Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ความเที่ยงตรงในเครื่องมือวัดผล

Total questions: 111

Worksheet time: 5hrs 11mins

Name
Class
Date
1.

ความเที่ยงตรง หรือความตรง (Validity) เป็นคุณสมบัติที่สําคัญที่สุดของเครื่องมือในการวัดผล กล่าวคือ มีลักษณะวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้ถูกต้อง (Measure What to Measure) ถ้าวัดอย่างหนึ่งแล้วได้อีกอย่างหนึ่งมาแทน แสดงว่า เครื่องมือขาดความเที่ยงตรง แต่ถ้าเครื่องมือในการวัดมีความเที่ยงตรงดีแล้ว จะทําให้ผลที่ได้จากการวัดมีความหมาย และมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

4 lines
2.

สุวิมล ติรกานันท์ (2551 : 163) ให้ความหมายของความเที่ยงตรงว่า หมายถึง ความแม่นยํา ของเครื่องมือในการวัดสิ่งที่ต้องการจะวัด

4 lines
3.

เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2553 : 141) ให้ความหมายของความเที่ยงตรงว่า หมายถึง แบบทดสอบนั้นสามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้ดีเพียงใดในขอบเขตที่ต้องการ ภายใต้สถานการณ์หนึ่งกับประชากรกลุ่มหนึ่ง

4 lines
4.

พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2553 : 135) ให้ความหมายของความเที่ยงตรงว่า หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือที่สามารถวัดตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด

4 lines
5.

ศิริชัย กาญจนวาสี (2556 : 99) ให้ความหมายของความเที่ยงตรงว่า หมายถึง ความถูกต้องแม่นยําของเครื่องมือในการวัดสิ่งที่ต้องการจะวัด

4 lines
6.

ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดได้ครอบคลุมเนื้อหาหรือพฤติกรรมที่กําหนดไว้ ความเที่ยงตรงประเภทนี้ใช้กับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เช่น เราต้องการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก็สร้างแบบทดสอบตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร หลังจากนั้นก็นําไปตรวจสอบคุณภาพโดยพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ฉบับนี้วัดได้ตรงตามเนื้อหาที่กําหนดไว้หรือไม่

4 lines
7.

ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดได้ตรงตามโครงสร้างทางทฤษฎีหรือองค์ประกอบที่ต้องการวัด เช่น ถ้าเราต้อง

4 lines
8.

ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดได้ตรงตามโครงสร้างทางทฤษฎีหรือองค์ประกอบที่ต้องการวัด เช่น ถ้าเราต้องการวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต จะต้องไปศึกษาก่อนว่ามีทฤษฎีใดบ้างที่กล่าวถึงเรื่องนี้ แต่ละทฤษฎีมีโครงสร้างหรือองค์ประกอบอย่างไรบ้าง นํามาสังเคราะห์สรุปเป็นคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตแล้วสร้างเป็นแบบทดสอบวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต นําไปตรวจสอบคุณภาพ ถ้าสามารถวัดได้ครอบคลุมโครงสร้างหรือองค์ประกอบ แสดงว่า มีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ความเที่ยงตรงประเภทนี้มีความสําคัญมากในการวัดทางจิตวิทยา

4 lines
9.

ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-related Validity) หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้สอดคล้องกับเกณฑ์ภายนอก ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

4 lines
10.

ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity) หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดคุณลักษณะได้ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เช่น แบบทดสอบวัดความมีวินัยในตนเอง ถ้านําไปทดสอบกับเด็กชาย ก ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วว่าเป็นผู้ที่มีความมีวิน

4 lines
11.

ความเที่ยงตรงหมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดคุณลักษณะได้ตรงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เช่น แบบทดสอบวัดความมีวินัยในตนเอง ถ้านําไปทดสอบกับเด็กชาย ก ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วว่าเป็นผู้ที่มีความมีวินัยในตนเองสูงมาก ถ้าได้คะแนนสูงมาก แสดงว่า เด็กชาย ก มีวินัยในตนเองสูงมาก ซึ่งตรงกับสภาพความเป็นจริงของเด็กชาย ก แสดงว่า แบบทดสอบวัดความมีวินัยในตนเองฉบับนี้มีความเที่ยงตรงเชิงสภาพ

4 lines
12.

ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดคุณลักษณะได้ตรงกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต เช่น แบบทดสอบวัดความถนัดทางคณิตศาสตร์ฉบับหนึ่ง เมื่อนําไปทดสอบกับนาย ข ที่สอบคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปรากฏว่า นาย ข ทําคะแนนได้สูงมากเมื่อนาย ข เข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ แล้ว พบว่า ผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก แสดงว่า แบบทดสอบฉบับนี้มีความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์

4 lines
13.

การตรวจสอบความเที่ยงตรง โดยทั่วไปตรวจสอบ 2 ประเภทคือ ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบอิงกลุ่ม และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบอิงเกณฑ์ รายละเอียดดังนี้

4 lines
14.

ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบอิงกลุ่ม

4 lines
15.

ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เป็นการพิจารณาว่าข้อคําถามแต่ละข้อสามารถ

4 lines
16.

ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เป็นการพิจารณาว่าข้อคําถามแต่ละข้อสามารถวัดตรงตามเนื้อหาที่กําหนดไว้หรือไม่ มีวิธีการตรวจสอบ 2 วิธี ดังนี้

4 lines
17.

การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าข้อคําถามที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัดหรือไม่ โดยกําหนดให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาดังนี้

a)

แน่ใจว่าข้อคําถามวัดได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

b)

ไม่แน่ใจว่าข้อคําถามวัดได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

c)

แน่ใจว่าข้อคําถามวัดได้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

18.

คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาหรือทฤษฎี ด้านภาษา และด้านการวัดผลประเมินผล สถิติ และวิจัย จํานวนไม่น้อยกว่า 3 คน

4 lines
19.

นําแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ พิจารณาความครอบคลุมของเนื้อหา สัดส่วนข้อคําถาม และความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด

4 lines
20.

คํานวณค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence: IOC) โดยใช้สูตรดังนี้ IOC= ∑ R/N

4 lines
21.

การคูณนักเรียนสามารถหา1. 2×2 เท่ากับเท่าไร

a)

4

b)

ไม่แน่ใจ

c)

ไม่สอดคล้อง

22.

นักเรียนสามารถหา1. 2×2 เท่ากับเท่าไร

a)

4

b)

2

c)

22

23.

2. 12×20 เท่ากับเท่าไร

a)

14

b)

24

c)

240

24.

3. 2×244 เท่ากับเท่าไร

a)

209

b)

255

c)

488

25.

คูณจํานวนหนึ่งหลักกับ 5 7 2 1 0.60 วัดตรงกับวัตถุประสงค์ที่ 2

4 lines
26.

จํานวนไม่เกินสามหลักให้ 6 8 1 1 0.70 วัดตรงกับวัตถุประสงค์ที่ 2

4 lines
27.

นักเรียนสามารถแก้โจทย์ 7 4 3 3 0.10 วัดไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ 2 ได้ถูกต้องปัญหา

4 lines
28.

จงหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของ แบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้น

4 lines
29.

จงหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้น

4 lines
30.

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เท่ากับ 0.92 แสดงว่า แบบทดสอบทั้ง 2 ฉบับ มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมาก จึงสรุปได้ว่า แบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาสูงมาก

4 lines
31.

การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างคืออะไร?

4 lines
32.

การวิเคราะห์องค์ประกอบแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

a)

1 ประเภท

b)

2 ประเภท

c)

3 ประเภท

d)

4 ประเภท

33.

การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจคืออะไร?

4 lines
34.

การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันคืออะไร?

4 lines
35.

คราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) เป็นการยืนยันว่าองค์ประกอบตามโครงสร้างทางทฤษฎีประกอบด้วยตัวแปรอะไรบ้างและตัวแปรแต่ละตัวมีน้ําหนักหรืออัตราความสัมพันธ์กับองค์ประกอบมากน้อยเพียงใด

4 lines
36.

วิธีเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รู้ชัด (Known Group Technique) เป็นการใช้กลุ่มตัวอย่างที่เราทราบแล้วว่ามีความสามารถหรือคุณลักษณะที่ต้องการวัดด้านนั้น ๆ มาเป็นหลักสําหรับใช้ในการเปรียบเทียบ เช่น ถ้าเราต้องการวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ควรนําแบบทดสอบไปทดสอบกับผู้ที่เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณลักษณะนี้มาก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนําไปทดสอบกับกลุ่มที่มีคุณลักษณะนี้น้อย แล้วนําผลการทดสอบของทั้งสองกลุ่มมาทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติทดสอบ t (t-test) โดยใช้สูตร ดังนี้ t= X̅1 −X̅2 √ S12 n1 + S22 n2

4 lines
37.

จงหาความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของแบบทดสอบความถนัดทางภาษาไทยที่สร้างขึ้น

4 lines
38.

แทน ความแปรปรวนของคะแนนในกลุ่มที่ 1

4 lines
39.

แทน ความแปรปรวนของคะแนนในกลุ่มที่ 2

4 lines
40.

แทน จํานวนคนในกลุ่มที่ 1

4 lines
41.

แทน จํานวนคนในกลุ่มที่ 2

4 lines
42.

นําค่า t ที่คํานวณได้ไปเปรียบเทียบกับค่าวิกฤติของ t จากตาราง t โดยใช้ df = 18 (n1+n2-2) ที่ระดับนัยสําคัญ .01 กรณีหางเดียว ได้ค่า t (จากตาราง) = 2.55 แต่ค่า t ที่คํานวณได้ มีค่าเท่ากับ 6.90 ซึ่งมีค่าสูงกว่าค่า t (จากตาราง) แปลว่า ผลการสอบของทั้งสองกลุ่ม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า แบบทดสอบวัดความถนัดทางภาษาไทยที่สร้างขึ้น มีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง

4 lines
43.

ปัจจุบันนิยมคํานวณหาค่า t จากโปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ เช่น โปรแกรม SPSS ซึ่งค่า t ที่ได้จะเทียบกับค่า p-value ไม่ต้องเทียบกับตาราง ถ้าค่า t ที่ได้เท่ากับหรือมากกว่าค่า p-value แสดงว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง จากตัวอย่างที่ 5.4 เมื่อใช้ โปรแกรมคํานวณจะได้ผลดังนี้

4 lines
44.

ผลการทดสอบ พบว่า นักศึกษาสาขาวิชาเอกภาษาไทยและนักศึกษาสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ มีคะแนนความถนัดทางภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ .01 แสดงว่า แบบทดสอบความถนัดทางภาษาไทยสามารถแยกบุคคลที่มีความถนัดทางภาษาไทยออกจากกันได้ จริง หรือ เท็จ?

a)

จริง

b)

เท็จ

45.

วิธีวิเคราะห์พหุลักษณะ-พหุวิธี (Multitrait-Multimethod: MTMM) เป็นวิธีการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการวัดหลายลักษณะ โดยใช้วิธีการวัดหลายวิธี?

a)

ใช่

b)

ไม่ใช่

46.

คุณลักษณะที่ต้องการวัดควรมีจำนวนลักษณะอย่างน้อยกี่ลักษณะ?

a)

หนึ่ง

b)

สอง

c)

สาม

47.

การวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตมีคุณลักษณะอะไรบ้าง?

4 lines
48.

มากกว่าสองลักษณะและวิธีวัดสองวิธีหรือ

4 lines
49.

มากกว่าสองวิธี เช่น ต้องการวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตที่มี 3 คุณลักษณะคือ ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน การบริหารจัดการเรียนรู้ที่ดี และแรงจูงใจและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ด้วยวิธีการวัด 2 วิธี คือ แบบทดสอบวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตชนิดมาตราส่วนประมาณค่า และแบบเลือกตอบชนิดสถานการณ์

4 lines
50.

วิธีวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ เป็นการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นและคะแนนเกณฑ์จากเครื่องมือที่มีคุณภาพสูงหรือมีมาตรฐานที่วัดเนื้อหาเดียวกัน โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ถ้าพบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูง แสดงว่า แบบทดสอบที่พัฒนาขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง

4 lines
51.

การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์

4 lines
52.

ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ ตรวจสอบโดยการคํานวณค่าความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบที่สร้างขึ้นกับคะแนนผลการวัดเรื่องเดียวกันแต่ใช้วิธีการอื่น (คะแนนเกณฑ์) ซึ่งแสดงถึงสภาพในปัจจุบัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการสอบกับการจัดอันดับความสามารถ หรือกับคะแนนพฤติกรรมในชั้นเรียน

4 lines
53.

จงหาความเที่ยงตรงเชิงสภาพ

4 lines
54.

จงหาความเที่ยงตรงเชิงสภาพ

4 lines
55.

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.93 แสดงว่า แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความสัมพันธ์กันกับอันดับพฤติกรรมการเรียนในระดับสูงมาก จึงสรุปได้ว่า แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงเชิงสภาพสูงมาก

4 lines
56.

ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ใช้วิธีการคํานวณคํานวณค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence: IOC)

4 lines
57.

ใช้วิธีการคํานวณคํานวณค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence: IOC) เช่นเดียวกับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบอิงกลุ่ม

4 lines
58.

ตรวจสอบโดยใช้สัดส่วนระหว่างผลรวมของจํานวนผู้ที่ยังไม่ได้เรียนหรือการสอบก่อนเรียนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์กับจํานวนผู้ที่ได้รับการเรียนแล้วหรือการสอบหลังเรียนที่ผ่านเกณฑ์ต่อจํานวนคนสอบทั้งหมด

4 lines
59.

ค่าความเที่ยงตรงตามวิธีของคาร์เวอร์ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจํานวนผู้ที่สอบไม่ผ่านก่อนเรียน และจํานวนผู้ที่สอบผ่านหลังเรียน คํานวณโดยใช้สูตรดังนี้

4 lines
60.

ตัวอย่างที่ 5.6 นําแบบทดสอบอิงเกณฑ์ฉบับหนึ่งจํานวน 10 ข้อไปทดสอบกับนักเรียน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกยังไม่ได้เรียน จํานวน 8 คน กับกลุ่มที่สองเรียนแล้ว

4 lines
61.

จงหาค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของแบบทดสอบอิงเกณฑ์ฉบับนี้ เมื่อกําหนดคะแนนจุดตัด เท่ากับ 8 คะแนน คะแนนของกลุ่มที่ยังไม่ได้เรียน คือ 8 ,7, 6, 7, 9, 8, 7, 6 คะแนนของกลุ่มที่เรียนแล้ว คือ 10, 8, 9, 8, 8, 7, 9, 10, 8, 8

4 lines
62.

หาจํานวนนักเรียนที่ยังไม่ได้เรียนแล้วสอบไม่ผ่าน (ในข้อนี้มี 5 คน จะได้ c=5) หาจํานวนนักเรียนที่เรียนแล้วสอบผ่าน (ในข้อนี้มี 9 คน จะได้ a=9)

4 lines
63.

นําผลมาใส่ในตารางแจกแจง ดังนี้ ผลการสอบ กลุ่มที่ไม่ได้เรียน กลุ่มที่เรียนแล้ว ผ่าน 3(b) 9(a) ไม่ผ่านเกณฑ์ 5(c) 1(d)

4 lines
64.

แทนค่าในสูตร เมื่อ a=9, c=5, N=18

4 lines
65.

แทนค่าในสูตร เมื่อ a=9, c=5, N=18

4 lines
66.

วิธีสหสัมพันธ์แบบฟี (Phi-Correlation) คํานวณโดยการนําแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดสอบกับนักเรียนซึ่งจําแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ยังไม่ได้เรียนหรือสอบก่อนเรียนและกลุ่มที่เรียนแล้วหรือสอบหลังเรียน แล้วจําแนกออกเป็น 2 ระดับคือ ผ่านเกณฑ์กับไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วคํานวณหาความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างโดยวิธีสหสัมพันธ์แบบฟี ดังนี้

4 lines
67.

ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ เป็นการตรวจสอบความรอบรู้ (Master) และไม่รอบรู้ (Nonmaster) ของนักเรียนในการทําแบบทดสอบ (Test) ว่าตรงกับสภาพความรู้จริง (Known Status) (อาจจะใช้ผลการประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมและผลงานผู้เรียน) หรือไม่

4 lines
68.

ฟี () ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง 1 ถ้าค่า  เข้าใกล้ 1 แสดงว่า มีความเที่ยงตรงสูง ถ้าค่า  มีค่าใกล้ 0 หรือ -1 แสดงว่ามีความเที่ยงตรงต่ําและไม่เที่ยงตรง

4 lines
69.

นอกจากนี้ความเที่ยงตรงเชิงสภาพยังสามารถหาได้จากนําแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดสอบกับผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน แต่วัด 2 ครั้งคือ วัดก่อนเรียนและหลังเรียน แล้วจําแนกผู้เรียนออกเป็น 2 ระดับคือ ผ่านเกณฑ์กับไม่ผ่านเกณฑ์

4 lines
70.

เมื่อ  แทน ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ a แทน จํานวนผู้รอบรู้จากการสอบและจากสภาพจริง (จํานวนผู้สอบผ่านหลังเรียน) b แทน จํานวนผู้ไม่รอบรู้จากการสอบแต่รอบรู้จากสภาพจริง (จํานวนผู้สอบผ่านก่อนเรียน) c แทน จํานวนผู้รอบรู้จากการสอบแต่ไม่รอบรู้จากสภาพจริง (จํานวนผู้สอบไม่ผ่านหลังเรียน) d แทน จํานวนผู้ไม่รอบรู้จากกา

4 lines
71.

จงหาค่าความเที่ยงตรงเชิงสภาพ

4 lines
72.

ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง เท่ากับ 0.80 อยู่ในระดับสูง

4 lines
73.

ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ เป็นการหาค่าความสอดคล้องของความรอบรู้กับไม่รอบรู้ของผลการสอบจากแบบทดสอบที่จะหาความเที่ยงตรงกับสถานภาพในอนาคต

4 lines
74.

ปัจจัยที่มีผลต่อความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 4 แหล่ง รายละเอียดดังนี้

4 lines
75.

คําชี้แจงไม่ชัดเจน การเขียนคําชี้แจงในการทําแบบทดสอบไม่ชัดเจน เช่น เวล

4 lines
76.

คําชี้แจงไม่ชัดเจน การเขียนคําชี้แจงในการทําแบบทดสอบไม่ชัดเจน เช่น เวลาที่ใช้ทําแบบทดสอบ จํานวนข้อสอบที่ให้ทํา ตัวเลือกที่ซ้ํากัน เป็นต้น ส่งผลให้ความเที่ยงตรงลดลงได้

4 lines
77.

ใช้ภาษากํากวมหรือเข้าใจยาก หรือใช้ศัพท์ที่ยาก อาจจะเป็นการวัดทางภาษามากกว่าเนื้อหาที่มุ่งวัด ส่งผลให้ความเที่ยงตรงลดลงด้วย

4 lines
78.

ข้อสอบไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ทําให้เครื่องมือขาดความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ส่งผลให้ค่าความเที่ยงตรงลดลง

4 lines
79.

ข้อสอบยากหรือง่ายเกินไป จะทําให้อํานาจจําแนกลดลง ส่งผลต่อความเที่ยงตรงลดลงด้วย

4 lines
80.

รูปแบบข้อสอบไม่เหมาะสม จะทําให้แบบทดสอบวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้ความเที่ยงตรงลดลง เช่น ต้องการวัดความสามารถในการตอนกิ่ง ควรใช้แบบวัดทักษะการปฏิบัติมากกว่าแบบทดสอบที่มุ่งวัดความรู้ในเรื่องนี้ หรือต้องการวัดความคิดสร้างสรรค์ ควรใช้แบบทดสอบเขียนตอบมากกว่าแบบทดสอบเลือกตอบ

4 lines
81.

ข้อสอบที่ใช้คําถามนํา ข้อสอบที่มีคําหรือข้อความที่แนะคําตอบ จะทําให้ผู้สอบสามารถสามารถเดาคําตอบได้ จะทําให้แบบทดสอบไม่ได้วัดสิ่งที่ต้องการอย่าง

4 lines
82.

ข้อสอบที่ใช้คําถามนํา ข้อสอบที่มีคําหรือข้อความที่แนะคําตอบ จะทําให้ผู้สอบสามารถสามารถเดาคําตอบได้ จะทําให้แบบทดสอบไม่ได้วัดสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง

4 lines
83.

การเรียงตัวเลือกอย่างเป็นระบบ จะทําให้ผู้สอบสามารถเดาได้ ส่งผลต่อความเที่ยงตรงลดลงได้

4 lines
84.

แบบทดสอบจํานวนน้อยข้อเกินไป จะทําให้ขาดความเป็นตัวแทนของสิ่งที่มุ่งวัด ส่งผลให้ความเที่ยงตรงลดลง

4 lines
85.

ความเป็นเอกพันธ์ของกลุ่มผู้สอบ ถ้าผู้สอบมีความเหมือนกันมาก เช่น ความสามารถ อายุ เพศ เหมือนกัน เป็นต้น ความเที่ยงตรงจะต่ํา

4 lines
86.

สภาพร่างกายและจิตใจ สภาพทางร่างกาย เช่น ความเจ็บป่วยทางร่างกาย ความเหนื่อยล้า เป็นต้น หรือสภาพทางจิตใจ เช่น ความวิตกกังวล ความเบื่อหน่าย เป็นต้น อาจจะทําให้ผู้สอบทําข้อสอบได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้คะแนนที่ได้ไม่ตรงกับความสามารถที่แท้จริง

4 lines
87.

นิสัยการทําข้อสอบ ผู้สอบบางคนชอบทําข้อสอบเลือกตอบมากกว่าเขียนตอบ หรือ บางคนชอบเขียนตอบมากกว่าแบบทดสอบเลือกตอบ ซึ่งอาจจะส่งให้ได้คะแนนจากรูปแบบข้อสอบที่แตกต่างกันได้ ส่งผลให้คะแนนที่ได้ไม่ตรงกับความสามารถที่แท้จริง

4 lines
88.

การเดาคําตอบ ถ้าการเดาเป็นไปอย่

4 lines
89.

การเดาคําตอบ ถ้าการเดาเป็นไปอย่างสุ่ม มีผลทําให้ค่าความเชื่อมั่นลดลง ค่าความเที่ยงตรงจะลดลงด้วย ถ้าการเดาคําตอบมีผลทําให้ได้คะแนนแตกต่างกันอย่างเป็นระบบ ย่อมส่งต่อความเที่ยงตรงโดยตรง ทําให้ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบลดลง

4 lines
90.

เวลาที่ใช้สอบไม่เหมาะสม การให้เวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น น้อยเกินไป หรือมากเกินไป จะส่งผลทําให้ค่าความเที่ยงตรงลดลง

4 lines
91.

สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม สภาพแวดล้อมของการทดสอบ เช่น อุณหภูมิ การถ่ายเท อากาศ แสง เสียง กลิ่น รบกวน จะส่งผลต่อความเที่ยงตรง

4 lines
92.

มาตรฐานการคุมสอบ การควบคุมห้องสอบที่ขาดมาตรฐาน เช่น ไม่ปฏิบัติตาม คําแนะนําในการคุมสอบ คุมแบบปล่อย แนะคําตอบให้ผู้สอบ เป็นต้น ส่งผลให้ความเที่ยงตรงลดลง

4 lines
93.

การตรวจให้คะแนนขาดความเป็นปรนัย เช่น คําตอบเดียวกันแต่ให้คะแนนต่างกัน การตรวจให้คะแนนที่ขาดเกณฑ์มาตรฐาน ย่อมส่งผลต่อความเที่ยงตรงลดลง

4 lines
94.

ความไม่ครอบคลุม

4 lines
95.

การตรวจให้คะแนนขาดความเป็นปรนัย เช่น คําตอบเดียวกันแต่ให้คะแนนต่างกัน

4 lines
96.

ความไม่ครอบคลุมของเนื้อหาที่วัด ข้อสอบที่ไม่เป็นตัวแทนของมวลเนื้อหา ทําให้เครื่องมือขาดความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา

4 lines
97.

ความไม่เหมาะสมของของเกณฑ์ภายนอก การเลือกเกณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ขาดคุณภาพ ไม่มีมาตรฐาน หรือไม่เหมาะสมกับกลุ่มที่ต้องการวัด ส่งผลให้ค่าความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ลดลง

4 lines
98.

ความไม่เหมาะสมของทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะที่มุ่งวัด หากนําทฤษฎีที่ล้าสมัยหรือทฤษฎีที่ไม่เป็นที่ยอมรับมาใช้ ก็จะไม่สามารถอธิบายคุณลักษณะที่มุ่งวัดได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลต่อการสรุปความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของแบบทดสอบได้

4 lines
99.

ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง เป็นความสามารถของเครื่องมือที่วัดได้ตรงตามโครงสร้าง ทางทฤษฎีหรือองค์ประกอบที่ต้องการวัด

4 lines
100.

ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ เป็นความสามารถของเครื่องมือที่วัดคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้สอดคล้องกับเกณฑ์ภายนอก

4 lines
101.

การตรวจสอบความเที่ยงตรง แบ่งออกเป็นการตรวจสอบความเที่ยงตรงแบบทดสอบอิงกลุ่ม มีวิธีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ การใช้ค่าความสัมพันธ์ การวิเคราะห์องค์ประกอบ การเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รู้ชัด และการวิเคราะห์พหุลักษณะ-พหุวิธี

4 lines
102.

ปัจจัยที่มีต่อความเที่ยงตรง มาจาก 4 แหล่ง คือ ปัจจัยจากแบบทดสอบ ปัจจัยจากตัวผู้สอบ ปัจจัยจากการบริหารการสอบ และปัจจัยจากเกณฑ์ ซึ่งปัจจัยแต่ละแหล่งจะส่งผลต่อความเที่ยงตรงแต่ละประเภทแตกต่างกัน

4 lines
103.

การวัดและประเมินผลการศึกษา

4 lines
104.

การพัฒนาแบบวัดผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย

4 lines
105.

ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (Classical Test Theory)

4 lines
106.

ดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา ภาควิชาวิจัย และจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

4 lines
107.

ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (Classical Test Theory).

4 lines
108.

การวัดผลการศึกษา.

4 lines
109.

การสร้างเครื่องมือวัดตัวแปรในการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ.

4 lines
110.

“Convergent and discriminant validation by the multitrait-multimethod Matrix,” Psychological Bulletin.

4 lines
111.

Foundations of behavioral research.

4 lines