแบบ 3 เฟส 3 สาย การป้องกัน Earth Fault Protection ด้วยวิธี "Residual Connected"จะต้องใช้หม้อแปลงทด
กระแส (CT) ทั้งหมดกี่ตัว
1: ใช้ CT เพียงตัวเดียว
2 : ใช้ CT ทั้งหมด 2 ตัว
3 : ใช้ CT ทั้งหมด 3 ตัว
4 : ใช้ CT ทั้งหมด 4 ตัว
การป้องกัน Earth Fault Protection ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 เฟส ที่มีการต่อลงดิน ด้วยวิธี Ground Return จะต้องใช้
หม้อแปลงทดกระแส (CT) ทั้งหมดกี่ตัว
1 : ใช้ CT ทั้งหมด 4 ตัว
2 : ใช้ CT ทั้งหมด 3 ตัว
3 : ใช้ CT ทั้งหมด 2 ตัว
4 : ใช้ CT เพียงตัวเดียว
การป้องกันกระแสเกินแบบ High Setting Instantaneous Overcurrent ต้องใช้รีเลย์ Device Number ใด
1 :50
2 :51
3 : 32
4 : 67
รีเลย์ป้องกันความผิดพร่องลงดินแบบ Dual Polarizing Earth-Fault Relay ไม่ได้มีไว้ เพื่อแก้ปัญหาใด
1 : ค่าแรงดันเศษเหลือ (Residual Voltage) ต่ำเกินไป
2 : ค่ามุม Phase Shift มากเกินไป
3 : ค่ากระแส Residual Current ต่ำเกินไป
4 : ค่า Residual Voltage และ Residual Current ต่ำเกินไป
อุปกรณ์ใดต่อไปนี้ ไม่จำเป็นต้องมีการป้องกันด้วย Directional Overcurrent Relay
1 : Induction Motor
2 : Ring Main
3 : Parallel Source without Transformer
4 : Parallel Source with Transformer
การทำ Discrimination ของระบบป้องกันกระแสเกิน หมายถึงข้อใด
1: เป็นการปรับตั้งใรีเลย์ในระบบที่มีหลาย! ตัวทำงานแยกเปืนกลุ่ม โดยใรีเลย์ชนิดเดียวกันทำงานพร้อมกัน
2 : เป็นการจัดลำดับการป้องกัน โดยเลย์ที่อยู่ใกล้แหล่งจ่ายทำงานก่อน แลเลย์ที่อยู่ไกลออกไปให้ทำหน้าที่เป็นตัว
3 : เป็นการปรับตั้งใหรีเลย์ในระบบที่มีหลายๆ ตัวทำงานประสานกัน โดยใหเลย์ที่อยู่ไกลจากแหล่งจ่ายมากที่สุดทำงาน
ก่อน และรีเลย์ที่อยู่ในตำแหน่งใกล้แหล่งจ่ายทำงานเป็นลำดับถัดมาโดยไม่ต้องคำนึงถึงค่าส่วนด่างเวลา (Grading Margin)
4 : เป็นการจัดลำดับการป้องกัน โดยให้รีเลย์หลัก (Primary Relay) ที่อยู่ใกล้จุดที่เกิดล้ดวงจรทำงานก่อน และเลย์สำรอง
(Back Up Relay) ที่อยู่ห่างออกไปมีค่าส่วนต่างเวลาการทำงาน (Grading Margin) นานเพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่ารีเลย์
สำรองจะมีความมั่นคง (Secure)
Backup
ลักษณะสมบัติของรีเลย์กระแสเกินแบบใด ที่นิยมใช้งานในปัจจุบัน
1 : Definite Time Overcurrent Characteristics
2 : Definite Current Overcurrent Characteristics
3 : Inverse Time Overcurrent Characteristics
4 : Inverse Definite Minimum Time Overcurrent Characteristics
Phase Directional Overcurrent Relay ต่อแบบ 90 degree Connection เมื่อพิจารณาเฉพาะรีเลย์ที่เฟส A ปริมาณใดเป็น
Operating และปริมาณใดเป็น Polarizing ตามลำดับ
1 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และแรงดันระหว่างเฟส B-C เป็น Polarizing
2 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และผลรวมของเวคเตอร์แรงดันระหว่างเฟส B-C กับเฟส A-C เป็น Polarizing
3 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และแรงดันระหว่างเฟส A-B เป็น Polarizing
4 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และผลรวมของเวคเตอร์แรงดันระหว่างเฟส A-B กับเฟส A-C เป็น Polarizing
Phase Directional Overcurrent Relay ต่อแบบ 60 degree Connection เมื่อพิจารณาเฉพาะรีเลย์ที่เฟส A ปริมาณใดเป็น
Operating และปริมาณใดเป็น Polarizing ตามลำดับ
1 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และแรงดันระหว่างเฟส B-C เป็น Polarizing
2 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และผลรวมของเวคเตอร์แรงดันระหว่างเฟส B-C กับเฟส A-C เป็น Polarizing
3 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และแรงดันระหว่างเฟส A-B เป็น Polarizing
4 : ใช้กระแสเฟส A เป็น Operating และผลรวมของเวคเตอร์แรงดันระหว่างเฟส A-B กับเฟส A-C เป็น Polarizing
Phase Directional Overcurrent Relay ชนิด Electromechanical ด่อแบบ 90 degree Connection - 45 degree MTA ค่ามุมระหว่าง Operating Quantity กับ Polarizing Quantity ที่ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดมีค่าเป็นเท่าใด
1 : แรงบิดสูงสุดจะเกิดขึ้นที่มุม 30 องศา
2 : แรงบิดสูงสุดจะเกิดขึ้นที่มุม 90 องศา
3 : แรงบิดสูงสุดจะเกิดขึ้นที่มุม 45 องศา
4 : แรงบิดสูงสุดจะเกิดขึ้นที่มุม 60 องศา
การป้องกน Earth Fault Protection ในระบบไฟฟ้า 3 เฟส ดวยวิธิ Residual Connected จะต้องต่อหม้อแปลงทดกระแส (CT) ้ แบบใด
1 : CT ตอแบบ Wye ่
2 : CT ตอแบบ Delta ่
3 : CT ตอแบบ Open Delta ่ 4
: ไม่มีข้อถูก
การนำ Residual Current มาใช้เป็น Polarizing Signal เพื่อตรวจจับ Ground Faults แบบมีทิศทาง จะต้องทำอย่างไร
1 : นำสัญญาณกระแส ซึ่งได้จาก CT ที่ต่ออยู่ ณ จุด Neutral ของอุปกรณ์ มาเป็น Polarizing Signal
2: นำสัญญาณกระแส ซึ่งได้จาก CT ทั้ง 3 เฟส ที่ขดลวดด้าน Secondary ต่อขนานกัน มาเป็น Polarizing Signal
3 : นำสัญญาณแรงดัน ซึ่งได้จาก VTต่อแบบ Y ผ่านความต้านทาน มาเป็น Polarizing Signal
4 : นำสัญญาณกระแส ซึ่งได้จาก CT แบบ window คล้องผ่านสายไฟทั้ง 3 เฟส มาเป็น Polarizing Signal
