WorksheetsRDU antibiotics (EASY Mode)
Total questions: 25
Worksheet time: 13mins
ข้อใดต่อไปนี้เป็นสาเหตุหลักที่ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะในโรคไข้หวัดทั่วไป?
ยาปฏิชีวนะมีราคาแพง
โรคไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส
ยาปฏิชีวนะทำให้เกิดอาการง่วงซึม
ยาปฏิชีวนะไม่สามารถลดไข้ได้
สถานการณ์ใดต่อไปนี้ที่ "ไม่" จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะสำหรับโรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจส่วนบน หากไม่มีหลักฐานการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชัดเจน?
ผู้ป่วยมีไข้สูงร่วมกับคอหอยอักเสบและมีหนอง
ผู้ป่วยมีอาการหวัดและไอเพียงอย่างเดียว
ผู้ป่วยไซนัสอักเสบที่มีอาการรุนแรงและปวดบริเวณใบหน้ามาก
ผู้ป่วยต่อมทอนซิลอักเสบและผลตรวจเชื้อ streptococcal positive
จากหลักการใช้ยาอย่างสมเหตุผล เหตุผลใดสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นในโรคหวัด?
ป้องกันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากยาปฏิชีวนะ
ถูกทุกข้อ
ข้อใดต่อไปนี้ "ไม่ใช่" โรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจส่วนบนที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่มีหลักฐานชัดเจน?
ไซนัสอักเสบ
คอหอยอักเสบ
ปอดอักเสบ
ต่อมทอนซิลอักเสบ
กรณีผู้ป่วยมาด้วยอาการไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูกใสๆ และไอเล็กน้อย ท่านจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร?
ควรรับประทานยาปฏิชีวนะทันทีเพื่อฆ่าเชื้อ
อาการดังกล่าวอาจเป็นจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
ให้ซื้อยาปฏิชีวนะจากร้านยามาทานเองได้เลย
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดยาปฏิชีวนะ
สำหรับการรักษาคอหอยอักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อ Group A Streptococcal pharyngitis/tonsillitis หากใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ใช่ Azithromycin ควรให้ต่อเนื่องเป็นเวลากี่วัน?
3 วัน
5 วัน
7 วัน
10 วัน
หากมีการใช้ Azithromycin ในการรักษาคอหอยอักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อ Group A Streptococcal pharyngitis/tonsillitis ควรให้ยาต่อเนื่องเป็นเวลากี่วัน?
3 วัน
5 วัน
7 วัน
10 วัน
การให้ยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่เหมาะสมตามข้อบ่งใช้ มีประโยชน์สำคัญอย่างไร?
ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
เพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด และลดการเกิดเชื้อดื้อยา
ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ลดอาการข้างเคียงจากยา
หากผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นแล้วก่อนครบกำหนดการใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์ ควรทำอย่างไร?
หยุดยาได้เลยเมื่ออาการดีขึ้น
ลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่ง
รับประทานยาให้ครบตามกำหนด
เปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะชนิดอื่น
ข้อใดคือผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ หากผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะไม่ครบตามระยะเวลาที่เหมาะสม?
เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา
อาการป่วยอาจกลับมาเป็นซ้ำ
การรักษาล้มเหลว
ถูกทุกข้อ
ในการวินิจฉัยและรักษาโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน การใช้ยาปฏิชีวนะควรพิจารณาเมื่อใดเป็นหลัก?
เมื่อผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกและปวดศีรษะ
เมื่อผู้ป่วยมีน้ำมูกไหล
เมื่อมีหลักฐานบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย
เมื่อผู้ป่วยต้องการยาปฏิชีวนะ
การวินิจฉัยว่าไซนัสอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักพิจารณาจากสิ่งใดตามแนวทางเวชปฏิบัติ?
ระยะเวลาของอาการที่นานกว่า 10 วัน โดยไม่มีอาการดีขึ้น
มีไข้สูง ร่วมกับน้ำมูกข้นเขียวหรือเหลือง
อาการที่รุนแรงขึ้นหลังจากช่วงแรกที่ดีขึ้น
ถูกทุกข้อ
หากผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบเฉียบพลัน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าติดเชื้อแบคทีเรีย ท่านควรแนะนำการรักษาเบื้องต้นอย่างไร?
ให้ยาปฏิชีวนะทันทีเพื่อความปลอดภัย
แนะนำให้ใช้ยาบรรเทาอาการตามอาการ เช่น ยาลดไข้, ยาลดน้ำมูก, ยาพ่นจมูก
ส่งผู้ป่วยไปเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียทันที
ให้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เหตุผลสำคัญในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะในไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากไวรัส?
ไม่ได้ช่วยเร่งการหายของโรค
ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาปฏิชีวนะ
เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเชื้อดื้อยา
ทำให้โรคหายช้าลง
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบเฉียบพลัน แต่ไม่มีอาการรุนแรงหรือบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรียชัดเจน ควรพิจารณาแนวทางการรักษาใดก่อนเป็นอันดับแรก?
เริ่มยาปฏิชีวนะทันที
สังเกตอาการและรักษาตามอาการ
ส่งตรวจเพาะเชื้อจากโพรงจมูก
ผ่าตัดเพื่อระบายหนอง
ภาวะใดที่ "ไม่" ควรใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา ยกเว้นมีข้อบ่งชี้พิเศษ?
กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน
อุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
อาหารเป็นพิษที่ไม่มีอาการรุนแรง
ก และ ค
ข้อใดต่อไปนี้คือข้อบ่งชี้ที่อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลัน?
มีไข้, หนาวสั่น
ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด
ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ถูกทุกข้อ
การรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่ไม่มีอาการรุนแรงคืออะไร?
การให้ยาปฏิชีวนะ
การดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่
การฉีดยาหยุดถ่าย
การรับประทานอาหารรสจัด
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอาหารเป็นพิษจากสารพิษของแบคทีเรีย แต่ไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุกรานถึงลำไส้ การใช้ยาปฏิชีวนะจะมีประสิทธิภาพหรือไม่?
มีประสิทธิภาพสูงมาก
ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดสารพิษได้
มีประสิทธิภาพหากใช้ร่วมกับยาแก้ปวด
มีประสิทธิภาพเฉพาะในบางราย
เหตุผลสำคัญที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะในภาวะท้องร่วงเฉียบพลันส่วนใหญ่คืออะไร?
ท้องร่วงส่วนใหญ่หายได้เอง
ป้องกันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
อาจทำให้อาการท้องร่วงแย่ลง
ถูกทุกข้อ
ลลักษณะใดที่จัดเป็นบาดแผลทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน?
แผลขนาดใหญ่กว่า 5 ซม.
แผลที่มีลักษณะขอบเรียบและทำความสะอาดง่าย
แผลที่ลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก
แผลที่ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ข้อใดคือลักษณะของบาดแผลที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยง "ต่ำ" ต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามประเด็นเน้น?
แผลลึกและมีสิ่งแปลกปลอม
แผลสัตว์กัดที่มีการติดเชื้อแล้ว
แผลเล็ก (ไม่เกิน 5 ซม.) และขอบเรียบ
แผลที่พบในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
หลักการดูแลบาดแผลทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการติดเชื้อที่สำคัญที่สุดคืออะไร?
การให้ยาปฏิชีวนะทันที
การทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี
การปิดแผลให้สนิทตลอดเวลา
การใช้ยาแก้ปวดลดไข้
หากผู้ป่วยมีบาดแผลเล็กน้อยจากการหกล้ม โดยแผลสะอาด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ท่านจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไร?
ให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
แนะนำให้ทำความสะอาดแผลและสังเกตอาการ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแบบทา
ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาปฏิชีวนะ
ปัจจัยใดต่อไปนี้ที่ "เพิ่ม" ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในบาดแผล และอาจพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะ?
แผลที่ไม่ลึก
แผลที่ทำความสะอาดได้ง่าย
แผลที่เกิดจากสัตว์กัดและลึกถึงกล้ามเนื้อ
แผลที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ซม.
