Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบวิทยาศาสตร์

Total questions: 170

Worksheet time: 3hrs 30mins

Name
Class
Date
1.

ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดเช่นหญ้าต้นไม้วัวกระทิงกระต่ายแมลงมดเสือและงู โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตยังมีความสัมพันธ์กับแหล่งที่อยู่อาศัยด้วย เรียกความสัมพันธ์ดังกล่าวว่าอย่างไร

a)

โซ่อาหาร

b)

ระบบนิเวศ

c)

กลุ่มสิ่งมีชีวิต

d)

สายใยอาหาร

2.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยทางกายภาพในระบบนิเวศ

a)

น้ำ

b)

ดิน

c)

ป่าไม้

d)

อุณหภูมิ

3.

ขอใดคือความหมายของประชากร

a)

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกในชวงเวลาหนึ่ง

b)

สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อยูในแหลงที่อยูเดียวกันในชวงเวลาหนึ่ง

c)

สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่อยูในแหลงที่อยูเดียวกันในชวงเวลาหนึ่ง

d)

สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่กระจายอยูตามแหลงตางๆทั่วโลกในชวงเวลาหนึ่ง

4.

เหตุใดตั๊กแตนบางชนิดจึงมีรูปรางเหมือนใบไม

a)

ตั๊กแตนมีการปรับตัวทางดานสรีระ

b)

ตั๊กแตนมีการปรับตัวทางดานรูปราง

c)

ตั๊กแตนสามารถเปล

5.

เหตุใดตั๊กแตนบางชนิดจึงมีรูปรางเหมือนใบไม

a)

ตั๊กแตนมีการปรับตัวทางดานสรีระ

b)

ตั๊กแตนมีการปรับตัวทางดานรูปราง

c)

ตั๊กแตนสามารถเปลี่ยนรูปรางใหกลายเปนใบไมได

d)

ตั๊กแตนมีการปรับตัวทางดานพฤติกรรมและการแสดงออก

6.

ขอใดไมใชพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ไดรับผลกระทบจากอุณหภูมิ

a)

การจําศีลของกบ

b)

การอพยพยายถิ่นของนก

c)

หมีขั้วโลกมีขนยาวปกคลุม

d)

การหันตามดวงอาทิตยของดอกทานตะวัน

7.

ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดที่มีผลตอการควบคุมสมดุลของจํานวนประชากร

a)

ภาวะปรสิต

b)

ภาวะลาเหยื่อ

c)

ภาวะพึ่งพากัน

d)

ภาวะการไดรับประโยชนรวมกัน

8.

ขอใดคือการอยูรวมกันที่มีความสัมพันธแบบ-,-

a)

ภาวะอิงอาศัย

b)

ภาวะพึ่งพากัน

c)

ภาวะไดประโยชนรวมกัน

9.

ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตคูใดที่เหมือนกัน

a)

เห็บบนตัวสุนัข

b)

กาฝากบนตนไมใหญ

c)

กลวยไมบนตนไมใหญ

10.

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตคู่ใดที่เหมือนกัน

a)

เห็บบนตัวสุนัข

b)

กาฝากบนต้นไม้ใหญ่

c)

กล้วยไม้บนต้นไม้ใหญ่

d)

แบคทีเรียในรากพืชตระกูลถั่ว

11.

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตใดที่แตกต่างจากข้ออื่น

a)

พยาธิในลำไส้หนู

b)

โพรโทซัวในลำไส้ปลวก

c)

ราที่อาศัยอยู่ร่วมกับสาหร่าย

d)

แบคทีเรียไรโซเบียมในรากพืชตระกูลถั่ว

12.

ปัจจัยใดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมีความสัมพันธ์กัน

a)

อาหาร

b)

พลังงาน

c)

ที่อยู่อาศัย

d)

การหมุนเวียนของสาร

13.

สิ่งมีชีวิตในข้อใดที่จัดเป็นผู้บริโภคประเภทเดียวกัน

a)

ไก่วัวจิ้งจก

b)

เสือแรดสิงโต

c)

กบคางคกยีราฟ

d)

ม้าแกะกระต่าย

14.

นกพิราบกินข้าวสารเป็นอาหารและยังสามารถกินหนอนเป็นอาหารได้ควรจัดอยู่ในผู้บริโภคกลุ่มใด

a)

ผู้บริโภคพืช

b)

ผู้บริโภคสัตว์

c)

ผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์

d)

ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์

15.

สิ่งมีชีวิตที่สามารถเปลี่ยนสารอนินทรีย์ให้เป็นสารอินทรีย์คือข้อใด

4 lines
16.

ควรจัดอยูในผูบริโภคกลุมใด

a)

ผูบริโภคพืช

b)

ผูบริโภคสัตว

c)

ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว

d)

ผูบริโภคซากพืชซากสัตว

17.

สิ่งมีชีวิตที่สามารถเปลี่ยนสารอนินทรียใหเปนสารอินทรียคือขอใด

a)

ผูผลิต

b)

ผูบริโภค

c)

ผูยอยสลาย

d)

ถูกตองทั้งขอ1และ3

18.

สิ่งมีชีวิตใดที่ไดรับพลังงานนอยที่สุดในพีระมิดพลังงาน

a)

ผูผลิต

b)

ผูบริโภคลําดับ1

c)

ผูบริโภคลําดับสุดทาย

d)

ผูยอยสลายอินทรียสาร

19.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับโซอาหาร

a)

การเขียนโซอาหารนั้นตองหันหัวลูกศรเขาหาผูที่กิน

b)

แสดงความสัมพันธดานการบริโภคของสิ่งมีชีวิตในแหลงที่อยูตางๆ

c)

แสดงความสัมพันธดานการถายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก

d)

ไมมีขอใดถูกตอง

20.

ถากระตายกินหญาที่มีพลังงานรวม200กิโลแคลอรีสุดทายเหยี่ยวจะไดรับพลังงานที่สงตอมาถึงเทาไร

a)

0.2แคลอรี

b)

200แคลอรี

c)

2กิโลแคลอรี

d)

20กิโลแคลอรี

21.

วัฏจักรของสารใดไมจําเปนตองหมุนเวียนผานสิ่งมีชีวิต

4 lines
22.

แคลอรีสุดทายเหยี่ยวจะไดรับพลังงานที่สงตอมาถึงเทาไร

a)

1.0.2แคลอรี

b)

2.200แคลอรี

c)

3.2กิโลแคลอรี

d)

4.20กิโลแคลอรี

23.

วัฏจักรของสารใดไมจําเปนตองหมุนเวียนผานสิ่งมีชีวิต

a)

1.วัฏจักรน้ํา

b)

2.วัฏจักรคารบอน

c)

3.วัฏจักรไนโตรเจน

d)

4.วัฏจักรฟอสฟอรัส

24.

วัฏจักรคารบอนในธรรมชาติแกสคารบอนไดออกไซดจะถูกนําไปใชในกระบวนการใด

a)

1.กระบวนการหายใจ

b)

2.กระบวนการคายน้ํา

c)

3.กระบวนการยอยสลาย

d)

4.กระบวนการสังเคราะหดวยแสง

25.

การสังเคราะหดวยแสงการหายใจและการขับถายเปนกระบวนการที่ทําใหเกิดวัฏจักรใด

a)

1.วัฏจักรน้ํา

b)

2.วัฏจักรคารบอน

c)

3.วัฏจักรไนโตรเจน

d)

4.วัฏจักรฟอสฟอรัส

26.

ขอใดไมใชบทบาทของแบคทีเรียตอการหมุนเวียนไนโตรเจน

a)

1.ใหพลังงานที่จําเปนตอการหมุนเวียนไนโตรเจน

b)

2.เปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศใหสามารถนําไปใชประโยชนได

c)

3.เปลี่ยนสารประกอบไนโตรเจนใหกลับไปเปนไนโตรเจนอิสระในบรรยากาศ

d)

4.ทําใหมีการหมุนเวียนของไนโตรเจนจากภายนอกเขาสูสิ่งมีชีวิตและกลับคืนสูธรรมชาติ

27.

ขอใดจัดเรียงองคประกอบในนิวเคลียสจากใหญไปเล็กไดถูกตอง

(a)  

28.

ขอใดจัดเรียงองคประกอบในนิวเคลียสจากใหญไปเล็กไดถูกตอง

a)

โครโมโซม→ยีน→ดีเอ็นเอ

b)

โครโมโซม→ดีเอ็นเอ→ยีน

c)

ดีเอ็นเอ→โครโมโซม→ยีน

d)

ดีเอ็นเอ→ยีน→โครโมโซม

29.

การแบงเซลลแบบใดที่ทําใหจํานวนโครโมโซมในเซลลลดลงครึ่งหนึ่งจากเซลลเดิม

a)

ไมโทซิส

b)

ไมโอซิสI

c)

ไมโอซิสII

d)

ถูกตองทุกขอ

30.

ในการแบงเซลลแบบไมโทซิสระยะใดที่โครมาทิดถูกดึงไปยังขั้วของเซลล

a)

โพรเฟส

b)

เมทาเฟส

c)

แอนาเฟส

d)

เทโลเฟส

31.

ขอใดไมถูกตอง

a)

การแบงเซลลแบบไมโอซิสจะมีขั้นตอนการแบงเซลล2ขั้นตอน

b)

การแบงเซลลแบบไมโทซิสเปนการแบงเพื่อเพิ่มจํานวนเซลลรางกาย

c)

การแบงเซลลแบบไมโทซิสเมื่อแบงเสร็จแลวจะมีจํานวนโครโมโซมเทาเดิม

d)

การแบงเซลลแบบไมโอซิสเมื่อแบงในแตละครั้งเสร็จแลวจะไดเซลลสืบพันธุ2เซลล

32.

ขอใดไมถูกตอง

4 lines
33.

การแบงเซลลแบบไมโอซิสเมื่อแบงในแตละครั้งเสร็จแลวจะไดเซลลสืบพันธุ2เซลล

4 lines
34.

ขอใดไมถูกตอง(มฐ.ว1.3ม.3/2)

a)

ลักษณะเดนสามารถปรากฏไดเมื่อมีแอลลีลเดนเพียงแอลลีลเดียว

b)

ลักษณะเดนสามารถปรากฏไดเมื่อแอลลีลเดนเขาคูกัน2แอลลีล

c)

ลักษณะดอยสามารถปรากฏไดเมื่อมีแอลลีลดอยเพียงแอลลีลเดียว

d)

ลักษณะดอยสามารถปรากฏไดเมื่อแอลลีลดอยเขาคูกัน2แอลลีล

35.

ลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมขอใดที่เกิดจากความผิดปกติของยีนเดนบนออโตโซม(มฐ.ว1.3ม.3/5)

a)

ตาบอดสี

b)

ฮีโมฟเลีย

c)

ทาลัสซีเมีย

d)

ทาวแสนปม

36.

ลักษณะผิดปกติทางพันธุกรรมขอใดที่เกิดจากความผิดปกติของยีนดอยบนออโตโซม(มฐ.ว1.3ม.3/5)

a)

คนแคระ

b)

ผิวเผือก

c)

G-6-PD

d)

กลามเนื้อแขนขาลีบ

37.

ลักษณะผิดปกติทางพันธุกรรมขอใดที่มีโอกาสเกิดในเพศชายมากกวาเพศหญิง(มฐ.ว1.3ม.3/5)

a)

ตาบอดสี

b)

ทาลัสซีเมีย

c)

ทาวแสนปม

d)

เซลลเม็ดเลือดแดงเปนรูปเคียว

38.

สามีภรรยาคูหนึ่งไปตรวจภาวะของการเปนโรคทาลัสซีเมียปรากฏวามีภาวะเปนพาหะ

4 lines
39.

สามีภรรยาคูหนึ่งไปตรวจภาวะของการเปนโรคทาลัสซีเมียปรากฏวามีภาวะเปนพาหะของโรคทั้งคูอยากทราบวาอัตราสวนที่สามีภรรยาคูนี้จะมีลูกที่เปนปกติและเปนโรคทาลัสซีเมียเปนเทาไร

a)

1:1

b)

2:1

c)

3:1

d)

4:0

40.

ครอบครัวหนึ่งมีลูกที่มีหมูเลือดOพอและแมของครอบครัวนี้ควรมีลักษณะหมูเลือดตามขอใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

41.

จากขอ30พอและแมคูนี้มีโอกาสมีลูกที่มีหมูเลือดAรอยละเทาไร

a)

1.25

b)

2.50

c)

3.75

d)

4.100

42.

ขอใดคือลักษณะการเขาคูของแอลลีลของลูกที่เกิด

a)

1.X

b)

2.Y

c)

3.Z

d)

4.W

43.

ขอใดคือลักษณะการเขาคูของแอลลีลของลูกที่เกิด

a)

X

b)

Y

44.

โรคทางพันธุกรรมใดที่ผูปวยจะมีจํานวนโครโมโซมเทากับคนปกติ

a)

กลุมอาการดาวน

b)

กลุมอาการพาทัว

c)

กลุมอาการเอ็ดเวิรด

d)

กลุมอาการคริดูชาต

45.

ลักษณะความสูงของลําตนถั่วลันเตาในรุนF1 มีลักษณะอยางไร

a)

ลําตนสูงทั้งหมด

b)

ลําตนเตี้ยทั้งหมด

c)

ลําตนสูงรอยละ50

d)

ลําตนสูงรอยละ75

46.

อัตราสวนของจีโนไทปในรุนF2 เปนอยางไร

a)

4:0

b)

3:1

c)

2:2

d)

4:1:2:1

47.

อัตราสวนของฟโนไทปในรุนF2 เปนอยางไร

4 lines
48.

อัตราสวนของจีโนไทปในรุนF2 เปนอยางไร

a)

1.4:02.3:1

b)

3.2:24.1:2:1

49.

อัตราสวนของฟโนไทปในรุนF2 เปนอยางไร

a)

1.4:02.3:1

b)

3.2:24.1:2:1

50.

การทดลองของเมนเดลในรุนF2 ตนพอและแมมีลักษณะลําตนเปนอยางไร

a)

1.สูงพันธุแททั้งคู

b)

2.สูงพันทางทั้งคู

c)

3.สูงพันธุแทกับสูงพันทาง

d)

4.สูงพันธุแทกับเตี้ย

51.

ถาผสมถั่วลันเตาฝกอวบสีเขียวพันธุแทกับฝกแฟบสีเหลืองพันธุแทจะไดรุนลูกที่มีลักษณะอยางไร

a)

1.ฝกอวบสีเขียว

b)

2.ฝกอวบสีเหลือง

c)

3.ผักแฟบสีเขียว

d)

4.ฝกแฟบสีเหลือง

52.

จากขอ38ถานํารุนลูกมาผสมกันเองจะไดอัตราสวนฟโนไทปเปนอยางไร

a)

1.ฝกอวบสีเหลือง:ฝกอวบสีเขียว:ฝกแฟบสีเหลือง:ฝกแฟบสีเขียว=9:3:3:1

b)

2.ฝกอวบสีเหลือง:ฝกอวบสีเขียว:ฝกแฟบสีเหลือง:ฝกแฟบสีเขียว=1:3:3:9

c)

3.ฝกอวบสีเหลือง:ฝกอวบสีเขียว:ฝกแฟบสีเหลือง:ฝกแฟบสีเขียว=3:9:3:1

d)

4.ฝกอวบสีเหลือง:ฝกอวบสีเขียว:ฝกแฟบสีเหลือง:ฝกแฟบสีเขียว=3:9:1:3

53.

จากขอ39รุนลูกฝกอวบสีเหลืองและฝกแฟบสีเขียวควรมีจีโนไทปแบบใดตามลําดับ(ถาใหฝกอวบแทนดวยFฝกแฟบแทนดวยfฝกสีเขียวแทนดวยGและฝกสีเหลืองแทนดวยg)(มฐ.ว1.3ม.3/3)

a)

FFGG,ffgg

b)

FFgg,ffGG

c)

ffGG,FFgg

d)

Ffgg,FFGG

54.

ขอใดไมถูกตอง(มฐ.ว1.3ม.3/8)

a)

เทคโนโลยีสมัยใหมถูกแกไขใหมีคุณภาพจนไมมีผลกระทบตอมนุษยเลย

b)

การนําความรูทางดานพันธุศาสตรมาประยุกตใชทําใหคุณภาพชีวิตของมนุษยดีขึ้น

c)

มนุษยไดนําความรูทางดานพันธุศาสตรมาใชประโยชนทางการเกษตรนานมากแลว

d)

ปจจุบันความรูทางดานพันธุศาสตรถูกนํามาใชหลายดานรวมทั้งดานอาชญากรรมดวย

55.

การคัดเลือกพันธุผสมที่เกิดจากการผสมในสายพันธุเดียวกันมีขอเสียหลายประการยกเวนขอใด(มฐ.ว1.3ม.3/7)

a)

คงลักษณะเดนประจําสายพันธุนั้นๆไว

b)

มีโอกาสที่ลักษณะดอยจะปรากฏออก

56.

การคัดเลือกพันธุผสมที่เกิดจากการผสมในสายพันธุเดียวกันมีขอเสียหลายประการยกเวนขอใด(มฐ.ว1.3ม.3/7)

a)

คงลักษณะเดนประจําสายพันธุนั้นๆไว

b)

มีโอกาสที่ลักษณะดอยจะปรากฏออกมามาก

c)

ไมสามารถพัฒนาสายพันธุที่เคยมีใหมีคุณภาพดีขึ้นได

d)

ลดโอกาสของรุนลูกที่จะไดรับการถายทอดลักษณะใหมๆ

57.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการโคลน(มฐ.ว1.3ม.3/7)

a)

การโคลนคือการคัดลอกพันธุ

b)

ในกระบวนการโคลนแกะดอลลี่ตองใชแมแกะถึง3ตัว

c)

ปจจุบันมีความนิยมโคลนวัวเพื่อใหไดผลผลิตทางการเกษตรที่ดีขึ้น

d)

การโคลนจะไดสิ่งมีชีวิตใหมที่เหมือนตัวตนแบบเพียงแคลักษณะภายนอกเทานั้น

58.

ขอใดถูกตองเกี่ยวกับGMOs(มฐ.ว1.3ม.3/8)

a)

GMOsไมสงผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ

b)

ปจจุบันมีการยอมรับกันแลววาGMOsไมเปนอันตรายตอผูบริโภค

c)

GMOsเปนกระบวนการที่ทําใหเกิดผลผลิตทางการเกษตรที่มีโภชนาการเพิ่มมากขึ้น

d)

GMOsเปนวิธีการปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรนําไปปฏิบัติอยางแพรหลาย

59.

ขอใดเปนการใชประโยชนจากเทคโนโลยีชีวภาพทางดานอุตสาหกรรม(มฐ.ว1.3ม.3/8)

a)

การผสมโค3สายพันธุ

b)

การโคลนเ

60.

ขอใดเปนการใชประโยชนจากเทคโนโลยีชีวภาพทางดานอุตสาหกรรม(มฐ.ว1.3ม.3/8)

a)

การผสมโค3สายพันธุ

b)

การโคลนเพื่อใหไดโคที่มีน้ํานมมาก

c)

การผสมเทียมสัตวเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพ

d)

ผลิตภัณฑแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรเชนอาหารกระปองชนิดตางๆ

61.

ขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/1)

a)

พอลิเมอรที่มีโครงสรางแบบรางแหมีความหนาแนนสูง

b)

พอลิเมอรที่มีโครงสรางแบบรางแหมีจุดหลอมเหลวสูงที่สุด

c)

พอลิเมอรที่มีโครงสรางแบบเสนมีความขุนและเหนียวมากที่สุด

d)

พอลิเมอรที่มีโครงสรางแบบกิ่งมีความหนาแนนต่ํากวาพอลิเมอรที่มีโครงสรางแบบเสน

62.

ขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/2)

a)

ชามเมลามีนและเตาเสียบไฟฟาจัดเปนพลาสติกเทอรมอเซต

b)

ซิลิโคนใชเปนตัวประสานรอยตอของขอบกระเบื้องหรือทองเรือเพื่อกันน้ําซึม

c)

ยางสังเคราะหมีความแข็งแรงทนทานและยืดหยุนดีกวายางธรรมชาติ

d)

ยางสังเคราะหIRมีโครงสร

63.

ตาเสียบไฟฟาจัดเปนพลาสติกเทอรมอเซต

4 lines
64.

ซิลิโคนใชเปนตัวประสานรอยตอของขอบกระเบื้องหรือทองเรือเพื่อกันน้ําซึม

4 lines
65.

ยางสังเคราะหมีความแข็งแรงทนทานและยืดหยุนดีกวายางธรรมชาติ

4 lines
66.

ยางสังเคราะหIRมีโครงสรางใกลเคียงยางธรรมชาติ

4 lines
67.

จากตารางแสดงชนิดพลาสติกและตัวอยางผลิตภัณฑ(มฐ.ว2.1ม.3/2)

4 lines
68.

ผลิตภัณฑขอใดทําจากพลาสติกเทอรมอเซตทั้งคู(มฐ.ว2.1ม.3/1)

a)

กระเปาเดินทางและปลั๊กไฟ

b)

กระเบื้องยางและทอพลาสติก

c)

เตาเสียบไฟฟาและกาวอีพอกซี

d)

ชิ้นสวนของตูเย็นและเตาเสียบไฟฟา

69.

ขอใดไมถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/1)

4 lines
70.

ขอใดไมถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/1)

a)

ซิลิโคนที่มีลักษณะเปนยางเหนียวมีโครงสรางเปนแบบรางแห

b)

ซิลิโคนใชเปนกาวประสานรอยตอของขอบกระเบื้องหรือทองเรือเพื่อกันน้ําซึม

c)

ซิลิโคนวองไวในปฏิกิริยาเคมีสลายตัวงายไมทนตอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

d)

ซิลิโคนที่มีลักษณะเปนน้ํามันมีโครงสรางเปนพอลิเมอรที่มีขนาดเล็กกวาซิลิโคนที่มีลักษณะเปนขี้ผึ้ง

71.

ขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/1)

a)

เสนใยที่หุมเมล็ดฝายนุนและใยมะพราวจัดเปนเสนใยเซลลูโลส

b)

ลินินและปอจัดเปนเสนใยจากเปลือกไม

c)

ผาไหมหดตัวเมื่อไดรับความรอนและความชื้น

d)

ถูกตองทุกขอ

72.

ขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/1)

a)

ขอกและข

b)

ขอขและค

c)

ขอคและก

d)

ถูกตองทุกขอ

73.

ขอใดเปนการเลือกปฏิบัติไดเหมาะสมที่สุด(มฐ.

4 lines
74.

ขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/1)

a)

ขอกและข

b)

ขอขและค

c)

ขอคและก

d)

ถูกตองทุกขอ

75.

ขอใดเปนการเลือกปฏิบัติไดเหมาะสมที่สุด(มฐ.ว2.1ม.3/2)

a)

เก็บขวดพลาสติกที่ไมใชแลวใสไวในน้ํามันเบนซิน

b)

เก็บถวยชามประเภทเมลามีนที่ชํารุดเพื่อนํากลับมาใชใหม

c)

ใชถวยชามที่ผลิตจากพอลิเอทิลีนอุนอาหารในเตาไมโครเวฟ

d)

ใชภาชนะที่เคลือบดวยพอลิเตตระฟลูออโรเอทิลีนในการทอดปลา

76.

สัญลักษณแสดงประเภทของพลาสติกรีไซเคิลขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/2)

a)

แทนพลาสติกรีไซเคิลประเภทฟลมถายรูปและถุงรอน

b)

แทนพลาสติกรีไซเคิลประเภทถุงเย็น

c)

แทนพลาสติกรีไซเคิลประเภทถุงเลือด

77.

เรียงลําดับมาตรการจัดการขยะพลาสติกที่กอใหเกิดผลกระทบตอสิ่งแวดลอมจากนอยไปมาก(มฐ.ว2.1ม.3/2)

a)

การนําพลาสติกกลับมาหลอมใชใหม(ทํารีไซเคิล)

b)

การใชงานภาชนะหรือวัสดุบรรจุหีบหอซ้ําแลวซ้ําอีก

c)

การนําพลาสติกไปเผา

78.

เกิดผลกระทบตอสิ่งแวดลอมจากนอยไปมาก(มฐ.ว2.1 ม.3/2)

a)

การนําพลาสติกกลับมาหลอมใชใหม(ทํารีไซเคิล)

b)

การใชงานภาชนะหรือวัสดุบรรจุหีบหอซ้ําแลวซ้ําอีก

c)

การนําพลาสติกไปเผา

79.

ขอใดไมใชการเปลี่ยนแปลงทางเคมี(มฐ.ว2.1ม.3/3)

a)

ใสโลหะโซเดียมลงในน้ํา

b)

ผสมกรดเกลือกับโซดาไฟ

c)

เผาเหล็กใหรอนจนหลอมเหลว

d)

วิตามินซีสลายตัวเมื่อถูกความรอน

80.

ขอใดกลาวถึงการเกิดปฏิกิริยาเคมีไมถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/3)

a)

ตองมีสารใหมเกิดขึ้น

b)

ตองมีการเปลี่ยนสถานะของสารเสมอ

c)

มีทั้งการดูดพลังงานและคายพลังงาน

d)

ถาเปนระบบปดจะเปนไปตามกฎทรงมวล

81.

เมื่อนําสังกะสี(Zn)มาทําปฏิกิริยากับกรดเกลือ(HCl)จะไดผลิตภัณฑเปนซิงคคลอไรด(ZnCl2)และแกสไฮโดรเจน(H2)เขียนเปนสมการเคมีไดตามขอใด(มฐ.ว2.1ม.3/3)

a)

Zn(s)+2HCl(ℓ)→ZnCl2(ℓ)+H2(g)

b)

Zn(s)+2HCl(ℓ)→ZnCl2(aq)+H2(g)

c)

Zn(s)+2HCl(aq)→ZnCl2(aq)+H2(g)

d)

Zn(s)+2HCl(aq)→ZnCl2(ℓ)+H2(g)

82.

ขอใดดุลสมการไดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/3)

(a)  

83.

ขอใดดุลสมการไดถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/3)

a)

Al(s)+O2(g)→Al2O3(s)

b)

2Al(s)+O2(g)→Al2O3(s)

c)

2Al(s)+3O2(g)→Al2O3(s)

d)

4Al(s)+3O2(g)→2Al2O3(s)

84.

ขอใดกลาวถึงกฎทรงมวลไมถูกตอง(มฐ.ว2.1ม.3/4)

a)

เกิดในระบบปดเทานั้น

b)

ไมขึ้นกับการเปดหรือปดภาชนะ

c)

ไมมีการถายเทมวลใหกับสิ่งแวดลอม

d)

มวลของสารกอนและหลังเกิดปฏิกิริยาเทากัน

85.

ใหสารAทําปฏิกิริยากับสารB10กรัมในบีกเกอรที่มีฝาปดเกิดเปนสารCจํานวน12กรัมและแกสD8กรัมถาการทดลองนี้เปนไปตามกฎทรงมวลแสดงวาปฏิกิริยานี้ใชสารAกี่กรัม(มฐ.ว2.1ม.3/4)

a)

8กรัม

b)

10กรัม

c)

12กรัม

d)

20กรัม

86.

สารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด(KI)1.56กรัมทําปฏิกิริยากับเลด(II)ไนเตรต1.66กรัมไดเปนโพแทสเซียมไนเตรต(KNO3)และเลด(II)ไอโอไดดถามีโพแทสเซียมไนเตรตเกิดขึ้น2.4กรัมอยากทราบวามีเลด(II)ไอโอไดดเกิดขึ้นกี่กรัม(มฐ.ว2.1ม.3/4)

a)

0.10กรัม

b)

0.82กรัม

c)

1.56กรัม

d)

3.22กรัม

87.

การละลายของโซเดียมไฮดรอกไ

4 lines
88.

ถ้ามีโพแทสเซียมไนเตรตเกิดขึ้น2.4กรัมอยากทราบว่ามีเลด(II)ไอโอไดดเกิดขึ้นกี่กรัม

a)

1.0.10กรัม

b)

2.0.82กรัม

c)

3.1.56กรัม

d)

4.3.22กรัม

89.

การละลายของโซเดียมไฮดรอกไซดนี้เปนการเปลี่ยนแปลงแบบใด

a)

1.การเปลี่ยนแปลงแบบดูดอุณหภูมิ

b)

2.การเปลี่ยนแปลงแบบคายอุณหภูมิ

c)

3.การเปลี่ยนแปลงแบบดูดความรอน

d)

4.การเปลี่ยนแปลงแบบคายความรอน

90.

ปฏิกิริยาเคมีที่มีการถายเทพลังงานใหกับสิ่งแวดลอมเรียกวาอะไร

a)

1.ปฏิกิริยาออกซิเดชัน

b)

2.ปฏิกิริยาการเผาไหม

c)

3.ปฏิกิริยาดูดความรอน

d)

4.ปฏิกิริยาคายความรอน

91.

ปฏิกิริยานี้เปนการเปลี่ยนแปลงแบบใด

a)

1.การเปลี่ยนแปลงแบบดูดอุณหภูมิ

b)

2.การเปลี่ยนแปลงแบบดูดความรอน

c)

3.การเปลี่ยนแปลงแบบคายอุณหภูมิ

d)

4.การเปลี่ยนแปลงแบบคายความรอน

92.

จากสมการสารXควรเปนสารใด

a)

1.น้ํา

b)

2.เบส

c)

3.โลหะ

d)

4.หินปูน

93.

จากสมการสารXควรเปนสารใด(มฐ.ว2.1ม.3/6)

a)

น้ํา

b)

เบส

c)

โลหะ

d)

หินปูน

94.

การทดลองใดเกิดแกสชนิดเดียวกัน(มฐ.ว2.1ม.3/6)

a)

การทดลองที่1และ2

b)

หินปูน+กรดไฮโดรคลอริก

c)

สังกะสี+กรดซัลฟวริก

d)

การทดสอบสารตั้งตน

e)

กรดเกลือ+โซดาไฟ

95.

ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับการเกิดสนิม(มฐ.ว2.1ม.3/6)

a)

สนิมเกิดขึ้นไดกับโลหะทุกชนิด

b)

แกสตางๆในอากาศสามารถทําใหเกิดสนิมได

c)

ปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดสนิมคือน้ําและอากาศ

d)

แกสคารบอนไดออกไซดเปนปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดสนิม

96.

ชอนอะลูมิเนียมเมื่อใชไปนานๆผิวจะไมมันวาวเหมือนตอนแรกๆเพราะเหตุใด(มฐ.ว2.1ม.3/7)

a)

อะลูมิเนียมทําปฏิกิริยากับกรด

b)

อะลูมิเนียมทําปฏิกิริยากับเบส

c)

อะลูมิเนียมทําปฏิกิริยากับแกสออกซิเจน

d)

อะลูมิเนียมทําปฏิกิริยากับแกสไฮโดรเจน

97.

วิธีแกปญหาของใครที่ไมไดเกิดจากการบูรณาการความรูทางวิทยาศาสตรคณิตศาสตรวิศวกรรมศาสตรและเทคโนโลยี(มฐ.ว2.1ม.3/8)

(a)  

98.

วิธีแกปญหาของใครที่ไมไดเกิดจากการบูรณาการความรูทางวิทยาศาสตรคณิตศาสตรวิศวกรรมศาสตรและเทคโนโลยี(มฐ.ว2.1ม.3/8)

a)

กานใหรปภ.หมูบานโทรมาบอกเมื่อรถขายไอศกรีมกําลังจะเขาหมูบาน

b)

แกวเชื่อมตอโทรศัพทมือถือเขากับกลองวงจรปดในหองของลูกเพื่อใชดูลูกในเวลากลางคืน

c)

กลาตั้งเวลาและอุปกรณเปด-ปดอัตโนมัติไวที่ขวดอาหารเพื่อใหอาหารแมวในเวลาที่ไปตางจังหวัด

d)

เกงติดเซนเซอรรับแสงที่ราวตาผาเพื่อใหสามารถหดเก็บเขาที่รมไดเมื่อมีฝนตกตอนไมมีคนอยูบาน

99.

ถาตองการวัดคาความตางศักยไฟฟาควรใชเครื่องมือชนิดใดและตอเขากับวงจรไฟฟาอยางไร(มฐ.ว2.3 ม.3/3)

a)

แอมมิเตอรตอแบบขนานกับวงจร

b)

โวลตมิเตอรตอแบบขนานกับวงจร

c)

แอมมิเตอรตอแบบอนุกรมกับวงจร

d)

โวลตมิเตอรตอแบบอนุกรมกับวงจร

100.

ถาตองการวัดปริมาณกระแสไฟฟาควรใชเครื่องมือชนิดใดและตอเขากับวงจรไฟฟาอยางไร(มฐ.ว2.3 ม.3/3)

a)

แอมมิเตอรตอแบบขนานกับวงจร

b)

โวลตมิเตอรตอแบบขนานกับวงจร

101.

ถาตองการวัดปริมาณกระแสไฟฟาควรใชเครื่องมือชนิดใดและตอเขากับวงจรไฟฟาอยางไร

a)

แอมมิเตอรตอแบบขนานกับวงจร

b)

โวลตมิเตอรตอแบบขนานกับวงจร

c)

แอมมิเตอรตอแบบอนุกรมกับวงจร

d)

โวลตมิเตอรตอแบบอนุกรมกับวงจร

102.

ขอใดแสดงถึงกฎของโอหม

a)

ความตานทานแปรผันตรงกับชนิดของสาร

b)

กําลังไฟฟาเปนอัตราสวนของพลังงานที่ใชกับเวลา

c)

ความจุไฟฟาคืออัตราสวนของประจุไฟฟากับความตางศักย

d)

ความตางศักยเทากับผลคูณของกระแสไฟฟากับความตานทาน

103.

กราฟแสดงความสัมพันธระหวางความตางศักยไฟฟากับกระแสไฟฟาดังรูปหากตองการหาความตานทานจะตองทําอยางไร

a)

ใชพื้นที่ใตกราฟ

b)

ใชจุดตัดบนแกนX

c)

ใชจุดตัดบนแกนY

d)

ใชความชันของกราฟ

104.

ถาตอตัวตานทานที่มีคาความตานทาน36โอหมเขากับความตางศักย12โวลตตัวตานทานดังกลาวจะมีกระแสไฟฟาไหลผานกี่แอมแปร

a)

0.03แอมแปร

b)

0.33แอมแปร

c)

3.33แอมแปร

d)

33.3แอมแปร

105.

วัดกระแสไฟฟาที่ตอเขากับความตางศักย220โวลตไดเทากับ0.01แอมแปรตัวตานทานนี

4 lines
106.

กระแสไฟฟาไหลผานกี่แอมแปร

a)

0.03แอมแปร

b)

0.33แอมแปร

c)

3.3แอมแปร

d)

33.3แอมแปร

107.

ตัวตานทานนี้มีคาความตานทานเปนเทาไร

a)

20โอหม

b)

220โอหม

c)

2,200โอหม

d)

22,000โอหม

108.

จากรูปความตานทานรวมมีคาเทาไร

a)

2โอหม

b)

3โอหม

c)

4โอหม

d)

5โอหม

109.

กระแสไฟฟาที่ไหลผานตัวตานทาน1โอหมมีคาเทาไร

a)

1แอมแปร

b)

2แอมแปร

c)

3แอมแปร

d)

4แอมแปร

110.

กระแสไฟฟาที่ไหลผานตัวตานทาน6โอหมมีคาเทาไร

a)

1แอมแปร

b)

2แอมแปร

c)

3แอมแปร

d)

4แอมแปร

111.

ความตางศักยที่ครอมตัวตานทาน2แอมแปรมีคาเทาไร

a)

1โวลต

b)

2โวลต

c)

3โวลต

d)

4โวลต

112.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับไฟฟาลัดวงจร

a)

จุดที่ไฟฟาเกิดการลัดวงจรจะมีความรอนสูง

b)

การลัดวงจรจะเกิดขึ้นเมื่อสายไฟฟาที่ไมมีฉนวนหุมมาแตะกัน

c)

จุดที่ไฟฟาเกิดการลัดวงจรจะมีความรอนต่ำ

113.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับไฟฟาลัดวงจร

a)

จุดที่ไฟฟาเกิดการลัดวงจรจะมีความรอนสูง

b)

การลัดวงจรจะเกิดขึ้นเมื่อสายไฟฟาที่ไมมีฉนวนหุมมาแตะกัน

c)

จุดที่ไฟฟาเกิดการลัดวงจรขึ้นจะมีกระแสไฟฟาไหลผานปริมาณมาก

d)

จุดที่ไฟฟาเกิดการลัดวงจรขึ้นจะมีความตานทานไฟฟาต่ํากวาบริเวณอื่น

114.

จากวงจรไฟฟาที่กําหนดใหหลอดไฟฟาA,BและCมีลักษณะที่เหมือนกันทุกประการถาสับสวิตชSลง

a)

A,BดับและCสวาง

b)

A,BและCสวางเทากัน

c)

A,Bสวางมากขึ้นและCดับ

d)

A,BสวางนอยลงและCสวางมากขึ้น

115.

ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการใชอุปกรณไฟฟาในบาน

a)

สายไฟฟาสามารถใชแทนฟวสเสนไดในเวลาที่คับขัน

b)

สะพานไฟตองตอแบบอนุกรมกับวงจรไฟฟาทั้งหมดในบาน

c)

ควรใชสวิตชอันเดียวในการเปดและปดวงจรไฟฟาหลายๆวงจรเพื่อความสะดวก

d)

เมื่อเตาเสียบอยูในตําแหนงที่ต่ําสามารถดึงเตาเสียบออกจากเตารับโดยจับที่สายไฟไดทันที

116.

กระทอมกลางนาหลังหนึ่งใชฟวสที่ทนกระแสไฟฟาไดสูงสุด10แอมแป

4 lines
117.

กระทอมกลางนาหลังหนึ่งใชฟวสที่ทนกระแสไฟฟาไดสูงสุด10แอมแปรถาในกระทอมมีเครื่องใชไฟฟา ดังนี้หลอดไฟฟา100วัตต2ดวงเตารีดไฟฟา1,500วัตต1อันและโทรทัศน450วัตต1เครื่อง ขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.3ม.3/8)

a)

ถาเพิ่มหลอดไฟอีกดวงฟวสจะขาดทันที

b)

กระทอมหลังนี้ควรใชฟวสขนาด15แอมแปร

c)

เมื่อเปดเครื่องใชไฟฟาทั้งหมดพรอมกันฟวสจะขาดทันที

d)

ขอมูลไมเพียงพอในการคํานวณครั้งนี้

118.

นายกเปดพัดลมตั้งแตเวลา20.00น.และตั้งเวลาใหพัดลมปดเองในเวลา23.00น.สวนนายขเริ่มเปด พัดลมพรอมนายกแตปดพัดลมในเวลา6.00น.ของวันรุงขึ้นถาพัดลมทั้งสองใชกําลังไฟฟา150วัตต เทากันและอัตราคาไฟฟาราคาหนวยละ2.00บาทนายกจะประหยัดคาไฟฟาไดมากกวานายขในครั้ง นี้เปนเงินกี่บาท(มฐ.ว2.3ม.3/8)

a)

7.00บาท

b)

1.40บาท

c)

2.10บาท

d)

2.80บาท

119.

หอพักแหงหนึ่งมีเครื่องใชไฟฟาดังนี้หลอดไฟฟา40วัตตจํานวน2ห

4 lines
120.

หอพักแหงหนึ่งมีเครื่องใชไฟฟาดังนี้หลอดไฟฟา40วัตตจํานวน2หลอดใชวันละ5ชั่วโมงโทรทัศนสี 95วัตตจํานวน2เครื่องใชวันละ4ชั่วโมงตูเย็น250วัตตจํานวน1เครื่องใชตลอดเวลาเครื่องเลนดี วีดี10วัตต1เครื่องใชวันละ2ชั่วโมงพัดลม50วัตตจํานวน1เครื่องใชวันละ9ชั่วโมงและหมอหุง ขาว650วัตต1ใบใชวันละ2ชั่วโมงผูเชาคนนี้ตองจายคาไฟฟาใหแกเจาของหอพักเทาไรในเดือน เมษายนถาคาไฟฟาราคาหนวยละ5บาท

a)

1,339.50บาท

b)

1,384.15บาท

c)

1,452.75บาท

d)

1,485.77บาท

121.

ในวงจรไมมีอุปกรณอิเล็กทรอนิกสชนิดใด

a)

ไดโอด

b)

LED

c)

ทรานซิสเตอร

d)

ตัวเก็บประจุ

122.

ขอใดคือความหมายของตัวตานทานแอลดีอาร

a)

เปนตัวตานทานที่มีคาคงที่

b)

เปนตัวตานทานที่ปรับคาไดจากการหมุน

c)

เปนตัวตานทานที่ปรับคาไดจากการไดรับแสงสวาง

d)

เปนตัวตานทานที่ปรับคาไดจากการไดรับความรอน

123.

ขอใดถูกตองเกี่ยวกับไดโอด

(a)  

124.

ขอใดถูกตองเกี่ยวกับไดโอด(มฐ.ว2.3ม.3/6)

a)

ตอเขากับวงจรโดยไมตองคํานึงถึงขั้ว

b)

ประกอบดวยสารกึ่งตัวนําซอนกัน3ชั้น

c)

มีหนาที่ควบคุมทิศทางการไหลของกระแสไฟฟา

d)

เปลี่ยนไฟฟากระแสตรงใหเปนไฟฟากระแสสลับ

125.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับตัวเก็บประจุ(มฐ.ว2.3ม.3/6)

a)

ตอเขากับวงจรโดยไมตองคํานึงถึงขั้ว

b)

ทําหนาที่กักเก็บประจุไฟฟาไวใชงาน

c)

เปนสวนประกอบสําคัญในเครื่องสํารองไฟฟา

d)

ประกอบดวยตัวนํา2แผนซึ่งถูกกั้นดวยฉนวนไฟฟา

126.

ทําใหเกิดคลื่นบนเสนเชือกที่ปลายทั้งสองดานถูกขึงตึงพบวามีความถี่และความยาวคลื่นคาหนึ่งถาทําใหความถี่ในการสั่นเพิ่มขึ้นเปน2เทาของความถี่เดิมขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.3ม.3/10)

a)

ความยาวคลื่นบนเสนเชือกเทาเดิมเนื่องจากคลื่นเกิดบนตัวกลางเดิม

b)

ความยาวคลื่นบนเสนเชือกเพิ่มขึ้นเนื่องจากคลื่นมีการเคลื่อนที่อยางตอเนื่อง

127.

เทาของความถี่เดิมขอใดถูกตอง(มฐ.ว2.3ม.3/10)

a)

ความยาวคลื่นบนเสนเชือกเทาเดิมเนื่องจากคลื่นเกิดบนตัวกลางเดิม

b)

ความยาวคลื่นบนเสนเชือกเพิ่มขึ้นเนื่องจากคลื่นมีการเคลื่อนที่อยางตอเนื่อง

c)

ความยาวคลื่นบนเสนเชือกลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเนื่องจากคลื่นเคลื่อนที่ในตัวกลางเดิม

d)

ความยาวคลื่นบนเสนเชือกเพิ่มขึ้นเปน2เทาเนื่องจากปริมาณทั้งสองแปรผันตามกัน

128.

คลื่นตามขวางรูปไซนบนเสนเชือกกําลังเคลื่อนที่ไปทางขวามือขณะหนึ่งจุดAซึ่งเปนจุดสีแดงแตมเล็กๆ บนเสนเชือกกําลังอยูที่สันคลื่นพอดีอีกนานเทาไรจุดAจึงจะเคลื่อนที่ลงมาอยูที่ตําแหนงปกติ(มฐ.ว2.3 ม.3/10)

a)

15ms

b)

20ms

c)

30ms

d)

40ms

129.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับคลื่นแมเหล็กไฟฟา(มฐ.ว2.3ม.3/11)

a)

คลื่นแมเหล็กไฟฟาเปนคลื่นตามขวาง

b)

มีคลื่นแมเหล็กไฟฟาบางชนิดตองอาศัยตัวกลางในการเดินทาง

c)

คลื่นแมเหล็กไฟฟาเปนคลื่นที่มีทั้งสนามไฟฟาและสนามแมเหล็ก

d)

เมื่อคลื่นแมเหล็กไฟฟาเดินทางในตัวกลางที่เปลี่ยนไปอัตราเร็วของคลื่นจะเปลี่ยนไป

130.

คลื่นในขอใดที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด(มฐ.ว2.3ม.3/11)

a)

รังสีเอกซ

b)

คลื่นวิทยุ

c)

คลื่นไมโครเวฟ

d)
131.

คลื่นในขอใดที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุด

a)

รังสีเอกซ

b)

คลื่นวิทยุ

c)

คลื่นไมโครเวฟ

d)

รังสีอินฟราเรด

132.

คลื่นไมโครเวฟถูกนํามาผลิตตรวจจับอัตราเร็วของรถยนตเนื่องจากสมบัติขอใด

a)

อํานาจทะลุทะลวงสูง

b)

สะทอนจากผิวโลหะไดดี

c)

มีความถี่ใกลเคียงกับความถี่เดียว

d)

ทําใหบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟยรมีประจุไฟฟาอิสระและไอออน

133.

พิจารณาวัตถุที่วางอยูหนากระจก ถาผูสังเกตอยูหนากระจกที่ตําแหนงก.อยากทราบวาจะมองเห็นภาพในกระจกเปนวัตถุใดบาง

a)

◇

b)

✰◇

c)

⇩✰

d)

✰◇⇩

134.

ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับการมองเห็นภาพตัวเองในกระจกเงา

a)

ถานักเรียนยกมือขวาภาพในกระจกจะเปนภาพมือซายของเรา

b)

นักเรียนสูง168เซนติเมตรภาพในกระจกก็เทากับ168เซนติเมตร

c)

นักเรียนยืนหางจากกระจก2เมตรระยะภาพในกระจกก็จะเทากับ2เมตร

d)

ภาพในขณะที่นักเรียนสองกระจกจะเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเทากับว

135.

นักเรียนสูง168เซนติเมตรภาพในกระจกก็เทากับ168เซนติเมตร

4 lines
136.

นักเรียนยืนหางจากกระจก2เมตรระยะภาพในกระจกก็จะเทากับ2เมตร

4 lines
137.

ภาพในขณะที่นักเรียนสองกระจกจะเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเทากับวัตถุ

4 lines
138.

เรือดําน้ําลําหนึ่งตองการยิงเครื่องบินรบที่กําลังบินอยูสูงจากพื้นดิน3กิโลเมตรถาเปนการสังเกตจากในน้ําตองหันปนใหญของเรือดําน้ําทํามุมกับแนวเสนปกติและวิถีกระสุนปนใหญจะเคลื่อนที่เปนแนวตรงเรือดําน้ําลํานี้จะยิงปนใหญในลักษณะใดจึงจะมีโอกาสตรงเปาหมายมากที่สุด

a)

ยิงในแนวตั้งฉากกับเรือ

b)

ยิงใหเทากับตําแหนงภาพที่เห็น

c)

ยิงใหต่ํากวาตําแหนงภาพที่เห็น

d)

ยิงใหสูงกวาตําแหนงภาพที่เห็น

139.

ใหมยืนอยูที่ทาน้ํากําลังมองปลาตัวหนึ่งในแนวตรงและตั้งฉากกับผิวน้ําถาปลาอยูลึกจากผิวน้ํา10เซนติเมตรอยากทราบวาใหมจะมองเห็นปลาอยูในตําแหนงใด

a)

อยูลึกกวา10เซนติเมตร

b)

อยูตื้นกวา10เซนติเมตร

c)

อยูที่ตําแหนง10เซนติเมตรพอดี

d)

อยูที่ผิวน้ําพอดี

140.

เซนติเมตรอยากทราบวาใหมจะมองเห็นปลาอยูในตําแหนงใด

a)

อยูลึกกวา10เซนติเมตร

b)

อยูตื้นกวา10เซนติเมตร

c)

อยูที่ตําแหนง10เซนติเมตรพอดี

d)

อยูที่ผิวน้ําพอดี

141.

ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการเกิดมุมวิกฤต

a)

ตัวกลางที่1มีความหนาแนนเทากับตัวกลางที่2

b)

ตัวกลางที่1มีความหนาแนนนอยกวาตัวกลางที่2

c)

ตัวกลางที่1มีความหนาแนนมากกวาตัวกลางที่2

d)

ตัวกลางที่1เปนตัวกลางเดียวกับตัวกลางที่2

142.

การเกิดรุงกินน้ําใชสมบัติของแสงเชนเดียวกับปรากฏการณใด

a)

สเปกตรัมของแสงขาวที่สองผานแทงพลาสติกรูปสามเหลี่ยม(ปริซึม)

b)

ขอกและข

c)

ภาพหัวตั้งที่เกิดจากกระจกนูน

d)

แสงออโรรา(aurora)ที่เกิดบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต

e)

ขอข

143.

ขอใดถูกตอง

a)

เลนสนูนเกิดภาพจริงหัวกลับเทานั้น

b)

เลนสเวาเกิดภาพเสมือนหัวตั้งและภาพจริงหัวกลับ

c)

กระจกนูนเกิดภาพเสมือนหัวตั้งเทานั้น

d)

กระจกเวาเกิดภาพเสมือนหัวกลับและภาพจริงหัวกลับ

144.

ถาตองการใหเกิดภาพเสมือนหัวตั้งที่มีขนาดใหญกวาวัตถุมากที่สุดควรเลือกใชอุ

4 lines
145.

ถาตองการใหเกิดภาพเสมือนหัวตั้งที่มีขนาดใหญกวาวัตถุมากที่สุดควรเลือกใชอุปกรณในขอใด

a)

เลนสนูน

b)

เลนสเวา

c)

กระจกนูน

d)

กระจกเวา

146.

พิจารณาภาพที่เกิดจากเลนสนูนตอไปนี้ขอใดเปนตําแหนงของภาพที่ถูกตอง

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

147.

ขอใดระบุชนิดของอุปกรณที่1และ2ไดถูกตอง

a)

เลนสนูนเลนสเวา

b)

กระจกนูนกระจกเงา

c)

เลนสเวากระจกเวา

d)

กระจกเงาเลนสนูน

148.

ถาตองการใหแสงรวมกันที่จุดโฟกัสแตเปนการรวมแสงกับอีกดานจะตองใชอุปกรณในขอใด

a)

กระจกเวา

b)

เลนสนูน

c)

เลนสเวา

d)

กระจกนูน

149.

ขอใดกลาวถึงแวนขยายไดอยางถูกตอง

4 lines
150.

ขอใดกลาวถึงแวนขยายไดอยางถูกตอง

a)

ขอขและค

b)

ขณะใชแวนขยายตองใหระยะวัตถุนอยกวาระยะโฟกัสของเลนส

c)

ขอกและข

d)

ภาพขยายเกิดดานตรงขามกับวัตถุ

e)

ภาพที่เกิดขึ้นเปนภาพเสมือนหัวตั้ง

151.

คนสายตาสั้นควรสวมแวนโดยใชเลนสชนิดใดและเลนสชนิดนี้จะชวยอะไร

a)

เลนสเวาเพื่อชวยขยายแสงที่สะทอนมาจากวัตถุใหตกที่เรตินาพอดี

b)

เลนสเวาเพื่อปรับความยาวโฟกัสของเลนสใหภาพตกที่เรตินาพอดี

c)

เลนสนูนเพื่อชวยรวมแสงที่สะทอนมาจากวัตถุใหตกที่เรตินาพอดี

d)

เลนสนูนเพื่อปรับความยาวโฟกัสของเลนสใหภาพตกที่เรตินาพอดี

152.

ขอใดอธิบายเกี่ยวกับความสวางไดถูกตองที่สุด

a)

กําลังไฟฟาของหลอดไฟ

b)

อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพื้นตอพื้นที่

c)

อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพื้นใน1วินาที

d)

อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพื้นตอพื้นที่รับแสง

153.

ขอใดกลาวไมถูกตอง

4 lines
154.

อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพื้นตอพื้นที่

4 lines
155.

อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพื้นใน1วินาที

4 lines
156.

อัตราพลังงานแสงที่ตกบนพื้นตอพื้นที่รับแสง

4 lines
157.

ขอใดกลาวไมถูกตอง(มฐ.ว2.3ม.3/19)

a)

ความสวางแปรผันตรงกับพื้นที่รับแสง

b)

ความสวางลดลงแสดงวาพื้นที่รับแสงมีขนาดมากขึ้น

c)

อัตราการใหพลังงานแสงจะแปรผันตรงกับความสวาง

d)

ถูกตองทุกขอ

158.

ขอใดกลาวไมถูกตอง(มฐ.ว3.1ม.3/1)

a)

ดาวเคราะหวงในจะมองเห็นไดตลอดทั้งคืน

b)

วงแหวนของดาวเสารมีความหนาประมาณ100เมตร

c)

ดวงอาทิตยเปนดาวฤกษทั้งยังเปนศูนยกลางของระบบสุริยะ

d)

ดาวเคราะหนอยเปนกลุมดาวเคราะหแข็งที่ไมสามารถรวมตัวเปนดาวได

159.

ขอใดกลาวไมถูกตอง(มฐ.ว3.1ม.3/1)

a)

ดาวเสารเปนดวงดาวที่สามารถลอยน้ําได

b)

ดาวอังคารเปนดวงดาวที่มีอัตราการหมุนรอบตัวเองใกลเคียงกับโลกมากที่สุด

c)

ดาวพลูโตเปนดาวเคราะหแกสที่วิวัฒนาการมาพรอมกับการกําเนิดของดวงอาทิตย

d)

เราจะมองเห็นดาวศุกรไดในมุมที่ไมเกิน46องศาและมองเห็นในชวง3ชั่วโมงกอนที่ดวงอาทิตยขึ้นหรือหลังจากลับข

160.

สิ่งที่ชวยสนับสนุนวาทฤษฎีบิกแบงมีความถูกตองมากที่สุดในเรื่องการเกิดเอกภพคือขอใด(มฐ.ว3.1 ม.3/1)

a)

การที่ดวงดาวตางๆกําลังเคลื่อนที่ออกจากกันอันเนื่องมาจากแรงระเบิดในครั้งนั้น

b)

การที่สามารถวัดอุณหภมิพื้นหลังจากทุกทิศทางได2.73เคลวินหรือประมาณ-270องศาเซลเซียส

c)

มีบริเวณบางสวนที่ไมสามารถมองเห็นไดดวยกลองโทรทรรศนแตมีการสงแรงดึงดูดไปยังดวงดาวที่กําลังเคลื่อนที่ทําใหเชื่อวาบริเวณดังกลาวเปนสวนที่เกิดจากปฏิอนุภาคหรือสสารมืด(darkmatter)

d)

ถูกตองทุกขอ

161.

ขอใดเปนสาเหตุของการเกิดฤดูกาลตางๆกันบนผิวโลก(มฐ.ว3.1ม.3/2)

a)

แกนหมุนของโลกสาย

b)

แกนหมุนของโลกเอียง

c)

พื้นที่ตางๆบนโลกมีละติจูดตางกัน

d)

วงโคจรรอบดวงอาทิตยเปนวงรี

162.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับปรากฏการณการเกิดสุริยุปราคา(มฐ.ว3.1ม.3/2)

(a)  

163.

ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับปรากฏการณการเกิดสุริยุปราคา

a)

เกิดในเวลากลางวัน

b)

เกิดจากเงาโลกบังดวงจันทร

c)

เกิดวันแรม15ค่ํา

d)

เกิดจากดวงอาทิตยดวงจันทรและโลกโคจรมาอยูในแนวเดียวกัน

164.

จากรูปปรากฏการณน้ําขึ้น-น้ําลงเกิดขึ้นในวันใด

a)

ขึ้น5ค่ํา

b)

ขึ้น8ค่ํา

c)

ขึ้น15ค่ํา

d)

แรม8ค่ํา

165.

น้ําทะเลขึ้นและลงนอยที่สุดและมากที่สุดเมื่อใด

a)

วันขึ้น8ค่ําและแรม8ค่ํา

b)

วันขึ้น15ค่ําและแรม15ค่ํา

c)

วันขึ้นหรือแรม8ค่ําและขึ้นหรือแรม15ค่ํา

d)

วันขึ้นหรือแรม15ค่ําและขึ้นหรือแรม8ค่ํา

166.

การพัฒนาอุปกรณที่ใชในเทคโนโลยีอวกาศจากอดีตถึงปจจุบันเปนไปตามขอใด

a)

A-D-C-B

b)

B-A-D-C

c)

D-B-A-C

d)

D-AC-B

167.

ขอใดกลาวไมถูกตอง

a)

นักบินอวกาศคนแรกของโลกคือยูริเอกาการิน

b)

สุนัขไลกาถูกส

168.

ใชในเทคโนโลยีอวกาศจากอดีตถึงปจจุบันเปนไปตามขอใด(มฐ.ว3.1ม.3/4)

a)

A-D-C-B

b)

B-A-D-C

c)

D-B-A-C

d)

D-A-C-B

169.

ขอใดกลาวไมถูกตอง(มฐ.ว3.1ม.3/4)

a)

นักบินอวกาศคนแรกของโลกคือยูริเอกาการิน

b)

สุนัขไลกาถูกสงขึ้นไปพรอมกับดาวเทียมสปุตนิก1

c)

ดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐอเมริกาชื่อเอกซพลอเรอร

d)

กระสวยอวกาศเปนยานอวกาศที่สามารถลงจอดไดเหมือนเครื่องบิน

170.

ขอความเกี่ยวกับกลองโทรทรรศนขอใดกลาวไดถูกตอง(มฐ.ว3.1ม.3/4)

a)

กลองโทรทรรศนประเภทหักเหแสงประกอบดวยเลนสนูนและเลนสเวา

b)

กลองโทรทรรศนประเภทสะทอนแสงประกอบดวยกระจกเงาและเลนสเวา

c)

กลองโทรทรรศนวิทยุไมมีเลนสแตเปนจานสําหรับรวมสัญญาณของคลื่นแมเหล็กไฟฟา

d)

กลองอวกาศฮับเบิลเปนกลองชนิดหักเหแสงที่ติดไวกับดาวเทียมที่โคจรอยูรอบๆโลก