wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

การใช้ยาในผู้สูงอายุ

Total questions: 154

Worksheet time: 6hrs 45mins

Name
Class
Date
1.

บอกปัญหาที่พบบ่อยสำหรับการใช้ยาในผุ้สูงอายุได้

4 lines
2.

อธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุที่มีผลต่อการใช้ยาในผู้สูงอายุได้

4 lines
3.

เข้าใจหลักการและให้การดูแลผู้สูงอายุในการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

4 lines
4.

ผู้ดูแลต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่มีผลต่อกระบวนการเภสัชจลนศาสตร์ เภสัชพลศาสตร์ และปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารยาในผู้สูงอายุด้วยเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุหรือไม่?

a)

ใช่

b)

ไม่ใช่

5.

อาการไม่พึงประสงค์จากยาในผู้สูงอายุคืออะไร?

a)

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายหลังจากการใช้ยา

b)

อาการที่ไม่ต้องการและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยา

6.

ความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์จากยาในผู้สูงอายุมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการใด?

a)

คลื่นไส้

b)

อาเจียน

c)

ความดันโลหิตต่ำ

d)

หายใจไม่ได้

7.

ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาได้ง่ายหรือไม่?

a)

ใช่

b)

ไม่ใช่

8.

พยาบาลจะต้องตระหนักว่าผู้สูงอายุจะมีอาการและอาการแสดงที่เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์ของยาแตกต่างกันหรือไม่?

a)

ใช่

b)

ไม่ใช่

9.

การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาด้วยกัน (Drug-drug interaction)

4 lines
10.

รบกวนการดูดซึมของยา Antacids มีผลต่อยาใดบ้าง?

a)

Digooxin

b)

INH

c)

Antipsychotics

d)

ทั้งหมดที่กล่าวมา

11.

การจับกับโปรตีนลดลงของ ASA และ Bactrim จะมีผลกับยาใด?

a)

Warfarin

b)

Oral hypoglycemic drugs

c)

Chloral hydrate

d)

ทั้งหมดที่กล่าวมา

12.

ยา NSAIDs และยาขับปัสสาวะ ทำให้ยาใดขับออกได้ช้า?

a)

Lithium

b)

Warfarin

c)

Digooxin

d)

Antipsychotics

13.

ยากันชัก (Anticonvulsants) จะลดประสิทธิ์ภาพในการรักษาของยาใด?

a)

Theophylline

b)

Coumadin

c)

ยาเบาหวานชนิดรับประทาน

d)

ทั้งหมดที่กล่าวมา

14.

Tricyclic Antidepressant และยาลดความดันโลหิตมีความเสี่ยงต่อการเกิดอะไร?

a)

ความดันโลหิตต่ำ

b)

Hypoglycemia

c)

พิษจากยา

d)

การเกิดอาการไม่พึงประสงค์

15.

ยาเบาหวานชนิดรับประทาน ทำให้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยาตัวหลังลดลง

4 lines
16.

เกิดการเสริมฤทธิ์กันของยา Tricyclic Antidepressant และ ยาลดความดันโลหิต เสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตต่ำ

4 lines
17.

การกระจายตัวของยาและการเผาผลาญยาเปลี่ยนไป Digoxin, Cimitidine, Quinidine ทำปฏิกิริยากับ Propanolol, dilantin, Theophylline การเกิดพิษจากยาเพิ่มขึ้น

4 lines
18.

ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ง่าย

4 lines
19.

การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ในผู้สูงอายุ

4 lines
20.

การได้รับยาหลายขนาน

4 lines
21.

ความผิดพลาดจากตัวผู้ใช้ยา

4 lines
22.

การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetic)

4 lines
23.

เภสัชจลนศาสตร์ เป็นกระบวนการของร่างกายในการจัดการยาเมื่อยานั้นเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ การดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด การกระจายตัวของยาไปทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงยา (การเผาผลาญและการขจัดพิษของยา) และการขับออกจากร่างกาย โดยในวัยสูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายแล้วนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการเภสัชจลนศาสตร์ ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ดังนี้

4 lines
24.

การดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด (Drug absorption) เนื่องจากวัยสูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของระบบทางเดินอาหาร

4 lines
25.

การดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด (Drug absorption) ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง?

a)

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของระบบทางเดินอาหาร

b)

การมีสภาพฟันที่กร่อน

c)

ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลง

d)

การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง

26.

ปัจจัยใดที่ทำให้การดูดซึมยาชนิด active transport ลดลง?

a)

การมีสภาพฟันที่กร่อน

b)

ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลง

c)

การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารลดลง

d)

การดูดซึมแบบ passive diffusion

27.

การดูดซึม calcium, organic iron และ thiamine ทำได้น้อยเนื่องจากอะไร?

a)

การมีสภาพฟันที่กร่อน

b)

ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลง

c)

การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารลดลง

d)

การดูดซึมแบบ passive diffusion

28.

ทำไมการดูดซึมของยาส่วนใหญ่จึงไม่ถูกกระทบ?

a)

เพราะใช้การดูดซึมแบบ passive diffusion

b)

เพราะยาส่วนใหญ่มีความเข้มข้นสูง

c)

เพราะการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

d)

เพราะการทาเฉพาะที่

29.

วิธีการให้ยาใดที่ดูดซึมได้ไม่ดีเท่าการสูดดม?

a)

การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

b)

การรับประทาน

c)

การเหน็บทางทวารหนัก

d)

การทาเฉพาะที่

30.

ยาใดที่มีการดูดซึมได้ดีกว่า?

a)

ยาที่มีความเข้มข้นสูง

b)

ยาที่มีความเข้มข้นต่ำ

c)

ยาที่ละลายตัวไม่ดี

d)

ยาที่มีสารเติมแต่ง

31.

โรคใดที่ทำให้การดูดซึมยาเพิ่มขึ้น?

a)

โรคเบาหวาน

b)

โรคหัวใจ

c)

โรคไต

d)

โรคตับ

32.

การกระจายตัวของยาเกิดขึ้นที่ไหนหลังจากการดูดซึม?

a)

ที่ตับ

b)

ที่ปอด

c)

ที่หัวใจ

d)

ที่ไต

33.

การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดในผู้สูงอายุส่งผลต่อการกระจายตัวของยาอย่างไร?

a)

ทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น

b)

ทำให้การกระจายตัวของยาลดลง

c)

ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น

d)

ทำให้ยาที่ละลายในไขมันสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน

34.

ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำส่งผลต่อการจับกับโปรตีนของยาอย่างไร?

a)

ทำให้ยาบางตัวอยู่ในรูป Free fraction มากขึ้น

b)

ทำให้ยาบางตัวมีระดับในเลือดสูงขึ้น

c)

ทำให้เกิดพิษจากยาได้ง่าย

d)

ทำให้การกระจายตัวของยาลดลง

35.

ยาใดที่มีค่าครึ่งชีวิตยาวขึ้นในผู้สูงอายุ?

a)

Diazepam

b)

Digoxin

c)

Cimetidine

d)

Gentamicin

36.

อัลบูมินจะอยู่ในรูป Free fraction มากขึ้น ถึงแม้จะให้ยาในขนาดที่ปกติแต่ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดพิษจากยาได้ง่าย

4 lines
37.

การเปลี่ยนแปลงยา/การเผาผลาญและการขจัดพิษของยา (Drug metabolism and detoxification) ยาเมื่อถูกดูดซึมจากลำไส้จะเข้าสู่กระแสเลือดไปผ่านที่ตับ ที่เนื่องจากตับมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับ Metabolism, Detoxification โดยเฉพาะ First- pass metabolism ซึ่งในผู้สูงอายุขนาดและการทำหน้าที่ของตับจะลดลงและเลือดผ่านตับช้าลง โดยเฉพาะการสังเคราะห์สารที่มีความจำเป็น เช่น Prothrombin Albumin วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินบี 12 และเอนไซม์ต่างๆ ทำให้การทำหน้าที่เกี่ยวกับ Metabolism, Detoxification and excretion ของยาลดลง ส่งผลให้ระดับยาที่ค้างในกระแสเลือดมีปริมาณสูงและคงอยู่นาน จึงเกิดพิษและอาการไม่พึงประสงค์ได้ง่าย นอกจากนี้ภาวะขาดน้ำ มีไข้ ภาวะที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและโรคของตับ ยังทำให้การเผาผลาญยาลดลงด้วย

4 lines
38.

การขับถ่ายของยา (Drug excretion) การขับถ่ายยาทำโดยไตซึ่งโครงสร้างหน้าที่ของไตเกือบทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความชรา ตั้งแต่ขนาดของไตและจำนวน nephron ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และ glomerulus พบการหนาตัวของเยื่อบุผนัง Basement membrane และมีใย

4 lines
39.

ไตซึ่งโครงสร้างหน้าที่ของไตเกือบทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากความชรา ตั้งแต่ขนาดของไตและจำนวน nephron ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และ glomerulus พบการหนาตัวของเยื่อบุผนัง Basement membrane และมีใย Collagen เพิ่มขึ้น เลือดที่ผ่านไตมีปริมาณลดลงโดยเฉพาะบริเวณ Cortex นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของ Glomerular filtration rate และ Creatinine clearance ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ไตทำให้การขับยาทางไตลดลงในผู้สูงอายุ ขนาดยาที่ใช้ตามปกติในคนทั่วไปจำเป็นต้องปรับลดขนาดลงเมื่อใช้ในผู้สูงอายุโดยเฉพาะที่มีอายุมากๆ ในทางปฏิบัติควรใช้ Creatinine clearance ในการบอกถึง Renal function

4 lines
40.

เภสัชพลศาสตร์เป็นผลของยาที่ target sites ในผู้สูงอายุ การตอบสนองของยาหลายชนิดเปลี่ยนไปจากที่พบในคนหนุ่มสาวซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระดับของยาในกระแสเลือดจึงคาดว่าน่าจะเกิดจากกการเปลี่ยนแปลงทางเภสัชพลศาสตร์ของยา โดยสามารถสรุปการเปลี่ยนแปลงของการตอบสนองต่อยาในผู้สูงอายุเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงที่ receptors ผลจากความชราทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของ receptors ที่จำเพาะต่อยาแต่ละชนิด อาจทำให้จำนวน receptors ลดลง

4 lines
41.

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุที่มีผลต่อกระบวนการเภสัชจลนศาสตร์

4 lines
42.

การดูดซึม (absorption) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในผู้สูงอายุ?

a)

การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารลดลง

b)

การดูดซึมยาบางชนิดลดลง

c)

การดูดซึมที่ลำไส้เล็กลดลง

d)

การไหลของเลือดไปที่ลำไส้เล็กลดลง

43.

การกระจายตัวของยา (distribution) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในผู้สูงอายุ?

a)

เนื้อเยื่อไขมันมากขึ้น ทำให้ยาที่ละลายในไขมันกระจายตัวมากขึ้น

b)

ค่าครึ่งชีวิตของยาที่ละลายได้ดีในไขมันมากขึ้น

c)

ปริมาตรน้ำในร่างกายลดลงและการกระจายตัวของยาที่ละลายได้ดีในน้ำลดลง

d)

ความเข้มข้นของระดับยาที่ละลายได้ดีในน้ำมากขึ้น

44.

ปริมาตรน้ำในร่างกายลดลงและการกระจายตัวของยาที่ละลายได้ดีในน้ำลดลง

a)

ความเข้มข้นของระดับยาที่ละลายได้ดีมนน้ำมากขึ้น

b)

ethanol

45.

มวลทั้งหมดของร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (lean body mass) และการกระจายตัวของยาที่จับกับกล้ามเนื้อลดลง

a)

ลดปริมาณยาที่ให้ครั้งแรก

b)

digoxin

46.

ระดับแอลบูมินในเลือดลดลง

a)

ปริมาณยาที่จับกับโปรตีน (acidic drugs) ลดลง

b)

Phenyltonin

c)

wafarin

47.

ระดับ alpha1-acid glycoprotein มาก

a)

ปริมาณยาที่จับกับโปรตีน

b)

proranolol

48.

การเปลี่ยนแปลงยา (เมทาบอลิซึม หรือ biotransformation)

a)

การเปลี่ยนแปลงยาขั้นตอนที่ 1 ลดลง (hydroxylation, oxidation, alkylation, reduction)

b)

เพิ่ม drug bioavailability

c)

Labetalol

d)

propranolol

49.

เพิ่มค่าครึ่งชีวิตของยา

a)

Diazepam

b)

fiurazepam

50.

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงยา ขั้นตอนที่ 2 (conjugation)

a)

ค่าครึ่งชีวิตของยาไม่เปลี่ยนแปลง

b)

Digoxin

c)

gentamicin

d)

ACE inhibitors

51.

การขับถ่ายยา (excretion)

a)

เลือดไปเลี้ยงที่ไต และอัตราการกรองที่ไตลดลง

b)

เพิ่มค่าครึ่งชีวิตของยา

c)

Digoxin

d)

gentamicin

e)

ACE inhibitors

52.

การตอบสนองต่อยากลุ่ม beta-adrenoceptor agonist ลดลง เนื่องจากการทำงานของ alpha-2 adrenoceptor ที่บริเวณก่อนจุดประสานประสาท (presynaptic) ลดลง noradrenaline สะสมที่ปลายประสาทมากขึ้น

4 lines
53.

beta-adrenoceptor ลดลง (down-regulation) ดังนั้น การใช้ยาต้านการทำงานของ beta-adrenoceptor ในผู้สูงอายุจึงมีการตอบสนองต่อยาลดลง

4 lines
54.

กลไกการรักษาสมดุลของร่างกาย (hemeostatic mechanism) ลดลง เพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยามากกว่าคนอายุน้อย

4 lines
55.

การตอบสนองต่อยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีจำนวนจุดประสานประสาทและ dopamine เพิ่มโอกาสเกิดอาการทาง extrapyramid (extrapyramidal symptoms) มากและรุนแรงขึ้น ดังนั้น การใช้ยากลุ่มรักษาโรคจิต (neuroleptics)

4 lines
56.

ผู้สูงอายุที่ได้รับยากลุ่ม benzodiazepines เช่น diazepam จะง่วงซึมและเกิดประสาทสั่งการเชื่องช้า (psychomotor retardation) มากกว่าคนอายุน้อยแม้จะให้ในระยะสั้น และเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยา

4 lines
57.

ผู้สูงอายุที่ได้รับยากลุ่ม benzodiazepines เช่น diazepam จะง่วงซึมและเกิดประสาทสั่งการเชื่องช้า (psychomotor retardation) มากกว่าคนอายุน้อยแม้จะให้ในระยะสั้น และเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยามากกว่าคนอายุน้อย

4 lines
58.

ยากลุ่ม opioids เช่น มอร์ฟีน มีการตอบสนองระดับเซลล์และความสามารถของตัวรับ (receptor) ที่ระดับเซลล์เปลี่ยนแปลง

4 lines
59.

ฤทธิ์ในการกดการหายใจไม่เปลี่ยนแปลง

4 lines
60.

การตอบสนองต่อยากลุ่ม anticholinergics เพิ่มขึ้น เช่น ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic และยารักษาโรคจิต เพราะ ปริมาณ acetylcholine ที่ปลายประสาทลดลง เพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น

4 lines
61.

ใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ใช้ในโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และโรคเสียงดังในหู

a)

Aspirin

b)

Warfarin

c)

Thiazide diuretic

d)

Acetaminophen

e)

Ergotamine/ caffeine

62.

ภาวะเลือดออกในช่องหน้าของลูกตาที่เกิดเอง (spontaneous hyphema) โรคหลอดเลือดสมองแตก (intracerabral hemorrhage) โรคความดันเลือดสูง ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง

4 lines
63.

ภาวะเลือดออกในช่องหน้าของลูกตาที่เกิดเอง (spontaneous hyphema) โรคหลอดเลือดสมองแตก (intracerabral hemorrhage) โรคความดันเลือดสูง ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (subdural hematoma)

4 lines
64.

ระดับการแข็งตัวของเลือดลดลง เพิ่มการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ปวดศีรษะ อาการสั่น (tremor) อาการฟุ้งซ่าน (mania)

4 lines
65.

เพิ่มฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด (anticoagulation effect)

4 lines
66.

ลดการออกฤทธิ์ของยา (drug availablility) การใช้ติดต่อกันนานๆ อาจทำให้สูญเสียโปแทสเซียม จึงมีผลต่อการใช้ยา digitalis และยากลุ่มต้านการเต้นหัวใจเสียจังหวะ (antiarrhythmic agents) เช่น flecainine, quinidine

4 lines
67.

สูญเสียโปแทสเซียม เพิ่มความไวต่อยา digitalis เพิ่มฤทธิ์ของ corticosteroids

4 lines
68.

การใช้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดผลข

4 lines
69.

การใช้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาในผู้สูงอายุ หรือไม่?

a)

ใช่

b)

ไม่ใช่

70.

จากการศึกษาผู้สูงอายุที่มีการใช้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกันที่ได้รับผลข้างเคียงในการใช้ยา พบว่าในผู้สูงอายุที่มีการใช้ยาไม่เกิน 5 ชนิดนั้นพบว่าได้รับผลข้างเคียงคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่?

a)

4%

b)

54%

71.

ผู้สูงอายุที่มีการใช้ยาร่วมกันมากกว่า 5 ชนิดพบว่าได้รับผลข้างเคียงคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่?

a)

4%

b)

54%

72.

การมีโรคประจำตัวหลายชนิดส่งผลต่อการใช้ยาในผู้สูงอายุอย่างไร?

4 lines
73.

การเสริมฤทธิ์กันของยาในผู้สูงอายุเกิดขึ้นได้บ่อย โดยผู้สูงอายุที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรับประทานยาเพื่อที่จะควบคุมอาการที่เป็นอยู่ไม่ให้เป็นมากขึ้น

4 lines
74.

การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั้นอาจเป็นการรักษาในเรื่องโรคเดิมของผู้สูงอายุเอง ภาวะแทรกซ้อน หรือการเกิดโรคใหม่ที่พึ่งค้นพบ

4 lines
75.

ปัญหาที่พบมากในการใช้ยาของผู้สูงอายุ สาเหตุที่นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้วพบว่าการมีพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมยังเป็นปัญหาที่สำคัญและยากต่อการแก้ไข

4 lines
76.

ผู้สูงอายุเมื่อมีอาการเจ็บป่วยมักที่จะมีการซื้อยารับประทานเอง

4 lines
77.

การซื้อยารับประทานเอง ผู้สูงอายุเมื่อมีอาการเจ็บป่วยมักที่จะมีการซื้อยามารับประทานเองก่อนเนื่องจากกลัวการนอนโรงพยาบาล กลัวการรักษา เช่น การผ่าตัด การใช้เครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น และเมื่ออาการไม่ดีขึ้นแล้วจึงไปพบแพทย์ โดยที่ในบางรายไม่ได้มีการแจ้งให้แพทย์ทราบว่าตนเองเคยซื้อยามารับประทานก่อน หรือแม้ว่าจะบอกแพทย์แต่ก็ไม่ทราบชื่อยาทำให้เกิดความยากลำบากในการบริหารยาให้แก่ผู้สูงอายุ และในบางรายมักมีความเชื่อว่าการรับประทานยาตามคลินิกหรือร้านขายยานั้นจะได้ยาที่แรงมากกว่าการไปพบแพทย์ตามโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังพบว่ามักจะซื้อยาในรูปของมีส่วนประกอบของสมุนไพร โดยที่ไม่ทราบว่ายาในรูปของสมุนไพรนั้นบางครั้งมีการผสมตัวยาบางชนิดด้วย เช่น สเตียรอยด์ ทำให้มีผลต่อการทำงานของร่างกายหรือมีปฏิกิริยากับยาที่กำลังรับประทานเพื่อรักษาโรคเรื้อรังของตนเอง

4 lines
78.

การไม่เข้าใจในการใช้ยาแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นการไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา เช่น ยาหยอดหู ยาหยอดตา ยาพ่นทางปาก ยาพ่นทางจมูก หรือการขาดความรู้ในเรื่องการรับประทานยาเมื่อมีการลืมรับประทานยา

4 lines
79.

การไม่เข้าใจในการใช้ยาแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นการไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา เช่น ยาหยอดหู ยาหยอดตา ยาพ่นทางปาก ยาพ่นทางจมูก หรือการขาดความรู้ในเรื่องการรับประทานยาเมื่อมีการลืมรับประทานยาหรือเมื่อรับประทานยาไม่ตรงเวลา ทำให้ผู้สูงอายุนั้นรับประทานยาผิดจากแผนการรักษาอาจได้รับยาเกินขนาด ได้รับยาไม่ถูกทาง และได้รับอันตรายจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง

4 lines
80.

การสะสมยา พบว่าผู้สูงอายุนั้นเมื่อมีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเมื่อไปพบแพทย์และได้ยามารับประทานแล้วอาการดีขึ้นจะมีการเก็บสะสมยาไว้เพื่อรับประทานในคราวต่อไปที่มีอาการเจ็บป่วย ในบางครั้งมีการเก็บยาที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือเก็บยาไว้นานเกินไปทำให้ยาเสื่อมคุณภาพหรือหมดอายุ

4 lines
81.

การใช้ยาไม่สม่ำเสมอ ผู้สูงอายุที่มีอาการหลงลืมในการรับประทานยา มักพบว่ารับประทานยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่งและในบางครั้งมีการรับประทานยาเกินขนาน ทำให้เกิดผลข้างเคียงในการใช้ยา หรือในบางครั้งเกิดจากความยากลำบากในการใช้ยา เช่น การใช้ยาพ่นทางปากหรือจมูก การใช้ยาเหน็บทวาร ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และหยุดใช้ยาส่งผลให้อาการเจ็บป่วยนั้นมีอาการกำเริบได้

4 lines
82.

การได้รับยาต่อเนื่องโดยไม่ได้

4 lines
83.

การใช้ยาเหน็บทวาร อาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และหยุดใช้ยาส่งผลให้อาการเจ็บป่วยนั้นมีอาการกำเริบได้

4 lines
84.

การได้รับยาต่อเนื่องโดยไม่ได้พบแพทย์ ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาในเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมาพบแพทย์ไม่สะดวกและให้ผู้ดูแลเป็นผู้มารับยาเอง

4 lines
85.

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล หมายถึง การใช้ยาโดยมีข้อบ่งชี้ เป็นยาที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพจริง สนับสนุนด้วยหลักฐานที่เชื่อได้

4 lines
86.

คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ในการักษาโรคของผู้สูงอายุ

4 lines
87.

ยาในกรอบบัญชียา โดยใช้ยาในขนาดที่พอเหมาะกับผู้ป่วยในแต่ละกรณี ด้วยวิธีการให้ยาและความถี่ในและระยะเวลาการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

4 lines
88.

คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล

4 lines
89.

ในการักษาโรคของผู้สูงอายุให้คำนึงถึงความจำเป็นและเลือกการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อนเสมอ

4 lines
90.

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับความรู้ความจำ ควรเลือกวิธีการใช้และรูปแบบในการใช้ให้ง่ายต่อผู้สูงอายุ และแนะนำการใช้ยาแก่ผู้ดูแลควบคู่ไปด้วย

4 lines
91.

ควรเริ่มยาขนาดต่ำและปรับเพิ่มขนาดยาอย่างช้าๆ

4 lines
92.

ถ้ามีอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาให้หยุดยาทันที

4 lines
93.

ระวังการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ใช้ร่วมกัน ทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ผู้ป่วยใช้เอง

4 lines
94.

ให้คำอธิบายยาอย่างชัดเจน รวมทั้งวิธีการเก็บรักษายาที่ถูกวิธี

4 lines
95.

ติดตามประเมินผลของการใช้ยา ปรับยาให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ

4 lines
96.

ควรมีการประสานรายการยาที่ผู้สูงอายุได้รับให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ

4 lines
97.

การดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับยาในกลุ่มต่างๆ

4 lines
98.

การรับประทานยาไม่ต่อเนื่องและการขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการรักษา ดังนั้น การให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุและผู้ดูแลจึงเป็นสิ่งที่บุคลากรด้านสุขภาพต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ผู้สูงอายุจึงต้องได้รับยาคำแนะนำในการใช้ยาอย่างถูกต้อง

4 lines
99.

ยาแก

4 lines
100.

ยาแก้ปวด (Analgesics) ได้แก่ Morphine, Codeine, Paracetamol, Aspirin ยาแก้ปวด Morphine มีผลข้างเคียงคือกดการหายใจ ดังนั้นการให้ในผู้สูงอายุจะต้องให้ในขนาดที่ต่ำและให้ด้วยความระมัดระวัง

4 lines
101.

ยาแก้ปวด Aspirin มีอาการข้างเคียงคือ ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่าย ต้องระวังในผู้สูงอายุที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือแผลในลำไส้ นอกจากนี้ยาแอสไพรินยังเสริมฤทธิ์ยา Oral anticoagulant, Oral antidiabetics, Penicillin, Phenytoin

4 lines
102.

ยา Paracetamol การรับประทานมากๆจะเป็นพิษต่อตับ

4 lines
103.

ยา Pethidine มีอาการข้างเคียงคือ ทำให้เกิดภาวะสับสน อ่อนเพลีย ง่วงซึม สารที่เป็นผลจากการะบวนการเมแทบอลิซึม อาจทำให้เกิดอาการชะกได้

4 lines
104.

ยาลดกรด (Antacids) ยา Aluminum hydroxide และ Sodium bicabonate จะลดการดูดซึมยา Tetracycline ส่วน Sodium bicabonate จะเพิ่มระดับยา Aspirin ในเลือด

4 lines
105.

นอกจากนี้ยาลดกรดยังทำให้เกิดความไม่สมดุลของน้ำและอิเล็คโทรลัยท์ เนื่องจากทำให้อาการท้อ

4 lines
106.

Hydroxide และ Sodium bicarbonate จะลดการดูดซึมยา Tetracycline ส่วน Sodium bicarbonate จะเพิ่มระดับยา Aspirin ในเลือด

4 lines
107.

ยาลดกรดยังทำให้เกิดความไม่สมดุลของน้ำและอิเล็คโทรลัยท์ เนื่องจากทำให้อาการท้องร่วง (ยาที่มีส่วนผสมของ Magnesium hydroxide) เกิดภาว Hypernatremia (Sodium bicarbonate), Hypercalcemia (Calcium carbonate), Metabolic acidosis (Sodium bicarbonate) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดกรด Calcium carbonate ร่วมกับนมหรืออาหารที่มีวิตามินดี เพราะจะทำให้เกิดภาวะ Hypercalcemia และ หลั่งกรดเพิ่มขึ้น

4 lines
108.

นอกจากนี้ยังทำให้เกิด milk-alkali syndrome ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เพ้อ ยากลุ่ม Anticholinergic drugs เช่น H2 blocking agents และ Sucralfate จะลดการหลั่งกรดและลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหาร เกิดการย้อนกลับของอาหารได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิด Aspiration pneumonia

4 lines
109.

ยาลดความวิตกกังวล (Antianxiety drugs) ทำให้เกิดอาการข้างเคียง คือ อาการง่วงซึม เวียนศีรษะ สับสน พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน ท้องผูก ปากแห้ง แพ้แสง คลื่นไส้อาเจียน ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้ และยังเสริมฤทธิ์ยากันชัก ยาลดความดัน, Oral anticoagul

4 lines
110.

อาการข้างเคียงของยาคืออะไร?

a)

เห็นภาพซ้อน

b)

พูดไม่ชัด

c)

สับสน

d)

เวียนศีรษะ

e)

ง่วงซึม

111.

การใช้ยาต้านจุลชีพหรือยาปฏิชีวนะต้องระวังอะไร?

a)

อาการแพ้ยา

b)

ปัญหาโรคไต

c)

การรับประทานยา Ampicillin ร่วมกับยาลดกรด

d)

การให้ยา Bactrim ร่วมกับยาเบาหวาน

112.

การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้สูงอายุมีความเสี่ยงอะไร?

a)

ปวดศีรษะ

b)

ภาวะเลือดออกง่าย

c)

เลือดออกตามไรฟัน

d)

ไอเป็นเลือด

e)

เวียนศีรษะ

113.

การให้ยากันชักแบบรับประทานมีผลข้างเคียงอย่างไร?

a)

ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร

b)

แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานยาหลังอาหาร

114.

ยากันชัก (Anticonvulsants) การให้แบบรับประทานจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานยาหลังอาหารทันทีและหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งยาต้านการชักนี้ยังเสริมฤทธิ์ยาแก้ปวด, ยานอนหลับ, Antihistamine, และลดฤทธิ์ของ Cortisone

4 lines
115.

ยาต้านอาการซึมเศร้า (Antidepressants) เป็นยาที่ใช้บ่อยในกลุ่มสูงอายุ เช่น Lithium carbonate, Amitriptyline ยากลุ่มนี้ใน 2-3 วันแรก ผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา จะต้องใช้ไปประมาณ 1 เดือน จึงจะพบว่าอาการซึมเศร้าเริ่มดีขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide จะทำให้เสริมฤทธิ์ของยา ควรรับประทานยาก่อนนอน เพราะทำให้เกิดอาการข้างเคียง ได้แก่ อาการปากแห้ง เหงื่อออก ปัสสาวะคั่งในกระเพาะปัสสาวะ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ความดันโลหิตต่ำ ตาพร่ามัว อาการง่วงซึม กินจุ น้ำหนักเพิ่ม ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นๆลงๆ นอกจากนี้ยังมีอาการของ Anticholinergic symptom ได้แก่ ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง ตาพร่ามัว นอนไม่

4 lines
116.

อาการของ Anticholinergic symptom ได้แก่ ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง ตาพร่ามัว นอนไม่หลับ สับสน มีไข้ สูญเสียความจำระยะสั้น ประสาทหลอน เดินเซDisorientation

4 lines
117.

ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด (Antidiabetic drugs) ได้แก่ กลุ่ม Sulfonylureas (เช่น Diabenese , Glibencarmide), Biguanide (เช่น Metformin) และ Insulin โดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานมักพบปัญหา Hypoglycemia มากกว่า Ketoacidosis อาการ Hypoglycemia และภาวะ SIADH ในผู้สูงอายุค่อนข้างประเมินได้ยาก มักพบอาการสับสน หรือหมดสติ ดังนั้นการให้ยาจะต้องให้ด้วยความระมัดระวังโดยดูจาก น้ำหนักตัว การรับประทานอาหาร และการมีกิจกรรมของผู้สูงอายุด้วย ยาที่เพิ่มฤทธิ์ของยาเบาหวานได้แก่ Isoniazid, Salicylat ส่วนยาที่ลดฤทธิ์ยาเบาหวาน ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ, ยาธัยรอยด์, Chlorpromazine, Phenytoin

4 lines
118.

ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensives drugs) ยาลดความดันโลหิตที่ใช้ในผู้สูงอายุมีหลายกลุ่ม ซึ่งจะทำให้เกิดอาการ orthostatic hypotension ดังนั้นจะต้องแนะนำผู้สูงอายุให้เปลี่ยนท่าช้าๆเพราะอา

4 lines
119.

ยาลดความดันโลหิตที่ใช้ในผู้สูงอายุมีหลายกลุ่ม ซึ่งจะทำให้เกิดอาการ orthostatic hypotension ดังนั้นจะต้องแนะนำผู้สูงอายุให้เปลี่ยนท่าช้าๆเพราะอาจเกิดการหกล้มได้

4 lines
120.

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ แพทย์ให้ยากลุ่ม NSAIDs เช่น Indocid, Diclofenac, Mydocalm และยา Steroid ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เป็นยาที่ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ คือ เป็นปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้ผู้สูงอายุมีภาวะสับสนได้ง่าย ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และการทำหน้าที่ของไตลดลง ส่วนกลุ่ม Steroid นอกจากทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารแล้ว ยังทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลงด้วย ดังนั้นการให้ยากลุ่มนี้ต้องให้หลังอาหารทันทีหรือรับประทานร่วมกับยาลดกรด

4 lines
121.

ยารักษาโรคจิต เช่น Haloperidol, Chlorpromazine ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำและทำให้ง่วง จึงต้องระมัดระวังอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ เช่น การหกล้ม อาการที่ไม่พึงประสงค์อย่างอื่นเช่น Cholinergic symptoms และExtrapyramidal

4 lines
122.

ยากลุ่มไหนที่ทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำและทำให้ง่วง?

a)

Chlorpromazine

b)

Benzodiazepine

c)

Digitalis preparations

d)

Hypokalemia

123.

Digitalis preparations เช่น Digoxin ใช้รักษาภาวะใด?

a)

หัวใจล้มเหลว

b)

ความดันโลหิตต่ำ

c)

อาการสั่น

d)

การเคลื่อนไหวผิดปกติ

124.

อาการใดที่เกิดจาก Digitalis toxicity?

a)

เบื่ออาหาร

b)

คลื่นไส้

c)

ปวดท้อง

d)

ทั้งหมดที่กล่าวมา

125.

ภาวะใดที่ทำให้เกิดพิษจาก Digitalis ได้ง่าย?

a)

Hypokalemia

b)

Hyperkalemia

c)

Dehydration

d)

Hypertension

126.

ยาขับปัสสาวะ(Diuretics) ใช้ในผู้สูงอายุเพื่อรักษาความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว โดยลดภาวะน้ำเกินในร่างกาย มีการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน เช่น Thiazide และ Loop diuretics จะยับยั้งการดูดกลับของโซเดียมและคลอไรด์ เพิ่มการขับโปแตสเซียมที่ Loop of Henle ส่วน Spironolactone เป็น Potassium- sparing diuretic โดยยับยั้งฤทธิ์ของ Aldosterone ทำให้ขับโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย แต่ไม่ขับโปแตสเซียม ดังนั้นผู้สูงอายุที่ได้รับยาขับปัสสาวะ จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความไม่สมดุลของน้ำและ Electrolyte เช่น ปากแห้ง กระหายน้ำ ซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ นอกจากนี้ยายังทำให้เกิดอาการข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า ท้องเสีย แพ้แสง Aplastic anemia, leukopenia, Thrombocytopenia, Vertigo, Depression

4 lines
127.

ยาถ่ายหรือยาระบาย (Laxatives) ในผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย เพราะอ

4 lines
128.

ยาถ่ายหรือยาระบาย (Laxatives) ในผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย เพราะอาการท้องผูกในผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเกิดจากการเคลื่อนไหวน้อย ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารที่มีกากน้อย ดังนั้นควรแก้ไขสาเหตุดังกล่าวก่อน ถ้าไม่เป็นผลจึงพิจารณาใช้ยาระบายซึ่งมีหลายชนิด เช่น Bulk formers, Stool softeners, Hyperosmolars, Stimulants และ Lubricants (mineral oil) ซึ่งการใช้ยาระบายในผู้สูงอายุยังทำให้การดูดซึมยาที่ให้ทางปากลดลงด้วย การใช้ mineral oil นานๆจะลดประสิทธิภาพของวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน เอ ดี อี เค

4 lines
129.

ยากลุ่ม Nitrates ได้แก่ Nitroglycerin ใช้รักษาอาการ Angina pectoris หรือโรคของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) ซึ่งมีผลทำให้หลอดเลือดขยายตัวลด Venous return และลด Cardiac output

4 lines
130.

ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ (Sedatives and Hypnotics) เป็นยาที่ใช้ในผู้สูงอายุที่มีปัญหานอนไม่หลับ มีความวิตกกังวล และใช้รักษาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้าวร้าว ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ประสาทหลอน ซึ่งอาการไม่พึงประสงค์คือ ผู้สูงอายุจะมีอาการ

4 lines
131.

ยาที่ใช้ในผู้สูงอายุที่มีปัญหานอนไม่หลับ มีความวิตกกังวล และใช้รักษาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้าวร้าว ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ประสาทหลอน มีอาการไม่พึงประสงค์อะไรบ้าง?

a)

ง่วงซึม

b)

เดินตัวแข็งทื่อ

c)

ความคิดความจำลดลง

d)

วิงเวียน

e)

ความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า

132.

ยาที่ใช้รักษาโรคของระบบทางเดินหายใจ เช่น ยารักษาวัณโรค ต้องรับประทานยาต่อเนื่องประมาณกี่เดือน?

a)

3-6 เดือน

b)

6-12 เดือน

c)

12-18 เดือน

d)

18-24 เดือน

133.

คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุในการบริหารยาเมื่อไปพบแพทย์คืออะไร?

4 lines
134.

ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังการใช้ยา ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบและควรมีการประเมินความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง

4 lines
135.

ถ้ามียาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง และหากผู้สูงอายุนั้นมีแพทย์ประจำที่รักษาโรคมากกว่าหนึ่งคน หรือเปลี่ยนแพทย์บ่อยๆ จะต้องแจ้งให้แพทย์แต่ละคนทราบ หรือนำยาที่ผู้สูงอายุกำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์แต่ละคนดูด้วย เพื่อป้องกันการให้ยาซ้ำซ้อนหรือยาที่อาจมีปฏิกิริยาขัดแย้งกันได้ และแพทย์จะได้พิจารณาจัดยาให้เหมาะสม

4 lines
136.

หากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการรับประทานยา เช่น การสำลักยา ควรมีการแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้งเพื่อแพทย์จะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น ให้ยาน้ำแทนยาเม็ด หรือยาที่บดให้กินได้

4 lines
137.

ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลควรมีการศึกษายาที่ใช้อยู่อย่างละเอียด หากมีข้อสงสัยควรมีการสอบถามแพทย์ เภสัชกร พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์

4 lines
138.

สอบถามแพทย์เกี่ยวกับระยะเวลาในการใช้ยาอย่างชัดเจน เช่น จะหยุดยานี้ได้เมื่อใด สามารถหยุดยาเองได้หรือไม่เมื่ออาการเจ็บป่วยหาย

4 lines
139.

สอบถามแพทย์เกี่ยวกับระยะเวลาในการใช้ยาอย่างชัดเจน เช่น จะหยุดยานี้ได้เมื่อใด สามารถหยุดยาเองได้หรือไม่เมื่ออาการเจ็บป่วยหายไป

4 lines
140.

สอบถามข้อจำกัดในการทำกิจกรรมเมื่อมีการรับประทานยา เช่น ยามีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอน ควรงดการขับรถหรือทำกิจกรรมกับเครื่องจักรกล เป็นต้น

4 lines
141.

สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา

4 lines
142.

ควรมีการอ่านฉลากยาอย่างน้อย 2 ครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำทุกขั้นตอน ก่อนการใช้ยาทุกครั้ง

4 lines
143.

ใช้ยาตามที่แพทย์และเภสัชกรกำหนดและให้คำแนะนำอย่างเคร่งครัด ในผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการหลงลืม ควรใช้สิ่งช่วยจดจำ เช่น บันทึกในปฏิทิน หรือใส่กล่องยาชนิดที่กินช่องละ 1 ครั้ง การใช้สัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ติดที่ซองยาหรือกระปุกยาเพื่อให้เห็นเด่นชัด หรือให้มีผู้ควบคุมดูแลคอยเตือนหรือจัดการให้

4 lines
144.

ผู้ดูแลควรมีการติดตามและตรวจดูวันหมดอายุของยาที่ผู้สูงอายุมีการเก็บไว้เป็นเวลานาน หากมีการเปลี่ยนสี กลิ่น หรือรูปร่างควรทำการทิ้งและอธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจ

4 lines
145.

ควรมีการเก็บยาไว้อย่างมิดชิด ยาเก็บยาหลายชนิดไว้ในกระปุกเดียวกันเนื่องจากอา

4 lines
146.

ยุของยาที่ผู้สูงอายุมีการเก็บไว้เป็นเวลานาน หากมีการเปลี่ยนสี กลิ่น หรือรูปร่างควรทำการทิ้งและอธิบายให้ผู้สูงอายุเข้าใจ

4 lines
147.

ควรมีการเก็บยาไว้อย่างมิดชิด ยาเก็บยาหลายชนิดไว้ในกระปุกเดียวกันเนื่องจากอาจทำให้ผู้สูงอายุมีการสับสนได้ ซึ่งยาบางชนิดมีสีทีเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน

4 lines
148.

การปฏิบัติตามแผนการรักษาโดยเฉพาะการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องยังถือเป็นปัญหาในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ

4 lines
149.

ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุดังกล่าวก็คือการรับประทานยาไม่ต่อเนื่องและการขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy)

4 lines
150.

ทีมสุขภาพจึงจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการเพื่อส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองผู้สูงอายุและผู้ดูแลหลักให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

4 lines
151.

การส่งเสริมการใช้ยาอย่างปลอดภัยในผู้สูงอายุคืออะไร?

a)

การใช้ยาอย่างถูกต้อง

b)

การใช้ยาโดยไม่มีการควบคุม

c)

การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม

d)

การใช้ยาเกินขนาด

152.

กลุ่มอาการผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง?

a)

อาการปวด

b)

อาการซึมเศร้า

c)

อาการหลงลืม

d)

อาการเบื่ออาหาร

153.

ปัญหาการใช้ยาของผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคเรื้อรังคืออะไร?

4 lines
154.

แนวทางการป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในผู้สูงอายุคืออะไร?

4 lines