wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ภาษาไทย M4/2 last

Total questions: 23

Worksheet time: 13mins

Name
Class
Date
1.

การเขียนย่อความ คืออะไร

a)

กาเก็บใจความสำคัญมาเรียบเรียงให้ได้ข้อความใหม่ที่ความหมายเหมือนเดิมแต่สั้นลง

b)

การที่เอาคำจากบทเก่ามาสรุปอย่างย่อโดยไม่สนว่าความหมายจะตรงกันหรือไม่

c)

การเก็บใจความสำคัญมาเพื่อใช้ในการสื่อสารและเขียนลงในเอกสารตามที่ต้องการ

d)

ถูกทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้น

2.

ส่วนประกอบของย่อหน้ามีกี่ส่วน

a)

1

b)

2

c)

4

d)

3

3.

ส่วนประกอบของย่อหน้าแต่ละส่วนมีหน้าที่อะไรบ้าง

a)

ใจความ : ประโยคหรือข้อความสำคัญของย่อหน้าถ้าตัดออกจะเสียความทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ

b)

ใจความ : ประโยคหรือข้อความสำคัญของย่อหน้าถ้าตัดออกจะเสียความทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ

พลความ : ประโยคหรือข้อความที่เป็นขยายความทำหน้าที่ขยายความให้ชัดเจนมากขึ้น

c)

ใจความ : ประโยคหรือข้อความสำคัญของย่อหน้าถ้าตัดออกจะเสียความทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ

พลความ : ประโยคหรือข้อความที่เป็นขยายความทำหน้าที่ขยายความให้ชัดเจนมากขึ้น

การบันทึก : ต้องบันทึกด้วยสำนวนของตัวเองเท่านั้น

d)

ไม่มีข้อใดถูก

4.

ข้อใดไม่ใช่หลักการเขียนย่อความ

a)

แบบขึ้นต้นย่อความ

b)

เนื้อหาใจความสำคัญของเรื่อง

c)

การเขียนย่อความให้สมบรูณ์

d)

การใช้ภาษาในการเขียนย่อความ

e)

อ่านทบทวนใจความสำคัญ

5.

การอ่านเรื่องที่จะย่อความให้จบอย่างน้อย2ครั้งเพื่ออะไร

a)

เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนั้นกล่าวถึงใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และผลเป็นอย่างไร

b)

เพื่อเขียนบันทึกใจความสำคัญจากเรื่องแล้วนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนตัวเองได้

c)

สามารถแก้ข้อความที่ถูกเขียนแล้วให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้นด้วยการตัดข้อความที่ซ้ำซ้อนกันออก

d)

ถูกทุกข้อ

6.

บันทึกย่อความด้วยสำนวนตัวเองเพื่ออะไร

a)

เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนั้นกล่าวถึงใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และผลเป็นอย่างไร

b)

เพื่อเขียนบันทึกใจความสำคัญจากเรื่องแล้วนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนตัวเองได้

c)

สามารถแก้ข้อความที่ถูกเขียนแล้วให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้นด้วยการตัดข้อความที่ซ้ำซ้อนกันออก

d)

ถูกทุกข้อ

7.

อ่านทบทวนใจความสำคัญเพื่ออะไร

a)

เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนั้นกล่าวถึงใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และผลเป็นอย่างไร

b)

เพื่อเขียนบันทึกใจความสำคัญจากเรื่องแล้วนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนตัวเองได้

c)

สามารถแก้ข้อความที่ถูกเขียนแล้วให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้นด้วยการตัดข้อความที่ซ้ำซ้อนกันออก

d)

ถูกทุกข้อ

8.

เขียนย่อความให้สมบรูณ์เพื่ออะไร

a)

เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนั้นกล่าวถึงใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และผลเป็นอย่างไร

b)

เพื่อเขียนบันทึกใจความสำคัญจากเรื่องแล้วนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนตัวเองได้

c)

สามารถแก้ข้อความที่ถูกเขียนแล้วให้สมบรูณ์ยิ่งขึ้นด้วยการตัดข้อความที่ซ้ำซ้อนกันออก

d)

เขียนแบบขึ้นต้นของย่อความให้ถูกต้องตามรูปแบบของประเภทข้อความนั้นๆ

9.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นการใช้ภาษาในการเขียนย่อความ

a)

ไม่นิยมใช้สรรพนามบุรุษ1,2แต่จะใช้บุรุษที่3

b)

ไม่ใช้อักษรย่อ

c)

ใช้คำราชาศัพท์ให้ถูกต้อง

d)

บทร้อยกรองถอดความเป็นร้อยแก้วแล้วจึงย่อ

e)

ถูกทุกข้อ

10.

รูปแบบของการเขียนย่อความมีอะไรบ้าง

a)

แบบขึ้นต้นย่อความ

b)

แบบลงท้ายย่อความ

c)

แบบกึ่งกลางย่อความ

d)

เนื้อหาใจความสำคัญของเรื่อง

e)

ถูกทุกข้อ

11.

แบบขึ้นต้นย่อความคืออะไร

a)

ส่วนที่เขียนนำเป็นย่อหน้าแรกมีจุดมุ่งหมายให้ทราบประเภท ที่มา ชื่อผู้เขียน

b)

ส่วนที่เป็นเนื้อความที่เรียบเรียงแล้ว เขียนติดต่อกันเป็นย่อหน้าเดียว

c)

ส่วนขยายที่นำมาใส่ในคำขึ้นต้นเพื่อเรียบเรียงให้คำศัพท์สวยงาม

d)

เนื้อใจที่ค่อนข้างสำคัญมาใส่ในข้อความแต่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกันก็ได้

12.

เนื้อหาใจความสำคัญของเรื่องคืออะไร

a)

ส่วนที่เขียนนำเป็นย่อหน้าแรกมีจุดมุ่งหมายให้ทราบประเภท ที่มา ชื่อผู้เขียน

b)

ส่วนที่เป็นเนื้อความที่เรียบเรียงแล้ว เขียนติดต่อกันเป็นย่อหน้าเดียว

c)

ส่วนขยายที่นำมาใส่ในคำขึ้นต้นเพื่อเรียบเรียงให้คำศัพท์สวยงาม

d)

เนื้อใจที่ค่อนข้างสำคัญมาใส่ในข้อความแต่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกันก็ได้

13.

สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง อะไร

a)
วัสดุที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลหรือข่าวสาร เช่น หนังสือ, นิตยสาร, และหนังสือพิมพ์.
b)
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการตัดต่อวิดีโอ
c)
อุปกรณ์สำหรับการถ่ายภาพ
d)
วัสดุที่ใช้ในการบันทึกเสียง
14.

หนังสือพิมพ์ หมายถึง อะไร

a)
สื่อออนไลน์ที่ไม่ต้องพิมพ์
b)
สื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลต่างๆ
c)
หนังสือที่ไม่มีเนื้อหา
d)
แหล่งข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร
15.

ข้อเท็จจริง

หมายถึง อะไร

a)
ความคิดเห็นส่วนบุคคล
b)
ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
c)
ข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
d)
การคาดการณ์ในอนาคต
16.

ข้อคิดเห็น

หมายถึง อะไร

a)
ความคิด
b)
ความคิดเห็น
c)
ความคิดเห็นที่แตกต่าง
d)
การวิเคราะห์
17.

ลักษณะเด่นของการใช้ภาษาหนังสือพิมพ์

a)
ภาษาที่ซับซ้อนและยาว
b)
ภาษาที่ไม่เป็นทางการและไม่ชัดเจน
c)
ภาษาที่ใช้คำศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป
d)
ภาษาที่ชัดเจน กระชับ และเป็นทางการ
18.

สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง อะไร

a)
สื่อที่ใช้เสียงในการส่งข้อมูล
b)
สื่อที่ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ในการสร้างและส่งข้อมูล
c)
สื่อที่ไม่มีการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร
d)
สื่อที่ใช้กระดาษในการสร้างและส่งข้อมูล
19.

ภูมิปัญญา หมายถึง อะไร

a)
ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
b)
ความรู้ที่ได้จากการศึกษาในห้องเรียน
c)
ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา
d)
ความสามารถในการทำงาน
20.

ประเภทของภูมิปัญญาทางภาษา มีกี่ประเภท

a)
2 ประเภท
b)
3 ประเภท
c)
4 ประเภท
d)
5 ประเภท
21.

หลักการฟังและการดูอย่างมีวิจารณญาณ มีอะไรบ้าง

a)

พิจารณาว่าผู้พูดหรือผู้แสดงมีจุดมุ่งหมายอย่างไร จุดมุ่งหมายนั้นชัดเจนหรือไม่

b)

เรื่องที่ฟังหรือดูนั้นให้ประโยชน์ แง่คิด ก่อให้เกิดความเจริญงอกงาม หรือมีความคิดสร้างสรรค์อย่างไร

c)

เนื้อหาของเรื่องนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

d)

เนื้อหาในเรื่องนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ มีหลักฐานอ้างอิงหรือไม่

e)

ผู้พูดหรือผู้แสดงมีวิธีการถ่ายทอดความคิดอย่างไร

22.

ประเภทของเรื่องที่ฟังและดู ตามเนื้อหาของเรื่องมีอะไรบ้าง

a)

เรื่องประเภทข้อเท็จจริง เช่น สารคดี การรายงานเชิงวิชาการ มุ่งเน้นให้ความรู้เป็นหลัก

b)

เรื่องประเภทข้อคิดเห็น เช่น การวิจารณ์ต่างๆ เป็นการแสดงมุมมองของผู้พูด

c)

เรื่องประเภทคำทักทายหรือคำปราศรัย เช่น สุนทรพจน์ การกล่าวอวยพร การกล่าวสดุดี

d)

เรื่องประเภทให้ความรู้ เช่น การบรรยาย การรายงานเชิงวิชาการ สารคดี

e)

เรื่องประเภทโน้มน้าวใจ เช่น โฆษณาชวนเชื่อ

23.

ประเภทของเรื่องที่ฟังและดู ตามเจตนาของเรื่องมีอะไรบ้าง

a)

เรื่องประเภทข้อเท็จจริง เช่น สารคดี การรายงานเชิงวิชาการ มุ่งเน้นให้ความรู้เป็นหลัก

b)

เรื่องประเภทข้อคิดเห็น เช่น การวิจารณ์ต่างๆ เป็นการแสดงมุมมองของผู้พูด

c)

เรื่องประเภทให้ความเพลิดเพลิน เช่น นิทาน ละคร

d)

เรื่องประเภทให้ความรู้ เช่น การบรรยาย การรายงานเชิงวิชาการ สารคดี

e)

เรื่องประเภทโน้มน้าวใจ เช่น โฆษณาชวนเชื่อ