NEW
Font size
Worksheetsรัฐประศาสนศาสตร์และการบริหารงาน
Total questions: 15
Worksheet time: 8mins
ข้อใดคือหัวใจสำคัญของแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ในยุคเริ่มต้น ที่เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารงานภาครัฐ
การมีส่วนร่วมของประชาชน
การควบคุมโดยรัฐสภา
การแยกการเมืองออกจากการบริหาร
การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ข้อใด ไม่ใช่ ขอบข่ายสำคัญที่รัฐประศาสนศาสตร์ศึกษาในปัจจุบัน
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ
การคลังภาครัฐและงบประมาณ
การต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การวางแผนและนโยบายสาธารณะ
การบริหารโครงการภาครัฐ
ข้อใดคือลักษณะสำคัญของ"New Public Management (NPM)"
การเน้นกระบวนการและกฎระเบียบ
การให้ความสำคัญกับการควบคุมจากส่วนกลาง
การมุ่งเน้นผลลัพธ์และประสิทธิภาพ
การเพิ่มขนาดของหน่วยงานภาครัฐ
การลดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ข้อใดคือองค์ประกอบสำคัญของ Good Governance
การรวมศูนย์อำนาจ
ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
การลดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
การตัดสินใจ
ข้อใดคือองค์ประกอบสำคัญของ Good Governance
การรวมศูนย์อำนาจ
ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
การลดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
การตัดสินใจโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
การจำกัดข้อมูลข่าวสาร
วิกฤตการณ์ COVID-19 สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญของรัฐประศาสนศาสตร์ในด้านใดมากที่สุด
การลดขนาดของภาครัฐ
การวางแผนและตอบสนองต่อภาวะวิกฤต
การแปรรูปหน่วยงานภาครัฐ
การลดงบประมาณภาครัฐ
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
ข้อใดคือบทบาทสำคัญของ "ภาคประชาสังคม" ในบริบทของรัฐประศาสนศาสตร์ยุคใหม่
ผู้ดำเนินการบริหารงานภาครัฐ
ผู้กำหนดนโยบายหลักของประเทศ
ผู้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร่วมสร้างนโยบาย
ผู้รับผิดชอบด้านงบประมาณภาครัฐ
ผู้ให้คำแนะนำทางวิชาการแก่ภาครัฐเท่านั้น
การศึกษา "รัฐประศาสนศาสตร์" ในฐานะที่เป็นทั้ง "ศาสตร์" และ "ศิลป์" หมายความว่าอย่างไร
การบริหารภาครัฐต้องอาศัยหลักวิชาการและทักษะส่วนบุคคล
รัฐประศาสนศาสตร์สามารถสอนได้แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
การบริหารภาครัฐเป็นเรื่องของสุนทรียศาสตร์
รัฐประศาสนศาสตร์มีรูปแบบที่ตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
การบริหารภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้ทฤษฎี
การบริหารภาครัฐในบริบทของ "รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)" มุ่งเน้นสิ่งใดมากที่สุด
การลดจำนวนข้าราชการ
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ
การสร้างรายได้ให้ภาครัฐ
การควบคุมข้อมูลข่าวสาร
การลดปฏิสัมพันธ์กับประชาชน
รัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ" มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสิ่งใด
การกำหนดมาตรฐานการบริหารงานภาครัฐทั่วโลก
การทำความเข้าใจความเหมือนและความต่างของระบบบริหารภาครัฐในบริบทที่แตกต่างกัน
การค้นหาแบบจำลองการบริหารภาครัฐที่ดีที่สุดเพียงแบบเดียว
การศึกษาประวัติศาสตร์การบริหารงานภาครัฐของประเทศต่างๆ
การจัดอันดับประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐของแต่ละประเทศ
ข้อใดคือความท้าทายสำคัญในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ
การขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและบริบททางการเมือง
การที่ทุกประเทศมีระบบราชการที่เหมือนกัน
การที่นักวิจัยมีความรู้ภาษาต่างประเทศมากเกินไป
การที่ไม่มีประเทศใดสนใจศึกษาการบริหารของประเทศอื่น
การถ่ายทอดนโยบาย (Policy Transfer) ในมุมมองของรัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ มักเกิดขึ้นในรูปแบบใด
การลอกเลียนแบบนโยบายจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด
การปรับปรุงนโยบายของตนเองโดยอิงจากประสบการณ์ต่างประเทศ
การสร้างนโยบายใหม่โดยไม่สนใจประสบการณ์ของประเทศอื่น
การส่งออกนโยบายของตนเองไปยังประเทศอื่น
การแลกเปลี่ยนนโยบายระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาเท่านั้น
การที่ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศนำรูปแบบ "New Public Management (NPM)" มาปรับใช้แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุหลักเกิดจากข้อใด
การขาดแคลนเทคโนโลยี
การขาดความพร้อมของบริบททางสถาบันและวัฒนธรรม
การที่ NPM ไม่เหมาะสมกับภาคเอกชน
การมีขนาดของภาครัฐที่เล็กเกินไป
การมีจำนวนประชากรน้อยเกินไป
แนวคิด "Bureaucracy" ของ Max Weber ยังคงมีความสำคัญต่อรัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบอย่างไร
เป็นต้นแบบที่ประเทศส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยง
เป็นกรอบการวิเคราะห์โครงสร้างและลักษณะของระบบราชการ
เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น
เป็นแนวคิดที่ล้าสมัยและไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน
เป็นแนวคิดที่ส่งเสริมการคอร์รัปชัน
การนำแนวคิด "Partnership" ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
มาใช้ในการบริหารภาครัฐของหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใดในรัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ
การลดบทบาทของภาครัฐ
การเพิ่มอำนาจให้ภาคเอกชน
การแปรรูปหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด
การยอมรับความซับซ้อนของปัญหาและการต้องการความร่วมมือ
การลดความสำคัญของนโยบายสาธารณะ
