wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

MLO-Resear-FN68

Total questions: 90

Worksheet time: 2hrs 30mins

Name
Class
Date
1.

"การวิจัย" ตามคำจำกัดความของ OXFORD Advanced Learner’s Dictionary มีความหมายว่าอย่างไร?

a)

การศึกษาและสืบค้นข้อมูลอย่างระมัดระวังอย่างละเอียดถี่ถ้วน

b)

การรวบรวมข้อมูลอย่างไม่เป็นระบบ

c)

การคาดคะเนปรากฏการณ์โดยไม่มีหลักฐาน

d)

การสรุปผลตามความรู้สึกส่วนตัว

2.

ข้อใดอธิบาย "วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)" ได้ถูกต้องที่สุด ?

a)

เป็นวิธีการที่เน้นการคาดคะเนอนาคตเป็นหลัก

b)

เป็นวิธีการที่ยืดหยุ่นไม่มีขั้นตอนตายตัว

c)

เป็นวิธีการแสวงหาความรู้อย่างมีระเบียบแบบแผน มีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นระบบ และมีการทดสอบข้อเท็จจริง

d)

เป็นวิธีการที่จอห์น ดิวอี้ ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา

3.

"การกำหนดสมมุติฐาน" ในกระบวนการวิจัยหมายถึงอะไร?

a)

การคาดคะเนผลลัพธ์โดยไม่ผ่านการทดสอบ

b)

การนำเสนอข้อคาดคะเนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวแปรหรือปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น

c)

การสรุปผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล

d)

การรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย

4.

หลักการ "ความเป็นระบบ (Systematic)" ในการวิจัยหมายถึงอะไร?

a)

การรวบรวมข้อมูลที่ไม่มีระบบ

b)

การศึกษาแบบไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจน

c)

การศึกษาที่เน้นการรวบรวมข้อเท็จจริงบางอย่างเท่านั้น

d)

การศึกษาอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับของเหตุและผล

5.

การวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้บรรยายคุณลักษณะหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามสภาพการณ์ธรรมชาติในปัจจุบัน เรียกว่าการวิจัยประเภทใด?

a)

Descriptive Research

b)

Historical Research

c)

Basic Research

d)

Applied Research

6.

การวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Basic Research or Pure Research) มีวัตถุประสงค์หลักอย่างไร

a)

เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

b)

เพื่อแสวงหาความรู้ความจริงเชิงทฤษฎี

c)

เพื่อนำผลไปใช้ในการตัดสินใจ

d)

เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

7.

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในการอธิบายพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกว่าอะไร?

a)

วิธีการอุปมาน (Deductive Method)

b)

วิธีการอนุมาน (Inductive Method)

c)

วิธีการเชิงปริมาณ (Quantitative Method)

d)

วิธีการเชิงคุณภาพ (Qualitative Method)

8.

ข้อใดคือธรรมชาติของการวิจัยที่กล่าวถึงความคงเส้นคงวาในการดำเนินงานวิจัย และการที่การวิจัยสามารถดำเนินการซ้ำได้ผลที่คล้ายคลึงกัน?

a)

ความเที่ยงตรง (Validity)

b)

ความเชื่อมั่น (Reliability)

c)

ความเป็นระบบ (Systematic)

d)

การแก้ปัญหา (Problem Solving)

9.

ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research)" และ "การวิจัยการนำไปใช้ (Applied Research)"?

a)

เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการสร้างกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีใหม่ ๆ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ในปัจจุบัน

b)

เป็นการวิจัยที่เน้นการนำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะเรื่อง

c)

เป็นการวิจัยทางการแพทย์เพื่อค้นพบยารักษาโรคใหม่ๆ

d)

เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการประเมินโครงการการฝึกอบรม

10.

จากแนวคิด "ธรรมชาติของการวิจัย" ข้อใดบ่งชี้ถึงลักษณะที่สำคัญของการวิจัยที่มีคุณภาพ?

a)

มีความเที่ยงตรงภายในสูงแต่ความเที่ยงตรงภายนอกต่ำ

b)

ผลการวิจัยเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวของผู้วิจัย

c)

มีการดำเนินการวิจัยที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ทุกขั้นตอน

d)

ใช้ข้อมูลเดิมในการตอบคำถามใหม่ได้เสมอโดยไม่ต้องสังเคราะห์

11.

ข้อใดเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง "การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)" และ "การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)" ได้ถูกต้อง?

a)

Quantitative Research มุ่งเน้นการสรุปผลเชิงลึกและซับซ้อน ส่วน Qualitative Research เน้นผลเป็นตัวเลขทางสถิติ

b)

Quantitative Research เหมาะกับการวิจัยที่กำหนดตัวแปรหลายตัว ในขณะที่ Qualitative Research เหมาะกับการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตามสภาพแวดล้อม

c)

Quantitative Research ต้องการการเก็บข้อมูลใหม่เสมอ ส่วน Qualitative Research สามารถใช้ข้อมูลเดิมได้โดยไม่มีข้อจำกัด

d)

Qualitative Research มีความน่าเชื่อถือมากกว่า Quantitative Research เนื่องจากเน้นมุมมองส่วนบุคคล

12.

หากผู้วิจัยต้องการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบการจัดการโลจิสติกส์แบบดั้งเดิมกับระบบดิจิทัล โดยการควบคุมตัวแปรที่อาจส่งผลต่อผลการศึกษา การวิจัยนี้ควรเป็นประเภทใด

a)

การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์

b)

การวิจัยเชิงบรรยาย

c)

การวิจัยเชิงทดลอง

d)

การวิจัยเชิงสำรวจ

13.

ในการพัฒนาทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ผู้วิจัยควรใช้ระเบียบวิธีการวิจัยใดเป็นหลัก และเริ่มต้นจากขั้นตอนใด

a)

วิธีการอุปมาน โดยเริ่มจากการทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่

b)

วิธีการอนุมาน โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลเฉพาะเจาะจง

c)

วิธีการผสมผสาน โดยเริ่มจากการสำรวจความคิดเห็น

d)

วิธีการเชิงคุณภาพ โดยเริ่มจากการทบทวนวรรณกรรม

14.

บริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งต้องการประเมินผลการดำเนินงานของโครงการปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้า ที่ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ปี โดยต้องการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ข้อบกพร่อง และแนวทางปรับปรุง ผู้วิจัยควรออกแบบการวิจัยอย่างไร

a)

ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม

b)

ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง

c)

ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน รวบรวมข้อมูลหลากหลายแหล่ง

d)

ใช้การวิจัยเชิงทดลอง เปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุง

15.

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยจะต้องนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการสร้างส่วนใดของการวิจัยเป็นหลัก

a)

วิธีการดำเนินการวิจัย

b)

กรอบแนวคิดการวิจัยและสมมุติฐาน

c)

การวิเคราะห์ข้อมูล

d)

การเขียนรายงานการวิจัย

16.

การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นขั้นตอนใดในการวิจัย?

a)

ขั้นตอนสุดท้ายของการวิเคราะห์ข้อมูล

b)

ขั้นตอนก่อน-หลังจากผู้วิจัยได้กำหนดปัญหาของการวิจัยอย่างชัดเจนแล้ว

c)

ขั้นตอนแรกสุดของการเริ่มต้นวิจัย

d)

ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้น

17.

การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อให้ทราบสภาพปัญหาทางสังคมโดยทั่วไปในประเด็นที่สนใจ

b)

เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดปัญหาการวิจัย

c)

เพื่อให้พัฒนากรอบความคิดในการวิจัยและสมมุติฐานการวิจัย

d)

ถูกทุกข้อ

18.

ในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการศึกษาเอกสารที่ได้รับการคัดเลือกอย่างละเอียด ควรใช้หลักการใดในการวิเคราะห์เนื้อหาสาระ?

a)

หลักการ "ถูกต้อง รวดเร็ว ประหยัด"

b)

หลักการ "ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน ทำไม และผลลัพธ์เป็นอย่างไร"

c)

หลักการ "น้อยแต่มาก"

d)

หลักการ "ก่อน-หลัง"

19.

หากผู้วิจัยต้องการให้รายงานการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยมีความเที่ยงตรงและครบถ้วนในองค์ความรู้ ควรพิจารณาจากหลักการประเมินคุณภาพเอกสารข้อใด?

a)

ความสอดคล้องของเนื้อหาสาระในรายงานกับจุดมุ่งหมาย

b)

ความสมบูรณ์และความถูกต้องของเนื้อหาสาระในรายงานสังเคราะห์

c)

ความเหมาะสมของวิธีการนำเสนอรายงาน

d)

การใช้ประโยชน์จากรายงานสังเคราะห์

20.

เกณฑ์ในการพิจารณาคุณค่าของเอกสาร ข้อใดถูกต้อง

a)

ให้ความรู้ที่ถูกต้องเชื่อถือได้ไม่ผิดพลาดบกพร่อง

b)

ให้ความรู้ใหม่ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์

c)

มีเนื้อหาสาระที่สอดคล้องกับประเด็นการวิจัยที่ต้องการ

d)

ถูกต้องทุกข้อ

21.

กรอบแนวคิดในการวิจัย หมายถึงอะไร

a)

การวาดแผนภาพแสดงตัวแปรต่างๆ ในการวิจัย

b)

การสรุปทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

c)

ขอบเขตของเนื้อหาสาระ/แนวความคิดของผู้วิจัย ที่ประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

d)

การแสดงลำดับขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

22.

ประโยชน์ของกรอบแนวคิดการวิจัยที่ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเลือกสถิติที่เหมาะสมกับการวิจัย คือข้อใด?

a)

ทราบว่าตัวแปรที่มุ่งศึกษามีกี่ตัวแปร

b)

กำหนดแบบการวิจัยที่เหมาะสม

c)

พิจารณาภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

d)

เป็นแนวทางในการวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูล

23.

หากผู้วิจัยต้องการสร้างกรอบแนวคิดที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการศึกษาและก่อให้เกิดความสำเร็จ ควรปฏิบัติตามหลักการสร้างกรอบแนวคิดข้อใด?

a)

ความตรงต่อประเด็นของการวิจัย

b)

ความง่ายและไม่ซับซ้อน

c)

ความสอดคล้องกับความสนใจ

d)

ความมีประโยชน์

24.

แหล่งข้อมูลสำหรับกรอบแนวคิดในการวิจัยที่ได้จากประสบการณ์การเรียนรู้หรือการทำงานของผู้วิจัยแล้วนำมาสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดที่ต้องการศึกษาคือข้อใด?

a)

ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

b)

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

c)

แนวคิดของผู้วิจัย

d)

หนังสือและตำรา

25.

จากความสำคัญของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ข้อใดแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการทบทวนวรรณกรรมในการช่วยให้ผู้วิจัยหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนและกำหนดหัวข้อวิจัยใหม่ได้?

a)

ให้ผู้วิจัยได้รับความรู้ที่ชัดเจนยิ่งเกี่ยวกับนิยาม สมมุติฐาน ขอบเขตของการวิจัย

b)

ทำให้ผู้วิจัยค้นพบกระบวนการเรียนรู้ วิธีการแก้ปัญหาในสภาพต่าง ๆ

c)

ให้ผู้วิจัยได้ทราบความก้าวหน้าของผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยของตน ที่จะช่วยให้ ผู้วิจัยมองเห็นการวิจัยของตนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัยอื่น ๆ อย่างไร

d)

ให้ผู้วิจัยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการวิจัย เครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

26.

จากหลักการในการสร้างกรอบแนวคิด "ความง่ายและไม่ซับซ้อน" มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไร?

a)

เพื่อให้ผู้วิจัยไม่ต้องใช้ทฤษฎีในการอธิบายปรากฏการณ์

b)

เพื่อให้สามารถศึกษาและทำความเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ โดยพิจารณาจากจำนวนตัวแปรและรูปแบบความสัมพันธ์

c)

เพื่อลดระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล

d)

เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้กับงานวิจัยทุกประเภทได้

27.

เหตุใดการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องจึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการสร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย?

a)

ช่วยให้ผู้วิจัยไม่ต้องรวบรวมผลงานวิจัยที่ผ่านมา

b)

ทำให้ได้ความชัดเจนและความถูกต้องของตัวแปรและความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลที่มีพื้นฐานจากทฤษฎี

c)

ช่วยลดความจำเป็นในการสังเคราะห์แนวคิดของผู้วิจัยเอง

d)

ทำให้กรอบแนวคิดมีความซับซ้อนและครอบคลุมทุกมิติ

28.

หากผู้วิจัยต้องการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการโลจิสติกส์ ผู้วิจัยควรเริ่มต้นการทบทวนวรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลใดเป็นลำดับแรก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน

a)

หนังสือตำราเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง

b)

วารสารวิชาการและงานวิจัยล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

c)

สารานุกรมและพจนานุกรม

d)

หนังสือพิมพ์และข่าวสารทั่วไป

29.

ในการพัฒนากรอบแนวคิดสำหรับการวิจัยเรื่อง "ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทาน" ผู้วิจัยควรนำแหล่งข้อมูลใดมาใช้ในการสร้างกรอบแนวคิดอย่างเหมาะสม

a)

ใช้เฉพาะทฤษฎีเทคโนโลยีสารสนเทศเท่านั้น

b)

รวมทฤษฎีการจัดการโซ่อุปทาน ทฤษฎีเทคโนโลยี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

c)

อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยเป็นหลัก

d)

คัดลอกกรอบแนวคิดจากงานวิจัยเรื่องเดียวกันที่ทำไว้แล้ว

30.

ในการประเมินคุณภาพของการทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยควรพิจารณาปัจจัยใดบ้าง เพื่อให้การศึกษามีความน่าเชื่อถือและครอบคลุม

a)

จำนวนเอกสารที่อ้างอิง

b)

ความทันสมัยของเอกสารอ้างอิง

c)

ความสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้วิจัย

d)

ความสมบูรณ์และถูกต้องของเนื้อหา ความเหมาะสมของวิธีการนำเสนอ และการใช้ประโยชน์จากรายงาน

31.

ข้อใดคือความสำคัญของตัวแปรที่ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง?

a)

ใช้เชื่อมโยงระหว่างตัวแปรที่วัดได้กับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

b)

ใช้เชื่อมโยงระหว่างลักษณะความสัมพันธ์ของตัวแปรกับสมมุติฐานการวิจัย

c)

เชื่อมโยงกับสถิติในการวิเคราะห์ โดยระบุระดับการวัดและจำนวนตัวแปร

d)

เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการกำหนดปัญหาการวิจัย

32.

ตัวแปรประเภทใดที่ผู้วิจัยต้องการจะศึกษาและกำหนดขึ้นตามหลักการของเหตุผล โดยคาดคะเนว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลการวิจัย?

a)

ตัวแปรตาม (Dependent Variables)

b)

ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variables)

c)

ตัวแปรอิสระ/ตัวแปรต้น (Independent Variables)

d)

ตัวแปรสอดแทรก (Intervention Variables)

33.

ตัวแปรที่ผู้วิจัยไม่ต้องการศึกษา แต่จะเกิดขึ้นในระหว่างการวิจัยและส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อน และที่สำคัญคือ "ไม่สามารถกำจัดออก/ควบคุมได้" คือตัวแปรประเภทใด?

a)

ตัวแปรอิสระ (Independent Variables)

b)

ตัวแปรตาม (Dependent Variables)

c)

ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variables)

d)

ตัวแปรสอดแทรก (Intervention Variables)

34.

ข้อใดคือลักษณะสำคัญของ "ตัวแปรเชิงปริมาณ (Quantitative Variables)" ตามการจำแนกตามลักษณะของข้อมูล?

a)

แสดงค่าของข้อมูลเป็นคุณลักษณะหรือประเภท

b)

ไม่สามารถนำมาดำเนินการทางคณิตศาสตร์ได้

c)

แสดงค่าของข้อมูลแต่ละหน่วยเป็นจำนวน/ตัวเลข ที่สามารถดำเนินการทางคณิตศาสตร์ได้

d)

เป็นตัวแปรที่ใช้บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น

35.

หากงานวิจัยมีเพียงตัวแปรเดียวและต้องการศึกษาแค่สภาพที่เป็นอยู่หรือปริมาณ ผู้วิจัย "ไม่จำเป็นต้องกำหนดสมมุติฐาน" เพราะเหตุใด?

a)

สมมุติฐานจะทำให้เกิดความลำเอียงในการวิเคราะห์ข้อมูล

b)

ไม่มีประโยชน์ในการนำไปทดสอบความสัมพันธ์

c)

เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องมีสมมุติฐาน

d)

สมมุติฐานจำกัดขอบเขตของงานวิจัย

36.

หากผู้วิจัยต้องการกำหนดความหมายของตัวแปรสำหรับประเด็นใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครศึกษามาก่อน และไม่สามารถใช้แนวคิด ทฤษฎีใดๆ อธิบายได้ ควรใช้วิธีการกำหนดตัวแปรแบบใด?

a)

ใช้แนวคิด หลักการ ทฤษฎี หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

b)

ใช้ข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น

c)

ใช้การคาดคะเนตามความรู้สึกส่วนตัว

d)

ใช้ผลการวิจัยในอดีตที่คล้ายคลึงกัน

37.

แผนภาพที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด ทฤษฎี ตัวแปรที่ศึกษา และการนิยามตัวแปร โดยเริ่มจาก "ลักษณะนามธรรม" สู่ "ลักษณะรูปธรรม" สะท้อนถึงความสำคัญของตัวแปรในด้านใด?

a)

การเชื่อมโยงกับสถิติในการวิเคราะห์

b)

การเชื่อมโยงกับการกำหนดตัวแปรที่สามารถวัดและสังเกตได้

c)

การเชื่อมโยงกับสมมุติฐานการวิจัย

d)

การระบุประเภทของตัวแปร

38.

ข้อใดคือเหตุผลสำคัญที่การวิจัยเชิงคุณภาพ "ไม่ต้องการ" ให้มีสมมุติฐานมาเป็นกรอบ?

a)

สมมุติฐานทำให้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไม่ละเอียด

b)

สมมุติฐานจะจำกัดแนวทางในการเก็บข้อมูลหรือเบี่ยงเบนความสนใจในประเด็นอื่น ๆ

c)

การวิจัยเชิงคุณภาพเน้นการทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรอยู่แล้ว

d)

การวิจัยเชิงคุณภาพไม่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์

39.

จากหลักการที่ว่า "ตัวแปรอิสระเป็นตัวทำนาย และตัวแปรตามเป็นตัวที่ถูกทำนาย" ข้อใดแสดงถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของตัวแปรเหล่านี้ในการวิจัย?

a)

ตัวแปรอิสระเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรตาม

b)

ตัวแปรตามเป็นตัวที่ส่งผลให้เกิดตัวแปรอิสระ

c)

ตัวแปรอิสระใช้เพื่อคาดการณ์หรืออธิบายค่าของตัวแปรตาม

d)

ตัวแปรทั้งสองมีบทบาทเท่าเทียมกันในการพยากรณ์

40.

หากผู้วิจัยต้องการศึกษาผลของวิธีการสอนแบบใหม่ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตัวแปร "วิธีการสอนแบบใหม่" จัดเป็นตัวแปรประเภทใด?

a)

ตัวแปรตาม

b)

ตัวแปรอิสระ/ตัวแปรจัดกระทำ

c)

ตัวแปรแทรกซ้อน

d)

ตัวแปรสอดแทรก

41.

"การที่ตัวแปรสามารถเชื่อมโยงระหว่างลักษณะความสัมพันธ์ของตัวแปรกับสมมุติฐานการวิจัย" มีความสำคัญอย่างไรต่อกระบวนการวิจัยโดยรวม?

a)

ทำให้ผู้วิจัยไม่ต้องคาดคะเนคำตอบของปัญหาการวิจัย

b)

ช่วยในการทดสอบว่าสมมุติฐานนั้นเป็นจริงหรือไม่ หลังจากวิเคราะห์ข้อมูล

c)

ลดความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์

d)

ทำให้ตัวแปรอิสระและตัวแปรตามมีความซับซ้อนมากขึ้น

42.

ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variables) และตัวแปรสอดแทรก (Intervention Variables) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่สุดในประเด็นใด?

a)

ตัวแปรแทรกซ้อนเป็นสาเหตุ ส่วนตัวแปรสอดแทรกเป็นผล

b)

ตัวแปรแทรกซ้อนสามารถกำจัดหรือควบคุมได้ ส่วนตัวแปรสอดแทรกไม่สามารถทำได้

c)

ตัวแปรแทรกซ้อนเกิดขึ้นก่อนการวิจัย ส่วนตัวแปรสอดแทรกเกิดขึ้นระหว่างการวิจัย

d)

ตัวแปรแทรกซ้อนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยกว่าตัวแปรสอดแทรก

43.

หากผู้วิจัยตัดสินใจที่จะไม่กำหนดสมมุติฐานการวิจัยในงานวิจัยเชิงปริมาณที่มีตัวแปรเดียว ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร?

a)

ทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลไม่เพียงพอ

b)

ก่อให้เกิดความมีอคติในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

c)

ทำให้งานวิจัยไม่เป็นที่ยอมรับทางวิชาการ

d)

ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติได้

44.

การที่งานวิจัยใดๆ จะต้องมีการทราบ "จำนวนและลักษณะของความสัมพันธ์ของตัวแปร" มีผลดีต่อผู้วิจัยอย่างไรในขั้นตอนต่อไปของการวิจัย?

a)

ทำให้สามารถลดจำนวนตัวแปรที่ต้องศึกษาได้

b)

ช่วยให้ผู้วิจัยเลือกวิธีการวัดและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

c)

ทำให้ไม่จำเป็นต้องทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

d)

เป็นการยืนยันว่าสมมุติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ถูกต้องแล้ว

45.

จากคำอธิบายความสำคัญของสมมุติฐานที่ว่า "สมมุติฐานเป็น เครื่องมือที่ใช้เพื่อให้บรรลุความรู้ที่ถูกต้องโดยการหาเหตุผลที่อาจเป็นไปได้ โดยที่ผู้วิจัยอาจจะมีความสงสัยในเหตุผลที่เป็นไปได้ว่า เป็นประเด็นใดที่จะต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ใช้ ทดสอบเพื่ออธิบาย" ข้อความนี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่สุดของสมมุติฐานในการวิจัยอย่างไร?

a)

เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องทดสอบ

b)

เป็นการนำทางในการแสวงหาหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อพิสูจน์หรือหักล้าง

c)

เป็นการสร้างความสงสัยให้กับผู้วิจัย

d)

เป็นการสรุปผลการวิจัยเบื้องต้น

46.

การเลือกตัวอย่างแบบใดที่ผู้วิจัยคัดเลือกหน่วยตัวอย่างโดยใช้ดุลยพินิจของตนเอง หรือผู้เชี่ยวชาญ และอาจเกิดอคติขึ้นได้?

a)

การเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)

b)

การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง/มีจุดมุ่งหมาย (Purposive Sampling)

c)

การเลือกตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling)

d)

การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)

47.

ข้อใดคือเหตุผลสำคัญที่สุดในการใช้กลุ่มตัวอย่างแทนการเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด?

a)

ทำให้งานวิจัยซับซ้อนน้อยลง

b)

ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา และแรงงานในการดำเนินงาน

c)

ทำให้ได้ผลการวิจัยที่มีความเที่ยงตรงภายในสูงขึ้น

d)

เป็นวิธีเดียวที่สามารถทำได้เมื่อประชากรเป็นประชากรอนันต์

48.

ประชากรประเภทใดที่ "ไม่สามารถนับจำนวนได้" ?

a)

ประชากรจำกัด (Finite Population)

b)

ประชากรอนันต์ (Infinite Population)

c)

ประชากรแบบกลุ่ม (Cluster Population)

d)

ประชากรแบบชั้นภูมิ (Stratified Population)

49.

วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใดที่เหมาะสำหรับประชากรที่เป็นเอกพันธ์ (homogeneous) และผู้วิจัยมีรายชื่อของประชากรทั้งหมด?

a)

การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic Random Sampling)

b)

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling)

c)

การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)

d)

การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม/พื้นที่ (Cluster Sampling/Area Sampling)

50.

หากผู้วิจัยต้องการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ ± 0.05 และระดับความเชื่อมั่นที่ 0.95 ควรใช้ตารางสำเร็จรูปของใคร?

a)

ตารางของ Taro Yamane (1973)

b)

ตารางของ Krejcie & Morgan (1970)

c)

สูตรของ Cochran (1977)

d)

ตารางของ Isaac & Michael (1981)

51.

ข้อใดคือลักษณะสำคัญของ "กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดี (Representation)"?

a)

มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้

b)

มีคุณลักษณะครบถ้วน/คล้ายคลึง/สอดคล้องกับลักษณะของประชากรที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างที่ไม่มีอคติ และมีจำนวนมากเพียงพอ

c)

เลือกแบบบังเอิญเพื่อหลีกเลี่ยงอคติ

d)

สามารถอ้างอิงสู่ประชากรได้โดยไม่ต้องทดสอบทางสถิติ

52.

การสุ่มตัวอย่างแบบใดที่แบ่งประชากรออกเป็นชั้นๆ หรือกลุ่มย่อยๆ ตามคุณลักษณะที่ผู้วิจัยสนใจ แล้วทำการสุ่มตัวอย่างจากแต่ละชั้นภูมิ?

a)

การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)

b)

การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic Random Sampling)

c)

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling)

d)

การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม/พื้นที่ (Cluster Sampling/Area Sampling)

53.

หากผู้วิจัยต้องการศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา และกำหนดว่าต้องสัมภาษณ์นักศึกษาชาย 50 คน และนักศึกษาหญิง 50 คน หลังจากนั้น ผู้วิจัยจะเลือกนักศึกษาแต่ละเพศโดยวิธีใด?

a)

เลือกแบบสุ่มจากรายชื่อทั้งหมดของนักศึกษา

b)

เลือกแบบเจาะจงจากนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม

c)

เลือกแบบบังเอิญหรือเจาะจงในแต่ละกลุ่ม

d)

เลือกตามลำดับที่พบในแต่ละคณะ

54.

การสุ่มตัวอย่างแบบใดที่เหมาะสำหรับประชากรที่มีการจัดเรียงไว้อย่างสุ่มแล้ว และผู้วิจัยมีรายชื่อทั้งหมด โดยเลือกหน่วยแรกแบบสุ่มแล้วเลือกหน่วยถัดไปตามช่วงห่างที่กำหนด?

a)

การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย

b)

การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ

c)

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ

d)

การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม

55.

หากผู้วิจัยต้องการประมาณค่าเฉลี่ยของประชากรอนันต์ ควรใช้สูตรคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างใด?

a)

ก. n = N / (1 + Ne²)

b)

ข. n = (Z²S²) / e²

c)

ค. n = (NZ²S²) / (Ne² + Z²S²) ง.

d)

n = (Z²PQ) / e²

56.

เหตุใดการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่มากเพียงพอจึงช่วยลดข้อผิดพลาดในการวิจัยได้?

a)

ทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้เวลาน้อยลง

b)

ทำให้ค่าสถิติที่ได้มีค่าใกล้เคียงกับพารามิเตอร์ของประชากรมากขึ้น

c)

ช่วยให้สามารถใช้การเลือกตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็นได้

d)

ทำให้งานวิจัยไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบสมมุติฐาน

57.

การเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) มีข้อจำกัดสำคัญอย่างไรเมื่อเทียบกับการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น?

a)

ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลามากกว่า

b)

ไม่สามารถนำผลไปอ้างอิงสู่ประชากรทั้งหมดได้อย่างน่าเชื่อถือ

c)

ต้องมีรายชื่อประชากรทั้งหมดก่อนจึงจะเลือกได้

d)

เหมาะสำหรับประชากรที่หายากหรือเข้าถึงยาก

58.

หากผู้วิจัยต้องการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสื่อออนไลน์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างหลากหลายในด้านคุณลักษณะ และต้องการให้ทุกกลุ่มย่อยมีโอกาสถูกเลือกอย่างเท่าเทียมกัน ควรเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด?

a)

การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย

b)

การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ

c)

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ

d)

การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม

59.

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของการใช้การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดย "ใช้ร้อยละของประชากร" เมื่อเทียบกับการใช้ตารางสำเร็จรูปหรือสูตรคำนวณคืออะไร?

a)

ทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเกินไป

b)

ไม่สามารถนำไปใช้กับการวิจัยเชิงปริมาณได้

c)

ไม่ได้คิดจากหลักการทางสถิติ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่มีความน่าเชื่อถือทางสถิติ

d)

ใช้ได้เฉพาะกับประชากรจำกัดเท่านั้น

60.

เหตุใดการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม/พื้นที่ (Cluster Sampling) จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อผู้วิจัยไม่มีรายชื่อประชากรทั้งหมดแต่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างมีความหลากหลายคล้ายประชากรทั้งหมด?

a)

ทุกหน่วยมีโอกาสถูกเลือกเท่ากัน

b)

การเลือกเป็นกลุ่มทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นและลดต้นทุนการดำเนินการ

c)

สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ดีกว่า

d)

เหมาะสำหรับประชากรที่มีลักษณะเป็นเอกพันธ์

61.

ข้อมูลประเภทใดที่ผู้วิจัยเก็บรวบรวมด้วยตนเองโดยตรงจากแหล่งข้อมูล?

a)

ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)

b)

ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)

c)

ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data)

d)

ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data)

62.

ข้อใดคือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือวิจัยที่ดีตามหลักความเที่ยงตรง (Validity)?

a)

ใช้งานง่าย ประหยัดเวลา

b)

วัดซ้ำๆ แล้วได้ผลเหมือนเดิม

c)

สามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้จริง

d)

ไม่ขึ้นอยู่กับอคติส่วนตัวของผู้วิจัย

63.

ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการใช้ "ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)" ในการวิจัย?

a)

ประหยัดเวลาในการเก็บรวบรวม

b)

ประหยัดค่าใช้จ่าย

c)

มักจะเป็นข้อมูลที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้วิจัยเสมอ

d)

สามารถหาได้ง่ายจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่แล้ว

64.

หากผู้วิจัยต้องการทราบความคิดเห็น เจตคติ หรือความพึงพอใจของผู้ตอบจำนวนมาก ควรเลือกใช้เครื่องมือใดในการเก็บรวบรวมข้อมูล?

a)

แบบทดสอบ (Test)

b)

แบบสอบถาม (Questionnaire)

c)

แบบสัมภาษณ์ (Interview Form)

d)

แบบสังเกต (Observation)

65.

ขั้นตอนใดที่ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนนำไปทดลองใช้จริง?

a)

ร่างเครื่องมือ

b)

วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ

c)

ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ (Content validity)

d)

ปรับปรุงแก้ไข

66.

การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบใดที่ต้องอาศัยทักษะการสื่อสารของผู้สัมภาษณ์เป็นอย่างมาก และมักให้ข้อมูลเชิงลึก?

a)

แบบสอบถาม (Questionnaire)

b)

แบบสังเกต (Observation)

c)

แบบสัมภาษณ์ (Interview Form)

d)

แบบทดสอบ (Test)

67.

การสังเกตแบบใดที่ผู้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ทำการศึกษา?

a)

การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation)

b)

การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)

c)

การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (Structured Observation)

d)

การสังเกตแบบไม่แจ้งผู้ถูกสังเกต (Unobtrusive Observation)

68.

ข้อใดคือลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ดี?

a)

ต้องใช้เวลานานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

b)

ข้อมูลที่ได้ต้องเป็นข้อมูลเชิงปริมาณเท่านั้น

c)

มีการวางแผนและขั้นตอนที่ชัดเจน

d)

เน้นการใช้ข้อมูลทุติยภูมิเป็นหลัก

69.

ในการสร้างแบบสอบถาม หากต้องการให้ผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ควรใช้คำถามประเภทใด?

a)

คำถามแบบปลายปิด (Closed-ended)

b)

คำถามแบบจัดประเภท (Classification)

c)

คำถามแบบปลายเปิด (Open-ended)

d)

คำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)

70.

การวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่มาก และต้องการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานจากทุกคน ควรพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทใดเป็นหลัก?

a)

แบบสัมภาษณ์

b)

แบบสังเกต

c)

แบบสอบถาม

d)

แบบทดสอบอัตนัย

71.

ข้อใดคือวัตถุประสงค์หลักของการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย?

a)

เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะ

b)

เพื่อตอบปัญหาการวิจัยและทดสอบสมมุติฐาน

c)

เพื่อให้ได้ข้อมูลทุติยภูมิเป็นจำนวนมาก

d)

เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินการวิจัย

72.

หากผู้วิจัยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา แต่ต้องการข้อมูลจำนวนมากเพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้ม ควรพิจารณาใช้ข้อมูลประเภทใดเป็นอันดับแรก?

a)

ข้อมูลปฐมภูมิ

b)

ข้อมูลทุติยภูมิ

c)

ข้อมูลเชิงคุณภาพ

d)

ข้อมูลจากการทดลอง

73.

การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (Structured Observation) แตกต่างจากการสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Observation) อย่างไรในแง่ของผลลัพธ์ที่คาดหวัง?

a)

แบบมีโครงสร้างมุ่งเน้นข้อมูลเชิงลึกเฉพาะบุคคล ส่วนแบบไม่มีโครงสร้างเน้นภาพรวม

b)

แบบมีโครงสร้างให้ข้อมูลเชิงปริมาณที่เปรียบเทียบได้ง่ายกว่า ส่วนแบบไม่มีโครงสร้างให้ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ละเอียดกว่า

c)

แบบมีโครงสร้างเหมาะกับการศึกษาพฤติกรรมที่ไม่คาดคิด ส่วนแบบไม่มีโครงสร้างเหมาะกับการศึกษาพฤติกรรมซ้ำๆ

d)

แบบมีโครงสร้างมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ส่วนแบบไม่มีโครงสร้างมีความแม่นยำสูงกว่า

74.

เหตุใดการ "ทดลองใช้ (Try Out)" เครื่องมือวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มจริงจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการสร้างเครื่องมือที่มีคุณภาพ?

a)

เพื่อฝึกฝนผู้วิจัยให้มีความชำนาญในการเก็บข้อมูล

b)

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลจริง

c)

เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของภาษา ความชัดเจนของคำถาม และคุณภาพของเครื่องมือก่อนใช้จริง

d)

เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือมีความเป็นปรนัยสูง

75.

หากคำถามการวิจัยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนในเชิงลึก และต้องการข้อมูลที่ไม่สามารถระบุได้จากแบบสอบถามหรือแบบทดสอบเพียงอย่างเดียว ผู้วิจัยควรให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือใดร่วมด้วย?

a)

แบบสอบถามปลายปิด

b)

แบบทดสอบปรนัย

c)

แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

d)

แบบสังเกตแบบมีโครงสร้าง

76.

ความแตกต่างระหว่าง "ความเที่ยงตรง (Validity)" และ "ความเชื่อมั่น (Reliability)" ของเครื่องมือวัดคืออะไร?

a)

Validity คือการวัดได้ซ้ำๆ ส่วน Reliability คือการวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด

b)

Validity มุ่งเน้นความถูกต้องในการวัด ส่วน Reliability มุ่งเน้นความคงเส้นคงวาหรือความสอดคล้องของการวัด

c)

Validity เกี่ยวข้องกับการออกแบบเครื่องมือ ส่วน Reliability เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล

d)

Validity เหมาะกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ส่วน Reliability เหมาะกับข้อมูลเชิงปริมาณ

77.

เครื่องมือวิจัยมีความเชื่อมั่น (Reliability) ข้อใดคือคุณสมบัติของเครื่องมือวิจัยที่ดีที่หมายถึงการที่เครื่องมือวัดได้ซ้ำๆ แล้วได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกัน?

a)

ความเที่ยงตรง (Validity)

b)

ความเชื่อมั่น (Reliability)

c)

ความเป็นปรนัย (Objectivity)

d)

ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)

78.

"ความเที่ยงตรง (Validity)" ของเครื่องมือวิจัยหมายถึงอะไร?

a)

การวัดซ้ำแล้วได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม

b)

เครื่องมือสามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้จริง

c)

การที่เครื่องมือปราศจากอคติส่วนตัว

d)

การใช้งานเครื่องมือแล้วให้ผลคุ้มค่า

79.

การตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) มักใช้วิธีใด?

a)

การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค

b)

การวิเคราะห์ Factor Analysis

c)

การให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC)

d)

การใช้วิธีสอบซ้ำ (Test-Retest Method)

80.

หากผู้วิจัยต้องการทราบว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นสามารถคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่ ควรตรวจสอบความเที่ยงตรงประเภทใด?

a)

ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity)

b)

ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity)

c)

ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity)

d)

ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity)

81.

ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค (Cronbach's Alpha Coefficient) มักใช้ในการตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือประเภทใด?

a)

แบบทดสอบแบบถูก-ผิด

b)

แบบทดสอบแบบเติมคำ

c)

แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Likert Scale)

d)

แบบทดสอบแบบอัตนัย

82.

หากค่า IOC (Item Objective Congruence) ของข้อคำถามน้อยกว่า 0.50 ควรดำเนินการอย่างไร?

a)

สามารถนำข้อคำถามนั้นไปใช้ได้เลย

b)

ต้องนำข้อคำถามนั้นมาปรับปรุงแก้ไขหรือตัดทิ้ง

c)

ทำการวิเคราะห์ Factor Analysis แทน

d)

เพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณา

83.

"ความเป็นปรนัย (Objectivity)" ของเครื่องมือวิจัยหมายถึงข้อใด?

a)

เครื่องมือวัดได้ตรงตามคุณลักษณะที่ต้องการ

b)

เครื่องมือใช้งานง่ายและประหยัดงบประมาณ

c)

เครื่องมือให้ผลที่ตรงกันไม่ว่าใครจะนำไปใช้ ตรวจ หรือตีความ

d)

เครื่องมือสามารถพยากรณ์พฤติกรรมในอนาคตได้

84.

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร?

a)

เพื่อลดขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล

b)

เพื่อเพิ่มงบประมาณในการวิจัย

c)

เพื่อหาค่าดัชนีที่บ่งชี้คุณภาพของเครื่องมือ

d)

เพื่อให้เครื่องมือมีความซับซ้อนมากขึ้น

85.

"ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)" ของเครื่องมือวิจัยหมายถึงอะไร?

a)

เครื่องมือสามารถวัดได้อย่างรวดเร็ว

b)

เครื่องมือมีราคาถูก

c)

เครื่องมือที่ใช้แล้วให้ผลคุ้มค่ากับเวลา แรงงาน และงบประมาณ

d)

เครื่องมือที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำที่สุด

86.

หากเครื่องมือวัดมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) สูงถึง 0.90 แต่ค่าความเที่ยงตรง (Validity) ต่ำ จะส่งผลอย่างไรต่อข้อมูลที่ได้?

a)

ข้อมูลที่ได้จะมีความถูกต้องสูงมาก

b)

ข้อมูลที่ได้จะมีความคงเส้นคงวาในการวัด แต่ไม่ได้วัดในสิ่งที่ต้องการวัดจริงๆ

c)

เครื่องมือไม่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ได้

d)

ควรใช้เครื่องมือนี้ต่อไปได้โดยไม่ต้องปรับปรุง

87.

"ความหมายในการวัด (Meaningfulness)" ของเครื่องมือวิจัยเน้นในประเด็นใด?

a)

การให้คะแนนที่มีความเที่ยงตรง

b)

การที่ข้อคำถามสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด

c)

การนำข้อมูลเชิงปริมาณมาบวก ลบ คูณ หารได้เสมอ

d)

การที่เครื่องมือสามารถนำไปใช้ในหลายสถานการณ์

88.

ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย ข้อใดคือเหตุผลหลักที่ต้องมีการ "ทดลองใช้ (Try Out)" เครื่องมือหลังจากสร้างและให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแล้ว?

a)

เพื่อให้ผู้สร้างเครื่องมือได้ทดสอบความเข้าใจในเนื้อหา

b)

เพื่อเก็บข้อมูลจริงจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

c)

เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือในเชิงสถิติ

d)

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถนำไปเผยแพร่ได้ทันที

89.

หากเครื่องมือวิจัยมี "ความเป็นปรนัย (Objectivity)" ต่ำ จะส่งผลกระทบที่สำคัญที่สุดต่อผลการวิจัยอย่างไร?

a)

ทำให้เครื่องมือไม่มีความเชื่อมั่น

b)

ทำให้เครื่องมือไม่สามารถวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้จริง

c)

ผลการวิจัยอาจถูกบิดเบือนหรือไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากขึ้นอยู่กับอคติส่วนตัวของผู้ประเมิน

d)

ทำให้ใช้เวลาและงบประมาณในการเก็บข้อมูลมากขึ้น

90.

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง "ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity)" และ "ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent Validity)" คืออะไร?

a)

Predictive Validity ใช้กับเครื่องมือเชิงปริมาณ ส่วน Concurrent Validity ใช้กับเครื่องมือเชิงคุณภาพ

b)

Predictive Validity มุ่งเน้นการทำนายพฤติกรรมในอนาคต ส่วน Concurrent Validity มุ่งเน้นความสัมพันธ์กับเกณฑ์อื่นที่วัดในเวลาเดียวกัน

c)

Predictive Validity เกี่ยวข้องกับการออกแบบเครื่องมือ ส่วน Concurrent Validity เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล

d)

Predictive Validity ต้องการการทดลองซ้ำหลายครั้ง ส่วน Concurrent Validity ต้องการการวัดเพียงครั้งเดียว