WorksheetsRational pharma challenge
Total questions: 30
Worksheet time: 23mins
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจส่วนบน (upper respiratory tract infection)
สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
สาเหตุของโรคเป็นได้ทั้งเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย จึงต้องพิจารณาแยกสาเหตุให้ชัดเจน
ต้องพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะให้กับผู้ป่วยทุกราย ร่วมกับยารักษาตามอาการ
ข้อใดคือเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค bacterial pharyngitis
Staphylococcus aureus
Streptococcus pyogenes
Streptococcus pneumoniae
ข้อใดเป็นอาการแสดงที่บ่งชี้ streptococcal pharyngitis
ไอ และเส้นเสียงอักเสบ
ต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรบวม หรือกดเจ็บ
เสมหะหรือน้ำมูกมีสีเหลืองปนเขียว
"ผู้ป่วยชายอายุ 22 ปี มาขอซื้อยาแก้เจ็บคอ ผู้ป่วยมีอาการแสดงดังนี้ มีไข้ มีน้ำมูก ไอ ช่วงเช้ามีเสมหะสีเขียวปนเหลือง เจ็บคอมาก ส่องคอ พบว่าคอหอยแดงมาก ผลตรวจ ATK เป็นลบ
ผู้ป่วยปฏิเสธการมีโรคประจำตัว และปฏิเสธการแพ้ยา"
คำถาม: หากท่านเป็นเภสัชกรประจำร้านยา ข้อใดคือยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพิจารณาจ่ายให้กับผู้ป่วยรายนี้
จ่ายยาบรรเทาอาการ เช่น NSAIDs หรือ paracetamol และยาลดน้ำมูก
จ่ายยาบรรเทาอาการ ร่วมกับยาปฏิชีวนะ เช่น amoxicillin
จ่ายยาบรรเทาอาการ ร่วมกับ molnupiravir
"ผู้ป่วยอายุ 20 ปี ปฏิเสธโรคประจำตัวและไม่มีประวัติแพ้ยา มีอาการเจ็บคอมาก ไข้สูง ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก เมื่อประเมิน MCISSAC score พบว่าได้ 4 คะแนน"
คำถาม: หากท่านเป็นเภสัชกรประจำร้านยา ข้อใดคือการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้
ยา amoxicillin (500 mg) รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 5 วัน
ยา amoxicillin (500 mg) รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 วัน
ยา amoxicillin/clavulanate (1 g) รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 วัน
"ผู้ป่วยอายุ 25 ปี มีอาการเข้าได้กับโรค pharyngitis เมื่อประเมิน centor score พบว่าได้ 3 คะแนน โดยผู้ป่วยปฏิเสธการมีโรคประจำตัว แต่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา penicillin V (anaphylactic)"
คำถาม: หากท่านเป็นเภสัชกรประจำร้านยา ข้อใดคือการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้
ยา cephalexin (500 mg) รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 วัน
ยา azithromycin (250 mg) รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 วัน
ยา azithromycin (250 mg) วันที่ 1 รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า และวันที่ 2-5 รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า
"ผู้ป่วยอายุ 19 ปี มีอาการหวัด คัดจมูก มีไข้ และปวดตื้อบริเวณโหนกแก้ม น้ำมูกข้นเหนียว "
ข้อใดเป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียและมีข้อบ่งใช้ของการได้รับยาปฏิชีวนะ
อาการที่กล่าวข้างต้น บ่งชี้ว่าติดเชื้อแบคทีเรียแล้ว
อาการที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง
อาการที่กล่าวมาข้างต้น ดีขึ้นในวันที่ 4 จากนั้นอีกสองวันกลับมามีอาการหนักขึ้นอีกรอบ
ข้อใดเป็นการรักษาที่ควรแนะนำเป็นลำดับแรกสำหรับ acute bacterial sinusitis ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ไม่มีประวัติโรคประจำตัว ปฏิเสธประวัติแพ้ยา และไม่ได้ใช้ยาปฏิชีวนะใด ๆ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
ciprofloxacin (500 mg) รับประทานวันละ 1 เม็ดวันละ ครั้งหลังอาหารเช้า-เย็น ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน
amoxicillin/clavulanate (1 g) รับประทานวันละ 1 เม็ดวันละ ครั้งหลังอาหารเช้า-เย็น ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน
clindamycin (300 mg) รับประทานวันละ 1 เม็ดวันละ ครั้งหลังอาหารเช้า-เย็น ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน
ข้อใดคือ ข้อบ่งชี้ สำหรับการใช้ยาปฏิชีวนะในภาวะ acute gastroenteritis
ผู้ป่วยอายุ 25 ปี มีอาการปวดเกร็งท้อง และถ่ายเหลวเป็นน้ำหลายครั้ง
ผู้ป่วยอายุ 13 ปี มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลว หลังทานอาหารค้างคืนที่มีกลิ่นบูดเสีย
ผู้ป่วยอายุ 68 ปี มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ ร่วมกับไข้หนาวสั่น
"ชาย อายุ 30 ปี ถ่ายเหลวเป็นน้ำมาตั้งแต่กลางดึก รวมแล้ว 6-7 ครั้ง ปวดเกร็งท้อง และเบื่ออาหารเล็กน้อย รู้สึกอ่อนเพลียแต่ยังทำกิจวัตรประจำวันได้ วัดอุณหภูมิร่างกาย 37.1 องศาเซลเซียส"
คำถาม: ข้อใดคือการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยรายนี้
สารละลาย ORS จิบบ่อย ๆ
Norfloxacin (400) รับประทานครั้งละ 1 เม็ดวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า เย็น
Activated charcoal รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า เย็น
ผู้ป่วยรายใดควรได้รับยาปฏิชีวนะเมื่อมีอาการอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน
ผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ได้รับยา methotrexate และ prednisolone
ผู้ป่วยข้ออักเสบเกาต์ที่ท้องเสียจากยา colchicine
"ชายอายุ 40 ปี ไม่มีโรคประจำตัว มาพบแพทย์ทันทีหลังถูกมีดทำครัวที่เพิ่งล้างเสร็จบาดบริเวณหน้าแข้ง โดยแผลมีขนาด 3 ซม. สะอาดดี ขอบเรียบ ไม่ลึก ไม่มีอาการบวมแดงหรือเจ็บปวดมาก และผู้ป่วยมีประวัติได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยัก เมื่อปลายปีที่แล้ว"
คำถาม: ข้อใดคือการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยรายนี้
ทำความสะอาดแผลตามปกติ โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
ทำความสะอาดแผลตามปกติ ให้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำ (ครึ่งหนึ่งของขนาดใช้ปกติ) 2 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ทำความสะอาดแผลปกติ ให้ยาปฏิชีวนะขนาดปกติ 5-10 วัน จนกว่าแผลหายสนิท
สถานการณ์ใดไม่ใช่ข้อบ่งชี้ของการใช้ยาปฏิชีวนะ
ผู้ป่วยอายุ 32 ปี มีแผลกดทับบริเวณก้นกบ ลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ขอบแผลที่มีเนื้อตายเล็กน้อย
ผู้ป่วยอายุ 45 ปี ถูกคัตเตอร์บาดบริเวณนิ้ว ยาวประมาณ 3 ซม. แต่เลือดออกมากเพราะใช้ยา warfarin อยู่
ผู้ป่วยอายุ 27 ปี ถูกเสียมบาดบริเวณน่อง ขณะทำการขุดลอกท่อระบายน้ำเสีย แผลยาวประมาณ 10 ซม
"หญิง อายุ 68 ปี โรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ถูกแมวจรข่วนที่ข้อมือเป็นแผลยาวประมาณ 3.5 ซม. แผลไม่ลึกแต่กว่าจะได้ล้างแผลใส่ยา ก็เป็นอีกเกือบ 8 ชั่วโมงหลังจากเริ่มเกิดแผล"
คำถาม: ข้อใด ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ ของการได้รับยาปฏิชีวนะสำหรับผู้ป่วยรายนี้
สูงอายุ และโรคเบาหวาน
แผลขนาดใหญ่กว่า 2.5 ซม.
เริ่มล้างแผลช้ากว่า 6 ชั่วโมง
ข้อใดเป็น NSAIDs ที่มีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าชนิดอื่น
Diclofenac
Naproxen
Parecoxib
ข้อใดเป็นผลที่อาจเกิดจากการใช้ diclofenac ในผู้ป่วยสูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับ low dose aspirin ร่วมด้วย
เพิ่มความเสี่ยงการแพ้แบบ anaphylaxis
เพิ่มโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อทางเดินอาหาร
ลดความเสี่ยงต่อหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคหัวใจ โรคไต และข้อเสื่อม ควรใช้ยาบรรเทาปวดใดเพื่อบรรเทาปวดข้อเป็นทางเลือกแรก
Naproxen
Tramadol
Paracetamol
ข้อใดเป็นแนวทางการใช้ NSAIDs ที่สมเหตุผล
ใช้ยา PPIs ร่วมด้วยเสมอ เพื่อลดอาการข้างเคียงต่อทางเดินอาหาร
ใช้ยาขับปัสสาวะร่วมด้วย เพื่อลดอาการข้างเคียงต่อไต
ใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล
ข้อใดไม่ใช่อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา NSAIDs ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องนานเกินจำเป็นในผู้สูงอายุ
อัตราการกรองของไตเพิ่มขึ้น
เพิ่มอุบัติการณ์ของภาวะบวมน้ำ
เพิ่มโอกาสเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ควรหลีกเลี่ยงการจ่ายยา NSAIDs ทุกชนิดในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องตั้งแต่ระยะใดขึ้นไป
ระยะที่ 2
ระยะที่ 3
ระยะที่ 4
ข้อใดไม่ใช่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องระดับรุนแรง
เพิ่มโอกาสเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร
เพิ่มโอกาสเกิดท้องมาน
เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งตับ
เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังคือข้อใด
เสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับ
ลดระดับความดันโลหิต
ลดการไหลเวียนของเลือดไปยังไต
ผู้ป่วยรายใดควรได้รับการพิจารณาให้ใช้ยากลุ่ม NSAIDs ที่มีโครงสร้างทางเคมีต่างจากยาที่เคยแพ้มากที่สุด
ผู้ป่วยที่เคยมีอาการปวดท้องหลังใช้ NSAIDs
ผู้ป่วยที่เคยเกิดผื่นแพ้ผิวหนังลอกหลังใช้ NSAID
ผู้ป่วยที่ใช้ NSAIDs แล้วมีอาการวิงเวียนเล็กน้อย
ข้อใดเป็นคำแนะนำการเลือกใช้ยา NSAIDs ที่ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยที่มีประวัติหลอดลมหดตัว หายใจลำบากซึ่งมีอาการเป็นบางครั้ง เมื่อรับประทานยา naproxen หรือ mefenamic ในขนาดสูง
หลีกเลี่ยง NSAIDs ทั้งหมดโดยเด็ดขาด
ใช้ยา NSAIDs ที่ออกฤทธิ์จำเพาะกับ COX-2 พร้อมเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
สามารถใช้ NSAIDs ทุกชนิดได้ตามปกติ พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ยาใดที่ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากมีโอกาสแพ้ข้าม (cross-allergy) มากที่สุด ในผู้ที่เคยเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบ true allergy ต่อ ibuprofen
Naproxen
Diclofenac
Indomethacin
ข้อใดเป็นขนาดใช้สูงสุดของยาพาราเซตามอลต่อ 24 ชั่วโมงสำหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ไม่มีโรคประจำตัว
2600 mg
3000 mg
4000 mg
ข้อใดเป็นขนาดใช้ยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ที่น้ำหนักตัวประมาณ 50 กก.
เม็ดละ 325 mg ครั้งละ 1 เม็ด ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ติดต่อกันไม่เกิน 7 วัน
เม็ดละ 500 mg ครั้งละ 1 เม็ด ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน
เม็ดละ 500 mg ครั้งละ 2 เม็ด ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน
ข้อใดเป็นขนาดใช้พาราเซตามอลที่ถูกต้องในผู้ป่วยเด็กอายุ 9 ปี
10-15 mg/kg/ครั้ง ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง/
10-15 mg/kg/day แบ่งให้ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง
50-100 mg/kg/day แบ่งให้ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง
ข้อใดเป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติเมื่อต้องใช้ Paracetamol ในผู้ป่วยโรคตับหรือดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง
ใช้ยาในขนาดปกติ ไม่เกินขนาดสูงสุดที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยทั่วไป
ใช้ยาในขนาดต่ำกว่าปกติ และติดตามอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด
ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลอย่างเด็ดขาด
ผู้ป่วยกลุ่มใดที่ควรระวังการใช้ยาพาราเซตามอลเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดพิษจากยามากกว่าบุคคลทั่วไป
ผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการ
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยที่มีฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ
