wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

โครงสร้างพืช

Total questions: 60

Worksheet time: 1hrs 18mins

Name
Class
Date
1.

จุด light compensation point ตรงกับข้อใด

a)

การสังเคราะห์แสง = การหายใจ

b)

การสังเคราะห์แสง > การหายใจ

c)

การสังเคราะห์แสง < การหายใจ

d)

การสังเคราะห์แสงติดลบ

การหายใจมากขึ้น

2.

ข้อใดคือโครงสร้างภายในลำต้นใบเลี้ยงคู่

a)
b)
c)
d)
3.

จากภาพคือลำต้นประเภทใด

a)

Rhizome

b)

Tuber

c)

Corm

d)

Bulb

4.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับใบที่เปลี่ยนรูปร่างไปทำหน้าที่ขยายพันธุ์

a)
b)
c)
d)
5.

ข้อใดคือ รากสะสมอาหาร

a)
b)
c)
d)
6.

ข้อใดจัดเป็น ผลกลุ่ม

a)

น้อยหน่า

b)

ขนุน

c)

สับปะรด

d)

ทุเรียน

7.

เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวที่ผนังเซลล์มีสารซูเบอรินมาพอก สามารถพบได้ในเนื้อเยื่อใด

a)

Epidermis

b)

Endodermis

c)

Vascular bundle

d)

Pith

8.

อาหารที่พืชสร้างขึ้นมักนำไปสะสมที่เซลล์ชนิดใด

a)

Sclerid

b)

Sieve tube

c)

Parenchyma

d)

Spongy cell

9.

ผลสาลี่และฝรั่งพบเนื้อเยื่อชนิดใดมากที่สุด

a)

Sclerid

b)

Parenchyma

c)

Collenchyma

d)

Chlorenchyma

10.

ต้นสักลำเลียงน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงทางเซลล์ใดของเนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร

a)

Sieve tube

b)

Phloem fiber

c)

Companion cell

d)

Phloem parenchyma

11.

ข้อใดแตกต่างจากข้ออื่นที่สุด

a)

generative nucleus

b)

antipodal

c)

synergid

d)

polar nuclei

12.

ข้อใดเป็นเนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวทั้งหมด

a)

Xylem - Phloem

b)

Tracheid – Vessel

c)

Parenchyma - Collenchyma

d)

Sieve tube member - Vessel

13.

เซลล์ใดต่อไปนี้เป็นเซลล์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่แต่ไม่มีนิวเคลียส

a)

Tracheid

b)

Parenchyma

c)

Vessel member

d)

Sieve tube member

14.

การที่ต้นสักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากขึ้น คือการเจริญแบบปฐมภูมิ (primary growth)

a)

ถูก

b)

ผิด

15.

ข้อใดคือลักษณะสำคัญของเนื้อเยื่อพาเรงคิมา

a)

มีช่องว่างระหว่างเซลล์

b)

ผนังหนาไม่สม่ำเสมอ

c)

มีซูเบอรินมาเคลือบ

d)

ยาวเรียว หัวท้ายแหลม

16.

บริเวณใดของรากที่จะพบเซลล์ขนราก

a)

Root cap

b)

Region of cell division

c)

Region of cell elongation

d)

Region of cell differentiation and maturation

17.

ชั้นในสุดของ cortex คือชั้นอะไร

a)

Epidermis

b)

Endodermis

c)

Pericycle

d)

Xylem

18.

ข้อใดไม่ใช่รากสะสมอาหาร

a)

มันเทศ

b)

แครอท

c)

มันแกว

d)

มันฝรั่ง

19.

รากพืชเคลื่อนที่เข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก ตรงกับข้อใด

a)

hydrotropism

b)

geotropism

c)

phototropism

d)

chemotropism

20.

ผนังเซลล์ทุติยภูมิ (secondary cell wall) "ไม่พบ" ในเซลล์ชนิดใด

a)

เทรคีด
(tracheid)

b)

ไฟเบอร์

(fiber)

c)

เวสเซล เมมเบอร์
(vessel member)

d)

ซีฟทิวบ์เมมเบอร์
(parenchyma)

21.

จากภาพคือโครงสร้างใด

a)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

b)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่

d)

รากพืชใบเลี้ยงคู่

22.

จากภาพคือโครงสร้างใด

a)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

b)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่

d)

รากพืชใบเลี้ยงคู่

23.

ช่วงอุณหภูมิที่การสังเคราะห์ด้วยแสงมากกว่าการหายใจ เหมาะแก่การเจริญของพืช ตรงกับข้อใด

a)

-10-0 องศาเซลเซียส

b)

0-45 องศาเซลเซียส

c)

45 องศาเซลเซียส

d)

50-60 องศาเซลเซียส

24.

จากภาพโครงสร้างใบตัดตามขวาง การสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นมากที่สุดที่เนื้อเยื่อหมายเลขใด

a)

1

b)

2

c)

3

d)

4

25.

จากภาพโครงสร้างใบตัดตามขวาง เซลล์ที่ควบคุมการคายน้ำและการแลกเปลี่ยนแก๊สคือหมายเลขใด

a)

6

b)

7

c)

8

d)

9

26.

จากภาพโครงสร้างใบตัดตามขวาง พืชชนิดนี้เป็นพืชที่เจริญเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด

a)

พืชบก

b)

พืชที่มีใบปริ่มน้ำ

c)

พืชใต้น้ำ

d)

พบได้ในทุกสภาพแวดล้อม

27.

เนื้อเยื่อใด "ไม่พบ" ในรากพืชใบเลี้ยงคู่ ในระยะที่มีการเติบโตปฐมภูมิ

a)

เพริไซเคิล

b)

คอร์เทกซ์

c)

วาสคิวลาร์แคมเบียม

d)

พิธ

28.

จากภาพ ต้นไม้ต้นนี้อายุประมาณกี่ปี

a)

8

b)

16

c)

32

d)

64

29.

ในลำต้นที่มีการเติบโตทุติยภูมิ การลำเลียงน้ำ เกิดขึ้นที่ส่วนใด

a)

เปลือกไม้

b)

กระพี้ไม้

c)

แก่นไม้

d)

เนื้อไม้ทั้งหมด

30.

เซลล์คุมเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ใด

a)

stoma

b)

parenchyma

c)

cutin 

d)

epidermis

31.

บริเวรใดราก ดูดน้ำได้ดีที่สุด

a)

Root cap

b)

Region of cell division

c)

Region of cell elongation

d)

Region of cell differentiation and maturation

32.

lateral root เกิดมาจาก

a)

vascular bundle

b)

vascular cambium

c)

pericycle

d)

epidermis

33.

ส่วนใดของราก ที่มีอุปสรรคมากในการลำเลียงน้ำ

a)

epidermis

b)

cortex

c)

pericycle

d)

endodermis

34.

ชั้น C คือชั้นใด และพบเนื้อเยื่อใดตามลำดับ

a)

cortex , collenchyma

b)

vascular bundle , parenchyma

c)

cortex , parenchyma

d)

vascular bundle , collenchyma

35.

เนื้อเยื่อเจริญชนิดใดพบเฉพาะในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเท่านั้น

a)

เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ

b)

เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย

c)

เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง

d)

เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายและเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง

36.

พืชในข้อใดจะไม่มีการเจริญเติบโตขยายขนาดออกทางด้านข้าง

a)

ข้าวฟ่าง

b)

มะพร้าว

c)

ป่านศรนารายณ์

d)

จันทร์ผา

37.

สารชนิดใดที่สะสมอยู่ที่ผนังเซลล์ทุติยภูมิแล้วช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผนังเซลล์

a)

ซูเบอริน

b)

ลิกนิน

c)

คิวทิน

d)

เฮมิเซลลูโลส

38.

เซลล์ชนิดใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่พิเศษอื่นๆเช่น สังเคราะห์ด้วยแสง สะสมอาหาร สะสมอากาศ

a)

เซลล์พาเรงคิมา

b)

เซลล์เอพิเดอร์มิส

c)

เซลล์คอลเลงคิมา

d)

เซลล์สเคลอเรงคิมา

39.

ในวัฏจักรคัลวินของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น CO2 ทำปฏิกิริยากับสารใด

a)

ribulose bisphosphate

b)

Phosphoglycerric acid

c)

phosphoglyceraldehyde

d)

Hydrogen

40.

Light reaction ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น พลังงานแสงจะถูกเก็บไว้ในสารใด

a)

ATP

b)

NADPH

c)

โมเลกุลของกลูโคส

d)

ATP และ NADPH

41.

สารประกอบอินทรีย์ที่เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ตรงกับข้อใด

a)

PGA

b)

RuBP

c)

RuBP และ CO2

d)

RuBP และ PGA

42.

จากกลไกสังเคราะห์ด้วยแสง สารที่สร้างขึ้นในปฏิกิริยาใช้แสงและจะถูกนำไปใช้ต่อในปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ได้แก่

a)

ATP และ NADPH + H+

b)

ATP และ NADP

c)

ADP และ NADPH + H+

d)

ADP และ NADP

43.

เซลล์ชนิดใดของใบทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสงได้ดีที่สุด

a)

spongy cell

b)

Palisade cells

c)

guard cells

d)

Epidermis

44.

สารชนิดแรกที่นับว่าเป็นผลลัพธ์ของการสังเคราะห์ด้วย

แสงของพืช คือ

a)

ATP และ NADPH + H+

b)

กลูโคส

c)

PGA

d)

G3P

45.

เมื่อ RuBP รับ CO2 เข้ามาในวัฏจักร สารอินทรีย์ตัว

แรกที่เกิดขึ้นคือ

a)

3-phosfhoglyceric acid (PGA)

b)

glyceraldehydes – 3 – phosphate (G3P)

c)

ribulose – 1 , 5 – bisphosphate (RuBP)

d)

phosphoglycolate (PG)

46.

พืชที่มีการตึง CO2 ถึง 2 ครั้ง ที่mesophyll cell และ bundle sheath cell คือข้อใด

a)

พืช C3

b)

พืช C4

c)

พืช CAM

47.

เอนไซม์ที่ใช้ตึง CO2 ของพืช C4 คือข้อใด

a)

pep carboxylase,pep

b)

pep carboxylase,rubisco

c)

rubisco

d)

rubisco,rubisco

48.

สารเสถียรชนิดแรกของพืช C4 และพืช CAMคือข้อใด

a)

PGA

b)

OAA

c)

PGAL

d)

RuBP

49.

พืชชนิดใดมีการตรึง CO2 ในเวลากลางคืน

a)

พืช C3

b)

พืช C4

c)

พืช CAM

50.

เมื่อเราตัดลายยอดของต้นไม้ออก จะพบว่าตาที่อยู่ด้านข้างจะแตกกิ่งมากมายจนเป็นพุ่มน่าจะเกี่ยวกับฮอร์โมนพืชชนิดใด

a)

ออกซิน

b)

เอธิลิน

c)

ไซโตไคนิน

d)

จิเบอเรลลิน

51.

ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ถูกต้อง

a)

เอทิลีน - ยับยั้งการสุกของผลไม้

b)
ไซโตไคนิน - กระตุ้นการแบ่งและเปลี่ยนแปลงรุปร่างของเซลล์
c)
กรดแอบไซซิก - ควบคุมการปิดเปิดของปากใบในที่ไม่มีแสง
d)
ออกซิน - กระตุ้นการเจริญของตาข้าง
52.

ฮอร์โมนพืชกลุ่มใดทำหน้าที่ควบคุมการเปิดปิดของปากใบในที่มืด

a)
ออกซิน
b)
เอทิลีน
c)
ไซโตไคนิน
d)
กรดแอบไซซิก
53.

ในการบ่มผลไม้ให้สุก ควรใช้สารใดกระตุ้น

a)
ออกซิน
b)
แก๊สเอทิลีน
c)
ไซโทไคนิน
d)
จิบเบอเรลลิน
54.

ออกซินพบได้มากที่สุดในบริเวณใด


a)
ปลายราก
b)
ปลายยอด
c)
ลำต้นอ่อน
d)
ส่วนอ่อน ๆ ทุก ๆ ส่วนของพืช
55.

 ข้อใดถูกต้อง

a)
เอทิลีนเป็นออร์โมนที่อยู่ในรูปแก๊ส
b)
จิบเบอเรลลินเกี่ยวข้องกับความยืดยาวของยอด
c)
กรดแอบไซซิกช่วยกระตุ้นการเสื่อมสภาพของพืช
d)
ไซโทไคนินพบได้ในน้ำมะพร้าวหรือสารสกัดจากยีตส์
56.

ในหน้าแล้งพืชขาดน้ำจนใบเหี่ยวจะพบฮอร์โมนใดมากขึ้นเป็นพิเศษ

a)
เอทิลีน
b)
ออกซิน
c)
ไซโทไคนิน
d)
กรดแอบไซซิก
57.

endosperm เกิดมาจากสิ่งใด

a)

sperm cell + egg cell

b)

sperm cell + polar nuclei

c)

egg cell + egg cell

d)

egg cell + polar nuclei

58.

ละอองเรณูจะพบที่โครงสร้างส่วนใดของดอกไม้

a)

กลีบเลี้ยง

b)

กลีบดอก

c)

เกสรตัวผู้

d)

เกสรตัวเมีย

59.

ข้อใดกล่าวถูกต้องหลังจากที่มีการปฏิสนธิแล้ว

a)

ออวุลเจริญเป็นเมล็ด รังไข่เจริญเป็นผล

b)

ออวุลเจริญเป็นผล รังไข่เจริญเป็นเมล็ด

c)

ออวุลเจริญเป็นต้นอ่อน รังไข่เจริญเป็นเมล็ด

d)

ออวุลเจริญเป็นเมล็ด รังไข่เจริญเป็นต้นอ่อน

60.

ข้อใดเรียงลำดับขั้นตอนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกได้อย่างถูกต้อง

A การเกิดเมล็ดและผล

B การปฏิสนธิ

C การสร้างเซลล์สืบพันธุ์

D การถ่ายละอองเรณู

a)

C -> D -> B -> A

b)

C -> A -> D -> B

c)

D -> A -> C -> B

d)

D -> C -> A -> B