wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบปลายภาค วิชาชีววิทยา 3 ม. 5/1

Total questions: 40

Worksheet time: 40mins

Name
Class
Date
1.

นักวิทยาศาสตร์ที่พบว่าคลอโรพลาสต์สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เองอย่างอิสระคือ

a)

Hill

b)

Blackman

c)

Calvin

d)

Van Niel

2.

คลอโรฟิลล์เป็นรงควัตถุที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น ทำหน้าที่อะไร

a)

จับพลังงานแสง

b)

จับคาร์บอนไดออกไซด์

c)

รีดิวซ์คาร์บอนไดออกไซด์

d)

สร้างกลูโคส

3.

เซลล์ชนิดใดของใบทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสงได้ดีที่สุด

a)

spongy cell

b)

Pilisade cells

c)

guard cells

d)

Epidermis

4.

การสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดขึ้นที่บริเวณใดของใบของต้นโกสน

a)

เฉพาะส่วนที่มีสีเขียวเท่านั้น

b)

ส่วนที่สีเขียวและสีแดง

c)

ส่วนที่มีสีเขียวและสีเหลือง

d)

ทุกส่วนที่มีสี

5.

ว่านกาบหอยมีทั้งสีม่วงและสีเขียว ส่วนของสีม่วงนั้นมีรงควัตถุใดที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง

a)

คลอโรฟิลล์ เอ

b)

คลอโรฟิลล์ บี

c)

คลอโรฟิลล์ ดี

d)

คลอโรทีนอยด์

6.

แคโรทีนอยด์เป็นรงควัตถุที่สิ่งมีชีวิตที่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงทุกชนิดมี แคโรทีนอยด์คืออะไร

a)

สารประกอบพวกไขมัน

b)

สารประกอบโปรตีน

c)

สารประกอบคาร์โบไฮเดรต

d)

ไม่ใช่ทั้ง ก, ข, ค

7.

ในระบบแสง I ( photosystem I ) เป็นกลุ่มของรงควัตถุที่รับคลื่นแสงในช่วงความยาวคลื่นใด

a)

400 - 500 nm

b)

500 - 550 nm

c)

680 nm

d)

700 nm

8.

ในระบบแสง II ( photosystem II ) เป็นกลุ่มของรงควัตถุที่รับคลื่นแสงในช่วงความยาวคลื่นเท่าใด

a)

400 - 500 nm

b)

500 - 550 nm

c)

680 nm

d)

700 nm

9.

การทำงานของระบบแสง I อยู่ใน

a)

เยื่อกรานาไทลาคอยด์

b)

เยื่อสโตรมาไทลาคอยด์

c)

เยื่อชั้นใน ( Inner membrane)

d)

ทั้ง ก และ ข

10.

ทั้ง chlorophyll a และ chlorophyll b รับคลื่นแสงได้ดีในความยาวคลื่นเดียวกันหรือไม่

a)

ความยาวคลื่นเดียวกัน เพราะเป็น chlorophyll เหมือนกัน

b)

ความยาวคลื่นต่างกันแต่อยู่ใกล้เคียงกัน

c)

ความยาวคลื่นต่างกัน คือ chlorophyll a รับคลื่นแสงสีน้ำเงิน chlorophyll b รับคลื่นแสงสีแดง

d)

ความยาวคลื่นต่างกัน คือ chlorophyll a รับคลื่นแสงสีแดง chlorophyll b รับคลื่นแสงสีน้ำเงิน

11.

อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชไร่ทั่วไปเป็นอย่างไร

a)

คงที่ตลอดวัน เนื่องจากได้รับความเข้มแสงเท่ากันตลอดวัน

b)

คงที่ตลอดวัน เนื่องจากความเข้มแสงที่ได้รับถึงจุดอิ่มตัวตลอดวัน

c)

สูงสุดในเวลาเช้าและลดลงในเวลาบ่ายเนื่องจากได้ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ไว้มากเพียงพอแล้ว

d)

แปรปรวนไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

12.

พืชจะเก็บพลังงานรังสีดวงอาทิตย์ไว้ใช้ได้ประมาณร้อยละเท่าใดของพลังงานที่ได้รับ

a)

0.02

b)

0.2

c)

0.4

d)

5.0

13.

อุณหภูมิประมาณเท่าใดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจึงจะดีที่สุดหากปัจจัยอื่นเหมาะสม

a)

ต่ำกว่า 30 C

b)

ระหว่าง 10- 30 C

c)

40 C

d)

มากกว่า 40 C

14.

ในการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ แต่มีปัจจัยเดียวที่ไม่จำเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสง ปัจจัยนั้นคือ

a)

แคโรทีน

b)

น้ำ

c)

เอนไซม์

d)

ออกซิเจน

15.

พลังงานแสงอาทิตย์ที่พืชดูดซับไว้นั้น ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการใด

a)

สังเคราะห์ด้วยแสง

b)

กระบวนการเมแทบอลิซึม

c)

หายใจ

d)

สร้างคลอโรฟิลล์

16.

จากการศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิและความเข้มแสงที่มีต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด

a)

อิทธิพลของอุณหภูมิมีผลต่อปฏิกิริยาที่ใช้แสงมากกว่าปฏิกิริยาที่ไม่ใช้แสง

b)

อิทธิพลของอุณหภูมิมีผลต่อปฏิกิริยาที่ไม่ใช้แสงมากกว่าปฏิกิริยาที่ใช้แสง

c)

อิทธิพลของอุณหภูมิมีผลต่อปฏิกิริยาที่ไม่ใช้แสงเท่า ๆ กัน กับ ปฏิกิริยาที่ใช้แสง

d)

อิทธิพลของอุณหภูมิมีผลต่อการสังเคราะห์แสงมากกว่าอิทธิพลของแสง

17.

เราควรเลือกเมล็ดพันธุ์ในข้อใดมาเพาะ

a)

มีความชื้นสูง

b)

มีเปอร์เซ็นต์ความงอกร้อยละ 85

c)

เมล็ดลีบเล็กไม่ถูกแมลงทำลาย

d)

เมล็ดใหญ่ เก็บไว้นาน 2 ปี

18.

ข้อใดเป็นสาเหตุการพักตัวของเมล็ด

a)

เปลือกหุ้มเมล็ดหนา

b)

เมล็ดมีสารยับยั้งการงอก

c)

ไม่มีความชื้น อุณหภูมิและออกซิเจนเพียงพอ

d)

ถูกทุกข้อ

19.

เมล็ดพืชชนิดใดที่ไม่ปรากฏว่ามีระยะพักตัวเลย

a)

เมล็ดมะขาม

b)

เมล็ดขนุน

c)

เมล็ดฟักทอง

d)

เมล็ดนุ่น

20.

การพักตัวเนื่องจากเปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat dormancy) พบได้ในพืชชนิดใด

a)

กับพืชที่มีสภาพแวดล้อมอุณหภูมิถ่ายเทได้สะดวก

b)

กับพืชที่มีเปลือกบางและนิ่ม หรือเมล็ดไม่มีเปลือกเป็นมัน ยอมให้น้ำผ่านง่าย

c)

กับพืชที่มีเปลือกหนาและแข็ง หรือเมล็ดที่มีเปลือกเป็นมัน ไม่ยอมให้น้ำซึม

d)

กับพืชที่มีความต้านทานโรคสูง

21.

พืชบางชนิดต้องมีการปรับสภาพภายในก่อนการงอก คือพืชชนิดใด

a)

แอปเปิล เชอรี่

b)

มะม่วง มะขาม

c)

มะเขือเทศ มะละกอ

d)

มะละกอ ขนุน

22.

ข้อใดที่มีการงอกแตกต่างจากพืชชนิดอื่น

a)

ถั่ว

b)

บัว

c)

มะขาม

d)

ข้าวโพด

23.

เนื้อเยื่อบริเวณใดของเอ็มบริโอของพืชที่มีบทบาทมากที่สุด ในการเริ่มต้นทำให้เมล็ดเริ่มงอกเป็นต้นกล้า

a)

แรดิเคิล

b)

ไฮโพคอทิล

c)

เอพิคอทิล

d)

พลูมูล

24.

ปัจจัยในข้อใดที่ทำให้พืชเปลี่ยนลักษณะของสิ่งแวดล้อมหรือถิ่นที่เจริญได้ง่ายที่สุด

a)

มีละอองเรณูมาก ๆ

b)

การมีการปฏิสนธิภายใน

c)

มีเมล็ดที่มีระยะพักตัวยาว

d)

มีลมช่วยแพร่กระจายละอองเรณู

25.

ออกซินมีการลำเลียงแบบใด

a)

ลำเลียงได้ทุกทิศทุกทาง

b)

ลำเลียงจากด้านบนลงล่างในลำต้นและลำเลียงทั้งสองทางในราก

c)

ลำเลียงจากด้านบนลงสู่ด้านล่างในลำต้นและราก

d)

ลำเลียงได้ทุกทิศทุกทางในลำต้นและบนลงล่างในราก

26.

การสังเคราะห์สารขึ้นมาเพื่อยับยั้งจิบเบอเรลลินเพื่อประโยชน์ใด

a)

เพื่อให้พืชโตเร็วขึ้น

b)

เพื่อให้พืชออกดอกเร็วยิ่งขึ้น

c)

เพื่อใช้ในการทำไม้ประดับ

d)

เพื่อให้พืชแตกกิ่งด้านข้างมากขึ้น

27.

สารที่นิยมกันมากในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคือสารชนิดใด

a)

ไซโทไคนิน

b)

กรดแอบไซซิก

c)

เอทิลีน

d)

NAA

28.

สารที่มีสมบัติทางเคมีแตกต่างจากสารอื่น ๆ คือข้อใด

a)

ออกซิน

b)

จิบเบอเรลลิน

c)

ไซโทไคนิน

d)

เอทิลีน

29.

หน้าที่สำคัญของเอทิลีนคือข้อใด

a)

กระตุ้นให้ผลไม้สุก

b)

เร่งการไหลของน้ำยางพารา

c)

เร่งและเพิ่มปริมาณยางมะละกอ

d)

ถูกทุกข้อ

30.

สารที่ใช้ในการบ่มผลไม้ให้สุกเร็วขึ้นคือสารใด

a)

แคลเซียมคาร์ไบด์

b)

ด่างทับทิม

c)

แคลเซียมไฮดรอกไซด์

d)

แคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต

31.

สารที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตน้ำยางพารา คือสารใด

a)

PBA

b)

เอทิฟอน

c)

IBA

d)

แคลเซียมคาร์บอเนต

32.

ฮอร์โมนที่ช่วยให้กิ่งตัดงอกงามได้ดีขึ้น คือ ฮอร์โมนชนิดใด

a)

ออกซิน

b)

ไคนิน

c)

จิบเบอเรลลิน

d)

เอทิลีน

33.

ใบของไมยราบจะหุบอย่างรวดเร็วเมื่อมีการสัมผัสเป็นผลจากการแรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์ชนิดใดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

a)

epinasty

b)

hyponasty

c)

photonasty

d)

pulvinus

34.

การเจริญของมือเกาะของตำลึงและกะทกรกเป็นการตอบสนองแบบใด

a)

gravitropism

b)

phototropism

c)

thigmotropism

d)

hydrotropism

35.

การหุบและบานของดอกไม้เป็นการเคลื่อนไหวแบบใด

a)

แบบมีแสงสว่างเป็นสิ่งเร้าและมีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้า

b)

แบบมีแสงสว่างเป็นสิ่งเร้าและมีทิศทางไม่สัมพันธ์กับสิ่งเร้า

c)

แบบมีอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้าและมีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้า

d)

เป็นการเคลื่อนไหวโดยมีปัจจัยภายในต้นพืชเอง

36.

ดอกกระบองเพชรมีการหุบและบานอย่างไร

a)

ส่วนมากบานเวลากลางวันและหุบในเวลากลางคืน

b)

ส่วนมากบานเวลากลางคืนและหุบในเวลากลางวัน

c)

ส่วนมากบานและหุบไม่เป็นเวลาแล้วแต่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ

d)

ส่วนมากบานและ

37.

ต้นไม้ที่พันหลักในลักษณะการบิดเป็นเกลียวได้แก่ ต้นไม้ชนิดใด

a)

มะลิวัลย์ ลัดดาวัลย์ พริกไทย

b)

บวบ แตงโม แตงกวา

c)

พลู ตำลึง ฟักทอง

d)

มันเทศ มันมือเสือ มันฝรั่ง

38.

ข้อใดเป็นการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากข้ออื่น ๆ

a)

การเคลื่อนไหวเข้าหาแสงสว่าง

b)

การเคลื่อนไหวหนีแสงสว่าง

c)

การเคลื่อนไหวแบบต้นไม้นอน

d)

การเคลื่อนไหวแบบหนีแรงโน้มถ่วง

39.

พืชที่มีความไหวในการตอบสนองอย่างมากคือพืชชนิดใด

a)

ไมยราบ

b)

กาบหอยแครง

c)

ผิดทั้ง ข้อ ก. และ ข.

d)

ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.

40.

สิ่งแวดล้อมภายนอกชนิดใดที่ไม่ใช่สิ่งเร้าที่ทำให้พืชเกิดการเคลื่อนไหว

a)

สารเคมี

b)

แรงดึงดูดของโลก

c)

แสงสว่าง

d)

แก๊ส

Similar Resources on Wayground