wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบปลายภาคเรียนที่ 2/2567 เภสัชกรรมไทย ปี 2

Total questions: 100

Worksheet time: 55mins

Name
Class
Date
1.

การเก็บสมุนไพรที่สับแล้วควรทำอย่างไร

a)

ใส่ถุงพลาสติกแล้ววางไว้ในที่ร่ม

b)

ใส่ปี๊บที่สะอาดและติดฉลากชื่อยา

c)

เก็บไว้ในถาดสแตนเลส

d)

เก็บไว้ในกล่องไม้ เพื่อกันความชื้น

e)

ใส่ไว้ในขวดแก้วสุญญากาศ

2.

ข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการอบยา

a)

ลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา

b)

เพิ่มความเข้มข้นของสารสำคัญ

c)

ช่วยให้สมุนไพรคงรูป

d)

ฆ่าเชื้อโรค และจุลินทรีย์ที่ก่อโรค

e)

ช่วยให้สมุนไพรคงรูป

3.

เหตุใดจึงควรใช้อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียสในการอบสมุนไพร

a)

ป้องกันการเปลี่ยนสีของสมุนไพร

b)

เพราะเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบยา

c)

เพื่อรักษาคุณสมบัติและลดความชื้นของสมุนไพร

d)

ช่วยลดการสูญเสียสารระเหย

e)

เพื่อให้สมุนไพรแห้งเร็วที่สุด

4.

สมุนไพรชนิดใดไม่ควรนำไปอบ

a)

ครั่ง

b)

ใบชุมเห็ดเทศ

c)

เหง้าข่า

d)

ดอกกระเจี๊ยบ

e)

ดีบัว

5.

ข้อใดคือเหตุผลที่ไม่ควรใช้หม้อโลหะสำหรับต้มยา

a)

โลหะทำให้ความร้อนมากเกินความจำเป็น

b)

หม้อโลหะมีราคาแพง

c)

หม้อโลหะอาจทำปฏิกิริยากับสารในสมุนไพร เช่น แทนนิน

d)

หม้อโลหะเป็นสนิมง่าย อาจปนเปื้อนกับสมุนไพรที่นำมาต้ม

e)

หม้อโลหะสามารถใช้ได้กับสมุนไพรทุกชนิด

6.

ข้อใดคืออัตราส่วนของการต้มยาที่ถูกต้องตามหลัก "ต้ม 3 เอา 1"

a)

ใส่น้ำ 3 ส่วนของตัวยา แล้วต้มจนเหลือ 1 ส่วนของน้ำ

b)

ใส่น้ำ 3 ส่วนของน้ำหนักยา แล้วต้มจนเหลือ 1 ส่วนของตัวยา

c)

ใส่น้ำ 1 ส่วนของปริมาณยา แล้วต้มจนเหลือ 3 ส่วนของน้ำ

d)

ใส่น้ำ 3 ส่วน แล้วต้มจนแห้งหมด

e)

ใส่น้ำ 1 ส่วน แล้วต้มจนยาได้ที่

7.

ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ถูกจัดทำขึ้นในยุคใด

a)

สมัยพุทธกาล

b)

สมัยสุโขทัย

c)

สมัยอยุธยา

d)

สมัยรัตนโกสินทร์

e)

สมัยธนบุรี

8.

การแพทย์แผนโบราณในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการพัฒนาอย่างไรที่สำคัญ

a)

การสร้างสวนสมุนไพร

b)

การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แผนโบราณแห่งแรก

c)

การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ

d)

การออกพระราชบัญญัติการแพทย์

e)

การก่อตั้งศิริราชพยาบาล

9.

เหตุใดในสมัยรัชกาลที่ 6 การแพทย์แผนโบราณจึงถูกลดบาทลง

a)

ขาดแหล่งสมุนไพรที่เพียงพอ

b)

การจัดการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ

c)

การใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ

d)

ความขัดแย้งระหว่างแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบัน

e)

ประชาชนหันมาใช้การรักษาแผนตะวันตกแทน

10.

ข้อใดเป็นลักษณะสำคัญของการแพทย์แผนโบราณ ประเภท "แผนโบราณ" ตามกฏหมายเสนาบดีในสมัยรัชกาลที่ 7

a)

อาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์

b)

มีการค้นและทดลองวิจัย

c)

อาศัยความรู้จากตะวันตก

d)

อาศัยความชำนาญและความสังเกตสืบต่อกันมา

e)

ใช้เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยต่อยุคต่อเหตุการณ์

11.

ผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรคมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรเพิ่มเติม แต่เภสัชกรไม่มีความมั่นใจในข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนั้น เภสัชกรควรทำอย่างไร

a)

แนะนำผู้ป่วยใช้ยาตามคำขอ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

b)

แจ้งผู้ป่วยว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ และขอปรึกษาผู้ชำนาญก่อน

c)

ปฏิเสธการให้คำแนะนำโดยไม่อธิบายเหตุผล

d)

บอกผู้ป่วยว่า สมุนไพรชนิดนี้ปลอดภัยแน่นอน

e)

ให้ผู้ป่วยทดลองใช้สมุนไพรเองแล้วติดตามผล

12.

เภสัชกรตรวจพบว่ามีสมุนไพรชนิดหนึ่งในร้านที่หมดอายุแล้ว แต่เจ้าของร้านต้องการขายต่อเพื่อป้องกันการขาดทุน หากคุณเป็นเภสัชกร คุณจะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับจรรยาเภสัช

a)

ขายยาต่อไปเพื่อลดความเสียหายทางธุรกิจ

b)

แจ้งเจ้าของร้านว่ายาหมดอายุและต้องทำลายทิ้ง

c)

นำยาออกจากชั้นวาง แต่เก็บไว้ในคลังสินค้า

d)

เปลี่ยนฉลากวันหมดอายุใหม่เพื่อขายต่อ

e)

ปล่อยให้เจ้าของร้านตัดสินใจเอง

13.

"ทวัตติงสาการ" ในบทประวัติยาเบญจกูล หมายถึงสิ่งใด

a)

สมุนไพร 32 ชนิดที่ใช้ในยาเบญจกูล

b)

โรค 32 ชนิดที่ยาเบญจกูลสามารถรักษาได้

c)

อาการ 32 อย่างในร่างกาย ตั้งแต่ผมจนถึงมันสมอง

d)

การทำงานของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย

e)

หลักการรักษา 32 ขั้นตอนในการแพทย์แผนไทย

14.

ข้อใดกล่าวถึงการพิจารณา "รูป" ของตัวยาได้ถูกต้อง

a)

การดูสีของใบไม้ ดอกไม้หรือแร่ธาตุ

b)

การรู้ว่าพืชเป็นต้น เถา หัว หรือสัตว์มีเขา กระดูก

c)

การดมกลิ่นของยาว่าหอมเหม็นอย่างไร

d)

การทราบรสชาติของยาว่า ขม เปรี้ยว หรือหวาน

e)

การรู้ชื่อเรียกสมมติของวัตถุนั้น

15.

ข้อใด คือสรรพคุณของ "คำฝอย"

a)

แก้พิษฝีและบำรุงหัวใจ

b)

บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ

c)

ขับลมและแก้ปวดมดลูก

d)

ขับพยาธิและแก้ตานขโมย

e)

ระบายท้องและบำรุงธาตุ

16.

สมุนไพรชนิดใดที่ "ใบสด" ใช้ตำคั้นเอาน้ำทาแก้ต่อมในคออักเสบ

a)

งิ้ว

b)

จามจุรี

c)

ตะโกนา

d)

ตีนเป็ดน้ำ

e)

จันทน์แดง

17.

"เหงือกปลาหมอ" ใช้ส่วนใดของต้น ต้มอาบแก้พิษไข้หัวผื่นคัน แก้โรคผิวหนังทุกชนิด

a)

ใบ

b)

ลูก

c)

ราก

d)

ต้น

e)

ดอก

18.

สมุนไพรชนิดใดที่ "เนื้อไม้" มีรสขมหอม บำรุงหัวใจ ชูกำลัง และแก้ลมวิงเวียน

a)

จันทน์ชะมด

b)

จันทน์แดง

c)

ตะเคียนทอง

d)

จามจุรี

e)

ชะเอมเทศ

19.

สมุนไพรชนิดใดที่มีสรรพคุณ "แก้ลมสันนิบาต 7 จำพวก และดับพิษไข้

a)

เทียนลวด

b)

เนระพูสี

c)

เท้ายายม่อม

d)

ทุเรียน

e)

น้อยหน่า

20.

เนื้อในลูกทุเรียน ช่วยรักษาอาการใดได้

a)

แก้ไข้ และอาการตัวร้อน

b)

แก้โรคผิวหนังและขับพยาธิไส้เดือน

c)

แก้ท้องร่วง และบำรุงกำลัง

d)

แก้ปวดข้อและลดการอักเสบ

e)

บำรุงโลหิตและหัวใจ

21.

ส่วนใดของ "เพกา" ที่มีสรรพคุณสมานแผลและช่วยดับพิษโลหิต

a)

ราก

b)

ฝักอ่อน

c)

เมล็ดแก่

d)

เปลือกต้น

e)

แก่น

22.

ใบของ "พลับพลึง" มีสรรพคุณเด่นข้อใด

a)

ลดไข้ และดับพิษ

b)

ทำให้อาเจียน ถอนพิษ

c)

แก้ช้ำ และเคล็ดยอก

d)

ขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย

e)

แก้ไข้เพื่อโลหิต

23.

"ราก" ของพญารากขาว มีรสและสรรพคุณใด

a)

รสร้อน บำรุงกำลัง

b)

รสขม เจริญอาหาร บำรุงธาตุ

c)

รสเย็น ลดอาการปวด

d)

รสฝาด ขับลมในลำไส้

e)

รสเมาเบื่อ ถอนพิษ

24.

สรรพคุณของ "กระดูกควายเผือก" คือข้อใด

a)

บำรุงกระดูกและฟัน

b)

แก้โรคเกี่ยวกับน้ำเหลือง

c)

ถอนพิษสัตว์กัดต่อย

d)

บำรุงกำลัง

e)

แก้เสมหะในทรวงอก

25.

ม้าน้ำ ใช้ส่วนใดทำยา

a)

หนัง

b)

กระดอง

c)

กระดูก

d)

ดี

e)

หาง

26.

ธาตุวัตถุชนิดใด มีคุณสมบัติในการสมานแผล

a)

กำมะถันเหลือง

b)

สารส้ม

c)

หินปะการัง

d)

ดินรังหมาล่า

e)

จุนสี

27.

สรรพคุณของ ดินเหนียว คือข้อใด

a)

แก้พิษร้อนใน

b)

ดูดลมให้ลงเบื้องต่ำ

c)

บำรุงเนื้อหนังให้เจริญ

d)

แก้คันตามผิวหนัง

e)

บำรุงโลหิต

28.

ต้นใดต่อไปนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "โล่ติ๊น"

a)

หางไหลขาว

b)

หางไหลแดง

c)

สมออัพยา

d)

โคมจีน

e)

เทียนขาว

29.

"ผักบุ้ง" มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร

a)

ผักชีลาว

b)

ผักทอดยอด

c)

ผักรู้นอน

d)

ผักไห

e)

ผักชีกระเหรี่ยง

30.

โกฐเชียง มีสรรพคุณเสมอกับสมุนไพรใด

a)

หญ้าตีนนก

b)

ไพล

c)

หัวกะทือ

d)

ข่าลิง

e)

ชิงช้าชาลี

31.

ข้อใดจับคู่สมุนไพรที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกันได้ถูกต้อง

a)

โกฐเชียง-หัวกะเทียม

b)

กะเม็ง-ผักคราด

c)

ยางเทพทาโร-สารส้ม

d)

โกฐหัวบัว-หญ้าตีนนก

e)

ยางเทพทาโร-มะไฟเดือนห้า

32.

การเก็บสมุนไพร "เหง้า หัว แก่น ราก" ให้ได้ยาที่มีสรรพคุณดีที่สุด ควรเก็บในฤดูใด

a)

ฤดูฝน

b)

ฤดูหนาว

c)

ฤดูร้อน

d)

ทุกฤดู

e)

ฤดูแล้ง

33.

การเก็บยาตามทิศทาง หากเป็นวันจันทร์ ควรเก็บยาจากทิศใด

a)

ทิศเหนือ

b)

ทิศใต้

c)

ทิศตะวันตก

d)

ทิศตะวันออก

e)

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

34.

ยารสเย็นและจืด เหมาะสำหรับแก้ธาตุใดพิการ

a)

ปถวีธาตุ

b)

อาโปธาตุ

c)

วาโยธาตุ

d)

เตโชธาตุ

e)

อากาศธาตุ

35.

ธาตุอากาศ หมายถึง ช่องว่างในร่างกายมีกี่ประการ

a)

4 ประการ

b)

6 ประการ

c)

10 ประการ

d)

12 อาการ

e)

20 ประการ

36.

สมุนไพรชนิดใดมีสารสำคัญชื่อ "BIXIN"

a)

คำแสด

b)

กระเจี๊ยบแดง

c)

ฝาง

d)

คำฝอย

e)

เตย

37.

รสประธานของยา "รสร้อน" มีสรรพคุณอย่างไร

a)

แก้ธาตุไฟและระงับความร้อน

b)

แก้ลมกองหยาบและจุกเสียดแน่น

c)

บำรุงธาตุและแก้ลมกองละเอียด

d)

ระงับลมวิงเวียนและแก้ใจสั่น

e)

แก้ไข้ในกองฤดูหนาว

38.

ยาที่ปรุงสำเร็จแล้วเป็นรสสุขุม เหมาะสำหรับใช้แก้ในกองธาตุใด

a)

เตโชธาตุ

b)

อาโปธาตุ

c)

วาโยธาตุ

d)

ปถวีธาตุ

e)

อากาศธาตุ

39.

ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ กล่าวว่ารสยาใดซึมซาบไปในเส้นเอ็นทั่วร่างกาย

a)

รสหวาน

b)

รสเผ็ด

c)

รสเค็ม

d)

รสเปรี้ยว

e)

รสฝาด

40.

ในคัมภีร์วรโยคสาร รสขม (ติตติกะ) มีสรรพคุณใด

a)

กระทำให้มูตรและคูถบริสุทธิ์

b)

ระงับความเกียจคร้าน

c)

บำรุงไฟธาตุให้เจริญ

d)

แก้ไข้และระงับพิษ

e)

ทำให้เสมหะกำเริบ

41.

รสใดในคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ ระบุว่าซึมซาบไปที่ข้อต่อทั้งปวง

a)

รสหวาน

b)

รสเปรี้ยว

c)

รสมัน

d)

รสขม

e)

รสเผ็ด

42.

รสใดในคัมภีร์วรโยคสาร ระบุว่าแสลงกับโรคลม

a)

รสเปรี้ยว

b)

รสขม

c)

รสหวาน

d)

รสฝาด

e)

รสขม

43.

ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับสรรพคุณของยารสฝาด และโรคที่แสลง

a)

สรรพคุณสมานแผล แสลงกับโรคเบาหวาน

b)

สรรพคุณ คุมธาตุ แสลงกับโรคไอ

c)

สรรพคุณบำรุงหัวใจ แสลงกับโรคลม

d)

สรรพคุณระบายอุจจาระ แสลงกับโรคกระเพาะ

e)

สรรพคุณฟอกโลหิต แสลงกับโรคพรรดึก

44.

รสยาใดเหมาะสมที่สุดสำหรับใช้รักษาเส้นเอ็นพิการ

a)

รสขม

b)

รสหวาน

c)

รสมัน

d)

รสเปรี้ยว

e)

รสเผ็ดร้อน

45.

รสเผ็ดร้อนแสลงกับโรคใด

a)

โรคเสมหะ

b)

โรคไข้ตัวร้อน

c)

โรคเบาหวาน

d)

โรคผิวหนัง

e)

โรคไต

46.

การจัดรสยาแก้ตามธาตุมีความสำคัญอย่างไร

a)

ช่วยเสริมธาตุให้แข็งแรง

b)

รักษาโรคที่เกิดจากธาตุพิการให้หายจากการเจ็บป่วย

c)

ลดอาการอ่อนเพลียของธาตุไฟ

d)

ปรับสมดุลของธาตุน้ำในร่างกาย

e)

ช่วยให้ธาตุดินหลอมรวมกับธาตุอื่น

47.

ในปัจฉิมวัย (32-64ปี) ซึ่งเป็นโรคเพื่อลมกำเริบ (สมุฏฐานวาโย)ควรใช้ยารสใด

a)

รสหวาน รสเปรี้ยว รสขม

b)

รสร้อน รสเค็ม รสฝาด รสหอม

c)

รสเปรี้ยว รสขม รสร้อน

d)

รสฝาด รสหวาน รสร้อน

e)

รสเปี้ยวเค็ม รสขม รสร้อน

48.

เพราะเหตุใดปฐมวัย (วัยเด็ก) จึงควรใช้ยารสหวาน รสเปรี้ยว รสขม

a)

เพราะวัยเด็กมีสมุฏฐานโลหิตและดี

b)

เพราะวัยเด็กมีสมุฏฐานเสมหะ

c)

เพราะวัยเป็นโรคเพื่อวาโย

d)

เพราะรสเหล่านี้เหมาะกับระบบย่อยอาหารในวัยเด็ก

e)

เพราะช่วยเสริมการเจริญเติบโตของกระดูก

49.

ตามกาล 3 ยามแรก (06.00-10.00น. หรือ 18.00-22.00 น.) ควรใช้น้ำกระสายยารสใด

a)

รสร้อน

b)

รสขม

c)

รสเปรี้ยว

d)

รสหวาน

e)

รสมัน

50.

ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องของ คณาเภสัช

a)

การจำแนกสมุนไพรตามถิ่นที่เกิด

b)

การจัดหมวดหมู่ตัวยาหลายสิ่งหลายอย่าง

c)

การปรุงยาสำเร็จรูปที่ใช้เฉพาะผู้ป่วยเฉพาะโรค

d)

การแปลความหมายของชื่อสมุนไพร

e)

การกำหนดอัตราส่วนสมุนไพรในตำรับเดียวกัน

51.

จุดประสงค์หลักของกาจัดยาในคณาเภสัชคืออะไร

a)

เพื่อประหยัดเวลาปรุงยา

b)

เพื่อความสะดวกในการจดจำและเขียนตำรา

c)

เพื่อแสดงชื่อสมุนไพรในภาษาบาลี

d)

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสมุนไพร

e)

เพื่อกำหนดปริมาณยาในการดองยา

52.

ข้อใด ไม่ใช่ หลักการพิจารณาในการรวมตัวยาเข้าเป็นพิกัดเดียวกัน

a)

รสยาจะต้องไม่ขัดกัน

b)

สรรพคุณจะต้องเสมอหรือคล้ายคลึงกัน

c)

ต้องมีแหล่งกำเนิดในพื้นที่เดียวกัน

d)

ต้องมีจำนวนจำกัดแน่นอน

e)

ต้องมีการตั้งชื่อเฉพาะ

53.

"จุลพิกัด" มีลักษณะอย่างไร

a)

การจำกัดจำนวนตัวยาหลายชนิด โดยใช้น้ำหนักไม่เท่ากัน

b)

การจำกัดจำนวนตัวยาน้อยชนิด โดยมากมีชื่อเรียกเหมือนกัน

c)

การจำกัดตัวยาที่มีลักษณะ ขนาด เท่ากันทุกประการ

d)

การจำกัดตัวยาที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจง

e)

การจำกัดตัวยาที่ใช้ในการปรุงตำรับยา

54.

พิกัดที่ตัยาในตำรับมีน้ำหนักไม่เท่ากัน เรียกว่าอะไร

a)

จุลพิกัด

b)

พิกัด

c)

มหาพิกัด

d)

สมุฏฐานพิกัด

e)

พิกัดเฉพาะ

55.

พิกัดยา ในกรณีที่ทำยาผง ควรใช้น้ำหนักส่วนละเท่าใด

a)

1 บาท

b)

1 เฟื้อง

c)

1 สลึง

d)

2 บาท

e)

2 สลึง

56.

การกำหนดน้ำหนักในมหาพิกัด มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

a)

เพื่อความสะดวกในการปรุงยา

b)

แก้โรคตามสมุฏฐานต่าง ๆ

c)

ลดปริมาณของสมุนไพร

d)

เพิ่มสรรพคุณของยา

e)

ทำให้ยาเก็บรักษาได้นานขึ้น

57.

ข้อใด ไม่ใช่ ตัวอย่างของจุลพิกัดพวกที่ต่างกันที่ขนาด

a)

กระพังโหมทั้งสอง

b)

ข่าทั้งสอง

c)

หัวกระดาดทั้งสอง

d)

เร่วทั้งสอง

e)

ตับเต่าทังสอง

58.

ข้อใดคือคู่ตัวอย่างในจุลพิกัดที่ต่างกันที่เพศ

a)

มะยม

b)

สะเดา

c)

ฝ้าย

d)

กำมะถัน

e)

ดีเกลือ

59.

ชะมดเช็ด และชะมดเชียง จัดอยู่ในจุลพิกัดประเภทใด

a)

ต่างกันที่ขนาด

b)

ต่างกันที่สี

c)

ต่างกันที่รส

d)

ต่างกันที่เพศ

e)

ต่างกันที่ถิ่นที่เกิด

60.

พิกัดทเวคันธา หมายถึงอะไร

a)

ยาที่มีรสหวานสองอย่าง

b)

ยาที่มีรสเผ็ดสองอย่าง

c)

ยาที่มีกลิ่นหอมสองอย่าง

d)

ยาที่ใช้แก้พิษสองอย่าง

e)

ยาที่มีคุณสมบัติเสมอกันสองอย่าง

61.

พิกัดตรีกฏุก หมายถึงยาที่มีรสเผ็ดร้อนสามอย่าง สมุนไพรใดอยู่ในพิกัดนี้

a)

รากช้าพลู

b)

เหง้าขิงแห้ง

c)

ลูกสมอไทย

d)

ใบกระวาน

e)

รากมะตูม

62.

พิกัดตรีสุคนธ์ ประกอบด้วยตัวยาใดบ้าง

a)

ใบกระวาน รากอบเชยเทศ รากพิมเสนต้น

b)

ใบกระวาน ลูกสมอไทย รากพริกไทย

c)

ลูกมะตูม รากสะเดา เถาบอระเพ็ด

d)

ดอกบุนนาค รากเจตมูลเพลิง ใบกระวาน

e)

รากกล้วยตีบ รากมะกอก รากกระดอม

63.

สมุนไพรในข้อใดอยู่ใน พิกัดตรีทุรวสา

a)

รากมะขามเทศ

b)

ลูกกระวาน

c)

รากพริกไทย

d)

ลูกสมอพิเภก

e)

ผลมะตูม

64.

ในช่วงการเปลี่ยนฤดูกาล ยาจันทลีลา สามารถบรรเทาอาการใดได้บ้าง

a)

ตัวร้อน สะท้านหนาว อ่อนเพลีย

b)

ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้

c)

คัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอ

d)

เจ็บข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และเหน็บชา

e)

ถูกทุกข้อ

65.

พิมเสนในยาจันทลีลา มีสรรพคุณเด่นในเรื่องใด

a)

บำรุงหัวใจ

b)

ลดไข้

c)

ขับลมและลดอาการวิงเวียนศีรษะ

d)

แก้ท้องเสีย

e)

บำรุงธาตุลม

66.

อาการ "เถาดาน" ที่เป็นสรรพคุณของยาธรณีสันฑะฆาต หมายถึงอาการใดในร่างกาย

a)

ปวดกล้ามเนื้อ

b)

อุจจาระแข็ง ตกค้างในลำไส้

c)

ลมในกระเพาะอาหาร แน่นจุกอก

d)

ปวดศีรษะจากลม

e)

เกร็งไปทั้งตัว กษัยเส้น

67.

พิกัดเบญจผลธาตุ มีสรรพคุณในข้อใด

a)

บำรุงหัวใจ แก้เสมหะ แก้ลม

b)

แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ แก้ทางเดินปัสสาวะ

c)

บำรุงกำลัง แก้ไข้ บำรุงไฟธาตุ

d)

บำรุงตับ แก้โลหิตพิการ ขับปปัสสาวะ

e)

ขับลม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิต

68.

ข้อใด ไม่ใช่ ตัวยาในพิกัดเบญจมูลน้อย

a)

หญ้าเกล็ดหอยใหญ่

b)

รากละหุ่งแดง

c)

รากมะเขือขื่น

d)

รากเจตมูลเพลิง

e)

รากมะอึก

69.

ข้อใด ไม่ใช่ ตัวยาในพิกัดเกสรทั้งห้า

a)

ดอกมะลิ

b)

ดอกพิกุล

c)

ดอกบุนนาค

d)

ดอกกระดังงา

e)

เกสรบัวหลวง

70.

สมุนไพรในข้อใดอยู่ในพิกัดเบญจอมฤต

a)

น้ำตาลกรวด

b)

น้ำมันมะพร้าว

c)

น้ำผึ้ง

d)

น้ำมันงา

e)

น้ำมันงาขี้ม่อน

71.

มหาพิกัดตรีผลา ในกรณีแก้เสมหะสมุฏฐาน ใช้ลูกสมอพิเภกในปริมาณเท่าใด

a)

4 ส่วน

b)

8 ส่วน

c)

12 ส่วน

d)

16 ส่วน

e)

20 ส่วน

72.

ข้อใด ไม่ใช่ ลักษณะของตัวยาชูกลิ่น

a)

เพิ่มความน่ารับประทาน

b)

แต่งสีของยา

c)

ช่วยบำบัดโรคโดยตรง

d)

เติมรสหวานเพื่อให้ยากินง่าย

e)

ปรับกลิ่นของยาให้ดีขึ้น

73.

ข้อใดคือ หน้าที่ของตัวยาช่วย

a)

เพิ่มสีสันให้ยา

b)

บำรุงธาตุไฟ

c)

แก้โรคแทรกและโรคตาม

d)

เพิ่มรสชาติให้ยาอร่อย

e)

บำรุงและบำบัดโรค

74.

เภสัชกรแพทย์แผนโบราณ ต้องพิจารณาอะไรบ้างเมื่อต้องปรุงยาจากตัวยาหลายชนิด เพื่อให้ยานั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด

a)

ความสมดุลของรสชาติยาให้กลมกล่อม

b)

การลดกากที่เจือปนในตัวยา

c)

การประเมินว่าตัวยานั้นมีฤทธิ์เสริมกันหรือต่อต้านกัน

d)

การเพิ่มตัวยาที่มีรสตรงกับโรคให้มากที่สุด

e)

การเลือกตัวยาที่มาจากแหล่งกำเนินเดียวกัน

75.

หาเภสัชกรปรุงยาจากพืช เช่น ใบกะเพราเพียงชนิดเดียว โดยไม่ได้ผสมกับตัวยาอื่น ตัวยาดังกล่าวจะถูกจัดอยู่ในประเภทใด และมีข้อจำกัดอย่างไร

a)

ยาสำเร็จรูป มีสรรพคุณครอบคลุมแต่ประสิทธิภาพต่ำ

b)

ยาน้ำกระสาย มีผลต่อโรคแต่ไม่ใช่ยารักษา

c)

ตัวยาเดี่ยว มีสรรพคุณบำบัดโรคได้ดี

d)

เครื่องยา ยังไม่ใช่ยาที่สามารถรักษาโรคได้

e)

ยาประกอบ ต้องใช้ร่วมกับยาชูกลิ่น

76.

ในกรณีที่เภสัชกรเพิ่มตัวยาที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น พริกไทย ในปริมาณมากเกินไปในตำรับยาที่มีรสเผ็ดร้อนอยู่แล้วจะเกิดผลอย่างไรต่อคุณภาพของยา

a)

ยาจะมีสรรพคุณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

b)

ยาอาจมีฤทธิ์แรงเกินไปและทำให้ผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียง

c)

ยาจะไม่มีผลใด ๆ ต่อผู้ป่วย

d)

ยาจะกลายเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรแทน

e)

ยาจะช่วยลดอาการแพ้ในผู้ป่วย

77.

เหตุใดการพิจารณาสรรพคุณของตัวยาแต่ละอย่างจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปรุงยา

a)

เพื่อให้ตัวยามีรสชาติอร่อย และรับประทานง่าย

b)

เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมตัวยาที่ขัดกันและรักษาสรรพคุณของยา

c)

เพื่อเพิ่มจำนวนตัวยาในตำรับให้หลากหลาย

d)

เพื่อให้ยามีฤทธิ์แรงกว่าปกติ

e)

เพื่อประหยัดต้นทุนในการปรุงยา

78.

1 ชั่งเท่ากับกี่บาท

a)

60 บาท

b)

70 บาท

c)

80 บาท

d)

90 บาท

e)

100 บาท

79.

ในมาตราตวงของเหลว 1 ช้อนคาว คือเท่าใด

a)

4 ซีซี

b)

8 ซีซี

c)

10 ซีซี

d)

15 ซีซี

e)

20 ซีซี

80.

เพราะเหตุใดการตรวจสอบคุณภาพของตัวยาจึงสำคัญ

a)

เพื่อให้แน่ใจว่าตัวยามีชื่อเรียกถูกต้อง

b)

เพื่อป้องกันการใช้สมุนไพรปลอม

c)

เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพของสรรพคุณยา

d)

เพื่อให้ตัวยามีสีสดใส

e)

เพิ่มเพิ่มน้ำหนักของตัวยา

81.

หากเภสัชกรพบว่าสมุนไพรแห้งมีเชื้อรา ควรดำเนินการอย่างไร

a)

ล้างด้วยน้ำสะอาดและตากแดด

b)

ใช้เท่าที่สามารถตัดส่วนมีเชื้อราออก

c)

ทิ้งสมุนไพรนั้นเพราะเสื่อมคุณภาพ

d)

ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อกลมกลิ่น

e)

ต้มสมุนไพรนั้นเพื่อลดเชื้อรา

82.

ตัวยาใดที่มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย และอาจทำให้หมดน้ำในร่างกายจนถึงแก่ชีวิตได้

a)

เมล็ดสบู่แดง

b)

ยางตาตุ่ม

c)

ยางสลัดได

d)

ยางหัวเข้าค่า

e)

ถูกทุกข้อ

83.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ฤทธิ์ของ "ลูกแสลงใจ"

a)

บำรุงหัวใจ

b)

บำรุงประสาท

c)

แก้พยาธิผิวหนัง

d)

ระงับประสาท

e)

แก้ลมในอุทร

84.

ข้อใดคือความหมายของ "การสะตุ"

a)

การทำให้ตัวยามีพิษรุนแรงขึ้น

b)

การทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงหรือสะอาดขึ้น

c)

การเพิ่มความข้มข้นของตัวยา

d)

การผสมตัวยาเพื่อให้ได้รสขม

e)

การต้มยาด้วยไฟอ่อน

85.

การประสะยางสลัดไดทำอย่างไร

a)

ต้มรวมกับใบมะขามและใบส้มป่อย

b)

ใส่น้ำต้มเดือดแล้วกวนหลายครั้งจนยาสุก

c)

ผสมกับใบข่าแล้วปิ้งไฟ

d)

บดรวมกับขิงสดแล้วตั้งไฟ

e)

ใช้เกลือและข้าวเปลือกในการต้ม

86.

ตัวยาใดที่ต้องใช้ "ใบกระเพราแดง"ในการสะตุ

a)

มหาหิงค์

b)

ยาดำ

c)

รงทอง

d)

เมล็ดสลอด

e)

น้ำประสานทอง

87.

ข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการใช้กระสายยา

a)

เพิ่มรสชาติยาให้หอมหวาน

b)

ทำให้ยามีฤทธิ์ตรงต่อโรค

c)

ลดฤทธิ์ยาให้เหมาะสม

d)

ช่วยย่อยอาหาร

e)

ทำให้มีความปลอดภัย

88.

น้ำกระสายยาแก้ท้องเดิน ใช้สมุนไพรชนิดใด

a)

น้ำซาวข้าว

b)

รากผักชีต้มเอาน้ำ

c)

เปลือกต้นมะเดื่อชุมพรต้มเอาน้ำ

d)

ข่าต้มเอาน้ำ

e)

น้ำจันทน์เทศ

89.

ถ้ายาขนานใดไม่ได้แจ้งกระสายยาไว้ ควรใช้อะไรเป็นกระสายยา

a)

น้ำดอกไม้

b)

น้ำมะนาวผสมเกลือ

c)

น้ำสุก

d)

น้ำผึ้ง

e)

น้ำซาวข้าว

90.

ข้อใดคือ กระสายยาแก้กินอาหารไม่รู้รส

a)

โกฐหัวบัวและชะเอมเทศต้มเอาน้ำ

b)

น้ำดอกไม้

c)

รากมะกล่ำเครือหรือต้มเอาน้ำ

d)

น้ำจันทน์เทศ

e)

ใบมะนาว 108 ใบต้มเอาน้ำ

91.

ตะแกรงร่อนยาที่ละเอียดมากที่สุดเบอร์อะไร

a)

เบอร์ 60

b)

เบอร์ 80

c)

เบอร์ 100

d)

เบอร์ 120

e)

เบอร์ 50

92.

ข้อใดคือขั้นตอนที่ถูกต้องในการรักษาดูแลตะแกรงร่อนยา

a)

ล้างตะแกรงด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งหลังใช้างาน

b)

ใช้แปรงปัดและผ้าแห้งเช็ดตะแกรงให้แห้ง

c)

เก็บตะแกรงในที่อากาศถ่ายเท

d)

ใช้ไฟเผาเสี้ยนยาที่ติดอยู่

e)

แช่น้ำทิ้งไว้ 10-15 นาทีก่อนนำมาทำความสะอาดด้วยแปรงขนอ่อน

93.

ข้อใดไม่ใช่กระสายยาที่ใช้ในการปรุงยาแผนโบราณ

a)

น้ำดอกมะลิ

b)

น้ำผึ้ง

c)

น้ำมันมะพร้าว

d)

น้ำส้มสายชู

e)

น้ำตาล

94.

รสเค็ม ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ซาบที่ใด

a)

ซาบเส้นเอ็นและกระดูก

b)

ซาบผิวเนื้อและเส้นเอ็น

c)

ซาบผิวหนังทุกเส้นขน

d)

ซาบเส้นเอ็นทั่วสรรพางค์กาย

e)

ซาบผิวกายและเนื้อ

95.

เมล็ดลำโพง ก่อนใช้ปรุงยาจะต้องทำอย่างไรก่อน

a)

ทำให้น้ำมันในเมล็ดหมดไป

b)

นึ่งให้ความร้อนเพื่อดับพิษ

c)

ต้องผ่านการสะตุก่อนนำมาใช้

d)

คั่วไฟจนเหลืองกรอบดีแล้วจึงนำมาปรุงยา

e)

ตากแดดให้แห้งสนิท

96.

สาเหตุที่ทำให้เกิโรคในวัยกลางคนคือข้อใด

a)

ปิตตะ

b)

วาตะ

c)

เสมหะ

d)

สันนิบาต

e)

ตรีโทษ

97.

ดีต่าง ๆในพิกัดดีทั้ง 5 มีรสชาติอย่างไร

a)

ขมหวาน

b)

ขมหอม

c)

ขม

d)

หวานหอม

e)

มัน

98.

ยาที่เข้าใบไม้ เขี้ยวสัตว์ เมื่อปรุงแล้วจะได้ยารสใด

a)

รสเย็น

b)

รสร้อน

c)

รสสุขุม

d)

รสหวาน

e)

รสฝาด

99.

อุจจาระมีกลิ่นดังหญ้าเน่าต้องใช้ ทศเบญจขันธ์แก้ในกองใด

a)

กองปถวีธาตุ

b)

กองเตโชธาตุ

c)

กองวาโยธาตุ

d)

กองอากาศธาตุ

e)

กองอาโปธาตุ

100.

ทศเบญจขันธ์ ประกอบด้วยตัวยาทั้งหมดกี่ส่วน

a)

๕๒ ส่วน

b)

๒๐ ส่วน

c)

๑๕ ส่วน

d)

๑๐ ส่วน

e)

๓๖ ส่วน