wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Discrete_Final Exam

Total questions: 60

Worksheet time: 3600secs

Name
Class
Date
1.

ทฤษฎีของคลีนกล่าวว่าอะไรเกี่ยวกับภาษาปกติ (Regular Language)

a)

ภาษาปกติทุกภาษาสามารถแสดงได้ในรูปของ Context-Free Grammar

b)

ภาษาปกติทุกภาษาสามารถแสดงได้ในรูปของออโตมาตาจำกัดสถานะ (Finite State Automata)

c)

ภาษาปกติทุกภาษาสามารถแสดงได้ในรูปของ Pushdown Automaton

d)

ภาษาปกติทุกภาษาสามารถแสดงได้ในรูปของ Turing Machine

2.

การดำเนินการ Kleene Star (*) ใช้ทำอะไรในทฤษฎีภาษาสัญลักษณ์

a)

เพื่อสร้างชุดของภาษาใหม่จากสองภาษา

b)

เพื่อระบุชุดของสตริงทั้งหมดที่เกิดจากการซ้ำสัญลักษณ์ใด ๆ

c)

เพื่อกำหนดโครงสร้างไวยากรณ์ของภาษา

d)

เพื่อสร้างสมการกำหนดภาษาอิสระจากบริบท

3.

ทฤษฎีของคลีนเกี่ยวข้องกับกฎข้อใดเป็นหลัก

a)

การแปลง DFA เป็น NFA

b)

การระบุภาษาไม่ปกติ

c)

ความสามารถในการคำนวณของภาษาปกติ

d)

การแปลงภาษาอิสระจากบริบทเป็นภาษาไร้บริบท

4.

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีของคลีนในคอมพิวเตอร์วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับอะไร

a)

การพัฒนาอัลกอริทึมและการวิเคราะห์ความซับซ้อน

b)

การสร้าง Turing Machine ที่ซับซ้อน

c)

การแยกแยะภาษาปกติจากภาษาไม่ปกติ

d)

การออกแบบ Context-Free Grammar

5.

Kleene Star (*) หมายถึงการดำเนินการแบบใดในทฤษฎีภาษาสัญลักษณ์

a)

การบวกกันของภาษา

b)

การสร้างภาษาปกติ

c)

การดำเนินการซ้ำเพื่อสร้างสตริงทั้งหมด

d)

การดำเนินการแปลงภาษาอิสระจากบริบท

6.

Kleene Star (*) ถูกใช้เพื่อสร้างชุดของสตริงที่มีคุณสมบัติใด

a)

ความยาวของสตริงทั้งหมดที่เกิดจากการวางตัวอักษรซ้ำ ๆ

b)

การสร้างภาษาจำกัดที่มีสตริงไม่เกินความยาว 5 ตัว

c)

สตริงที่สร้างจากตัวอักษรไม่ซ้ำกันเท่านั้น

d)

การสร้างสตริงที่มีโครงสร้างเชิงซ้อนจากหลายภาษา

7.

ทฤษฎีการเวียนเกิด (Recursion Theory) ของคลีนมีบทบาทสำคัญในเรื่องใด

a)

การคำนวณที่สามารถทำได้โดยใช้วิธีเชิงกลไก

b)

การสร้างไวยากรณ์ภาษาปกติ

c)

การแยกแยะภาษาที่สามารถยอมรับได้โดย NFA

d)

การแปลงจาก DFA ไปยัง PDA

8.

แนวคิด Kleene Star มีความสำคัญอย่างไรในการพัฒนาอัลกอริทึม

a)

ใช้ในการสร้างภาษาที่ไม่สามารถคำนวณได้

b)

ใช้ในการออกแบบและวิเคราะห์ความซับซ้อนของอัลกอริทึม

c)

ใช้ในการแปลงภาษาไม่ปกติเป็นภาษาปกติ

d)

ใช้ในการสร้างทฤษฎีของการคำนวณภาษาปกติ

9.

ทฤษฎีของคลีนส่งผลกระทบต่อการศึกษาด้านใดในคอมพิวเตอร์วิทยาศาสตร์

a)

การศึกษาการทำงานของ Turing Machine

b)

การคำนวณภาษาและทฤษฎีภาษาสัญลักษณ์

c)

การพัฒนา DFA เพื่อยอมรับภาษาไม่ปกติ

d)

การสร้าง Context-Free Grammar สำหรับภาษาปกติ

10.

เครื่องจักรทัวริง (Turing Machine) ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดยใคร

a)

จอห์น ฟอน นอยมันน์ 

b)

อลัน ทัวริง 

c)

เคิร์ต เกอเดล 

d)

ชาลส์ แบบเบจ

11.

หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของเครื่องจักรทัวริงคืออะไร

a)

สามารถอ่านค่าได้เฉพาะเลขฐานสอง 

b)

สามารถเปลี่ยนสถานะและแก้ไขข้อมูลที่อ่านได้ 

c)

ทำงานได้เฉพาะบนข้อมูลจำนวนจำกัด 

d)

ใช้ในการสร้างไวยากรณ์ภาษาปกติ 

12.

เครื่องจักรทัวริงถูกใช้เป็นโมเดลสำหรับอะไร

a)

การคำนวณเชิงกล 

b)

การแปลงภาษาไม่ปกติเป็นภาษาปกติ 

c)

การสร้าง NFA 

d)

การออกแบบ Context-Free Grammar 

13.

Turing Test เป็นการทดสอบเกี่ยวกับอะไร

a)

การคำนวณที่เป็นไปได้ 

b)

ความสามารถในการจำแนกภาษาปกติ 

c)

การวัดความฉลาดของคอมพิวเตอร์ 

d)

การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 

14.

เครื่องจักรทัวริงสามารถทำงานกับข้อมูลประเภทใด

a)

ข้อมูลในรูปแบบของกราฟ 

b)

ข้อมูลที่มีโครงสร้างเป็นต้นไม้ 

c)

ข้อมูลในรูปของตัวเลขและสัญลักษณ์ 

d)

ข้อมูลเฉพาะภาษาที่มีโครงสร้างเชิงเส้น 

15.

กระบวนการทำงานของเครื่องจักรทัวริงเริ่มต้นจากอะไร

a)

การอ่านข้อมูลจากม้วนกระดาษ 

b)

การเปลี่ยนสถานะทันที 

c)

การแก้ไขสัญลักษณ์ทุกครั้งที่อ่าน 

d)

การคำนวณผลลัพธ์จาก DFA 

16.

ข้อใดคือสิ่งที่เครื่องจักรทัวริงสามารถทำได้

a)

แก้ไขข้อมูลโดยไม่ต้องอ่าน 

b)

เปลี่ยนสถานะตามข้อมูลที่อ่าน 

c)

หยุดการทำงานหลังจากการอ่านทุกครั้ง 

d)

คำนวณเฉพาะข้อมูลจำนวนจำกัดเท่านั้น 

17.

เครื่องจักรทัวริงเกี่ยวข้องกับแนวคิดใดในวิทยาการคอมพิวเตอร์ 

a)

ทฤษฎีความซับซ้อนในการคำนวณ 

b)

การออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 

c)

การสร้างโปรแกรมเชิงโครงสร้าง 

d)

การพัฒนาภาษาโปรแกรม 

18.

เครื่องจักรทัวริงสามารถใช้งานได้อย่างไรในทางปฏิบัติ

a)

ใช้ในการสร้าง DFA เพื่อรับรู้ภาษา

b)

ใช้ในการคำนวณที่ซับซ้อนและการแก้ปัญหา 

c)

ใช้ในการออกแบบโปรแกรมแบบง่าย 

d)

ใช้ในการแยกแยะภาษาปกติจากภาษาไม่ปกติ 

19.

แนวคิดของเครื่องจักรทัวริงมีผลอย่างไรต่อการพัฒนาคอมพิวเตอร์สมัยใหม่

a)

ใช้ในการออกแบบซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพ 

 

b)

เป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 

c)

เป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลคอมพิวเตอร์

d)

ใช้ในการพัฒนาอินเทอร์เน็ต

20.

Finite State Automata (FSA) คืออะไร

a)

โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่มีสถานะอนันต์ 

 

b)

โมเดลคณิตศาสตร์ที่จำลองการคำนวณที่มีสถานะจำกัด

c)

เครื่องจักรที่สามารถคำนวณได้ทุกภาษา 

d)

เครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อแยกแยะภาษาไม่ปกติ

21.

องค์ประกอบใดต่อไปนี้ที่ ไม่ใช่ ส่วนประกอบของ Finite State Automata

a)

สถานะเริ่มต้น (Start State) 

b)

ฟังก์ชันการเปลี่ยนสถานะ (Transition Function) 

c)

สถานะจบการทำงาน (End State) 

d)

สัญลักษณ์ในอัลฟาเบต (Alphabet)

22.

สถานะใดใน FSA ที่จะใช้ในการเริ่มกระบวนการคำนวณ

a)

สถานะยอมรับ (Accept State) 

 

 

b)

สถานะเริ่มต้น (Start State)

c)

สถานะจบ (End State) 

d)

  สถานะระหว่าง (Intermediate State)

23.

ใน Finite State Automata แบบกําหนดแน่นอน (Deterministic Finite Automata - DFA) มีคุณสมบัติตรงกับข้อใด

a)

ทุกสถานะสามารถเปลี่ยนไปหลายสถานะได้ในเวลาเดียวกัน 

 

 

 

b)

มีทางเลือกเนึ่งทางสำหรับการเปลี่ยนสถานะในแต่ละอินพุต

c)

สามารถอยู่ในหายสถานะพร้อมกันได้ 

d)

ไม่มีสถานะเริ่มต้นที่ชัดเจน

24.

ใน Non-deterministic Finite Automata (NFA) สถานะสามารถทำอะไรได้

a)

สามารถเปลี่ยนสถานะหลายสถานะพร้อมกัน 

 

b)

มีได้เพียงหนึ่งสถานะเท่านั้นในเวลาเดียวกัน 

c)

ไม่สามารถรับอินพุตใด ๆ 

d)

 

  ต้องแปลงเป็น DFA ก่อนใช้งานเสมอ

25.

Finite State Automata ถูกนำไปใช้ในการทำงานประเภทใด

a)

การแยกแยะโครงสร้างไวยากรณ์ในโปรแกรม 

 

 

 

b)

การสร้าง Turing Machine 

c)

การแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ 

d)

การออกแบบอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์

26.

ข้อใดต่อไปนี้คือการใช้งานของ Finite State Automata

a)

การตรวจสอบรูปแบบของข้อมูล 

 

 

b)

การเขียนโปรแกรมคำนวณเชิงกล 

c)

  การสร้าง Turing Test 

d)

การตรวจสอบภาษาไร้บริบท

27.

Finite State Automata มีข้อจำกัดใด

a)

ไม่สามารถคำนวณภาษาที่มีความซับซ้อนได้ 

b)

ไม่สามารถประมวลผลสตริงที่ยาวเกินไป

c)

ไม่สามารถทำงานได้ในสภาวะจำกัด 

d)

ไม่สามารถจำสถานะก่อนหน้าได้

28.

องค์ประกอบใดที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะของ FSA เมื่อได้รับอินพุต

a)

สถานะเริ่มต้น 

 

 

 

b)

ข. ฟังก์ชันการเปลี่ยนสถานะ 

c)

ค. สัญลักษณ์ในอัลฟาเบต 

d)

ง. สถานะยอมรับ

29.

ข้อใดเป็นความหมายของ DFA (Deterministic Finite Automata)

a)

ก. เครื่องจักรที่มีสถานะจำกัดและสามารถเปลี่ยนไปหลายสถานะสำหรับอินพุตแต่ละตัว

  

  

 

b)

ข. เครื่องจักรที่มีสถานะจำกัดและการเปลี่ยนสถานะถูกกำหนดแน่นอนสำหรับอินพุตแต่ละตัว

c)

ค. เครื่องจักรที่ไม่มีการกำหนดแน่นอน

d)

  ง. เครื่องจักรที่มีจำนวนสถานะไม่จำกัด

30.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นความแตกต่างระหว่าง DFA และ NDFA

a)

DFA อนุญาตให้ย้อนไปสถานะก่อนหน้าได้เสมอ

  

  

  

b)

ข. NDFA ต้องใช้พื้นที่ในการคำนวณมากกว่า DFA

c)

ค. NDFA อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงสตริงว่างเปล่าได้

d)

ง. DFA ไม่สามารถกำหนดล่วงหน้าได้

31.

NDFA แตกต่างจาก DFA อย่างไร

a)

การเปลี่ยนสถานะสามารถไปยังหลายสถานะได้ในครั้งเดียว

  

  

  

b)

ข. การเปลี่ยนสถานะต้องเป็นแบบลำดับที่แน่นอน

c)

ค. NDFA มีจำนวนสถานะมากกว่า DFA

d)

ง. การเปลี่ยนสถานะไม่สามารถเกิดได้โดยอินพุตที่ว่างเปล่า

32.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นประโยชน์ของการใช้ DFA

a)

สามารถคาดเดาการเปลี่ยนสถานะได้แน่นอน

   

   

b)

ข. สามารถใช้พื้นที่น้อยกว่าการใช้ NDFA

c)

ค. สามารถเปลี่ยนสถานะได้หลายสถานะพร้อมกัน

d)

สามารถยอมรับการเปลี่ยนสถานะที่ไม่มีอินพุตได้

33.

ข้อใดต่อไปนี้หมายถึง Regular Grammar

a)

ไวยากรณ์ที่ใช้กำหนดกฎเกณฑ์ในการสร้างภาษา

  

  

  

b)

ข. การแสดงผลแบบอัตโนมัติ

c)

ค. ไวยากรณ์ที่ใช้ในภาษาที่ไม่แน่นอน

d)

ง. การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

34.

Regular Expressions ใช้ในการทำงานใด

a)

การคำนวณค่าในฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์

  

  

  

b)

ข. การค้นหาและจัดการข้อความตามรูปแบบที่กำหนด

c)

ค. การตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบ

d)

ง. การประมวลผลภาพ

35.

สัญลักษณ์ใดที่ไม่ใช่สัญลักษณ์ของ Regular Grammar

a)

เทอร์มินอล

  

  

b)

ข. แอลฟาเบต

c)

ค. ตัวแปรในเครื่องหมาย <>

  

d)

ง. การเชื่อมต่อสตริง

36.

Regular Expressions ถูกใช้ในกรณีใดต่อไปนี้

a)

ค้นหาข้อความที่ขึ้นต้นด้วย A และลงท้ายด้วย T

  

  

  

b)

ข. ตรวจสอบค่าของตัวแปรที่ไม่สามารถกำหนดได้

c)

ค. ค้นหาค่าความแตกต่างในอัลกอริทึม

d)

ง. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบไฟฟ้า

37.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นลักษณะของ Regular Language

a)

ภาษาที่เกิดจากการรวม (Union) ของภาษาเรกูลาร์ยังคงเป็นภาษาเรกูลาร์

   

  

 

b)

ข. ภาษาที่เกิดจากการลบ (Subtraction) ของภาษาเรกูลาร์ยังคงเป็นภาษาเรกูลาร์

c)

ค. ภาษาที่ไม่สามารถคำนวณได้

d)

ง.  ภาษาที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้

38.

Regular Expressions สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง

a)

ค้นหาและแก้ไขข้อมูลที่มีรูปแบบเฉพาะ

  

     

b)

ข. วิเคราะห์ผลลัพธ์ในรูปแบบเชิงตัวเลข

c)

ค. คำนวณค่าทางคณิตศาสตร์ขั้นสูง

d)

ง. ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในฮาร์ดแวร์

39.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่คุณสมบัติของ Regular Language

a)

การเชื่อมต่อภาษาเรกูลาร์ยังคงได้ภาษาเรกูลาร์

 

  

  

b)

  ข. การกลับด้าน (Complement) ของภาษาเรกูลาร์ยังคงเป็นภาษาเรกูลาร์

c)

ค. การลบภาษาเรกูลาร์จะไม่ให้ภาษาเรกูลาร์

d)

ง. ภาษาที่เกิดจากการอินเตอร์เซก (Intersect) ของภาษาเรกูลาร์ยังคงเป็นภาษาเรกูลาร์

40.

Regular Expressions ใช้ในการตรวจสอบอะไร

a)

รูปแบบของข้อมูล เช่น อีเมล หรือหมายเลขบัตรประชาชน

   

   

   

b)

ข. ค่าความเป็นจริงของตัวแปร

c)

ค. การทำงานของอุปกรณ์ในเครือข่าย

d)

ง. การประมวลผลความเร็วสูง

41.

วงจรเชิงวิธีจัด (Algorithmic Method for Algebraic Systems) ใช้ทำอะไร

a)

ใช้สำหรับการคำนวณค่าสถิติ

  

  

  

b)

ข. ใช้สำหรับการวิเคราะห์และจัดการระบบพีชคณิต

c)

ค. ใช้ในการแก้สมการกำลังสองเท่านั้น

d)

ง. ใช้ในการออกแบบวงจรไฟฟ้า

42.

ข้อใดคือขั้นตอนแรกของวงจรเชิงวิธีจัด

a)

การเลือกวิธีการ

  

  

  

b)

ข. การรายงานผล

c)

ค. การกำหนดปัญหา

d)

ง. การดำเนินการ

43.

การเลือกวิธีการ (Method Selection) ในวงจรเชิงวิธีจัด หมายถึงอะไร

a)

การเลือกวิธีที่เหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหาหรือวิเคราะห์ระบบพีชคณิต

  

  

  

b)

ข. การเลือกเครื่องมือในการคำนวณค่า

c)

ค. การเลือกสูตรทางคณิตศาสตร์

d)

ง. การเลือกซอฟต์แวร์สำหรับการวิเคราะห์

44.

ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนหลักของวงจรเชิงวิธีจัดระบบพีชคณิต

a)

การกำหนดปัญหา

b)

การเลือกตัวแปรที่เหมาะสม

  

 

c)

ค. การดำเนินการ

d)

  ง. การรายงานผล

45.

ข้อใดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวงจรเชิงวิธีจัด

a)

การวิเคราะห์ผลลัพธ์

  

  

  

b)

ข. การรายงานผล

c)

ค. การสร้างแบบจำลอง

d)

ง. การเลือกวิธีการ

46.

การสร้างแบบจำลอง (Modeling) ในวงจรเชิงวิธีจัดมีจุดประสงค์เพื่ออะไร

a)

เพื่อทดสอบสมมติฐาน

  

  

  

b)

ข. เพื่อสร้างตัวแทนของปัญหาในรูปแบบพีชคณิต

c)

ค. เพื่อหาค่าคงที่

d)

ง. เพื่อทำการทดลองกับข้อมูล

47.

การดำเนินการ (Implementation) หมายถึงขั้นตอนใดในวงจรเชิงวิธีจัด

a)

การคำนวณและแปลงค่าพีชคณิต

  

b)

ข. การกำหนดปัญหา

c)

การเลือกแบบจำลองที่เหมาะสม

  

d)

ง. การวิเคราะห์ข้อจำกัด

48.

การวิเคราะห์ผลลัพธ์ (Result Analysis) มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

a)

เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

  

  

  

b)

ข. เพื่อเลือกสมการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา

c)

ค. เพื่อสร้างแบบจำลองใหม่

d)

ง. เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการในการแก้สมการ

49.

ข้อใดคือการประยุกต์ใช้ของวงจรเชิงวิธีจัด

a)

ก. การออกแบบวงจรไฟฟ้า

  

  

  

b)

ข. การวิเคราะห์สมการเชิงเส้น

c)

ค. การแก้ปัญหาทางพีชคณิตในสาขาวิศวกรรม, คอมพิวเตอร์, ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์

d)

ง. การพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือ

50.

การวิเคราะห์ข้อจำกัดในวงจรเชิงวิธีจัดเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนใด

a)

การดำเนินการ

   

   

b)

ข. การเลือกวิธีการ

c)

ค. การวิเคราะห์ผลลัพธ์

d)

การรายงานผล

51.

ข้อใดคือคำจำกัดความของ "ภาษาแบบปกติ"

  

  

a)

ก. ภาษาที่มีจำนวนคำจำกัด 

b)

ข. ภาษาใดๆ ที่สามารถแสดงด้วยไวยากรณ์แบบปกติ

c)

ค. ภาษาใดๆ ที่สามารถอธิบายด้วยเครื่องจักรทัวริง 

d)

ง. ภาษาที่มีรูปแบบไม่แน่นอน

52.

ภาษาแบบปกติสามารถอธิบายได้โดยใช้เครื่องมือใด

  

  

  

a)

ก. เครื่องจักรทัวริง 

b)

  ข. ไวยากรณ์แบบไม่ปกติ 

c)

ค. เครื่องจักรจำกัดสถานะ

d)

ง. ไวยากรณ์แบบคอนเท็กซ์ฟรี

53.

ภาษาแบบใดไม่สามารถจดจำได้ด้วยเครื่องจักรจำกัดสถานะ

  

a)

ก. ภาษาแบบปกติ 

b)

ข. ภาษาแบบไม่ปกติ

c)

ค. ภาษาแบบคอนเท็กซ์ฟรี 

d)

ภาษาแบบปกติและไม่ปกติ

54.

เครื่องจักรจำกัดสถานะ (Finite State Machine) สามารถจดจำภาษาใดได้ 

  

 

a)

ก. ภาษาแบบปกติ

b)

ภาษาแบบคอนเท็กซ์ฟรี

c)

ภาษาแบบไม่ปกติ 

d)

ภาษาที่เป็นการวนซ้ำไม่จำกัด

55.

ข้อใดคือคำจำกัดความของ "ภาษาแบบไม่ปกติ"

a)

ภาษาที่ไม่สามารถแสดงด้วยไวยากรณ์แบบปกติ

b)

ภาษาที่สามารถจดจำด้วยเครื่องจักรจำกัดสถานะ

c)

ภาษาที่มีจำนวนคำไม่จำกัด

d)

ภาษาที่มีโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน

56.

วิธีใดใช้ในการพิสูจน์ว่าภาษาเป็นภาษาแบบไม่ปกติ 

  

a)

การใช้สมการทางคณิตศาสตร์

b)

การใช้ทฤษฎีปั๊มปิ้ง (Pumping Lemma) 

c)

การใช้เครื่องจักรจำกัดสถานะ 

d)

การใช้ไวยากรณ์แบบปกติ

57.

เครื่องจักรใดที่สามารถจดจำภาษาแบบไม่ปกติ

a)

เครื่องจักรจำกัดสถานะ

b)

เครื่องจักรจำกัดสถานะเชิงผลักดัน (Pushdown Automaton) 

c)

เครื่องจักรจำกัดสถานะอนันต์

d)

เครื่องจักรไม่จำกัดสถานะ

58.

ข้อใดคือคุณสมบัติของภาษาแบบปกติ

 

a)

สามารถจดจำด้วยเครื่องจักรจำกัดสถานะ

b)

สามารถอธิบายด้วยไวยากรณ์แบบไม่ปกติ

c)

มีโครงสร้างที่ไม่เป็นที่แน่นอน 

d)

ต้องการเครื่องจักรทัวริงในการประมวลผล

59.

"ทฤษฎีปั๊มปิ้ง" ใช้ในการพิสูจน์อะไร

  

a)

การที่ภาษาหนึ่งเป็นภาษาคอนเท็กซ์ฟรี

b)

การที่ภาษาหนึ่งเป็นภาษาแบบปกติ

c)

การที่ภาษาหนึ่งเป็นภาษาแบบไม่ปกติ 

d)

การที่ภาษาหนึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยไวยากรณ์แบบปกติ

60.

ข้อใดคือเครื่องมือที่ใช้ในการประมวลผลภาษาแบบไม่ปกติ

  

a)

เครื่องจักรจำกัดสถานะ

b)

เครื่องจักรทัวริง 

c)

เครื่องจักรจำกัดสถานะเชิงผลักดัน

d)

สมการเชิงอนุพันธ์