wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

การรักษาสมดุลของร่างกาย

Total questions: 40

Worksheet time: 51mins

Name
Class
Date
1.
Identify Letter C
a)
Bowman's Capsule
b)
Afferent Arteriole
c)
Efferent Arteriole
d)
Glomerulus
2.

ส่วนประกอบใดของหน่วยไตพบบริเวณเนื้อไตชั้นเมดัลลา

a)

โกลเมอรูลัส

b)

ห่วงเฮนเล

c)

ท่อขดส่วนต้น

d)

ท่อขดส่วนปลาย

3.

สารชนิดใดไม่ผ่านการของโกลเมอรูลัส

a)

ยูเรีย

b)

กลูโคส

c)

โปรตีน

d)

โซเดียมไอออน

4.

ส่วนใดของหน่วยไตที่ดูดน้ำและโซเดียมคลอไรด์กลับมากที่สุด

a)

ห่วงเฮนเล

b)

ท่อขดส่วนต้น

c)

ท่อขดส่วนปลาย

d)

ท่อรวม

5.

บริเวณท่อรวมมีการดูดสารชนิดใดกลับ

a)

ยูเรีย

b)

โซเดียมไอออน

c)

กลูโคส

d)

ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

6.

หากท่อขดส่วนต้นทำงานผิดปกติจะพบสารใดในน้ำปัสสาวะมากกว่าปกติ

a)

น้ำ

b)

ปรตีน

c)

กรดอะมิโน

d)

โซเดียมไอออน

7.

ส่วนใดของหน่วยไตที่มีการลำเลียงน้ำตาลกลูโคสและกรดอะมิโนเป็นแบบแอกทีฟทรานสปอร์ตได้มากที่สุด

a)

ท่อรวม

b)

ท่อขดส่วนต้น

c)

ท่อขดส่วนปลาย

d)

ห่วงเฮนเล

8.

ส่วนใดของหน่วยไตที่มีหน้าที่ปรับ pH และความเข้มข้นของปัสสาวะให้เหมาะสม

a)

ห่วงเฮนเล

b)

โกลเมอรูลัส

c)

ท่อขดส่วนต้น

d)

ท่อขดส่วนปลาย

9.

ข้อใดถูกต้อง

a)

ในปัสสาวะมียูเรียปริมาณมากกว่าในพลาสมา

b)

แอมโมเนียพบในพลาสมา แต่ไม่พบในปัสสาวะ

c)

ในของเหลวที่กรองผ่านโกลเมอรูลัสไม่มีโปรตีนอยู่เลย

d)

ในปัสสาวะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าของเหลวที่กรองผ่านโกลเมอรูลัส

10.

ในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ จะเกิดผลต่อร่างกายอย่างไร

ก. แรงดันออสโมติกของเลือดต่ำ ข. หลั่งฮอร์โมน ADH ออกมามากขึ้น

ค. ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับคืนสู่หลอดเลือดมากขึ้น

a)

ข้อ ก

b)

ข้อ ก และ ข

c)

ข้อ ข และ ค

d)

ถูกต้องทุกข้อ

11.

ฮอร์โมนชนิดใดทำหน้าที่กระตุ้นการดูดน้ำกลับที่ท่อหน่วยไต

a)

โกรทฮอร์โมน

b)

ฮอร์โมนไทรอกซิน

c)

ฮอร์โมนโกนาโดโทฟิน

d)

ฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก

12.

ฮอร์โมนใดทำหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย

a)

ฮอร์โมนอินซูลิน

b)

ฮอร์โมนแคลซิโทนิน

c)

ฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก

d)

ฮอร์โมนแอลโดสเทอโรน

13.

ข้อใดกล่าวถึงการทำงานของหน่วยไตถูกต้อง

a)

มีเฉพาะของเสียที่กรองผ่านโกลเมอรูลัส

b)

บริเวณท่อขดส่วนปลายมีการดูดน้ำกลับมากที่สุด

c)

สารต่างๆ จะถูกลำเลียงเข้าสู่หน่วยไตทางหลอดเลือดรีนัลเวน

d)

กลูโคสจะถูกดูดกลับเข้าสู่ท่อหน่วยไตทั้งหมด จึงไม่พบปนมากับน้ำปัสสาวะ

14.

การปัสสาวะมากและเจือจางเป็นผลจากกระบวนการใด

a)

แรงดันออสโมติดของเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น

b)

การยับยั้งการหลั่ง ADH จากต่อมใต้สมองส่วนหลัง

c)

การกรองของเหลวผ่านโกลเมอรูลัสปริมาณมากขึ้น

d)

การดูดน้ำและไอออนของแร่ธาตุที่ท่อหน่วยไตมากขึ้น

15.

ก้อนนิ่วในปัสสาวะเกิดจากการตกตะกอนของสาร ยกเว้นข้อใด

a)

ยูเรีย

b)

ออกซาลิก

c)

แคลเซียมฟอสเฟต

d)

แคลเซียมออกซาเลต

16.

ข้อใดกล่าวถึงหลักการปลูกถ่ายไตไม่ถูกต้อง

a)

การนำไตใหม่มาปลูกถ่ายเชื่อมต่อกับกระเพาะปัสสาวะ

b)

ไตที่ได้รับการปลูกถ่ายจัดเป็นเนื้อเยื่อแปลกปลอมของร่างกาย

c)

การนำไต 1 ข้าง มาปลูกถ่ายบริเวณอุ้งเชิงกรานของผู้ป่วยไตวาย

d)

การผ่าตัดนำไตของผู้ป่วยออกและนำไตของผู้อื่นมาใส่แทนที่ไตเดิม

17.

T cell สร้างจากส่วนใดของร่างกาย

a)

Thymus

b)

Spleen

c)

Liver

d)

Bone marrow

18.

เซลล์ที่ทำหน้าที่ย่อยเชื้อโรค

a)

Helper T cell

b)

Plasma cell

c)

Antibody

d)

Phagocytic cell

19.

B cell สร้างอะไร

a)

T cell

b)

Antigen

c)

Antibody

d)

Macrophage

20.

ข้อใดไม่พบในน้ำเหลืองของคนปกติ

a)

H2O

b)

Red blood cell

c)

Enzyme

d)

แร่ธาตุ ไอออน

21.

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใด ไม่จัดว่าเป็น granulocyte

a)

Eosinophil

b)

Basophil

c)

Macrophage

d)

Neutrophil

22.

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดทำหน้าที่หลักในการทำลายปรสิต

a)

Neutrophil

b)

Basophil

c)

Eosinophil

d)

Monocyte

23.

ข้อใดไม่จัดเป็นภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ

a)

B cell

b)

ผิวหนัง

c)

น้ำตา

d)

เมือก

24.

ระบบไหลเวียนของน้ำเหลือง มีทิศไหลเข้าสู่หัวใจเท่านั้น

a)

ถูก

b)

ผิด

25.

ปฏิกิริยาการอักเสบ ถือว่าเป็นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

a)

ถูก

b)

ผิด

26.

T cell และ B cell ทำงานสัมพันธ์กันลักษณะใด

a)

B cell กระตุ้น T cell ให้ผลิตแอนติบอดี

b)

Helper T cell กระตุ้นให้ B cell สร้างแอนติบอดี

c)

B cell สร้างแอนติบอดีเพื่อกระตุ้นการทำงานของ T cell

d)

Helper T cell สร้างแอนติเจนกระตุ้นการทำงานของ B cell

27.

การฉีดวัคซีนและการฉีดเซรุ่มเข้าสู่ร่างกาย มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

a)

เหมือนกัน เพราะเป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกายเพื่อต่อต้านเชื้อโรค

b)

เหมือนกัน เพราะเป็นการฉีดกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเชื้อโรค

c)

ต่างกัน เพราะวัคซีนเป็นการฉีดแอนติเจน ส่วนเซรุ่มเป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกาย

d)

ต่างกัน เพราะวัคซีนเป็นการฉีดแอนติบอดี ส่วนเซรุ่มเป็นการฉีดแอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย

28.

ถ้าเด็กแต่ละคน ไม่ได้ รับวัคซีนป้องกันโรคหลายๆชนิด เด็กแต่ละคนจะเป็นอย่างไร

a)

ร่างกายสามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันที่เฉพาะโรคได้

b)

ร่างกายไม่สามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันที่เฉพาะโรคได้

c)

ร่างกายสามารถต้านทานโรคได้

d)

ร่างกายจดจำเชื้อโรคได้เอง

29.

จากรูป คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใด

a)

Monocyte

b)

Lymphocyte

c)

Neutrophil

d)

Eosinophil

30.
ภูมิคุ้มกันก่อเอง  (Active  Immunity) จะถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร
a)
มนุษย์ด้วยกัน
b)
สัตว์ทดลองบางชนิด 
c)
เซลล์ของคนใดคนหนึ่ง 
d)
การเคยเป็นโรคชนิดนั้นมาก่อน
31.

ปัจจัยข้อใดไม่มีผลต่อการแพร่ของอนุภาคของสารผ่านเยื่อเลือกผ่าน

a)

อุณหภูมิของสาร

b)

ขนาดของอนุภาคของสาร

c)

ชนิดของเยื่อเลือกผ่านที่กั้นอยู่ระหว่างสารทั้งสองสาร

d)

ความแตกต่างระหว่างความเข้มข้นของอนุภาคของสารสองบริเวณ

32.

ขบวนการส่งผ่านโมเลกุลชนิดใดมีการใช้พลังงาน ATP

a)

ออสโมซิส

b)

active transport

c)

การแพร่แบบมีตัวนำ

d)

การกรอง

33.

ข้อใดกล่าวถึงขบวนการส่งผ่านโมเลกุลของน้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

a)

ออสโมซิส

b)

active transport

c)

การแพร่แบบมีตัวนำ

d)

การกรอง

34.

สารที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี ควรต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

a)

ละลายคาร์โบไฮเดรตได้ดี

b)

ละลายไขมันได้ดี

c)

ละลายโปรตีนได้ดี

d)

ละลายในแอลกอฮอล์ได้ดี

35.

ขบวนการใดเป็นขบวนการเคลื่อนย้ายโมเลกุลขนาดใหญ่

a)

phagocytosis

b)

pinocytosis

c)

exocytosis

d)

ถูกทั้งหมด

36.

การทำลายเชื้อโรคของเซลล์เม็ดเลือดขาว ใช้วิธีการที่เรียกว่าอะไร

a)

Receptor-mediated endocytosis

b)

Pinocytosis

c)

Phagocytosis

d)

Ion Pump

37.

การกินอาหารของอมีบา เรียกว่าอะไร

a)

ออสโมซิส

b)

พิโนไซโตซิส

c)

การแพร่

d)

ฟาโกไซโตซิส

38.

เซลล์เต่ง จัดเป็นสารละลายเเบบใด

a)

สารละลายไอโซโทนิก

b)

สารละลายไฮโปโทนิก

c)

สารละลายไอโซโทนิก

d)

สารละลายไฮเทคเทอนิก

39.

จากภาพเป็นการลำเลียงสารแบบใด

a)

การแพร่แบบธรรมดา

b)

การเเพร่แบบฟาซิลิเทต

c)

การออสโมซิส

d)

การลำเลียงแบบบใช้พลังงาน

40.

จากภาพเป็นการลำเลียงเเบบใด

a)

เอกโซไซโทซิส

b)

เอนโดไซโทซิส

c)

ฟาโกไซโทซิส

d)

การนำสารเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยตัวรับ