wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ระบบร่างกาย

Total questions: 110

Worksheet time: 1hrs 16mins

Name
Class
Date
1.

การย่อยอาหารที่ปากของมนุษย์เป็นการย่อยแบบใด

a)

เชิงเคมี เพราะมีการสร้างเอนไซม์จากต่อมน้ำลาย

b)

เชิงกล เพราะมีการบดเคี้ยวให้อาหารมีโมเลกุลเล็กลง

c)

เชิงกล และเชิงเคมี เพราะมีทั้งการบดเคี้ยวและการย่อยโดยใช้เอนไซม์

d)

เชิงกล และเชิงเคมี เพราะมีการคลุกเคล้าอาหารจากลิ้นและการย่อยโดยใช้เอนไซม์จากต่อมน้ำลาย

2.

เมื่อเคี้ยวข้าวนานๆ จะรู้สึกว่ามีรสหวานเกิดขึ้น เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

a)

ข้าวมีรสหวานอยู่แล้ว

b)

เอนไซม์ในน้ำลายย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล

c)

การเคี้ยวข้าวให้มีขนาดเล็กลงจะทำให้เกิดความหวาน

d)

มีน้ำตาลปนอยู่ในข้าว เมื่อข้าวสัมผัสกับตุ่มรับรสจึงรู้สึกหวาน

3.

การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบเป็นลูกคลื่นที่พบในหลอดอาหารเรียกว่า

a)

peristalsis

b)

hydrolysis

c)

absorption

d)

digestion

4.

ฮอร์โมนแกสตริน(gastrin) หลั่งจากอวัยวะใด

a)

ตับ

b)

กระเพาะอาหาร

c)

ลําไส้เล็ก

d)

ตับอ่อน

5.

เอนไซม์ไลเปสเป็นเอนไซม์ที่สร้างขึ้นภายในกระเพาะอาหารแต่ยังไม่ทำงานได้ เป็นเพราะสาเหตุใด

a)

กระเพาะอาหารมีสารอาหารอื่นๆ มากจึงทำให้ไลเปสทำงานได้ไม่ดี

b)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นเบสสูง แต่ไลเปสชอบกรดจึงทำงานได้ไม่ดี

c)

ไลเปสทำงานได้ไม่ดีเพราะภายในกระเพาะอาหารมีน้ำย่อยเพปซิน

d)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดสูง แต่ไลเปสชอบเบสจึงทำงานได้ไม่ดี

6.

เอนไซม์ในข้อใดที่สามารถทำงานได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด

a)

Lipase

b)

Trypsin

c)

Pepsin

d)

Ptyalin

7.

ผลจากการย่อยน้ำตาลซูโครส จะทำให้ได้สิ่งใด

a)

กลูโคส 2 โมเลกุล

b)

ฟรุกโทสและกาแลกโทส

c)

กลูโคสและกาแลกโทส

d)

กลูโคสและฟรุกโทส

8.

ลำไส้ใหญ่ส่วนที่ดูดซึมน้ำและวิตามินที่แบคทีเรียสร้างขึ้น คือส่วนใด

a)

ซีกัม

b)

โคลอน

c)

เรกตัม

d)

ไส้ตรง

9.

ทางเดินอาหารที่มีการดูดซึมสารอาหารมากที่สุดคือข้อใด

a)

กระเพาะอาหาร

b)

ดูโอดีนัม

c)

เจจูนัม

d)

ไอเลียม

10.

ในลำไส้ใหญ่จะมีแบคทีเรียที่สามารถสร้างวิตามินได้ คือวิตามินชนิดใด

a)

วิตามิน บี 5

b)

วิตามิน บี 6

c)

วิตามิน บี 12

d)

วิตามิน ดี

11.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับน้ำดีของคน

a)

สร้างจากถุงน้ำดี

b)

ทำให้ไขมันแตกตัว

c)

เป็นเอนไซม์ย่อยกรดไขมัน

d)

ถูกทุกข้อ

12.

กระเพาะอาหารมีการย่อยอาหารประเภทใดและมีการย่อยอย่างไร

a)

การย่อยแป้งเป็นกลูโคสด้วยเอนไซม์มอลเทส

b)

การย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนด้วยเอนไซม์เพปซิน

c)

การย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนด้วยเอนไซม์ทริปซิน

d)

การย่อยคาร์โบไฮเดรตเป็นมอลโทสด้วยเอนไซม์อะไมเลส

e)

การย่อยไขมันเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอลด้วยเอนไซม์ลิเพส

13.

กระบวนการในข้อใดไม่ได้เกิดขึ้นบริเวณลำไส้เล็ก

a)

การแตกตัวของไขมันเป็นหยดไขมันขนาดเล็ก

b)

การเปลี่ยนทริปซิโนเจนเป็นทริปซินด้วยเอนไซม์เอนโทโรไคเนส

c)

การดูดซึมกรดไขมันและกลีเซอรอลเข้าสู่หลอดน้ำเหลืองในวิลลัส

d)

การหลั่งกรดไฮโดรคลอริกเพื่อทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นกรด

e)

การหลั่งไคโมทริปซิโนเจนและโพรคาร์บอกซิเพปทิเดสที่สร้างจากตับอ่อนเข้าสู่ลำไส้เล็ก

14.

การสังเคราะห์วิตามินจากแบคทีเรียเกิดขึ้นที่ส่วนใดของทางเดินอาหาร

a)

ไส้ตรง

b)

ลำไส้ใหญ่

c)

ลำไส้เล็กส่วนเจจูนัม

d)

ลำไส้เล็กส่วนไอเลียม

e)

ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม

15.
สารอาหารในข้อใดเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์บุผิวลำไส้เล็กแล้ว จะถูกลำเลียงเข้าสู่หัวใจโดยตรงโดยไม่ผ่านตับ (สามัญ 62)
a)
กลูโคส
b)
วิตามินซี
c)
กรดไขมัน
d)
กาแลกโทส
e)
กรดอะมิโน
16.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการย่อยสารอาหารชนิดต่าง ๆ

a)
เอนไซม์ย่อยไขมันที่ลำไส้เล็กสร้างมาจากตับ
b)
การย่อยแป้งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ที่ลำไส้เล็ก
c)
ปฏิกิริยาการย่อยอาหารอาศัยเอนไซม์เป็นตัวสลายพันธะเคมีภายในอาหาร
d)
วัวใช้พลังงานจากหญ้าได้ เพราะสามารถสร้างเอนไซม์ย่อยเซลลูโลสได้
17.

อวัยวะใดผลิตสารอนินทรีย์ที่ควบคุมความเป็นกรดเบสในระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

a)
ตับ และ ตับอ่อน
b)
ลำไส้เล็ก และ ตับ
c)
ปาก และ กระเพาะอาหาร
d)
ลำไส้เล็ก และ ลำไส้ใหญ่
e)
กระเพาะอาหาร และ ตับอ่อน
18.
ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
a)
เพปซินและทริปซินที่กระเพาะอาหารย่อยโปรตีนเป็นพอลิเพปไทด์ที่มีขนาดสั้น
b)
น้ำลายมีอะไมเลสย่อยแป้งได้เป็นมอลโทส
c)
เกลือน้ำดีทำให้ไขมันแตกตัวเป็นหลดเล็ก ๆ และละลายน้ำได้ในรูปอิมัลชัน
d)
กรดไฮโดรคลอริกทำหน้าที่เปลี่ยนโพรเรนนินให้เป็นเรนนินให้พร้อมทำงานได้
19.

ทางเดินอาหารส่วนใดไม่มีต่อมน้ำย่อย

a)
หลอดอาหาร
b)
ลำไส้ใหญ่
c)
หลอดอาหารและลำไส้ใหญ่
d)
หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
20.

ในน้ำลายคนจะมีเอนไซม์ใด และทำหน้าที่ย่อยอาหารประเภทใด

a)

ไลเปส-ไขมัน

b)

เปปซิน-โปรตีน

c)

มอลเทส-มอลโทส

d)

อะไมเลส-คาร์โบไฮเดรต

21.

ข้อใดต่อไปนี้จับคู่ได้ไม่ถูกต้อง

a)

ต่อมน้ำลาย -- อะไมเลส

b)

ตับอ่อน – น้ำดี

c)

กระเพาะอาหาร – เปปซิน

d)

ลำไส้เล็ก – ซูเครส

22.

อาหารจำพวกโปรตีนถูกย่อยเชิงเคมีครั้งแรกที่อวัยวะใด

a)

ปาก

b)

กระเพาะอาหาร

c)

ลำไส้เล็ก

d)

ลำไส้ใหญ่

23.

เอนไซม์ที่ย่อยน้ำนมในกระเพาะอาหารคือข้อใด

a)

เคซีน

b)

เพปซิน

c)

เรนนิน

d)

ไลเปส

24.

สารใดไม่ได้สร้างมาจากตับอ่อน

a)

ทริปซิน

b)

ลิเพส

c)

โซเดียมไบคาร์บอเนต

d)

กรดไฮโดคลอริก

25.

จากสมการต่อไปนี้ สาร ก คือ สารในข้อใด

a)

เพปซิน

b)

ไลเปส

c)

อะไมเลส

d)

ทริปซิน

26.

หัวใจห้องใดมีผนังหนาที่สุด เพราะเหตุใด

a)

ห้องบนซ้าย : รับเลือดที่มีปริมาณ O2สูง

b)

ห้องบนขวา : รับเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

c)

ห้องล่างขวา : ต้องสูบฉีดเลือดที่มีปริมาณ CO2สูงไปฟอกทีปอด                  

d)

ห้องล่างซ้าย : ต้องสูบฉีดเลือดที่มีปริมาณ O2สูงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

27.

หลอดเลือดชนิดใดมีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงที่สุด

a)

เวน

b)

เวนาคาวา 

c)

พัลโมนารีเวน

d)

พัลโมนารีอาร์เตอรี

28.

pulmonary arterty นำเลือดที่มี

a)

ออกซิเจนสูงเข้าหัวใจ

b)

ออกซิเจนต่ำเข้าหัวใจ

c)

ออกซิเจนต่ำออกจากหัวใจ

d)

ออกซิเจนสูงออกจากหัวใจ

29.

เส้นเลือดที่มีแรงดันภายในมากที่สุด คือเส้นเลือดใด

a)

capillary        

b)

Aorta

c)

vein  

d)

Pulmonary artery

30.

ลิ้นภายในหลอดเลือด vein มีหน้าที่อย่างไร

a)

ป้องการผสมของเลือด

b)

ป้องกันการแข็งตัวของเลือด

c)

ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปทำลายอวัยวะ

d)

ป้องกันเลือดไหลสวนทาง

31.

ลิ้นหัวใจใดกั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและล่างซ้าย

a)

ลิ้นไบคัสปิด

b)

ลิ้นไตรคัสปิด    

c)

ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์

d)

ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์

32.

ลักษณะสำคัญของเม็ดเลือดแดง คือ

a)

สร้างจากตับไม่มีนิวเคลียส ไม่มีไมโทคอนเดรีย

b)

สร้างจากตับไม่มีนิวเคลียส มีไมโทคอนเดรีย

c)

สร้างจากไขกระดูก ไม่มีนิวเคลียสมีไมโทคอนเดรีย

d)

สร้างจากไขกระดูก ไม่มีนิวเคลียสไม่มีไมโทคอนเดรีย

33.

เม็ดเลือดแดงที่แก่และหมดอายุแล้ว จะถูกทำลายที่

a)

ตับและม้าม

b)

ตับและตับอ่อน

c)

ตับอ่อนและม้าม

d)

ตับและไต

34.

เลือดที่ผ่านการฟอกแล้ว จะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายผ่านหลอดเลือดใด

a)

พัลโมนารีอาร์เตอรี่

b)

ซูพีเรีย เวนาคาวา

c)

อินฟีเรีย เวนาคาวา

d)

หลอดเลือดเอออร์ตา

35.

เลือดดำที่มีออกซิเจนต่ำจะเข้าสู่หัวใจ ผ่านหลอดเลือดใด

a)

ซูพีเรียเวนาคาวา และอินฟีเรียเวนาคาวา

b)

เฉพาะ ซูพีเรีย เวนาคาวา

c)

เฉพาะ อินฟีเรียเวนาคาวา

d)

หลอดเลือดเอออร์ตา

36.

เพราะเหตุใด หัวใจห้องล่างซ้ายจึงมีผนังหนาและแข็งแรงที่สุด

a)

เพราะมีหน้าที่สูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนต่ำไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

b)

เพราะทำหน้าที่รองรับหัวใจห้องบนซ้าย

c)

เพราะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดที่ฟอกแล้วไปยังปอด

d)

เพราะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดที่ฟอกแล้วไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

37.

ข้อใดอธิบายหลอดเลือดอาร์เตอรี่ได้ถูกต้อง

a)

1) หลอดเลือดที่ลำเลียงเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูง

b)

2) เฉพาะหลอดเลือดที่ลำเลียงเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงออกจากหัวใจ

c)

3) หลอดเลือดที่ลำเลียงเลือดออกจากหัวใจทั้งหมด

d)

4) เฉพาะหลอดเลือดที่ลำเลียงเลือดออกจากปอดเข้าสู่หัวใจ

38.

นาโน ถูกมีดบาดนิ้ว เลือดไหลออกไม่หยุด เนื่องจากนาโนมีความบกพร่องในข้อใด

ก. เกล็ดเลือด

ข. วิตามิน K

ค. แคลเซียม

ง. เซลล์เม็ดเลือดแดง

a)

1) ก ข และ ค

b)

2) ก ค และ ง

c)

3) ก และ ข

d)

4) ข และ ง

39.

ตำแหน่งใด คือ หลอดเลือดพัลโมนารีเวน (pulmonary vein)

a)

A

b)

B

c)

D

d)

O

e)

J

40.

ตำแหน่งใด คือ หลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี (pulmonary artery)

a)

A

b)

B

c)

D

d)

O

e)

J

41.

ตำแหน่งใด คือ หลอดเลือดเอออร์ตา (aorta)

a)

A

b)

B

c)

D

d)

O

e)

J

42.

หลอดเลือดชนิดใด ไม่มี ลิ้นกันภายในหลอดเลือด

a)

หลอดเลือดเอออร์ตา (aorta)

b)

หลอดเลือดพัลโมนารีเวน (pulmonary vein)

c)

หลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี (pulmonary artery)

d)

หลอดเลือดเวนาคาวา (venacava)

43.

ข้อใด คือ ชีพจร (Pulse)

a)

กล้ามเนื้อหัวใจหดตัว

และคลายตัวเป็นจังหวะ

b)

กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดมีการหดตัว และคลายตัวเป็นจังหวะ

c)

อัตราการไหลของเลือดที่เกิดจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดเป็นจังหวะ

44.

ข้อใด คือ ความดันเลือด (blood pressure)

a)

กล้ามเนื้อหัวใจหดตัว

และคลายตัวเป็นจังหวะ

b)

กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดมีการหดตัว และคลายตัวเป็นจังหวะ

c)

อัตราการไหลของเลือดที่เกิดจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดเป็นจังหวะ

45.

ความดันเลือดขณะที่ผนังหลอดเลือดหดตัว หรือ ซิสโทลิก (systolic blood pressure) ของคนปกติ มีค่าเฉลี่ยเท่าใด

a)

120/80 มิิลลิเมตรปรอท

b)

60-100 ครั้งต่อนาที

c)

100-140 มิลลิเมตรปรอท

d)

60-90 มิลลิเมตรปรอท

e)

40-80 ครั้งต่อนาที

46.

ข้อใด คือค่าเฉลี่ยของ ความดันเลือด ไดแอสโทลิก (diastolic blood pressure) ของคนปกติ

a)

120/80 มิิลลิเมตรปรอท

b)

60-100 ครั้งต่อนาที

c)

100-140 มิลลิเมตรปรอท

d)

60-90 มิลลิเมตรปรอท

e)

40-80 ครั้งต่อนาที

47.

ตำแหน่งใด คือ หัวใจห้องเอเตรียมซ้าย (left atrium)

a)

E

b)

H

c)

K

d)

N

48.

ตำแหน่งใด คือ ลิ้นหัวใจไบคัสปิด (bicuspid valve)

a)

G

b)

F

c)

L

49.

ตำแหน่งใด คือ ลิ้นหลอดเลือดเซมิลูนาร์ (semilunar valve)

a)

G

b)

F

c)

L

50.

ตำแหน่งใด คือ หลอดเลือดอินฟิเรียเวนาคาวา (inferior venacava)

a)

A

b)

B

c)

D

d)

O

e)

J

51.

เส้นเลือดที่นำเลือดมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเรียกว่าอะไร

a)

เอออร์ตา

b)

โคโรนารี่อาร์เทอรี่

c)

พัลโมนารีอาร์เทอรี่

d)

 พัลโมนารีเวน

52.

6. ข้อใดกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกะบังลมกับกระดูกซี่โครงขณะหายใจเข้าถูกต้อง

a)

กะบังลมจะเลื่อนสูงขึ้นและกระดูกซี่โครงเลื่อนต่ำลง

b)

      กะบังลมจะเลื่อนสูงขึ้นและกระดูกซี่โครงเลื่อนสูงขึ้น

c)

กะบังลมจะเลื่อนต่ำลงและกระดูกซี่โครงเลื่อนสูงขึ้น

53.

การหายใจเข้า กระดูกซี่โครงจะมีลักษณะอย่างไร

a)

กระดูกซี่โครงยกสูงขึ้น

b)

กระดูกซี่โครงลดต่ำลง

c)

กระดูกซี่โครงขยายตัว

d)

กระดูกซี่โครงอยู่เท่าเดิม

54.

สมองส่วนใดทำหน้าที่ในการควบคุมการหายใจ

a)

ซีรีบลัม

b)

ซีรีเบลลัม

c)

พอนส์

d)

เมดัลลาออบลองกาตา

55.

การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นระหว่างอวัยวะใด

a)

ถุงลมกับหลอดเลือดฝอย

b)

หลอดเลือดฝอยกับหลอดเลือดแดง

c)

หลอดเลือดฝอยกับหลอดเลือดดำ

d)

ถุงลมกับร่างกาย

56.

เมื่อปริมาณออกซิเจนในเลือดน้อย ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร

a)

ไอ

b)

หาว

c)

จาม

d)

สะอึก

57.

จากภาพ เป็นการหายใจเข้าหรือหายใจออก เพราะเหตุใด

a)

หายใจเข้า เพราะปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศเพิ่มขึ้น

b)

หายใจเข้า เพราะปริมาตรช่องอกลดลง ความดันอากาศเพิ่มขึ้น

c)

หายใจออก เพราะปริมาตรช่องอกลดลง ความดันอากาศเพิ่มขึ้น

d)

หายใจออก เพราะปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศลดลง

58.

เพราะเหตุใดการนอนหลับเป็นเวลานานในรถที่ติดเครื่องยนต์ และเปิดเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งปิดกระจก จึงอาจมีอาการ

ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

a)

เพราะมีแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอ

b)

เพราะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

c)

เพราะมีแก๊สคาร์บอนมอนออกไซด์

d)

เพราะออกซิเจนไม่เพียงพอและมีแก๊สคาร์บอนมอนออกไซด์

59.

ขั้นตอนการหายใจเข้าในข้อใดถูกต้อง

ก. อากาศจากภายนอกดันเข้าปอด

ข. กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัว

ค. ปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น

a)

ก → ค → ข

b)

ข → ก → ค

c)

ข → ค → ก

d)

ค → ก → ข

60.

การแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซต์ อาศัยหลักการใด

a)

การออสโมซิส

b)

การแพร่

c)

การละลาย

d)

การเปลี่ยนสถานะของสาร

61.

สารเคมีในเลือดชนิดใดมีบทบาทต่อการหายใจมากที่สุด

a)

ปริมาณของแก๊สออกซิเจน

b)

ความดันของแก๊สออกซิเจน

c)

ปริมาณของไฮโดรเจนไอออน

d)

ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

e)

ความดันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

62.

ข้อใดเป็นผลที่เกิดขึ้นในทันทีเมื่อเกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อกระดูกซี่โครง และกล้ามเนื้อกะบังลม

a)

ก. ลดปริมาตรทรวงอก

b)

ข. เพิ่มปริมาตรทรวงอก

c)

ค. เพิ่มแรงดันอากาศในปอด

d)

ง. ทำให้อากาศผ่านออกจากปอด

63.

การลำเลียง CO2 ในเลือดส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปใด

a)

รวมกับฮีโมโกลบิน

b)

รวมกับฮีโมโกลบินในพลาสมา

c)

รวมกับน้ำในเม็ดเลือดแดงและเกิดกรดคาร์บอนิกก่อน

d)

รวมกับไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนในพลาสมา

64.

ข้อใดผิดเกี่ยวกับการหายใจออก

a)

ความดันในปอดสูงกว่าข้างนอก

b)

กะบังลมคลายตัว

c)

กระดูกซี่โครงเลื่อนต่ำลง

d)

ปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น

65.

การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะในข้อใดถูกต้อง

a)

เลือด --> หน่วยไต --> ท่อปัสสาวะ --> กระเพาะปัสสาวะ

b)

เลือด --> ท่อไต --> หน่วยไต --> กระเพาะปัสสาวะ --> ท่อปัสสาวะ

c)

เลือด --> หน่วยไต --> ท่อไต --> กระเพาะปัสสาวะ --> ท่อปัสสาวะ

d)

เลือด --> กรวยไต --> หน่วยไต --> กระเพาะปัสสาวะ --> ท่อปัสสาวะ

66.

ถ้าระบบขับถ่ายของเสียทางไตปกติ จะไม่พบสิ่งใดต่อไปนี้ในน้ำปัสสาวะ

a)

คลอไรด์

b)

โปรตีน

c)

ยูเรีย

d)

เกลือแร่

67.

การกรองเกิดขึ้นที่ส่วนใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

68.

กลุ่มของหลอดเลือดฝอยที่ห่อหุ้มอยู่ภายในโบวเมนส์แคปซูลมีชื่อว่าอะไร

a)

ท่อขดส่วนปลาย

b)

โกลเมอรูลัส

c)

ท่อขดส่วนต้น

d)

ห่วงเฮลเล

69.

หลอดเลือดที่นำเลือดเข้าไต คือหลอดเลือดใด

a)

รีนัลอาร์เทอรี

b)

รีนัลเวน

c)

เส้นเลือดฝอย

d)

เอออร์ตา

70.

ส่วนใดของไตที่ทำหน้าที่นำน้ำปัสสาวะออกจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะ

a)

ท่อไต

b)

ท่อปัสสาวะ

c)

กรวยไต

d)

หน่วยไต

71.

บริเวณใดของหน่วยไต ที่มีการดูดกลับกลูโคส กรดอะมิโน

a)

โกลเมอรูลัส

b)

ท่อขดส่วนต้น

c)

ท่อขดส่วนปลาย

d)

ห่วงเฮนเล

72.

ข้อใดเรียงลำดับของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบจากที่มีพิษมากไปน้อย

a)

แอมโมเนีย ยูเรีย ยูริก

b)

แอมโมเนีย ยูริก ยูเรีย

c)

ยูริก แอมโมเนีย ยูเรีย

d)

ยูริก ยูเรีย แอมโมเนีย

73.

Nephron หมายถึง

a)

ท่อไต

b)

หน่วยไต

c)

กรวยไต

d)

เนื้อเยื่อไต

74.

ไต ทำหน้าที่สำคัญอย่างไร

a)

กำจัดของเสียในรูปแบบของแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์

b)

กำจัดของเสียในรูปแบบของอุจาระ

c)

กำจัดของเสียในรูปแบบของเหงื่อ

d)

กำจัดของเสียในรูปแบบของปัสสาวะ

75.

การดูดกลับสารที่เป็นประโยชน์ของไต เกิดขึ้นบริเวณใด

a)

ท่อหน่วยไต

b)

กรวยไต

c)

ท่อไต

d)

กระเพาะปัสสาวะ

76.

สิ่งใดไม่ควรออกมาพร้อมปัสสาวะ

a)

น้ำ

b)

เกลือแร่

c)

กลูโคส

d)

ยูเรีย

77.

ส่วนใดคือห่วงเฮนเล

a)

C

b)

D

c)

E

d)

F

78.

ส่วนใดที่ทำหน้าที่รวมน้ำปัสสาวะไปสู่กรวยไต

a)

C

b)

D

c)

E

d)

F

79.

กระบวนการดูดซึมกลับสารมากที่สุดเกิดขึ้นที่ส่วนใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

80.

การกรองเกิดขึ้นที่ส่วนใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

81.

ของเสียในเลือดถูกกรองโดยอวัยวะใด

a)

กระเพาะปัสสาวะ

b)

หลอดเลือดอาร์เทอรี

c)

หลอดไต

d)

หน่วยไต

82.

เส้นเลือดฝอยที่ออกจากเส้นเลือดแดง ขดตัวรวมกันเหมือนกลุ่มด้าย เรียกว่า

a)

โกลรูมัส

b)

โกลเมอรูลัส

c)

โบว์แมนแคปซูล

d)

เนฟรอน

83.

กระเปาะล้อมรอบโกลเมอรูลัส เรียกว่า

a)

โกลรูมัส

b)

โกลเมอรูลัส

c)

โบว์แมนแคปซูล

d)

เนฟรอน

84.

ข้อใดกล่าวถึงต่อมเพศถูกต้อง

a)

ต่อมเพศในชาย-อัณฑะ และต่อมเพศในหญิง-รังไข่

b)

ต่อมเพศในชาย-อัณฑะ และต่อมเพศในหญิง-ไข่

c)

ต่อมเพศในชาย-องคชาต และต่อมเพศในหญิง-ช่องคลอด

d)

ต่อมเพศในชาย-องคชาต และต่อมเพศในหญิง-รังไข่

85.

ข้อใดจับคู่ระหว่างหน้าที่กับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายได้ไม่ถูกต้อง

a)

อัณฑะ-สร้างตัวอสุจิ

b)

อัณฑ-สร้างฮอร์โมนเพศชาย

c)

ถุงอัณฑะ-ปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกาย

d)

ถุงอัณฑะ-สร้างอาหารมาเลี้ยงตัวอสุจิ

86.

ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ใดในระบบสืบพันธุ์

a)

กระตุ้นลักษณะความเป็นชาย

b)

เก็บตัวอสุจิ

c)

สร้างเมือกหล่อลื่นในท่อปัสสาวะ

d)

สร้างสารที่เป็นเบสอ่อนผสมน้ำเลี้ยงอสุจิ และน้ำปัสสาวะ

87.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง

a)

เพศชายจะเริ่มสร้างอสุจิเมื่ออายุ 12-13 ปี

b)

เพศชายสามารถสร้างอสุจิได้ถึงอายุ 70 ปี

c)

การหลั่งน้ำอสุจิ 1 ครั้ง จะมีอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350-500 ล้านตัว

d)

ตัวอสุจิสามารถอยู่ภายนอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง

88.

อวัยวะใดที่เป็นี่ฝังตัวของเอ็มบริโอ

a)

รังไข่

b)

มดลูก

c)

ช่องคลอด

d)

ปีกมดลูก

89.

ท้องนอกมดลูกเกิดจากกรณีใด

a)

ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วเคลื่อนไปฝังตัวในบริเวณอื่นที่ไม่ใช่มดลูก

b)

การปฏิสนธิที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากในมดลูก

c)

การย้ายตัวอ่อนเพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตร

d)

ไม่มีข้อใดถูกต้อง

90.

ฝาแฝดสามารถเกิดจากกรณีใดได้บ้าง

a)

เกิดจากไข่ 1 ฟอง ผสมกับอสุจิ 1 ตัว แต่มีการแบ่งตัวแบบผิดปกติ

b)

เกิดจากไข่ 2 ฟอง ผสมกับอสุจิ 2 ตัว เนื่องจากการมีไข่สุกพร้อมกันมากกว่า 1 ฟอง

c)

เกิดจากไข่ 1 ฟอง ผสมกับอสุจิ 2 ตัว เนื่องจากเซลล์ไข่มีความผิดปกติ

d)

ถูกกว่า 1 ข้อ

91.

ฮอร์โมนเพศชาย ที่ควบคุมลักษณะของเพศชายได้แก่

a)

เอสโทรเจน

b)

โพรเจสเทอโรน

c)

เทสโทสเทอโรน

d)

ออกซิโทซิน

92.

ถ้าเป็นประจำเดือนวันที่ 10 กันยายน วันใดที่ไข่จะตก

a)

ประมาณวันที่ 14 กันยายน

b)

ประมาณวันที่ 24 กันยายน

c)

ประมาณวันที่ 8 ตุลาคม

d)

วันที่ 17 ตุลาคม

93.

การทำหมันถาวรของเศหญิง ทำที่ส่วนไหน

a)

ท่อนำไข่

b)

รังไข่

c)

มดลูก

d)

ปากมดลูก

94.

เมื่อไข่และอสุจิปฏิสนธิกัน จะได้เป็นอย่างไรตามลำดับ

a)

ไซโกต --> ฟีตัส --> เอ็มบริโอ

b)

ไซโกต --> เอ็มบริโอ --> ฟีตัส

c)

เอ็มบริโอ --> ฟีตัส --> ไซโกต

d)

ฟีตัส --> ไซโกต --> เอ็มบริโอ

95.

ประจำเดือน คืออะไร

a)

ผนังมดลูกที่สลาย

b)

ผนังช่องคลอดที่สลาย

c)

ผนังรังไข่ที่สลาย

d)

เศษของท่อนำไข่ที่หลุดออกมา

96.

ข้อใดจับคู่ระหว่างหน้าที่กับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงไม่ถูกต้อง

a)

รังไข่-สร้างไข่

b)

ไข่-สร้างฮอร์โมนเพศหญิง

c)

ปีกมดลูก-บริเวณที่เกิดการปฏิสนธิ

d)

มดลูก-เป็นที่ฝังตัวของเอ็มบริโอ

97.

ข้อใดถูกต้อง

a)

รอบเดือนของผู้หญิงเฉลี่ย 28 วัน

b)

สุดาคลอดบุตรโดยการผ่าออกทางหน้าท้อง

c)

ฝาแฝดเกิดจากการที่อสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่มากกว่า 1 ตัว

d)

เมื่ออสุจิมีการปฏิสนธิกับนิวเคลียาของไข่ หายของอสุจิจะเข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์ไข่ด้วย

98.

ยาคุมกำเนิดมีส่วนผสมของฮอร์โมนสังเคราะห์ที่คล้ายฮอร์โมนใดของเพศหญิง

a)

LH

b)

เทสโทสเตอโรน

c)

ออกซิโตซิน

d)

เอสโทรเจน และ โพเจสเทอโรน

99.

เอ็มมี่เป็นประจำเดือนวันที่ 2 พฤษภาคม อยากทราบว่าการตกไข่ครั้งต่อไปของเอ็มมี่จะเกิดขึ้นในวันที่เท่าไหร่

a)

วันที่ 5 พฤษภาคม

b)

วันที่ 9 พฤษภาคม

c)

วันที่ 16 พฤษภาคม

d)

วันที่ 30 พฤษภาคม

100.

ส่วนใดสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ

a)

D

b)

E

c)

F

d)

G

101.

ส่วนใดผ่าตัดหรือผูกเพื่อทำหมันในเพศชาย

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

102.

ส่วนใดสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย (อสุจิ)

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

103.

ส่วนใดบริเวณที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

104.

ส่วนใดควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างอสุจิ

a)

2

b)

6

c)

10

d)

12

105.

ส่วนใดหลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นเบส

a)

B

b)

E

c)

F

d)

G

106.

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใดผ่าตัดเพื่อคุมกำเนิดโดยทำหมันเพศหญิง

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

107.

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใดทำหน้าที่เป็นบริเวณที่มีการฝังตัวของเอ็มบริโอ

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

108.

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใดทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

109.

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใดทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศ

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

110.

ไซโกต คืออะไร เกิดขึ้นบริเวณใด

a)

การแบ่งตัวจาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์, รังไข่

b)

การแบ่งตัวจาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์, ท่อนำไข่

c)

การปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับเซลล์ไข่, รังไข่

d)

การปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับเซลล์ไข่, ท่อนำไข่