wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ม.๕

Total questions: 20

Worksheet time: 20mins

Name
Class
Date
1.
ข้อใดเป็นแนวคิดของเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
a)
ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ย่อมทำลายตัวมนุษย์เอง
b)
ความรักของแม่ที่มีต่อลูกเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่
c)
ความรักของพ่อที่มีต่อลูกเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่
d)
ความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีขีดจำกัด
2.
พระมัทรีทรงฝันว่า มีคนมาควักตาดวงใจไป จึงทูลให้พระเวสสันดรทำนายฝัน พระเวสสันดรทรงเลี่ยงตอบไปว่า ความฝันของพระนางมัทรีเป็นความฝันประเภทใด
a)
บุพนิมิต
b)
จิตนิวรณ์
c)
เทพสังหรณ์
d)
ธาตุโขภ
3.
ข้อใดไม่ใช่ "ทั้งสามสัตว์ก็มาเนื่องนอนสกัดหน้า" ที่มาขวางพระมัทรี
a)
พญาเสือโคร่ง
b)
พญาเสือเหลือง
c)
พญาไกรสรราชสีห์
d)
พญาคชสีห์
4.
ข้อใดใช้โวหารต่างจากข้ออื่น
a)
ทั้งจักจั่นพรรณลองไนเรไรร้องอยู่หริ่ง ๆ ระเรื่อยโรย
b)
โหยสำเนียงดั่งเสียงสังคีตขับประโคมไพร
c)
เสียงเนื้อนกนี่ร่ำร้องสำราญรังเรียกคู่คูขยับขัน
d)
สมเด็จพระอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ก้อง
5.
“แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศทั่วประเทศทุกราวป่า สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไป เล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะ เยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด จะได้พานพบประสบรอยพระลูกน้อยแต่สักนิดไม่มีเลย” บทร้อยกรองนี้ดีเด่นด้านใด
a)
การซ้ำคำ
b)
สัมผัสสระ
c)
สัมผัสพยัญชนะ
d)
อุปมาโวหาร
6.
ข้อใด ไม่ใช่ โวหารบุคคลวัต
a)
รัศมีพระจันทร์ก็มัวหมองเหมือนหนึ่งจะเศร้าโศกแสนวิปโยคเมื่อยามปัจจุสมัย
b)
จึ่งตรัสว่าน้ำเอยเคยเปี่ยมขอบเป็นไรจึงขอดข้นลงขุ่นหมอง
c)
ฝูงปลาเอ๋ยเคยมาผุดคล่ำดำแดงแฝงฟอง บ้างก็ขึ้นล่องว่ายอยู่ลอยเลื่อนชมแสงเดือนอยู่พราย ๆ
d)
เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษิน ปราศจากมุจลินท์ไปตกคลุกในโคลนหนองสิ้นสีทองอันผ่องใส
7.
“มัทรีเอ่ย อันอริยสัตบุรุษเห็นปานดั่งตัวพี่ฉะนี้ ถึงจะมีข้าวของสักเท่าใด ๆ ทิสวา ยาจกมาคเต ถ้าเห็นยาจกเข้ามาใกล้ไหว้วอนขอไม่ย่อท้อในทางทาน จนแต่ชั้นลูกรักยอดสงสารพี่ยังยกให้เป็นทานได้” ทานที่พระเวสสันดรกล่าวถึง ตรงกับข้อใด
a)
พาหิรกทาน
b)
อัชฌัตติกทาน
c)
สัตสดกมหาทาน
d)
เบญจมหาบริจาค
8.
พระเวสสันดรกล่าวบริภาษพระมัทรี เพราะเหตุใด
a)
โกรธที่มัทรีกลับมาช้า
b)
โมโหที่ยังไม่ได้เสวยอาหาร
c)
เจตนาให้พระมัทรีเจ็บใจจนลืมความเศร้าโศก
d)
เจตนาสั่งสอนพระมัทรีให้หลาบจำ
9.
“อุปมาเสมือนหนึ่งพฤกษาลดาวัลย์ย่อมจะอาสัญลงเพราะลูกเป็นแท้เที่ยง” ความตอนนี้เปรียบถึงผู้ใด
a)
พระเวสสันดร
b)
ชูชก
c)
กัณหา ชาลี
d)
พระมัทรี
10.
ข้อใดมิใช่เบญจมหาบริจาค
a)
ลูกเมีย
b)
ธรรมะ
c)
เลือดเนื้อ, ชีวิต
d)
ทรัพย์สมบัติ เงินทอง
11.
คำจำกัดความของ “บุตรทารทาน” ที่ถูกต้องคืออะไร
a)
ให้ทานลูกชายหญิงและภรรยา
b)
ให้ทานบุตรที่เป็นเด็กทารก
c)
ให้ทานบุตรชายและบุตรหญิง
d)
ให้ทานบุตรและนางสนมกำนัล
12.
เรื่องเวสสันดรชาดก เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในบรรดาชาดกทั้งหมด เพราะเป็นชาดกที่พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีในข้อใด
a)
บุตรทานบารมี
b)
ทานบารมี
c)
อุปทานบารมี
d)
บุพพารามบารมี
13.
พระพุทธเจ้าทรงแสดงเวสสันดรชาดกที่ใด
a)
เวฬุวนาราม
b)
นิโครธาราม
c)
เขตวนาราม
d)
บุพพาราม
14.
ข้อความภาษาบาลีที่ขึ้นต้นแต่ละกัณฑ์ในร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก มีชื่อเรียกว่าอย่างไร
a)
คาถาพัน
b)
จุลคาถา
c)
จุณณียบท
d)
ปฐมบท
15.
ในมหาเวสสันดรชาดก กลอนเทศน์มีศัพท์ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “ศัพท์แปลสองชั้น” คือศัพท์ที่แปลตามตัวอักษรครั้งหนึ่งแล้วตีความหมายที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง แทรกอยู่เป็นอันมาก จงวินิจฉัยว่าในข้อต่อไปนี้ ข้อใดเป็นศัพท์แปลสองชั้น
a)
ไฟบรรลัยกัลป์
b)
พาฬมฤคราช
c)
ทานบารมี
d)
บุตรวิโยค
16.
“เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้า ได้หน้าแล้วลืมหลังไม่แลเหลียว” พระเวสสันดรกล่าวข้อความนี้หมายความว่าอย่างไร
a)
มัทรีเป็นภรรยาที่บกพร่อง
b)
มัทรีขาดสติ หลงลืม พระเวสสันดร
c)
มัทรีไม่รักครอบครัว
d)
มัทรีไม่รอบคอบ ลืมแสรกผลไม้ไว้ในป่า
17.
“นางก็ถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน ปานประหนึ่งว่าพุ่มฉัตรทองอันต้องสายอัสนีฟาดขาดระเนนเอนแล้วก็ล้มลงตรงหน้าพระที่นั่งเจ้า นั้นแล” คำประพันธ์นี้ดีเด่นด้านใด
a)
สัมผัสพยัญชนะ
b)
สัมผัสสระ
c)
เล่นคำ
d)
ให้ข้อคิด
18.
“อกของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรีไม่มีเนตร” “ไม่มีเนตร” หมายความว่าอย่างไร
a)
มืดมิด หาทางออกไม่ได้
b)
น่าสงสาร
c)
ไม่มีคุณค่า
d)
ตาบอด
19.
ใครคือผู้ประพันธ์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
a)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
b)
เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
c)
พระเทพโมลี (กลิ่น)
d)
สำนักวัดถนน
20.
เพราะเหตุใดเทวดาจึงเนรมิตเป็นสัตว์ร้ายขวางพระนางมัทรี
a)
ทดลองใจพระนางมัทรี
b)
หวังจะไล่พระนางมัทรีออกจากป่า
c)
แสดงอิทธิฤทธิ์ให้พระนางมัทรีเกรงกลัว
d)
ขัดขวางพระนางมัทรีไม่ให้กลับไปยังอาศรม