wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

RDU antibiotics (EASY Mode)

Total questions: 25

Worksheet time: 13mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นสาเหตุหลักที่ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะในโรคไข้หวัดทั่วไป?

a)

ยาปฏิชีวนะมีราคาแพง

b)

โรคไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส

c)

ยาปฏิชีวนะทำให้เกิดอาการง่วงซึม

d)

ยาปฏิชีวนะไม่สามารถลดไข้ได้

2.

สถานการณ์ใดต่อไปนี้ที่ "ไม่" จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะสำหรับโรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจส่วนบน หากไม่มีหลักฐานการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชัดเจน?

a)

ผู้ป่วยมีไข้สูงร่วมกับคอหอยอักเสบและมีหนอง

b)

ผู้ป่วยมีอาการหวัดและไอเพียงอย่างเดียว

c)

ผู้ป่วยไซนัสอักเสบที่มีอาการรุนแรงและปวดบริเวณใบหน้ามาก

d)

ผู้ป่วยต่อมทอนซิลอักเสบและผลตรวจเชื้อ streptococcal positive

3.

จากหลักการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เหตุผลใดสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นในโรคหวัด?

a)

ป้องกันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย

b)

ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

c)

ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากยาปฏิชีวนะ

d)

ถูกทุกข้อ

4.

ข้อใดต่อไปนี้ "ไม่ใช่" โรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจส่วนบนที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่มีหลักฐานชัดเจน?

a)

ไซนัสอักเสบ

b)

คอหอยอักเสบ

c)

ปอดอักเสบ

d)

ต่อมทอนซิลอักเสบ

5.

กรณีผู้ป่วยมาด้วยอาการไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูกใสๆ และไอเล็กน้อย ท่านจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร?

a)

ควรรับประทานยาปฏิชีวนะทันทีเพื่อฆ่าเชื้อ

b)

อาการดังกล่าวอาจเป็นจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

c)

ให้ซื้อยาปฏิชีวนะจากร้านยามาทานเองได้เลย

d)

ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดยาปฏิชีวนะ

6.

สำหรับการรักษาคอหอยอักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อ Group A Streptococcal pharyngitis/tonsillitis หากใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ใช่ Azithromycin ควรให้ต่อเนื่องเป็นเวลากี่วัน?

a)

3 วัน

b)

5 วัน

c)

7 วัน

d)

10 วัน

7.

หากมีการใช้ Azithromycin ในการรักษาคอหอยอักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อ Group A Streptococcal pharyngitis/tonsillitis ควรให้ยาต่อเนื่องเป็นเวลากี่วัน?

a)

3 วัน

b)

5 วัน

c)

7 วัน

d)

10 วัน

8.

การให้ยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่เหมาะสมตามข้อบ่งใช้ มีประโยชน์สำคัญอย่างไร?

a)

ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา

b)

เพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด และลดการเกิดเชื้อดื้อยา

c)

ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

d)

ลดอาการข้างเคียงจากยา

9.

หากผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นแล้วก่อนครบกำหนดการใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์ ควรทำอย่างไร?

a)

หยุดยาได้เลยเมื่ออาการดีขึ้น

b)

ลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่ง

c)

รับประทานยาให้ครบตามกำหนด

d)

เปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะชนิดอื่น

10.

ข้อใดคือผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ หากผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะไม่ครบตามระยะเวลาที่เหมาะสม?

a)

เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา

b)

อาการป่วยอาจกลับมาเป็นซ้ำ

c)

การรักษาล้มเหลว

d)

ถูกทุกข้อ

11.

ในการวินิจฉัยและรักษาโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน การใช้ยาปฏิชีวนะควรพิจารณาเมื่อใดเป็นหลัก?

a)

เมื่อผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกและปวดศีรษะ

b)

เมื่อผู้ป่วยมีน้ำมูกไหล

c)

เมื่อมีหลักฐานบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย

d)

เมื่อผู้ป่วยต้องการยาปฏิชีวนะ

12.

การวินิจฉัยว่าไซนัสอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักพิจารณาจากสิ่งใดตามแนวทางเวชปฏิบัติ?

a)

ระยะเวลาของอาการที่นานกว่า 10 วัน โดยไม่มีอาการดีขึ้น

b)

มีไข้สูง ร่วมกับน้ำมูกข้นเขียวหรือเหลือง

c)

อาการที่รุนแรงขึ้นหลังจากช่วงแรกที่ดีขึ้น

d)

ถูกทุกข้อ

13.

หากผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบเฉียบพลัน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าติดเชื้อแบคทีเรีย ท่านควรแนะนำการรักษาเบื้องต้นอย่างไร?

a)

ให้ยาปฏิชีวนะทันทีเพื่อความปลอดภัย

b)

แนะนำให้ใช้ยาบรรเทาอาการตามอาการ เช่น ยาลดไข้, ยาลดน้ำมูก, ยาพ่นจมูก

c)

ส่งผู้ป่วยไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียทันที

d)

ให้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ

14.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เหตุผลสำคัญในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะในไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากไวรัส?

a)

ไม่ได้ช่วยเร่งการหายของโรค

b)

ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาปฏิชีวนะ

c)

เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเชื้อดื้อยา

d)

ทำให้โรคหายช้าลง

15.

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบเฉียบพลัน แต่ไม่มีอาการรุนแรงหรือบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรียชัดเจน ควรพิจารณาแนวทางการรักษาใดก่อนเป็นอันดับแรก?

a)

เริ่มยาปฏิชีวนะทันที

b)

สังเกตอาการและรักษาตามอาการ

c)

ส่งตรวจเพาะเชื้อจากโพรงจมูก

d)

ผ่าตัดเพื่อระบายหนอง

16.

ภาวะใดที่ "ไม่" ควรใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา ยกเว้นมีข้อบ่งชี้พิเศษ?

a)

กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน

b)

อุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

c)

อาหารเป็นพิษที่ไม่มีอาการรุนแรง

d)

ก และ ค

17.

ข้อใดต่อไปนี้คือข้อบ่งชี้ที่อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลัน?

a)

มีไข้, หนาวสั่น

b)

ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด

c)

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

d)

ถูกทุกข้อ

18.

การรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่ไม่มีอาการรุนแรงคืออะไร?

a)

การให้ยาปฏิชีวนะ

b)

การดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่

c)

การฉีดยาหยุดถ่าย

d)

การรับประทานอาหารรสจัด

19.

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอาหารเป็นพิษจากสารพิษของแบคทีเรีย แต่ไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุกรานถึงลำไส้ การใช้ยาปฏิชีวนะจะมีประสิทธิภาพหรือไม่?

a)

มีประสิทธิภาพสูงมาก

b)

ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดสารพิษได้

c)

มีประสิทธิภาพหากใช้ร่วมกับยาแก้ปวด

d)

มีประสิทธิภาพเฉพาะในบางราย

20.

เหตุผลสำคัญที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะในภาวะท้องร่วงเฉียบพลันส่วนใหญ่คืออะไร?

a)

ท้องร่วงส่วนใหญ่หายได้เอง

b)

ป้องกันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย

c)

อาจทำให้อาการท้องร่วงแย่ลง

d)

ถูกทุกข้อ

21.

ลลักษณะใดที่จัดเป็นบาดแผลทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน?

a)

แผลขนาดใหญ่กว่า 5 ซม.

b)

แผลที่มีลักษณะขอบเรียบและทำความสะอาดง่าย

c)

แผลที่ลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก

d)

แผลที่ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

22.

ข้อใดคือลักษณะของบาดแผลที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยง "ต่ำ" ต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามประเด็นเน้น?

a)

แผลลึกและมีสิ่งแปลกปลอม

b)

แผลสัตว์กัดที่มีการติดเชื้อแล้ว

c)

แผลเล็ก (ไม่เกิน 5 ซม.) และขอบเรียบ

d)

แผลที่พบในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

23.

หลักการดูแลบาดแผลทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการติดเชื้อที่สำคัญที่สุดคืออะไร?

a)

การให้ยาปฏิชีวนะทันที

b)

การทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี

c)

การปิดแผลให้สนิทตลอดเวลา

d)

การใช้ยาแก้ปวดลดไข้

24.

หากผู้ป่วยมีบาดแผลเล็กน้อยจากการหกล้ม โดยแผลสะอาด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ท่านจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร?

a)

ให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

b)

แนะนำให้ทำความสะอาดแผลและสังเกตอาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

c)

แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแบบทา

d)

ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาปฏิชีวนะ

25.

ปัจจัยใดต่อไปนี้ที่ "เพิ่ม" ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในบาดแผล และอาจพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะ?

a)

แผลที่ไม่ลึก

b)

แผลที่ทำความสะอาดได้ง่าย

c)

แผลที่เกิดจากสัตว์กัดและลึกถึงกล้ามเนื้อ

d)

แผลที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ซม.