NEW
Font size
S
M
L
XL
Worksheetsคัมภีร์ทิพย์มาลา
Total questions: 20
Worksheet time: 20mins
Name
Class
Date
1.
คัมภีร์ทิพย์มาลา กล่าวถึงอะไร
a)
สาเหตุและการปฏิบัติตัวที่มีผลต่อการเกิดโรคฝี ลักษณะอาการของฝีที่จำแนกตามแหล่งที่เกิดฝี
b)
ลักษณะฝี (วัณโรค) ลักษณะวัณโรคอันพึงเกิดภายใน
c)
ลักษณะและประเภทต่างๆ ของฝี
d)
โรคเรื้อนต่างๆ และสาเหตุการเกิดโรคเรื้อน
2.
มีอาการให้เจ็บในทรวงอกที่ตั้งแห่งหัวใจ ตลอดไปตามสันหลัง ให้ผอมเหลือง ให้อาเจียนเป็นโลหิต ไอเหม็นคาวคอ บริโภคอาหารไม่ ได้ นอนไม่หลับ
a)
ฝีปลวก
b)
ฝีวัณโรค
c)
กุตะณะราย
d)
มานทรวง
3.
แรกเป็นอาการให้แน่นในทรวงอกกลางคืน กระทำพิษให้จับไข้ สะท้านร้อนสะท้านหนาวไปทั้งตัว บริโภคอาหาร ไม่ได้ นอนไม่หลับ
a)
ฝีปลวก
b)
ฝีวัณโรค
c)
กุตะณะราย
d)
มานทรวง
4.
แรกเป็น มีอาการให้ยอกเสียด หายใจขัดในทรวงอก เจ็บหน้าอก ทั้งกลางวัน และกลางคืน ไอเป็นเสมหะเหนียว ซูบผอม ให้แน่นหน้าอกเป็นกำลัง
a)
ฝีปลวก
b)
ฝีวัณโรค
c)
กุตะณะราย
d)
มานทรวง
5.
แรกเป็นมีอาการให้เจ็บหน้าอกตลอดสันหลัง ให้ปวดขบเป็นกำลัง ปวดเมื่อยไปทุกข้อทุกกระดูก ให้วิงเวียน บางทีทำให้ขัดอุจจาระ และปัสสาวะ ให้ท้องขึ้นไม่รู้วาย ให้ยอกจุกเสียดยอดอก ซูบผอม บริโภคอาหารไม่มีรส ให้ตาแข็งนอนไม่หลับ ให้ปวดกลางคืนมากกว่ากลางวัน มีพิษต่างๆ
a)
ฝียอดคว่ำ
b)
ฝีธนูธรวาต
c)
ฝีรากชอน
d)
มานทรวง
6.
เมื่อแรกเป็นมีอาการให้ปวดอยู่ท้องน้อยลงไปถึงทวารหนัก ให้ปวด ไปถึงหน้าตะโพก ให้เจ็บเป็นบางเวลา เป็นไข้ สะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้ปวดแต่กลางคืน กลางวันปวดเล็กน้อย กระทำพิษต่างๆ
a)
ฝียอดคว่ำ
b)
มะเร็งทรวง
c)
ฝีรากชอน
d)
รวงผึ้ง
7.
เมื่อจะบังเกิด กระทำให้เป็นมูกเลือดหลายครั้งหลายหน ดุจเป็นบิด แล้วก็หายไป อยู่ๆ ก็กลับเป็นมาอีก ให้ปวดขบ ยอกเสียด จุกแดก แน่นหน้าอกเป็นกำลัง ให้ยอกตลอดสันหลัง ให้วิงเวียน ให้ไอ ให้หอบ หิวหาแรงมิได้ ซูบผอม มักให้ครั่นตัว ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก
a)
ฝีธนูทวน
b)
มะเร็งทรวง
c)
ฝีธรสูตร
d)
รวงผึ้ง
8.
เมื่อจะบังเกิดทำให้เจ็บปวดสันหลัง ให้เมื่อย ให้จุกแดกเป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร ให้ซูบผอม บริโภคอาหารมิได้
a)
ฝีธนูทวน
b)
มะเร็งทรวง
c)
ฝีธรสูตร
d)
รวงผึ้ง
9.
เมื่อบังเกิดทำให้ฟกบวมตามเส้นสัณฑะฆาต ให้ตึงท้อง ตลอดสันหลังให้สันหลังแข็ง ลุกนั่งไม่ได้ ให้ยอกเสียดเป็นกำลัง ให้ระบมไปทั่วทั้งท้อง ให้ท้องบวม ใหญ่ขึ้น
a)
ฝีธนูทวน
b)
มะเร็งทรวง
c)
ฝีธรสูตร
d)
ฝีสุวรรณเศียร
10.
เมื่อจะบังเกิดแต่สมองกระดูกพิการ ตั้งขึ้นดุจจอกหูหนู มีสีเหลือง มีรากหยั่งถึงหัวใจ มีอาการทำให้เมื่อยต้นคอ ให้เจ็บถึงกระหม่อม ให้จักษุมืด ให้โสตประสาทตึง ให้ปวดศีรษะดังจะแตก ให้เจ็บทุกเส้นขน ให้ร้อนในกระหม่อม และกระบอกจักษุ และช่องโสตประสาท ถ้าตั้งหนองขึ้นแล้ว กระทำพิษให้กลุ้มดวงหทัย ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้คลั่งไม่ได้สติสมปฤดี เมื่อหนองจะแตกนั้น บางทีออกมาทางจักษุ ทั้งสอง บางทีออกทางช่องโสตทั้งสอง ุถ้าออกมาทางช่องอันใด ช่องอันนั้นก็พิการ
a)
ฝีธนูทวน
b)
มะเร็งทรวง
c)
ฝีธรสูตร
d)
ฝีสุวรรณเศียร
11.
บังเกิดใต้ต้นลิ้น มีสัณฐานดังดวงพระจันทร์ ต่ออ้าปากออกถึงเห็นครึ่งหนึ่ง ลับเข้าอยู่ในลำคอไม่เห็นครึ่งหนึ่งทำให้ฟกบวมในลำคอเป็นกำลัง บริโภคข้าวน้ำมักให้สำลักขึ้นไปในนาสิก (จมูก) ทุกที ถ้าแก่ขึ้นให้แดงดังผล อุทุมพรสุก ให้มีพิษเจ็บยิ่งนัก จับสะบัดร้อนสะท้าน หนาว เจรจาไม่ค่อยจะได้ มีหนอง และน้ำเหลือง เท่ากัน เป็นอติสัยโรค
a)
ฝีราหูกลืนจันทร์
b)
ฝีทันตะกุฏฐัง
c)
ฝีครีบกรด
d)
ฝีฟองสมุทร
12.
บังเกิดเพื่อ (เพราะ) วาโยโลหิตระคนกัน ขึ้นในคอ ต้นขากรรไกร แรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย ถ้าขึ้นขวาตัวผู้ ขึ้นซ้ายตัวเมีย กระทำให้เจ็บในลำคอเป็นกำลัง จะกลืนข้าวกลืนน้ำไม่ได้ ให้เจ็บปวดดังจะขาดใจตาย ถ้ายาถูกก็เคลื่อนหายไป ถ้ายาไม่ถูกก็จำเริญขึ้นเป็นหนอง ทำพิษให้สะบัดร้อนสะท้านหนาวดุจไข้จับ ให้เซื่อมมัว ให้ร้อนศีรษะตลอดปลายเท้า แต่ไม่เหมือนไข้ หรือสันนิบาต ให้ทุรนทุรายไป จนกว่าหนองจะแตก วัณโรคนี้ เป็นยาปะยะโรค ( รักษาได้ไม่ตาย)
a)
ฝีราหูกลืนจันทร์
b)
ฝีทันตะกุฏฐัง
c)
ฝีครีบกรด
d)
ฝีฟองสมุทร
13.
บังเกิดตามครีบชิวหา เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียว และเมล็ดงา แข็งขึ้นมาเหมือนหัวหูด แล้วเจริญขึ้นมีสีแดงดังชาดจิ้ม อาการทำให้ลิ้นกระด้าง ให้เจ็บๆ คันๆ และเร่งเกลื่อนเสียแต่ยังอ่อน อย่าปล่อยไว้ให้ยอดแตกออกมาได้ ถ้าเจริญแก่เข้าแล้ว ก็แตกออกเปื่อยลาม เป็นขุมๆ มีประเภทเหมือนวงสะท้อน ลามไปในชิวหาพื้นบน และล่าง บางทีบวมทะลุลงไปใต้คาง เป็นหนอง และโลหิตไหลมิได้ขาด เหม็นเหมือน ซากศพ ถ้าใครเป็นถือว่าเป็นกรรม
a)
ฝีอัคนีสันทวาต
b)
ฝีอุรัคคะวาต
c)
ฝีครีบกรด
d)
ฝีฟองสมุทร
14.
เกิดขึ้นตามกระดูกสันหลังข้างใน บางทีขึ้นตรงกระดูก บางทีขึ้นระหว่างกระดูก ตั้งแต่เบื้องบนถึงที่สุดแห่งกระดูกสันหลัง ข้างในเบื้องต่ำ เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น เหตุด้วยลมสุนทรวาตพัดเตโชธาตุ และอาโปธาตุ มิได้เสมอตามปกติ จึงบังเกิดวิทราธิโรคขึ้น ให้จำเริญไปถึงวรรณะ มีประเภทกระทำพิษต่างๆ บางทีให้จุกเสียด บางทีให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ บางทีให้ลงดุจเป็นบิด มีเสมหะ โลหิตระคนกัน ให้ปวดมวนเป็นกำลัง เป็น อย่างนี้ 2-3 ครั้ง แล้วก็หายไป ให้เจ็บในอก และชายสะบัก จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้นอนไม่หลับ บริโภคอาหารไม่ได้ ให้ตาแดงเป็นสายโลหิต บางทีให้บวมตั้งแต่ไหล่ถีงเอว ให้ร้อนเป็นกำลัง ให้เจ็บ ทุกข้อทุกกระดูกสันหลังข้างนอก รู้ไม่ถึง ย่อมเสียเป็นอันมาก ให้รักษาแต่ยังอ่อน
a)
ฝีอัคนีสันทวาต
b)
ฝีอุรัคคะวาต
c)
ฝีครีบกรด
d)
ฝีฟองสมุทร
15.
บังเกิดจากต้นขั้วกระเพาะปัสสาวะข้างใน เพราะแม่ซางขึ้นประจำอยู่ในกระเพาะเบา แพทย์รักษาไม่หายสนิทตั้งแต่ยังเป็นกุมาร เมื่อเจริญเติบโตขึ้นวาโยพัดขับปัสสาวะไม่สะดวก จึงตั้งเป็นยอดขึ้น บางทีเป็นด้วยล้มกระทบฟกช้ำ และบวมขึ้น วัณโรคจึงบังเกิดขึ้น วัณโรคนี้เกิดแต่กองปถวี และวาโยระคนกัน มีประเภทการกระทำนั้น ต่างกัน
a)
ฝีอัคนีสันทวาต
b)
ฝีอุรัคคะวาต
c)
ฝีดาวดาษฟ้า
d)
ฝีฟองสมุทร
16.
คือน้ำลาย น้ำเสมหะ น้ำโลหิตทั้ง 3 พิการ ระคนกัน เข้าจึงบังเกิดเป็นเม็ดยอดขึ้นภายในทั่วไป ทั้งตับ ปอด หัวใจ ไส้น้อย ไส้ใหญ่ทั้งปวง และวัณโรคอันนี้ เกิดเป็นอุปปาติกะ บังเกิดด้วยอาโปธาตุ จะตั้งขึ้นที่ใด ก็ให้เจ็บที่นั่น ดุจไม้ยอกหอกปัก ถ้ามิฉะนั้นดุจตะขาบ แมลงป่องขบกัด และจะให้ฟกบวมขึ้นมาภายนอกนั้นหามิได้ มีอาการให้จับเซื่อมมัว สะบัดร้อนสะบัดหนาว ผอมเหลือง ถ้านานเข้าจะให้จุกแน่นหน้าอก ให้อาเจียนน้ำลายเหนียว หอบ สะอึกให้บวมเท้า ให้ลงเป็นหนอง และโลหิตเน่าให้ปวดบวม เป็นกำลัง รักษายากนัก
a)
ฝีอัคนีสันทวาต
b)
ฝีอุรัคคะวาต
c)
ฝีดาวดาษฟ้า
d)
ฝีฟองสมุทร
17.
เมื่อบังเกิดทำให้ฟกบวมตามเส้นสัณฑะฆาต กล่าวถึง
a)
ฝีธนูธรวาต
b)
ฝีธนูธรทวน
c)
ฝีธนูทวน
d)
ฝีธนูวาต
18.
บังเกิดในกราม ถ้าบังเกิดขึ้นกรามซ้าย
a)
ฝีทันตะมุนลัง
b)
ฝีทันตุกุฏฐัง
c)
ฝีทันตะมูลา
d)
ฝีทันตุวาต
19.
บังเกิดในกราม ถ้าบังเกิดขึ้นกรามขวา
a)
ฝีทันตะมุนลัง
b)
ฝีทันตุกุฏฐัง
c)
ฝีทันตะมูลา
d)
ฝีทันตุวาต
20.
แรกเป็นมีอาการให้บวมเป็นลำขึ้นไปตามเกลียวปัตคาด
a)
ฝีรากแก้ว
b)
ฝีมะเร็งทรวง
c)
ฝีรากชอน
d)
ฝีธรสูตร
Reset
