wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แนวข้อสอบ

Total questions: 40

Worksheet time: 20mins

Name
Class
Date
1.

สติ แปลว่าอะไร ? เพราะเหตุไรจึงชื่อว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก ?

a)

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ฯ

เพราะป้องกันความเสียหาย และอุดหนุนให้สําเร็จกิจในทางที่ดี

b)

สติแปลว่าการจำได้ว่าเรามีความสุขอยู่ตลอดเวลา แม้ในยามทุกข์ เพื่อหลีกเลี่ยงการรู้สึกเจ็บปวด

2.

คนที่ทําอะไรมักพลั้งพลาด เพราะขาด ธรรมอะไร?

a)

เพราะขาดธรรมมีอุปการะมาก มี ๒ อย่าง ได้แก่

๑) สติ คือ ความระลึกได้

๒) สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว

b)

เพราะขาดธรรมมีอุปการะมาก มี ๒ อย่าง ได้แก่

๑) สัญญา

๒)สังขาร

3.

สติสัมและสัมปชัญญะ ที่ว่ามีอุปการะมากนั้น เพราะเหตุไร ?

a)

เพราะทำให้เรารู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการทำงานที่ต้องใช้ความพยายาม

b)

เพราะทําให้เป็นผู้ไม่ประมาทในการทํากิจการงานใด ๆ และเป็นอุปการะให้ธรรม เหล่าอื่นเกิดขึ้น ฯ

4.

โลกเดือดร้อนวุ่นวายในปัจจุบันนี้ เพราะขาดธรรมอะไร ?

a)

เพราะขาดธรรมคุ้มครองโลก ๒ อย่าง คือ

๑. หิริ ความละอายบาป ๒. โอตตัปปะ ความกลัวบาป

b)

เพราะขาดธรรมคุ้มครองโลก ๒ อย่าง คือ

๑. หิริ ความกลัวบาป ๒. โอตตัปปะ ความละอายบาป

5.

พบงูพิษแล้วสดุ้งกลัวว่าจะถูกกัด จัดเป็น โอตตัปปะได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

a)

จัดเป็นโอตตัปปะ เพราะเป็นการกลัวทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

b)

จัดเป็นโอตตัปปะไม่ได้

เพราะโอตตัปปะ หมายความว่าความเกรงกลัวต่อบาป

6.

หิริและโอตตัปปะ ได้ชื่อว่า ธรรมเป็นโลกบาล เพราะเหตุไร ?

a)

เพราะเป็นคุณธรรมที่ทําให้บุคคลรังเกียจและเกรงกลัวต่อ บาปทุจริต ไม่กล้าทําความชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

b)

ช่วยให้คนกล้าทำความชั่วได้อย่างเต็มที่

7.

ธรรมที่ทําให้บุคคลงาม คืออะไร ?

a)

ธรรมที่ทําให้บุคคลงาม คือ โทสะ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม

b)

ธรรมที่ทําให้บุคคลงาม คือ ขันติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม

8.

ในทางโลกดูคนงามกันที่หน้าตา ในทางพระพุทธศาสนาท่านให้ดูคนงามที่ไหน ?

a)

ในทางพระพุทธศาสนา ให้ดูคนงามกันที่มีคุณธรรมอันทําให้งามคือ โทสะ ความโกรธ

b)

ในทางพระพุทธศาสนา ให้ดูคนงามกันที่มีคุณธรรมอันทําให้งาม ๒ ประการ คือ ๑.ขันติ คือ ความอดทน ๒.โสรัจจะ คือ ความสงบเสงี่ยม

9.

พระพุทธเจ้า คือใคร ? ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์อย่างไร ?

a)

คือ ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจตามพระธรรมวินัย

ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย คือ ผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความ

ปฏิบัติ

b)

การเหาะเหินเดินอากาศและทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง

10.

พระธรรม คืออะไร ? มีคุณต่อผู้ปฏิบัติอย่างไร ?

a)

พระธรรม คือ คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีคุณต่อผู้ปฏิบัติ คือรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว

b)

พระธรรม คือ คําสั่งสอนของพระบิดา มีคุณต่อผู้ปฏิบัติ คือรักษาผู้ปฏิบัติให้ตกไปในที่ชั่ว

11.

โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่างมีอะไรบ้าง ?

a)

๑. เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ

๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ

๓. ทําใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น

b)

๑. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟังหรือจากการเล่าเรียนอ่านมา
๒. จินตมยปัญญา แปลว่า ปัญญาเกิดจากการคิด
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากภาวนา คือ การลงมือปฏิบัติ

12.

ทุจริต คืออะไร ? พูดใส่ร้ายผู้อื่น จัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?

a)

ทุจริต คือ ประพฤติชั่ว ประพฤติเสียหาย ฯ

จัดเข้าในกายทุจริต ฯ

b)

ทุจริต คือ ประพฤติชั่ว ประพฤติเสียหาย ฯ

จัดเข้าในวจีทุจริต ฯ

13.

เห็นผิดจากคลองธรรม คือเห็นอย่างไร ? จัดเข้าในทุจริตข้อไหน ?

a)

การยึดติดในความเห็นของตนเองโดยไม่พิจารณา

b)

เห็นผิดจากคลองธรรม คือ เห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าบุญบาปไม่มี บิดามารดาไม่มีพระคุณ เป็นต้น

14.

ที่ตั้งแห่งการบําเพ็ญบุญ เรียกว่าอะไร ? โดยย่อมีอะไรบ้าง ฯ

a)

เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ฯ โดยย่อมี ๓ คือ

๑. ธานะมัย บุญสําเร็จด้วยการบริจาคทาน

๒. สีลมัย บุญสําเร็จด้วยการรักษาศีล

๓. ภาวนามัย บุญสําเร็จด้วยการเจริญภาวนา

b)

เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ฯ โดยย่อมี ๓ คือ

๑. ทานมัย บุญสําเร็จด้วยการบริจาคทาน

๒. สีลมัย บุญสําเร็จด้วยการรักษาศีล

๓. ภาวนามัย บุญสําเร็จด้วยการเจริญภาวนา

15.

ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ควรเว้นอันตราย ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง ?

a)

เว้นอันตราย ๔ อย่าง ได้แก่

๑. อดทนต่อคําสอนไม่ได้ คือเบื่อหน่ายต่อคําสั่งสอนขี้เกียจทําตาม

๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง

๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป

๔. รักผู้หญิง

b)

เว้นอันตราย ๔ อย่าง ได้แก่

๑.การพูดจาไม่สุภาพ

๒.การไปสถานที่ไม่เหมาะสม

๓.การมีความรู้สึกไม่ดีต่อผู้อื่น

๔.การสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

16.

ธรรมเครื่องให้สําเร็จความประสงค์ คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?

a)

คืออิทธิบาท ๔ ฯ มี

๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น

๓. โทสะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ

๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

b)

คืออิทธิบาท ๔ ฯ มี

๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น

๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ

๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

17.

คุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่ เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?

a)

เรียกว่า พรหมวิหาร ฯ มี

๑. เมตตา ความรักปรารถนาจะให้อยู่เป็นสุข

๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์

๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี

๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ

b)

เรียกว่า พรหมวิหาร ฯ มี

๑. เมตตา ความรักปรารถนาจะให้อยู่เป็นสุข

๒. ภาวนา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์

๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี

๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ

18.

เมื่อเพื่อนร่วมงานได้เลื่อนตําแหน่ง ไม่คิดริษยา พลอยยินดีกับเขาด้วย ชื่อว่าปฏิบัติตามพรหมวิหารธรรมข้อใด ?

a)

ข้อ ๓ มุทิตา คือ ความพลอยยินดี

b)

กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์

19.

บุคคลผู้รักษาความยุติธรรมไว้ได้ ควรเว้นจากธรรมอะไร ? ธรรมนั้นมีอะไรบ้าง ?

a)

๑. ความลําเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกว่า ฉันทาคติ ๒. ความลําเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกว่า โทสาคติ

๓. ความสําเอียงเพราะเขลา เรียกว่า โมหาคติ

๔. ความลําเอียงเพราะกลัว เรียกว่า ภยาฮาคิ

b)

ควรเว้นจากอคติ ๔ ฯ มี

๑. ความลําเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกว่า ฉันทาคติ ๒. ความลําเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกว่า โทสาคติ

๓. ความสําเอียงเพราะเขลา เรียกว่า โมหาคติ

๔. ความลําเอียงเพราะกลัว เรียกว่า ภยาคติ

20.

ธรรมดุจล้อรถนําไปสู่ความเจริญ เรียกว่าอะไร ? มีอะไรบ้าง ?

a)

เรียกว่า จักร ๔ ฯ ได้แก่

๑) ปฏิรูปเทสวาสะ

คือ อยู่ในประเทศอันสมควร

๒) สัปปุริสปัสสยะ คือ คบอสัตบุรุษ

๓) อัตตสัมมาปณิธิ คือ ตั้งตนไว้ชอบ

๔) ปุพเพกตปุญญตา คือ ความเป็นผู้ได้ทําความดีไว้ในปางก่อน

b)

เรียกว่า จักร ๔ ฯ ได้แก่

๑) ปฏิรูปเทสวาสะ

คือ อยู่ในประเทศอันสมควร

๒) สัปปุริสปัสสยะ คือ คบสัตบุรุษ

๓) อัตตสัมมาปณิธิ คือ ตั้งตนไว้ชอบ

๔) ปุพเพกตปุญญตา คือ ความเป็นผู้ได้ทําความดีไว้ในปางก่อน

21.

กรรมอันเป็นบาปหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน คือกรรมอะไร ? มีอะไรบ้าง ?

a)

คือ อนันตริยกรรม ฯ มี

๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา

๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา

๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์

๔. โลหิตุปบาท ทําร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป

๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน

b)

คือ อนันตริยกรรม ฯ มี

๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา

๒. ปิตุฆาต ฆ่าลิง

๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์

๔. โลหิตุปบาท ทําร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป

๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน

22.

ธรรมอันเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี คืออะไร ? มีอะไรบ้าง ?

a)

คือ นิวรณ์ ๕ ฯ

มี ๑. กามฉันท์ พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ มีรูป เป็นต้น

๒. พยาบาท คิดปองร้ายผู้อื่น

๓. ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรําคาญ

๕. วิจิกิจฉา ความลังเลไม่ตกลงใจ

b)

คือ นิวรณ์ ๕ ฯ

มี ๑. กามฉันท์ พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ มีรูป เป็นต้น

๒. โทสะ คิดปองร้ายผู้อื่น

๓. ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรําคาญ

๕. วิจิกิจฉา ความลังเลไม่ตกลงใจ

23.

ขันธ์ ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ? สังขารขันธ์จัดเป็นรูปหรือนาม ?

a)

ขันธ์ ๖ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เจตสิกขันธ์ ฯ สังขารขันธ์จัดเป็นนาม

b)

ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ฯ สังขารขันธ์จัดเป็นนาม

24.

ขันธ์ ๕ สามารถย่อเป็น ๒ ได้อย่างไร ?

a)

ขันธ์ ๕ ย่อเป็น ๒ อย่างนี้ คือ

๑) รูปขันธ์ คงเป็นรูป

๒) เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์ ๔ ขันธ์นี้ เป็นนาม

b)

ขันธ์ ๕ ย่อเป็น ๒ อย่างนี้ ได้แก่

๑) รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์

๒)สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ฯ สังขารขันธ์จัดเป็นนาม

25.

ธรรมเป็นกําลัง ๕ อย่าง คืออะไรบ้าง ?

a)

ธรรมเป็นกําลัง ๕ อย่าง คือ

๑. สัทธา ความเชื่อ

๒. วิริยะ ความเพียร

๓.ปัญญา

ความระลึกได้

๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น

๕. สติ ความรอบรู้

b)

ธรรมเป็นกําลัง ๕ อย่าง คือ

๑. สัทธา ความเชื่อ

๒. วิริยะ ความเพียร

๓. สติ

ความระลึกได้

๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น

๕. ปัญญา ความรอบรู้

26.

อานิสงส์การฟังธรรม มีอะไรบ้าง ?

a)

อานิสงส์การฟังธรรมมี

๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด

๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้

๔. ทําความเห็นให้ถูกต้องได้

๕. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส

b)

อานิสงส์การฟังธรรมมี

๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด

๓. บรรเทาความใคร่

๔. ทําความเห็นให้ถูกต้องได้

๕. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส

27.

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาเนือง ๆ มีอะไรบ้าง ?ทรงให้พิจารณา

อย่างไร ?

a)

มี ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความพลัดพราก และกรรม ฯ

ทรงสอนให้พิจารณาว่า

๑. เรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

๒. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

๓. เรามีความตายเป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

๔. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

๕. เรามีกรรมเป็นของตัวเรา ทําดีจักได้ดีทําชั่วจักได้ชั่ว

b)

ได้แก่บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน  กตัญญูกตเวที  ได้แก่บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว  และตอบแทน

๑ มารดาบิดากับบุตรธิดา
                ๒ ครูอาจารย์กับศิษย์
                 ๓ พระราชากับราษฎร
                     ๔ พระพุทธเจ้ากับพุทธบริษัท

28.

คารวะ คืออะไร ? มีกี่อย่าง ? ข้อว่า คารวะในการศึกษา หมายถึงอะไร ?

a)

คารวะ คือ ความเคารพ เอื้อเฟื้อ ฯ มี ๕ อย่าง

คารวะในการศึกษา หมายถึง ความเคารพเอื้อเฟื้อในไตรสิกขา

b)

คารวะ คือ ความเคารพ เอื้อเฟื้อ ฯ มี ๖ อย่าง

คารวะในการศึกษา หมายถึง ความเคารพเอื้อเฟื้อในไตรสิกขา

29.

อายตนะภายนอก ๖ ได้แก่อะไรบ้าง ?

a)

อายตนะภายนอก ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย, ธรรม คืออารมณ์ที่เกิดกับใจ

b)

อายตนะภายนอก ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย, ธรรม คืออารมณ์ที่เกิดกับใจ

30.

อินทรีย์ ๖ กับอารมณ์ ๖ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?

a)

มีความสัมพันธ์กันอย่างนี้

ตา เป็นใหญ่ในการเห็น อารมณ์คือรูป

หู เป็นใหญ่ในการฟัง อารมณ์คือเสียง

จมูก เป็นใหญ่ในการสูดดม อารมณ์คือกลิ่น ลิ้น เป็นใหญ่ในการลิ้ม อารมณ์คือรส

กาย เป็นใหญ่ในการถูกต้อง อารมณ์คือโผฏฐัพพะ

ใจ เป็นใหญ่ในการรู้ อารมณ์คือธรรม

b)

มีความสัมพันธ์กันอย่างนี้

กาย เป็นใหญ่ในการเห็น อารมณ์คือรูป

ใจ เป็นใหญ่ในการฟัง อารมณ์คือเสียง

จมูก เป็นใหญ่ในการสูดดม อารมณ์คือกลิ่น ลิ้น เป็นใหญ่ในการลิ้ม อารมณ์คือรส

ตา เป็นใหญ่ในการถูกต้อง อารมณ์คือโผฏฐัพพะ

หู เป็นใหญ่ในการรู้ อารมณ์คือธรรม

31.

สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเจรจาอย่างไร ?

a)

เจรจาชอบ คือ วาจาชอบจากพูดเท็จ วาจาชอบจากส่อเสียด วาจาชอบจากพูดคําหยาบ และ วาจาชอบจากพูดเพ้อเจ้อ

b)

เจรจาชอบ คือ เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคําหยาบ และเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

32.

สัมมากัมมันตะ การงานชอบ คือทําอย่างไร ?

a)

การงานชอบ คือ ทําโดยเว้นจากกายทุจริต ๓ ได้แก่

๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์

๒) เว้นจากการลักทรัพย์

๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

b)

การงานชอบ คือ ทําโดยเว้นจากกายทุจริต ๓ ได้แก่

๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์

๒) เว้นจากการลักทรัพย์น้อย ให้ลักทรัพย์มาก

๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ฯ

33.

ในมละ ๙ ศิษย์ได้ดีแล้วทํามึนตึงกับอาจารย์ จัดเข้าในมละอย่างไหน ?

และควรชําระมละอย่างนั้นด้วยธรรมอะไร ?

a)

จัดเข้าใน มักขะ ลบหลู่คุณท่านฯ

ควรชําระด้วยกตัญญูกตเวทิตา ความรู้คุณท่านแล้วตอบแทน

b)

จัดเข้าใน มักขะ ลบหลู่คุณท่านฯ

ควรชําระด้วยอกตัญญูกตเวทิตา ความรู้คุณท่านแล้วตอบแทน

34.

ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์ คือศีลอะไร ? ได้แก่อะไรบ้าง ?

a)

คือ ศีล ๕ ฯ ได้แก่

กามฉันทะ ความพอใจในกาม

พยาบาท ความปองร้าย

ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหดหู่

อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย

b)

คือ ศีล ๕ ฯ ได้แก่

๑. เว้นจากท่าชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป

๒. เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย

๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม

๔. เว้นจากพูดเท็จ

๕. เว้นจากดื่มน้ําเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

35.

การคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างไร ?

a)

เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างนี้ คือ มักจะถูกคนชั่ว ชักจูงไปในทางที่ชั่ว เช่น คนไม่เคยเป็นนักเลงหญิง ไม่ติดสุราไม่เล่นการพนัน ไม่เป็นอันธพาล ก็ย่อมถูกชัก จูงไปจนกลายเป็นนักเลงหญิงได้ เป็นต้น

b)

เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างนี้ คือ มักจะถูกคนดี ชักจูงไปในทางที่ดี เช่น คนไม่เคยเป็นนักเลงหญิง ไม่ติดสุราไม่เล่นการพนัน ไม่เป็นอันธพาล ก็ย่อมถูกชัก จูงไปจนกลายเป็นนักเลงหญิงได้ เป็นต้น

36.

ความสุขของผู้ครองเรือนตามหลักพระพุทธศาสนาเกิดมาจากเหตุอะไรบ้าง ?

a)

เกิดจากเหตุ ๕ อย่าง คือ

๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์

๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค

๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้

๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษฯ

๕สุขเกิดจากอารมณ์ที่มีครอบครัวที่ดี

b)

เกิดจากเหตุ ๔ อย่าง คือ

๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์

๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค

๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้

๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษฯ

37.

ฆราวาสผู้ครองเรือน ควรตั้งอยู่ในธรรมข้อใดบ้าง ?

a)

ควรตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ คือ

๑. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน

๒. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน

๓. ขันติ อดทน

๔. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

b)

ควรตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม ๔ คือ

  • ๑.ฉันทะ หมายถึง ความรัก พอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือสิ่งที่ทำ

  • ๒.วิริยะ หมายถึง ความพากเพียรและความขยันอย่างต่อเนื่อง

  • ๓.จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส่ มุ่งมั่น และรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ

  • ๔.วิมังสา หมายถึง ความตระหนักไตร่ตรองถึงเหตุและผลด้วยปัญญา

38.

ศิษย์ที่ดีพึงปฏิบัติต่อครูอาจารย์อย่างไร ?

a)

พึงปฏิบัติต่อท่านอย่างนี้ คือ

๑. ด้วยลุกขึ้นยืนรับ

๒. ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้

๓. ด้วยเชื่อฟัง

๔. ด้วยอุปัฏฐาก

๕. ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

b)

พึงปฏิบัติต่อท่านอย่างนี้ คือ

๑. ทำการบ้านอย่างลวก ๆ เพื่อให้ทันเวลา
๒. เตรียมตัวให้พร้อมและทำการบ้านให้ดีที่สุด
๓. ไม่ทำการบ้านเพราะคิดว่าครูจะไม่สนใจ
๔. ให้คนอื่นทำการบ้านให้

39.

บุตรธิดาพึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างไร ?

a)

พึงปฏิบัติต่อท่านอย่างนี้ คือ

๑.ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบแทน

๒. ทํากิจของท่าน

๓. ดํารงวงศ์สกุล

๔. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก

๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทําบุญอุทิศให้ท่าน

b)

พึงปฏิบัติต่อท่านอย่างนี้ คือ

๑. ไม่ต้องสนใจ
๒. พูดคุยเพื่อหาสาเหตุและเสนอแนวทางช่วยเหลือ

๓. บอกให้หายเอง
๔. ทำกิจกรรมให้พวกเขาลืมความไม่สบายใจ

๕.การพูดจากล่าวคำหยาบคาย

40.

ผู้หวังประโยชน์ปัจจุบันจะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะได้สมหวัง ?

a)

ต้องปฏิบัติตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ

๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจการงาน

ในการศึกษาเล่าเรียนในการทําธุระหน้าที่ของตน

๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาทั้งทรัพย์และการงานไม่ให้เสื่อมไป ๓. กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว

๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กําลังทรัพย์ที่หาได้

b)

ต้องปฏิบัติตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ

๑. สมชีวิตา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจการงาน

ในการศึกษาเล่าเรียนในการทําธุระหน้าที่ของตน

๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาทั้งทรัพย์และการงานไม่ให้เสื่อมไป

๓. กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเป็นคนชั่ว ไม่คบคนดี

๔. อุฏฐานสัมปทา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กําลังทรัพย์ที่หาได้