wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

RDU antibiotics (HARD Mode)

Total questions: 25

Worksheet time: 25mins

Name
Class
Date
1.

กรณีศึกษา: ผู้ป่วยชาย อายุ 35 ปี มาด้วยอาการเจ็บคอ มีไข้ต่ำๆ (37.8 องศาเซลเซียส) ไอเล็กน้อย และน้ำมูกใสๆ ตรวจร่างกายไม่พบหนองที่คอหอย ผู้ป่วยกังวลและต้องการยาปฏิชีวนะเพื่อให้อาการหายเร็วขึ้น ในฐานะเภสัชกร ท่านจะให้คำแนะนำใดที่เหมาะสมที่สุด?

a)

จ่ายยาปฏิชีวนะ (เช่น Amoxicillin) เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

b)

แนะนำให้รักษาตามอาการด้วยยาบรรเทาไข้และยาลดน้ำมูก พร้อมอธิบายว่าอาการนี้ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

c)

แนะนำให้ผู้ป่วยไปตรวจเลือดหาเชื้อแบคทีเรียก่อนตัดสินใจใช้ยาปฏิชีวนะ

d)

จ่ายยาปฏิชีวนะขนาดต่ำเป็นเวลา 3 วัน เพื่อทดลองดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่

2.

ร้านยาของคุณมีการจัดโปรแกรมให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ในหัวข้อ "ทำไมยาปฏิชีวนะถึงไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกโรค" หากคุณต้องการเน้นย้ำถึงประเด็นการไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในโรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจส่วนบน ข้อใดคือสาระสำคัญที่คุณจะสื่อสารกับประชาชน?

a)

ยาปฏิชีวนะมีราคาแพงและมีผลข้างเคียงมาก ควรหลีกเลี่ยง

b)

โรคทางเดินหายใจส่วนบนส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยาในระยะยาว

c)

ยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลในโรคทางเดินหายใจส่วนบน เนื่องจากเชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์อยู่เสมอ

d)

การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคหวัดจะทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง

3.

ผู้ป่วยเด็ก อายุ 7 ปี มาด้วยอาการไอ มีเสมหะสีเขียว แต่ไม่มีไข้ และยังร่าเริงดี มารดาต้องการยาปฏิชีวนะเพราะเชื่อว่าเสมหะสีเขียวบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย ในฐานะเภสัชกร ท่านจะให้เหตุผลทางเภสัชวิทยาใดในการอธิบายว่าอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ?

a)

สีของเสมหะไม่ได้บ่งบอกถึงชนิดของเชื้อเสมอไป อาจเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว

b)

เด็กมีภูมิคุ้มกันที่ดีอยู่แล้ว สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้เอง

c)

ยาปฏิชีวนะอาจทำให้เด็กแพ้ได้ง่าย

d)

การใช้ยาปฏิชีวนะจะไปทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ดีในลำไส้

4.

หากมีการรณรงค์ให้แพทย์และเภสัชกรไม่จ่ายยาปฏิชีวนะในโรคหวัดทั่วไปอย่างเข้มงวด ผลลัพธ์ในระยะยาวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อระบบสาธารณสุขคืออะไร?

a)

จำนวนผู้ป่วยโรคหวัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

b)

อัตราการดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อแบคทีเรียลดลง

c)

การใช้จ่ายด้านสุขภาพโดยรวมของประเทศลดลงอย่างมาก

d)

ประชาชนหันไปใช้ยาสมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบันมากขึ้น

5.

ผู้บริหารโรงพยาบาลพิจารณาการนำเสนอแนวคิด "การลดการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยนอกที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่ไม่ซับซ้อน" เพื่อเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพของโรงพยาบาล ท่านเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่และเพราะเหตุใด?

a)

ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยหายช้าลงและอาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น

b)

เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ลดปัญหาเชื้อดื้อยา และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

c)

ไม่แน่ใจ เพราะอาจทำให้แพทย์และเภสัชกรต้องใช้เวลาในการอธิบายกับผู้ป่วยมากขึ้น

d)

เห็นด้วยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะมีทรัพยากรบุคคลเพียงพอ

6.

กรณีศึกษา: ผู้ป่วยหญิง อายุ 25 ปี ได้รับยา Amoxicillin 500 mg วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน สำหรับคอหอยอักเสบจากเชื้อ Group A Streptococcal pharyngitis/tonsillitis หลังจากทานยาไป 3 วัน ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นมากและตั้งใจจะหยุดยา ท่านจะอธิบายถึงความสำคัญของการทานยาให้ครบ 10 วันอย่างไร เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว?

a)

การหยุดยาเร็วจะทำให้เชื้อกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

b)

การทานยาไม่ครบอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไข้รูมาติก หรือภาวะไตอักเสบตามมา

c)

การทานยาไม่ครบทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้น

d)

ถูกทุกข้อ

7.

เหตุใดการใช้ Azithromycin ในการรักษาคอหอยอักเสบจากเชื้อ Group A Streptococcal pharyngitis/tonsillitis จึงใช้เพียง 5 วัน เมื่อเทียบกับยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่นที่ใช้ 10 วัน?

a)

Azithromycin มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่รุนแรงกว่ายาอื่นในกลุ่มนี้

b)

Azithromycin มีค่าครึ่งชีวิตยาวนานกว่ายาปฏิชีวนะกลุ่มอื่น ทำให้ยาอยู่ในร่างกายได้นานและออกฤทธิ์ต่อเนื่อง

c)

Azithromycin มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างจากยาปฏิชีวนะชนิดอื่น

d)

Azithromycin มีราคาแพงกว่า ทำให้ต้องลดระยะเวลาการใช้ลง

8.

ในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล หากคุณต้องการสร้างความเข้าใจว่า "ทำไมต้องทานยาให้ครบตามกำหนด แม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว" ข้อใดคือแนวทางการอธิบายที่เข้าใจง่ายและจูงใจผู้ป่วยได้ดีที่สุด?

a)

เปรียบเทียบกับการรักษาต้นไม้ที่ต้องรดน้ำให้ครบทุกวันจนกว่าจะแข็งแรงดี แม้จะดูดีขึ้นแล้ว

b)

อธิบายกลไกทางจุลชีววิทยาว่าเชื้อแบคทีเรียที่อ่อนแอจะตายก่อน เหลือแต่เชื้อที่แข็งแรง หากหยุดยาเร็ว เชื้อที่แข็งแรงจะเติบโตและอาจดื้อยา

c)

แสดงภาพกราฟิกการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียและการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ

d)

ขู่ถึงผลเสียร้ายแรงหากไม่ทานยาให้ครบตามกำหนด

9.

ระบบการจ่ายยาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่รับยาปฏิชีวนะไม่ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง (เช่น แพทย์สั่ง 10 วัน แต่ผู้ป่วยรับไปเพียง 5 วัน) หากคุณได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหานี้ในฐานะเภสัชกรหัวหน้างาน สิ่งที่คุณจะทำเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับยาครบตามกำหนดคืออะไร?

a)

เพิ่มการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ ณ จุดจ่ายยา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการทานยาให้ครบ

b)

จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่เข้าใจง่าย เช่น แผ่นพับ หรือโปสเตอร์ เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

c)

ประสานงานกับแพทย์ให้ระบุระยะเวลาการใช้ยาที่ชัดเจนบนใบสั่งยา

d)

ถูกทุกข้อ

10.

การวิเคราะห์: การไม่ทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด อาจส่งผลให้การรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นในอนาคตมีความซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น เพราะเหตุใด?

a)

ทำให้เกิดการแพ้ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้น

b)

ทำให้ยาปฏิชีวนะไม่สามารถเข้าถึงตำแหน่งที่ติดเชื้อได้

c)

ทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งจะจำกัดทางเลือกของยาปฏิชีวนะที่สามารถใช้รักษาได้

d)

ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยอ่อนแอลงอย่างถาวร

11.

กรณีศึกษา: ผู้ป่วยชาย อายุ 45 ปี มาด้วยอาการคัดจมูก ปวดบริเวณโหนกแก้ม น้ำมูกข้นเหลืองเล็กน้อยมา 7 วัน ไม่มีไข้ ตรวจร่างกายพบโพรงจมูกบวมแดงเล็กน้อย ในฐานะเภสัชกร ท่านจะตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับการให้ยาปฏิชีวนะ?

a)

ให้ยาปฏิชีวนะทันที เนื่องจากน้ำมูกข้นเหลืองบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย

b)

แนะนำให้รักษาตามอาการ และเฝ้าระวังอาการต่อไป เนื่องจากระยะเวลา 7 วันและอาการยังไม่รุนแรง อาจเป็นจากไวรัส

c)

แนะนำให้ทำ CT scan เพื่อยืนยันการติดเชื้อแบคทีเรียในไซนัส

d)

แนะนำให้ใช้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ

12.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นการบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่ น่าจะ จำเป็นต้องพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะตามแนวทางเวชปฏิบัติ?

a)

อาการคัดจมูกและน้ำมูกใสๆ ที่เป็นมา 5 วัน

b)

อาการปวดศีรษะและเจ็บคอร่วมด้วย

c)

อาการที่รุนแรงขึ้นหลังจากช่วงแรกที่ดีขึ้น (double sickening) หรืออาการคงอยู่นานกว่า 10 วันโดยไม่มีอาการดีขึ้น

d)

ผู้ป่วยต้องการยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วน

13.

ในการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คุณจะเน้นย้ำถึงบทบาทของ "การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด" อย่างไร?

a)

เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

b)

เพื่อแยกแยะว่าอาการเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจให้ยาปฏิชีวนะ

c)

เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

d)

เพื่อให้สามารถปรับขนาดยาปฏิชีวนะได้ตามความรุนแรงของโรค

14.

หากโรงพยาบาลของคุณต้องการลดอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่ไม่จำเป็น มาตรการใดต่อไปนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้?

a)

จัดอบรมแพทย์และเภสัชกรเกี่ยวกับแนวทางการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

b)

ติดป้ายประกาศรณรงค์ให้ผู้ป่วยไม่ขอรับยาปฏิชีวนะ

c)

ลดจำนวนยาปฏิชีวนะในคลังยาของโรงพยาบาล

d)

เพิ่มค่าปรึกษาแพทย์สำหรับผู้ที่ต้องการยาปฏิชีวนะ

15.

ผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบที่ดูเหมือนจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง เช่น เป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี เหตุใดการพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกรณีนี้จึงต้องทำอย่างระมัดระวังและมีเหตุผล?

a)

ก. ผู้ป่วยเบาหวานมักมีการติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายกว่าคนปกติ

b)

ข. การติดเชื้อในผู้ป่วยเบาหวานอาจรุนแรงและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

c)

ค. ยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

d)

ก และ ข

16.

กรณีศึกษา: ผู้ป่วยชาย อายุ 40 ปี มีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว 5 ครั้งใน 12 ชั่วโมง ไม่มีไข้ ไม่มีมูกเลือดจากการสอบถามพบว่าเมื่อคืนรับประทานอาหารทะเลที่ไม่สุก ในฐานะเภสัชกร ท่านจะให้คำแนะนำในการรักษาเบื้องต้นอย่างไร และเพราะเหตุใด?

a)

ให้ยา Norfloxacin เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุ

b)

แนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) และพักผ่อน พร้อมอธิบายว่าอาการนี้ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือสารพิษ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

c)

ให้ยาแก้ปวดท้องและยาหยุดถ่ายทันที

d)

แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการเ

17.

เหตุใดการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากสารพิษของแบคทีเรีย (bacterial toxin) จึงไม่มีประสิทธิภาพ?

a)

ยาปฏิชีวนะไม่สามารถเข้าถึงลำไส้เล็กได้

b)

สารพิษได้ถูกปล่อยออกมาและออกฤทธิ์ไปแล้ว ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้แต่ไม่สามารถกำจัดสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการได้

c)

ยาปฏิชีวนะถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะอาหาร

d)

เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุไม่มีความไวต่อยาปฏิชีวนะ

18.

หากคุณต้องออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับประชาชนเรื่อง "ท้องเสีย: เมื่อไหร่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ?" ข้อใดคือข้อความสำคัญที่ควรเน้นเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล?

a)

"ท้องเสียทุกครั้ง ให้รีบทานยาปฏิชีวนะ"

b)

"ท้องเสียส่วนใหญ่หายได้เอง ดื่มน้ำเกลือแร่สำคัญกว่ายาปฏิชีวนะ"

c)

"ยาปฏิชีวนะช่วยหยุดถ่ายได้ทันที"

d)

"ถ้าท้องเสียพร้อมมีไข้ ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอ"

19.
  1. ผู้ป่วยเด็กเล็กมีอาการท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นมูกปนเลือด และมีไข้สูง คุณจะประเมินสถานการณ์นี้อย่างไร และแนะนำแนวทางการจัดการอย่างไร?

a)

พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะทันที เนื่องจากเป็นอาการที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง

b)

แนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่เท่านั้น เพราะเด็กเล็กไวต่อผลข้างเคียงของยา

c)

ให้ยาหยุดถ่ายร่วมกับยาปฏิชีวนะเพื่อให้อาการหายเร็วขึ้น

d)

แนะนำให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการเท่านั้น

20.
  1. เหตุใดการให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องการดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลันมากกว่าการให้ยาปฏิชีวนะในกรณีส่วนใหญ่?

a)

ORS ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในลำไส้

b)

ORS ช่วยชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากท้องเสียรุนแรง

c)

ORS มีฤทธิ์ช่วยหยุดถ่ายได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะ

d)

ORS มีราคาถูกกว่ายาปฏิชีวนะมาก

21.
  1. กรณีศึกษา: ผู้ป่วยชาย อายุ 10 ปี มาด้วยแผลถลอกที่หัวเข่าจากการหกล้ม แผลมีขนาดประมาณ 3 ซม. ขอบแผลเรียบ และไม่มีสิ่งแปลกปลอม ผู้ปกครองกังวลว่าจะติดเชื้อจึงต้องการยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ในฐานะเภสัชกร ท่านจะให้คำแนะนำในการดูแลแผลและการใช้ยาอย่างไร?

a)

จ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

b)

แนะนำให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Povidone-iodine และปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการสังเกตอาการติดเชื้อ โดยไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน

c)

แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาปฏิชีวนะป้องกันบาดทะยัก

d)

ให้ยาปฏิชีวนะชนิดทาแทนยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน

22.
  1. ในการประเมินบาดแผลสัตว์กัดเพื่อพิจารณาความจำเป็นของการใช้ยาปฏิชีวนะ ข้อใดคือปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ว่าบาดแผลนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ?

a)

แผลตื้นและเป็นรอยข่วน

b)

แผลที่ลึกและอยู่ใกล้ข้อต่อหรือกระดูก

c)

แผลที่เกิดจากสัตว์เลี้ยงในบ้านที่ฉีดวัคซีนครบถ้

d)

แผลที่ถูกกัดโดยสัตว์ปีก

23.
  1. หากคุณเป็นผู้ฝึกสอนเภสัชกรใหม่ในการดูแลบาดแผลเล็กน้อยในร้านยา คุณจะสรุปหลักการที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่จำเป็นสำหรับบาดแผลประเภทนี้ว่าอย่างไร?

a)

"ให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดแผลเป็นอันดับแรก"

b)

"ทุกบาดแผลมีความเสี่ยง ควรให้ยาปฏิชีวนะไว้ก่อน"

c)

"ยาปฏิชีวนะชนิดทาปลอดภัยกว่าชนิดรับประทาน"

d)

"ให้ผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะรับยาปฏิชีวนะหรือไม่"

24.
  1. หากมีรายงานว่าอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะในบาดแผลทั่วไปและบาดแผลสัตว์กัดที่มีความเสี่ยงต่ำในชุมชนยังคงสูง คุณจะเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงระบบอย่างไร?

a)

จัดประชุมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม

b)

กำหนดเกณฑ์การจ่ายยาปฏิชีวนะสำหรับบาดแผลที่เข้มงวดขึ้นในร้านยาและสถานพยาบาล

c)

ส่งเสริมการใช้ยาฆ่าเชื้อแบบทาแทนยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน

d)

เพิ่มการประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

25.
  1. หากผู้ป่วยมาด้วยแผลถลอกขนาดเล็กที่เกิดจากมีดบาดในครัวเรือน ทำความสะอาดแล้ว แต่ยังกังวลเรื่องการติดเชื้อและต้องการยาปฏิชีวนะ ในฐานะเภสัชกร ท่านจะอธิบายถึงผลเสียของการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นในกรณีนี้อย่างไร?

a)

ยาปฏิชีวนะอาจทำให้แผลหายช้าลง

b)

การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต ทำให้ยาไม่สามารถใช้ได้ผลเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ

c)

ยาปฏิชีวนะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่ใหญ่ขึ้น

d)

ยาปฏิชีวนะจะทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังฟื้นตัว