wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ฟิกฮ์ ม2 เทอม1

Total questions: 40

Worksheet time: 20mins

Name
Class
Date
1.

ถ้ามีคนมั่งคั่งแต่ขี้เหนียว ไม่จ่ายซะกาต จะส่งผลต่อสังคมอย่างไร

a)

ไม่เกิดผล

b)

เกิดความเหลื่อมล้ำและบาปส่วนบุคคล

c)

สังคมยังคงปกติ

d)

ความสัมพันธ์พี่น้องแน่นแฟ้นขึ้น

2.

หากเปรียบเทียบซะกาตกับภาษีของรัฐ ความแตกต่างสำคัญคืออะไร

a)

ภาษีขึ้นกับรัฐบาล แต่ซะกาตเป็นบัญญัติจากอัลลอฮ์

b)

ภาษีจ่ายได้ตามใจ แต่ซะกาตไม่จำกัด

c)

ภาษีเน้นคนจน แต่ซะกาตเน้นรัฐ

d)

ไม่มีความแตกต่าง

3.

การจ่ายซะกาตส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร?

a)

ทำให้เงินตราหมุนเวียนและลดความเหลื่อมล้ำ

b)

ทำให้คนรวยยิ่งรวย

c)

ทำให้คนจนขี้เกียจ

d)

ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ

4.

เหตุใดอิสลามจึงกำหนดให้มีผู้รับซะกาตถึง 8 ประเภท แทนที่จะให้เฉพาะคนจนและคนขัดสน

a)

เพื่อกระจายทรัพย์สินซะกาตให้มีจำนวนผู้รับที่หลากหลายมากที่สุด

b)

เพื่อสร้างระบบที่ครอบคลุมและสามารถแก้ปัญหาทางสังคมได้อย่างเป็นระบบ

c)

เพื่อส่งเสริมให้คนเข้ามาเป็น 'อามิล' มากขึ้น

d)

เพื่อลดภาระของผู้ที่จ่ายซะกาต

5.

ตามหลักการแล้ว หากคนรวยจ่ายซะกาตแล้วยังเหลือเงินจำนวนมากและคนจนก็ยังคงขาดแคลน ข้อใดต่อไปนี้อธิบายสถานการณ์ดังกล่าวได้ดีที่สุด

a)

ซะกาตไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนในสังคมได้

b)

ซะกาตทำหน้าที่เพียงบรรเทาความเดือดร้อน แต่ปัญหาความยากจนเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยวิธีอื่น ๆ ด้วย

c)

ซะกาตช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนจน

d)

ซะกาตทำให้คนรวยรู้สึกดีขึ้นโดยไม่ได้ช่วยคนจนจริง ๆ

6.

เหตุใดซะกาตฟิฏเราะฮ์จึงถูกกำหนดให้ต้องจ่ายเป็น 'อาหารหลัก' ของแต่ละท้องถิ่น

a)

เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตร

b)

เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยและคนจน

c)

เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสมบูรณ์ของศาสนา

d)

เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของผู้ที่ได้รับ

7.

ถ้าชายคนหนึ่งมีเงินเก็บครบจำนวนขั้นต่ำ (นิศอบ) แต่ยังไม่ครบปี (ฮาวล์) และมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินทำให้เงินเก็บหมดไป การกระทำใดต่อไปนี้ถูกต้องตามหลักการศาสนา

a)

เขาไม่ต้องจ่ายซะกาตเพราะเงินไม่ครบปี

b)

เขาจะต้องจ่ายซะกาตในปีถัดไป

c)

เขายังต้องจ่ายซะกาตเพราะมีเงินครบจำนวนขั้นต่ำแล้ว

d)

เขาควรขอเงินจากผู้อื่นเพื่อนำมาจ่ายซะกาต

8.

เงื่อนไข 'มีทรัพย์สินส่วนเกินจากค่าอาหาร' เกี่ยวข้องกับซะกาตประเภทใด

a)

ซะกาตปศุสัตว์

b)

ซะกาตทรัพย์สิน

c)

ซะกาตการค้า

d)

ซะกาตฟิฏเราะฮ์

9.

ถ้าคนหนึ่งเลี้ยงวัวเพื่อทำงานในไร่ ต้องจ่ายซะกาตหรือไม่?
ก. ต้อง เพราะมีมากกว่า 30 ตัว
ข. ไม่ต้อง เพราะใช้ทำงาน
ค. ต้อง เพราะเป็นมุสลิม
ง. ไม่ต้อง เพราะเป็นทรัพย์สินสาธารณะ

a)

ต้อง เพราะมีมากกว่า 30 ตัว

b)

ไม่ต้อง เพราะใช้ทำงาน

c)

ต้อง เพราะเป็นมุสลิม

d)

ไม่ต้อง เพราะเป็นทรัพย์สินสาธารณะ

10.

ถ้าเกษตรกรคนหนึ่งปลูกพืชโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก แต่บางครั้งก็ต้องใช้ระบบชลประทานในยามที่ฝนแล้ง อัตราซะกาตที่เขาต้องจ่ายควรเป็นเท่าไร

a)

5% เพราะต้องใช้ระบบชลประทาน

b)

10% เพราะความพยายามส่วนใหญ่มาจากการใช้น้ำฝนและน้ำจากธรรมชาติ

c)

ระหว่าง 5% และ 10% ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการใช้น้ำแต่ละประเภท

d)

5% เพราะใช้น้ำฝนเป็นหลัก

11.

หากคนเลี้ยงสัตว์คนหนึ่งมีแพะ 30 ตัวและแกะ 10 ตัว จะต้องจ่ายซะกาตหรือไม่

a)

ต้องจ่ายซะกาต เพราะรวมแล้วมี 40 ตัว

b)

ต้องจ่ายซะกาตเฉพาะแพะเท่านั้น

c)

ไม่ต้องจ่ายซะกาต เพราะทั้งแพะและแกะยังไม่ครบจำนวนนิศอบแยกกัน

d)

ต้องจ่ายซะกาตเฉพาะแกะเท่านั้น

12.

หากบริษัทแห่งหนึ่งมีเงินสำรอง เป็นจำนวนมากในบัญชี แต่ไม่เคยนำไปลงทุนหรือทำการค้าเลย เงินสำรองนั้นต้องจ่ายซะกาตหรือไม่

a)

ไม่ต้องจ่ายซะกาต เพราะเป็นเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เฉย ๆ

b)

ไม่ต้องจ่ายซะกาต เพราะไม่ใช่เงินที่ใช้ในการค้าขาย

c)

ต้องจ่ายซะกาต แต่ต้องรอให้เงินสำรองถึงนิศอบของซะกาตการค้า

d)

ต้องจ่ายซะกาต เพราะเงินสำรองถือเป็นเงินสดที่ต้องจ่ายซะกาตเมื่อครบปี

13.

หากมีชาวมุสลิมคนหนึ่งมีทองคำที่สวมใส่ทุกวันเป็นเวลา 5 ปี และมีน้ำหนักรวม 100 กรัม เขาต้องจ่ายซะกาตทองคำหรือไม่?

a)

ต้องจ่ายซะกาตเฉพาะปีแรกที่เริ่มสวมใส่

b)

ไม่ต้องจ่ายซะกาตเพราะเขาเป็นคนจน

c)

ไม่ต้องจ่ายซะกาต เพราะเป็นทองคำที่ใช้ส่วนตัว

d)

ต้องจ่ายซะกาต เพราะน้ำหนักเกินนิศอบ

14.

หากมีหนี้ลูกค้าที่ไม่น่าได้รับคืน ต้องนำมาคำนวณซะกาตการค้าหรือไม่

a)

ต้องเสมอ

b)

ไม่ต้องเพราะไม่คาดว่าจะได้รับ

c)

ต้องเฉพาะครึ่งหนึ่ง

d)

ขึ้นกับอามิล

15.

ตัวอย่างการคำนวณซะกาตทองคำ: ถ้ามีทอง 170 กรัม ต้องจ่ายเท่าใด

a)

2 กรัม

b)

4.25 กรัม

c)

5 กรัม

d)

10 กรัม

16.

ซะกาตพืชผลจากน้ำฝน 1,500 กก. ต้องจ่ายกี่กิโลกรัม

a)

75

b)

100

c)

150

d)

200

17.

หากพบสมบัติโบราณที่เป็นของมีค่ามาก แต่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเจ้าของเดิมเป็นชาวมุสลิม จะต้องจัดการอย่างไร

a)

ต้องจ่ายซะกาตรีคาซ 1 ใน 5

b)

ต้องบริจาคให้คนยากจนทั้งหมด

c)

สามารถครอบครองได้ทั้งหมด

d)

ต้องประกาศหาทายาทของเจ้าของเดิม

18.

ข้อใดเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการพบรีคาซและการขุดพบแร่ทองคำ

a)

รีคาซคือทรัพย์สินที่ถูกฝังไว้โดยมนุษย์ ส่วนแร่ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ

b)

การพบรีคาซถือเป็นลุกเฏาะฮ์ ส่วนการขุดพบแร่ทองคำเป็นซะกาต

c)

การพบรีคาซต้องรอให้ครบปี (ฮาวล์) ส่วนแร่ทองคำไม่ต้องรอ

d)

การพบรีคาซต้องจ่ายซะกาต 1 ใน 5 ส่วน ส่วนแร่ทองคำไม่ต้องจ่ายซะกาต

19.

หากพบรีคาซที่มีมูลค่าไม่ถึงนิศอบของทองคำ จะต้องจ่ายซะกาตหรือไม่

a)

ต้องนำไปประกาศหาเจ้าของ

b)

ต้องจ่ายซะกาตในอัตรา 20% โดยไม่คำนึงถึงนิศอบ

c)

ต้องนำไปบริจาคทั้งหมด

d)

ไม่ต้องจ่ายซะกาต เพราะมูลค่าไม่ถึงนิศอบ

20.

ถ้าพบรีกาซมูลค่า 500,000 บาท ต้องจ่ายกี่บาท

a)

12,500

b)

25,000

c)

50,000

d)

100,000

21.

รีกาซแบ่งอย่างไร

a)

4 ส่วนรัฐ 1 ส่วนเจ้าของ

b)

4 ส่วนผู้พบ 1 ส่วนผู้มีสิทธิ์ซะกาต

c)

1 ส่วนผู้พบ 4 ส่วนผู้มีสิทธิ์ซะกาต

d)

1 ส่วนรัฐ 4 ส่วนเจ้าของ

22.

ผู้ที่มีสิทธิ์รับส่วนหนึ่งในห้าของรีกาซคือใคร

a)

รัฐบาล

b)

ครอบครัวผู้พบ

c)

กลุ่มผู้มีสิทธิ์ซะกาต

d)

นักวิชาการ

23.

คำว่า “ญาฮิลียะห์” ในความหมายของรีกาซคืออะไร

a)

ยุคก่อนอิสลาม

b)

ยุคทองของอิสลาม

c)

ยุคสมัยอบูบักร

d)

ยุคปัจจุบัน

24.

“หนึ่งในห้า” ของรีกาซเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์

a)

5%

b)

10%

c)

15%

d)

20%

25.

เหตุใดอิสลามจึงสั่งให้ประกาศสิ่งของที่หายแทนที่จะครอบครองทันที

a)

เพื่อป้องกันความขัดแย้งและรักษาสิทธิ์เจ้าของ

b)

เพื่อให้ผู้พบได้ชื่อเสียง

c)

เพื่อเพิ่มทรัพย์สินรัฐ

d)

เพื่อให้ผู้จนมีรายได้

26.

หากพบ 'ลุกเฏาะฮ์' ที่มีมูลค่าน้อยมาก เช่น ปากกา 1 ด้าม จะต้องทำอย่างไร

a)

ไม่จำเป็นต้องประกาศ แต่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

b)

สามารถเก็บไว้เป็นของตนเองได้ทันที

c)

จะต้องนำไปทิ้ง

d)

ต้องประกาศหาเจ้าของเป็นเวลาหนึ่งปี

27.

หากเจ้าของสิ่งของที่หายมาแสดงตนหลังจากผ่านไป 1 ปี จะต้องทำอย่างไร

a)

คืนให้เขา

b)

ขายแล้วนำเงินมาแบ่งกัน

c)

นำไปบริจาค

d)

ไม่ต้องคืน เพราะเลยกำหนดแล้ว

28.

ตามทัศนะของมัซฮับมาลิกีย์, ชาฟิอีย์ และฮัมบะลีย์ สามารถครอบครองลุกเฏาะฮ์ได้เมื่อใด

a)

เมื่อเจ้าของยินยอม

b)

ทันทีที่พบ

c)

หลังจากประกาศเป็นเวลาหนึ่งปี

d)

เมื่อไม่มีใครมาอ้างสิทธิ์

29.

มัซฮับใดที่มีทัศนะว่าไม่อนุญาตให้ครอบครองและนำลุกเฏาะฮ์ไปใช้ประโยชน์ แม้จะครบหนึ่งปีแล้วก็ตาม

a)

มัซฮับฮัมบะลีย์

b)

มัซฮับมาลิกีย์

c)

มัซฮับชาฟิอีย์

d)

มัซฮับฮะนะฟีย์

30.

ข้อใดเป็นหนึ่งในสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องประกาศเมื่อพบเจอ

a)

โทรศัพท์มือถือ

b)

เงินจำนวนมาก

c)

อาหารที่เน่าเสียง่าย

d)

นาฬิกาข้อมือ

31.

หากพบของที่หายและต้องการประกาศหาเจ้าของ ควรกล่าวถึงลักษณะของของที่หายอย่างไร

a)

กล่าวถึงลักษณะทั้งหมดอย่างละเอียด

b)

กล่าวเฉพาะขนาดและน้ำหนัก

c)

ไม่ต้องกล่าวถึงลักษณะใด ๆ เลย

d)

กล่าวเพียงบางส่วนของลักษณะของสิ่งของนั้น

32.

การเก็บลุกเฏาะฮ์ในอิสลามถือว่าเป็นการเก็บในฐานะใด

a)

เจ้าของแท้จริง

b)

อะมานะฮ์

c)

ของใช้ส่วนตัว

d)

ทรัพย์สินรัฐ

33.

หากธนาคารให้กู้เงิน 10,000 และเรียกคืน 12,000 ภายใน 3 เดือน จัดเป็นริบาประเภทใด

a)

ริบาฟัฎล์

b)

ริบานะซีอะฮ์

c)

ริบาการค้า

d)

ริบาหนี้สิ้น

34.

หากแลกทองคำ 10 กรัมกับทองคำ 12 กรัม จัดเป็นริบาประเภทใด

a)

ริบาฟัฎล์

b)

ริบานะซีอะฮ์

c)

ริบาทองคำ

d)

ริบาการค้า

35.

ถ้าสังคมเต็มไปด้วยระบบริบา จะเกิดผลเสียอะไรบ้าง

a)

ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้ง

b)

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

c)

ความศรัทธาเพิ่มขึ้น

d)

ความสงบสุข

36.

. เหตุใดริบาจึงถูกมองว่าเป็น 'การกดขี่ทางเศรษฐกิจ' ในมุมมองของอิสลาม

a)

เพราะมันทำให้คนขี้เกียจทำงาน

b)

เพราะมันทำให้คนจนต้องแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

c)

เพราะมันทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ

d)

เพราะมันทำให้คนรวยไม่มีเงินเหลือพอที่จะบริจาค

ถัดไป

37.

การกินริบาในอิสลามจัดเป็นบาปในระดับใด

a)

บาปเล็ก

b)

บาปใหญ่

c)

ไม่ถือว่าบาป

d)

บาปที่ยกโทษได้ง่าย

38.

ผู้ใดที่ท่านนบี ﷺ สาปแช่งในเรื่องริบา

a)

เฉพาะผู้เขียนสัญญา

b)

เฉพาะผู้ให้ริบา

c)

ผู้กิน, ผู้ให้, ผู้เขียนสัญญา, พยาน

d)

เฉพาะผู้กินริบา

39.

ตัวอย่างของริบาฟัฎล์คือข้อใด

a)

แลกข้าวสาร 1 ชั่งกับข้าวสาร 2 ชั่ง

b)

ยืมเงิน 5,000 คืน 6,000

c)

ขายข้าว 1 ชั่ง แลกอินทผลัม 1 ชั่ง

d)

ซื้อทองด้วยเงินสด

40.

ประเภทของริบามีกี่ประเภท

a)

1

b)

2

c)

3

d)

4