Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบปลายภาค วิชาชีววิทยา 5 ม. 6/1

Total questions: 40

Worksheet time: 40mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดกล่าว ถูกต้องที่สุด เกี่ยวกับการสืบพันธุ์

a)

สิ่งมีชีวิตหนึ่งชนิดมีวิธีการสืบพันธุ์เพียงวิธีเดียวเท่านั้น

b)

สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่จะต้องมีลักษณะเหมือนกับสิ่งมีชีวิตเดิมทุกประการ

c)

กระบวนการเกิดสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ต้องเกิดจากการผสมกันระหว่างเซลล์ไข่กับเซลล์อสุจิ

d)

สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่จะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป ทำให้สิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ได้โดยไม่สูญพันธุ์

2.

ข้อใดจับคู่ความสัมพันธุ์ของสัตว์กับการสืบพันธุ์ได้ถูกต้อง

a)

ไส้เดือนดิน - สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการผสมภายในตัวเอง

b)

ปลากัด - สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการปฏิสนธิภายใน

c)

ปลาหางนกยูง - สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการปฏิสนธิภายนอก

d)

พลานาเรีย - สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการขาดออกเป็นท่อน

3.

ข้อใด ไม่ใช่ ข้อดีของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

a)

เพิ่มจำนวนลูกได้จำนวนมากและรวดเร็ว

b)

ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถเพิ่มจำนวนได้โดยไม่ต้องหาคู่

c)

ให้ลูกหลานที่มีแตกต่างจากพ่อแม่ ก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ

d)

เพิ่มจำนวนได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และการปฏิสนธิ

4.

การเปลี่ยนแปลงในข้อใด ไม่ถือว่า เป็นการสืบพันธุ์แบบ Regeneration (การงอกใหม่)

a)

พลานาเรียคอดกลางตัวเข้าเรื่อย ๆ จนหลุดกลายเป็น 2 ตัว

b)

แขนของดาวทะเลที่ขาดหลุดออกไปแล้วงอกเป็นตัวใหม่

c)

ไส้เดือนดินลำตัวขาดออกจากกันแล้วแต่ละท่อนเจริญเป็นตัวใหม่ได้

d)

ไฮดราสร้างเทนทาเคิล (tentacle) ที่ขาดหายไป 3 เส้นขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม

5.

สิ่งมีชีวิตตามภาพดังกล่าว มีการสืบพันธุ์แบบใด (อะมีบา, พารามีเซียม, ยีสต์)

a)

การงอกใหม่

b)

การแตกเป็นท่อน ๆ

c)

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ

d)

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

6.

สิ่งมีชีวิตในข้อใด มีการสืบพันธุ์โดยวิธีการแตกหน่อ

a)

อะมีบา, ไฮดรา

b)

ไฮดรา, ยีสต์

c)

อะมีบา, ไฮดรา, ยีสต์

d)

อะมีบา, ไฮดรา, ยีสต์, ต้นตายใบเป็น

7.

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศประเภทใด ที่มีการพัฒนาจากไข่กลายเป็นตัวได้เลยโดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิ

a)

การงอกใหม่

b)

การสร้างสปอร์

c)

การแตกหน่อ

d)

พาร์ทิโนเจนเนซีส

8.

อวัยวะใดในระบบสืบพันธุ์เพศชายที่มีหน้าที่สร้างอสุจิและฮอร์โมนเพศชาย

a)

อัณฑะ

b)

องคชาต

c)

ถุงหุ้มอัณฑะ

d)

หลอดเก็บอสุจิ

9.

ส่วนประกอบใดในระบบสืบพันธุ์เพศชายทำหน้าที่หลั่งของเหลวที่มีสมบัติเป็นเบสเพื่อปรับสภาพช่องคลอดของเพศหญิงให้เป็นกลาง

a)

องคชาต

b)

ต่อมลูกหมาก

c)

ต่อมคาวเปอร์

d)

หลอดเก็บอสุจิ

10.

อุณหภูมิเฉลี่ยในถุงอัณฑะของมนุษย์ควรจะเป็นเท่าใด

a)

37 ํ C

b)

30 ํ C

c)

34 ํ C

d)

40 ํ C

11.

อวัยวะใดในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงที่มีหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง

a)

มดลูก

b)

รังไข่

c)

ท่อนําไข่

d)

คอร์ปัสลูเทียม

12.

ฮอร์โมนเพศหญิง คือข้อใด

a)

เอสโตรเจน

b)

อะโครโซม

c)

เทสโทสเตอโรน

d)

ลูทิไนซิงค์ฮอร์โมน

13.

การปฏิสนธิเกิดขึ้นที่บริเวณใดในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

a)

มดลูก

b)

รังไข่

c)

ท่อนําไข่

d)

คอร์ปัสลูเทียม

14.

หากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดขึ้นที่ผนังมดลูก

a)

เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในจะหนาขึ้น

b)

ชั้นกล้ามเนื้อในมดลูกจะเกิดการบีบตัว

c)

มีการสร้างฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนและอีสโทรเจน

d)

ผนังมดลูกชั้นเอนโดมีเทรียมจะหลุดลอกกลายเป็นประจําเดือน

15.

ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของมดลูก

a)

เป็นอวัยวะดันให้ทารกออกมาได้

b)

เป็นส่วนที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง

c)

เป็นที่ฝังตัวของเอ็มบริโอเพื่อเจริญเติบโต

d)

แหล่งสำรองอาหาร รอรับการฝังตัวของตัวอ่อน

16.

กิ๊บซี่มีประจำเดือนสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน หากในเดือนพฤษภาคมกิ๊บซี่มีประจำเดือนวันแรกวันที่ 2 พฤษภาคม และเป็นประจำเดือนนาน 5 วันจึงหยุด

ในครั้งต่อไปกิ๊บซี่จะตกไข่และจะเริ่มมีประเดือนวันแรกของครั้งต่อไปประมาณวันที่เท่าใด

a)

ตกไข่วันที่ 9 - 14 พฤษภาคม และเริ่มมีประจำเดือนครั้งต่อไปวันที่ 30 พฤษภาคม

b)

ตกไข่วันที่ 9 - 14 พฤษภาคม และเริ่มมีประจำเดือนครั้งต่อไปวันที่ 2 มิถุนายน

c)

ตกไข่วันที่ 14 - 19 พฤษภาคม และเริ่มมีประจำเดือนครั้งต่อไปวันที่ 30 พฤษภาคม

d)

ตกไข่วันที่ 14 -19 พฤษภาคม และเริ่มมีประจำเดือนครั้งต่อไปวันที่ 2 มิถุนายน

17.

กิ๊บซี่มีประจำเดือนสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน หากในเดือนพฤษภาคมกิ๊บซี่มีประจำเดือนวันแรกวันที่ 2 พฤษภาคม และเป็นประจำเดือนนาน 5 วันจึงหยุด

ระยะเวลาใดที่กิ๊บซี่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสมีลูกมากที่สุด

a)

11 - 18 พฤษภาคม

b)

19 - 25 พฤษภาคม

c)

23 - 29 พฤษภาคม

d)

1 - 5 มิถุนายน

18.

ภายหลังจากการปฏิสนธิ จะได้เซลล์ที่เกิดจากการรวมกันระหว่างนิวเคลียสของอสุจิกับนิวเคลียสของไข่ เรียกเซลล์ในระยะนี้ว่าอย่างใด และมีจำนวนชุดโครโมโซมเป็นเท่าใด

a)

เอ็มบริโอ มีจำนวนชุดโครโมโซมเท่ากับ 2n

b)

ไซโกต มีจำนวนชุดโครโมโซมเท่ากับ 2n

c)

ตัวอ่อน มีจำนวนชุดโครโมโซมเท่ากับ 2n

d)

เอ็มบริโอ มีจำนวนชุดโครโมโซมเท่ากับ 4n

19.

หลังจากที่เอ็มบริโอฝังตัวในผนังมดลูกแล้วจะมีการสร้างเยื่อบางๆขึ้น เรียกว่า ถุงน้ำคร่ำ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออะไร

a)

เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างแม่และทารก

b)

เป็นแหล่งรับอาหารจากแม่มาให้แก่ทารก

c)

ป้องกันไม่ให้ของเสียจากแม่ส่งมายังทารก

d)

ป้องกันการกระทบกระเทือนให้แก่ทารก

20.

HCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากรกเพื่อกระตุ้นให้รังไข่ทำงาน จะมีสูงสุดเมื่อใด

a)

เมื่อเริ่มปฏิสนธิ

b)

ก่อนคลอดเล็กน้อย

c)

ตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์

d)

เดือนแรกของการตั้งครรภ์

21.

ข้อใดจัดเป็นพฤติกรรมทางสังคม (Social behavior)

a)

รีเฟล็กซ์

b)

ความเคยชิน

c)

เสียง

d)

การใช้เหตุผล

22.

พฤติกรรมของสัตว์เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างสิ่งใด

a)

ฮอร์โมน และ สภาพแวดล้อม

b)

พันธุกรรม และ ฮอร์โมน

c)

พันธุกรรม และ สภาพแวดล้อม

d)

พันธุกรรม, สภาพแวดล้อม ฮอร์โมน

23.

ประเภทของพฤติกรรมออกเป็นกี่แบบ อะไรบ้าง

a)

2 แบบ คือ พฤติกรรมที่มีการฝึกฝน และพฤติกรรมการเรียนรู้

b)

2 แบบ คือ พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด และพฤติกรรมการเรียนรู้

c)

3 แบบ คือ รีเฟล็กซ์ รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง และการฝังใจ

d)

3 แบบ คือ พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดพฤติกรรมที่มีฝึกฝน และพฤติกรรมการเรียนรู้

24.

การดูดน้ำนมของเด็กอ่อน สิ่งเร้าคือ อะไร

a)

แม่

b)

ความหิว

c)

น้ำนม

d)

ไม่มีสิ่งเร้า

25.

การดูดน้ำนมของเด็กอ่อน เป็นพฤติกรรมแบบใด

a)

การฝังใจ

b)

แฮบบิชูเอชัน

c)

รีเฟล็กซ์

d)

รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง

26.

การเกิดพฤติกรรมในสัตว์ชั้นสูง ถูกควบคุมโดยระบบใด

a)

ระบบห่อหุ้มร่างกาย

b)

ระบบโครงร่าง

c)

ระบบกล้ามเนื้อ

d)

ระบบประสาท

27.

ข้อใดไม่เป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด

a)

นกตัวเมียฟักไข่

b)

นกตัวผู้สร้างรัง

c)

นกเกี้ยวพาราสี

d)

นกตามแม่ไปหาอาหาร

28.

การที่กบไม่ยอมกินผึ้งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมแบบใด

a)

ความเคยชิน

b)

ลองผิดลองถูก

c)

รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง

d)

มีเหตุผล

29.

การเต้นรำของผึ้ง การสร้างรังของนก และการดูดนมของวัวเป็นพฤติกรรมแบบใด

a)

แทกซิส

b)

รีเฟล็กซ์

c)

รีเฟล็กซ์ต่อเนื่อง

d)

การเรียนรู้

30.

เหตุการณ์ในข้อใดต่อไปนี้จะเกิดแฮบบิชูเอชัน (เคยชิน)

a)

เจตนิพัทธ์ไม่ชอบกินขนมหวานมาตั้งแต่เด็กตอนนี้ก็ไม่ยอมกิน

b)

นัชชาต้องออกเทปที่ร้องเพลงไทยหลาย ๆ เพลงทำให้พูดไทยชัดขึ้น

c)

กมลภพท่องบทอินทรีแดงทุกวันจนจำได้ขึ้นใจทุกหน้าและแสดงได้อย่างคล่องแคล่ว

d)

สิทธิชัยโกรธในครั้งแรกเมื่อมีคนต่อว่าเรื่องการประพฤติแต่ต่อมาใครว่าก็ไม่รู้สึกโกรธอีก

31.

สิ่งมีชีวิตที่มีการใช้เหตุผลอย่างสลับซับซ้อนจะมีสมองเป็นลักษณะอย่างไร

a)

สมองส่วนกลางเจริญดีมาก

b)

สมองส่วนหน้าเจริญดีมาก

c)

ระบบประสาทเป็นแบบปมประสาท

d)

สมองส่วนกลางลดขนาดลง แต่สมองส่วนหน้าเจริญดีขึ้น

32.

พฤติกรรมการใช้เหตุผล (reasoning) พบเฉพาะในสัตว์ที่มีสมองส่วนใดพัฒนาดี

a)

เซรีบรัม

b)

เซรีเบลลัม

c)

ออพติกโลบ

d)

ถูกทุกข้อ

33.

กระหายน้ำจัดเป็นพฤติกรรมหรือไม่

a)

เป็น เพราะมีการกระตุ้นภายในร่างกาย

b)

เป็น เพราะเกิดอาการกระหายน้ำขึ้นภายในตัว

c)

ไม่เป็น เพราะ ยังไม่ได้เป็นการเรียนรู้

d)

ไม่เป็นเพราะเนื่องจากยังไม่แสดงพฤติกรรม

34.

การที่นกส่งเสียงร้องเมื่อมีอันตรายจัดเป็นการส่งเสียงแบบใด

a)

mating calls

b)

Warning calls

c)

Contact calls

d)

Navigation calls

35.

การที่สุนัขตัวหนึ่งเลียปากสุนัขอีกตัวหนึ่ง แสดงถึงสิ่งใด

a)

อยากกินอาหาร

b)

เพื่อการสัมผัสและผสมพันธุ์

c)

ข่มขู่สุนัขตัวที่ถูกเลียปากให้อ่อนน้อมลง

d)

การอ่อนน้อมต่อสุนัขสุนัขตัวที่ถูกเลียปาก

36.

ถ้าเปิดเทปบันทึกเสียงร้องของนกเพศผู้ชนิดหนึ่งในบริเวณเขตคุ้มครองซึ่งมีนกเพศผู้ชนิดเดียวกันอาศัยอยู่ เหตุการณ์ใดต่อไปนี้ น่าจะเกิดกับนกเพศผู้บริเวณนี้

a)

ร้องตอบ

b)

ไม่แสดงพฤติกรรม

c)

บินหนี

d)

โจมตีแหล่งเสียง

37.

การสีปีกของจิ้งหรีดตัวผู้ เป็นการสื่อสารแบบใด

a)

sound signal

b)

Visual signal

c)

Contact calls

d)

Warning calls

38.

การรับฟีโรโมนของสัตว์มีกี่ทางอะไรบ้าง

a)

ทางคือ ดมกลิ่น และกิน

b)

2 ทางคือ ดมกลิ่น และทางการดูดซึม

c)

3 ทางคือ ดมกลิ่น กินและสัมผัส

d)

3 ทางคือ ดมกลิ่น กินและทางการดูดซึม

39.

สารเคมีที่มดปล่อยออกมาเเล้วทำให้มดเดินตามกันเป็นแถวได้นั้นเป็นสารชนิดใด

a)

กรดแอซิติก

b)

กรดฟอร์มิก

c)

กรดแลกติก

d)

กรดแอสคอร์บิก

40.

การสื่อสารแบบใดที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในป่าทึบ

  1. 1. เสียง 2. สายตา 3. กลิ่น 4. ลิ้มรส 5. สัมผัส

a)

1, 2

b)

1, 3

c)

4, 5

d)

2, 5