Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Test 3 ข้อ41-62

Total questions: 22

Worksheet time: 12mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการกำหนดราคาศุลกากรในการจัดเก็บอากรสำหรับของที่นำเข้า

a)

วิธีที่หนึ่งคือราคาซื้อขายของที่นำเข้า

b)

วิธีที่สามคือราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน

c)

วิธีที่ห้าคือราคาหักทอน

d)

ไม่มีข้อใดถูก

2.

การกำหนดราคาศุลกากรในกรณีที่นำของเข้าจะต้องรวมค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้เข้ามาคำนวณด้วยข้อใดไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จะต้องนำเอามารวมไว้ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2560

a)

ค่าประกันภัย

b)

ค่าขนส่งของ

c)

ค่าขนของลง

d)

ไม่มีข้อใดถูก

3.

บริษัทอินเดียตะวันออกมีความประสงค์จะขอให้มีการวินิจฉัยล่วงหน้าในสินค้าที่กำลังจะนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยบริษัทอินเดียตะวันออกสามารถยื่นคำร้องต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาในกเป็นล่วงหน้าได้ยกเว้นเรื่องใด

a)

กำหนดราคาศุลกากรแห่งของที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร

b)

กำหนดพิธีการศุลกากรแห่งของที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร

c)

กำหนดถิ่นกำเนิดแห่งของที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดตามที่ระบุในสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ

d)

ตีความพิกัดอัตราศุลกากรตามกฏหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรเพื่อจำแนกประเภทแห่งของในพิกัดอัตราศุลกากร

4.

ค่าธรรมเนียมสำหรับการร้องขอให้พิจารณาเป็นการล่วงหน้าคือจำนวนเท่าใด

a)

500 บาท

b)

1000 บาท

c)

1500 บาท

d)

2000 บาท

5.

หนังสือแจ้งผลการตีความพิกัดอัตราศุลกากรราคาศุลกากรและถิ่นกำเนิดสินค้าล่วงหน้าให้ใช้บังคับภายในกำหนดระยะเวลากี่ปีนับแต่วันที่ออกหนังสือแจ้งผลการตีความ

a)

สองปี

b)

สามปี

c)

สี่ปี

d)

ห้าปี

6.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินอากร

a)

เมื่อพบว่าผู้มีหน้าที่เสียอากรไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบให้พนักงานศุลกากรมีอำนาจประเมินอากรตามพระราชบัญญัตินี้และตามกฏหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

b)

การประเมินอากรตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งให้ดำเนินการได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่นำของเข้าสำเร็จเว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจประเมินอากรได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ขยายระยะเวลาต่ออธิบดีได้อีกไม่เกิน 3ปี

c)

ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานที่อธิบดีเชื่อได้ว่าผู้มีหน้าที่เสียอากรมีเจตนาในการฉ้อโกงอากรให้พนักงานศุลกากรมีอำนาจประเมินอากรได้อีกภายในกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 19 วรรค 2

d)

ไม่มีข้อใดถูก

7.

เมื่อประเมินอากรแล้วให้พนักงานศุลกากรส่งแบบแจ้งการประเมินอากรให้แก่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกภายในกำหนดเวลาเท่าใด

a)

ภายในกำหนด 7วันนับแต่วันที่ประเมินอากรเสร็จ

b)

ภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ประเมินอากรเสร็จ

c)

ภายในกำหนด7วันนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า

d)

ภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ยื่นใบขนสินค้า

8.

สิทธิ์ของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบมีอายุความเท่าใด

a)

มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร

b)

มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่นำของเข้าสำเร็จ

c)

มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า

d)

มี

9.

ในกรณีที่ผู้นำของเข้าไม่เสียอากรให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละเท่าใดต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม

a)

ร้อยละ 0.25

b)

ร้อยละ 0.5

c)

ร้อยละ 0.625

d)

ร้อยละ 1

10.

ในกรณีที่ผู้ส่งของออกเสียอากรไม่ครบถ้วนให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละเท่าใดต่อเดือนของอากรที่เสียหรือเสียเพิ่ม

a)

ร้อยละ 0.25

b)

ร้อยละ 0.5

c)

ร้อยละ 0.625

d)

ร้อยละ 1

11.

ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกไม่เสียอากรภายในกำหนดเวลา X วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากรตามมาตรา 20 ให้เสียเบี้ยปรับร้อยละ Y ของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มข้อใดคือความหมายของ X และ Yที่ถูกต้อง

a)

15 วันและร้อยละ 20

b)

15 วันและร้อยละ 30

c)

30 วันและร้อยละ 20

d)

30 วันและร้อยละ 30

12.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการคืนอากร

a)

ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการเสียอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสียให้อธิบดีมีอำนาจคืนอากรส่วนที่เสียไว้เกินเฉพาะในเหตุที่ได้คำนวณอากรผิดโดยไม่ต้องมีคำร้องขอคืนอากรแต่มิให้ส่งคืนเมื่อพ้นกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่ได้นำของเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร

b)

ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการเสียอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสียให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนอากรภายในกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่นำของเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

c)

ในกรณีที่ได้เสียอากรเพื่อส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วแต่ไม่ได้ส่งของนั้นออกไปนอกราชอาณาจักรให้ผู้ส่งของออกมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนอากรภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่พนักงานศุลกากรได้รับใบขนสินค้าแล้ว

d)

ในกรณีที่ต้องคืนอากรหรือเงินประกันค่าอากรเพราะเหตุที่ได้เรียกเก็บเกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่มให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.625 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้เสียอากรหรือวางประกันอากรครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน

13.

ของที่นำเข้าของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร และเสียอากรแล้ว หากส่งของนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรหรือส่งกลับไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือหรืออากาศยานที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ในสภาพเดิมที่นำเข้ามาภายใน1ปี นับแต่วันที่นำเข้าสามารถขอคืนอากรได้เท่าใด

a)

9ใน 10 ส่วนหรือส่วนที่เกิน 1000 ของจำนวนที่เสียไว้

b)

9ใน 10 ส่วนหรือส่วนที่เกิน 2000 บาทของจำนวนที่เสียไว้

c)

9ใน 10 ส่วนหรือส่วนที่เกิน 1000 ของจำนวนที่ยื่นไว้

d)

9ใน 10 ส่วนหรือส่วนที่เกิน 2000 บาทของจำนวนที่ได้ยื่นไว้

14.

ผู้นำของเข้ามาในราชอาณาจักรและเสียอากรแล้ว หากส่งของนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรหรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือหรืออากาศยานที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จะต้องขอคืนอากรตามเงื่อนไขมาตรา 28 ภายในกำหนดระยะเวลาเท่าใด

a)

ภายในกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

b)

ภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ส่งของนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

c)

ภายในกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่ส่งของนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

d)

ภายในกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่ส่งของนั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

15.

ผู้นำของเข้ามาในราชอาณาจักรและเสียอากรแล้ว เพื่อใช้สำหรับผลิต ผสม ประกอบ บรรจุหรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใด หากส่งของที่ได้จากการดำเนินการดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรหรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือหรืออากาศยานที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ให้มีสิทธิ์ขอคืนอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้าในราชอาณาจักรนั้นตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ข้อใดมิใช่หลักเกณฑ์ตามที่ กฎหมายกำหนด

a)

ต้องพิสูจน์ได้ว่าได้ผลิตผสมประกอบบรรจุหรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร

b)

ต้องพิสูจน์ได้ว่าของที่นำไปใช้ในการผลิตผสมประกอบบรรจุหรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดนั้นมีปริมาณไม่เกินที่อธิบดีประกาศกำหนด

c)

ได้ส่งของที่ได้จากการผลิตผสมประกอบบรรจุหรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดนั้นออกไปนอกราชอาณาจักรภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่นำของที่ใช้ในการผลิตผสมประกอบบรรจุหรือนำดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดเข้ามาในราชอาณาจักรเว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจส่งของดังกล่าวออกไปภายใน 1 ปีให้อธิบดีขยายระยะเวลาได้แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน

d)

ต้องขอคืนอากรภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรเว้นแต่อธิบดีจะขยายระยะเวลาให้แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน

16.

พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรพ.ศ. 2524 มาตรา 19 บัญญัติให้บัตรภาษีมีกี่ชนิด

a)

2 ชนิด

b)

3 ชนิด

c)

4 ชนิด

d)

5 ชนิด

17.

พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรพ.ศ. 2524 มาตรา 20 บัญญัติให้บัตรภาษีมีอายุกี่ปีนับแต่วันที่ออก

a)

หนึ่งปี

b)

สองปี

c)

สามปี

d)

ห้าปี

18.

พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรพ.ศ. 2524 มาตรา 20 บัญญัติให้อธิบดีกรมศุลกากรสามารถพิจารณาต่ออายุบัตรภาษีได้คราวละกี่ปีและจะพิจารณาต่ออายุบัตรภาษีให้ได้ไม่เกินกี่คราว

a)

1 ปีไม่เกิน 1 คราว

b)

1 ปีไม่เกิน 2 คราว

c)

2 ปีไม่เกิน 2 คราว

d)

3 ปีไม่เกิน 2 คราว

19.

พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรพ.ศ. 2524 มาตรา 12 บัญญัติสินค้าดังต่อไปนี้ห้ามมิให้ได้รับเงินชดเชย ข้อใดมิใช่สินค้าดังกล่าว

a)

แร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่

b)

สินค้าที่ต้องเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเมื่อนำเข้า

c)

สินค้าที่ต้องเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเมื่อส่งออก

d)

สินค้าที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรกำหนดไม่ให้ได้รับเงินชดเชย

20.

พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรพ.ศ. 2524 มาตรา 13 บัญญัติให้ค่าภาษีอากรที่กำหนดเงินชดเชยได้แก่ภาษีอากรบรรดาที่มีอยู่ในมูลค่าของวัตถุอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องจักร เชื้อเพลิงและพลังงานอย่างอื่นที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นแต่ไม่รวมถึงสิ่งต่อไปนี้ ข้อใดมิใช่สิ่งที่กำหนดตามหนึ่งถึงห้า

a)

ภาษีเงินได้

b)

ค่าภาคหลวง

c)

ภาษีอากรที่อาจขอคืนได้ตามกฎหมายอยู่แล้วรวมทั้งกรณีที่ไม่ใช้สิทธิ์ขอคืนตามกฏหมายและคณะกรรมการเห็นสมควรให้ได้รับเงินชดเชย

d)

ภาษีอากรที่ราชการส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเป็นรายได้ของราชการท้องถิ่น

21.

พระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรพ.ศ. 2524 มาตรา 15 กำหนดให้กรมศุลกากรกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตต้องการเงินภาษีอากรที่ส่วนราชการนั้นได้จัดเก็บหรือรับไว้เพื่อจ่ายเป็นเงินชดเชยโดยไม่ต้องนำส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังแต่จะต้องไม่เกินร้อยละเท่าใดของภาษีอากรที่ได้จัดเก็บหรือรับไว้

a)

ร้อยละ 0.5

b)

ร้อยละ 1

c)

ร้อยละ 2

d)

ร้อยละ 5

22.

บัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีชื่อเรียกว่าอะไร

a)

Digital tax compensation (DTC)

b)

Digital tax card (DTC)

c)

Digital tax, smart card (DTSC)

d)

Digital tax service card (DTSC)