wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

การหายใจแสง การตรึงคาร์บอนพืช C3 C4 CAM และปัจจัยที่ผล

Total questions: 30

Worksheet time: 30mins

Name
Class
Date
1.

เอนไซม์ใดทำให้เกิดโฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) ในพืช C₃

a)

Rubisco

b)

PEP carboxylase

c)

ATP synthase

d)

Cytochrome b6f

2.

Photorespiration เกิดขึ้นเมื่อ Rubisco กระตุ้นให้ RuBP กับสารใด

a)

CO₂

b)

O₂

c)

H₂O

d)

PGA

3.

ผลผลิตหลักที่ได้จากการตรึง O₂ แทน CO₂ ใน photorespiration คือข้อใด

a)

2 PGA

b)

PGA + PG(phosphoglycolate)

c)

Malate

d)

Oxaloacetate

4.

Photorespiration เกิดขึ้นในออร์แกเนลล์หลักใดบ้าง

a)

Chloroplast + Peroxisome + Mitochondria

b)

Chloroplast + Mitochondria + Nucleus

c)

Peroxisome + Cytoplasm + Nucleus

d)

Chloroplast + Endoplasmic reticulum + Ribosome

5.

ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับ Photorespiration

a)

เป็นการหายใจโดยใช้ออกซิเจน และได้พลังงานในรูป ATP

b)

เป็นปฏิกิริยาที่ทำให้พืชสูญเสียพลังงานในรูป ATP เพิ่ม และสามารถช่วยรักษาสมดุลของ ATP ได้

c)

ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นคือ PGA เท่านั้น

d)

เป็นปฏิกิริยาที่พบมากในพืช C4 และ CAM

6.

นักเรียนคิดว่าสิ่งมีชีวิตใดต่อไปนี้ที่มักเจอปัญหาเรื่อง Photorespiration บ่อยที่สุด

a)

Heterotroph

b)

CAM Plants

c)

C4 Plants

d)

C3 Plants

7.

ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับ Photorespiration

a)

มักเกิดขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศร้อน

b)

ปากใบของพืชจะปิด

c)

คาร์บอนไดออกไซด์จับกับ RuBP ได้ดีขึ้น

d)

ออกซิเจนจับกับ RuBP ได้ดีขึ้น

8.

สารเสถียรชนิดแรกที่เป็นผลลัพธ์ของการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C4 คือข้อใด

a)

กรดออกซาโลแอซีติก (OAA)

b)

กรดฟอสโฟกลีเซอริก (PGA)

c)

กรดฟอสโฟกลีเซอรัลดีไฮด์(PGAL)

d)

กรดมำลิก(Malic acid) หรือ แอสปำร์ติก (Aspartic acid)

9.

จากภาพข้อใดคือลักษณะใบของพืชที่มีโครงสร้างแบบ Kranz anatomy

a)

ใบพืช C3

b)

ใบพืช C4

c)

ใบพืช CAM

d)

ใบพืช C4 และ ใบพืช CAM

10.

การที่พืช C4 มีการตรึงสารประกอบอนินทรีย์ของคาร์บอน 2 ครั้ง ทำให้เกิดผลดีต่อพืชอย่างไร

a)

พืชมีอัตราการดูดกลืนพลังงานแสงและคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

b)

พืชจะมีอัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิสูงขึ้น และทำให้เกิดกระบวนการโฟโตเรสไพเรชันขึ้น

c)

พืชตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ที่เซลล์มีโซฟิลล์ได้มากขึ้น จึงส่งผ่านคาร์บอนอะตอมไปยังกระบวนการโฟโตเรสไพเรชันได้มากขึ้น

d)

สามารถเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบันเดิลชีทได้มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับความเข้มข้นของออกซิเจน จึงทำให้ปฏิกิริยาการตรึงออกซิเจนโดย RuBP เกิดได้น้อยลง

11.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับพืช C4 (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

พืช C4 จะมีการตรึงคาร์บอน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เกิดที่ bundle sheath cell และครั้งที่ 2 เกิดที่mesophyll cell

b)

CO2 ละลายในไซโทพลาสซึม และแตกตัวเป็น HCO₃⁻ และทำปฏิกิริยากับPEP) โดยมีเอนไซม์ PEP carboxylase ได้เป็น oxaloacetate (OAA)

c)

OAA รับอิเล็กตรอนจาก NADPH เปลี่ยนเป็น malate และเคลื่อนย้ายผ่าน plasmodesmata สู่อีกเซลล์หนึ่ง

d)

malate จะสลายเป็น pyruvate โดยการปล่อย CO2 เพื่อเข้าสู่วัฏจักรคัลวินในคลอโรพลาสต์และสูญเสียอิเล็กตรอนให้กับ NADP+

12.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ การตรึงคาร์บอนในพืช C4

a)

กระบวนการการตรึงคาร์บอนในพืช C4 ถูกเรียกว่า C₄ cycle หรือ Hatch–Slack Pathway

b)

pyruvate จะถูกส่งไปที่ mesophyll cell และถูกเติม Pi เพื่อให้กลายเป็น phosphoenolpyruvate เพื่อนำมาใช้ใน Hatch–Slack Pathway ต่อไป

c)

Calvin cycle ในพืช C4 เกิดที่ mesophyll cell

d)

การตรึงคาร์บอนในพืช C4 มีการตรึงสารประกอบอนินทรีย์ของคาร์บอน 2 ครั้ง เป็นกลไกที่ส่งผลให้ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของ CO2 ในพืช C4

13.

การตรึง CO2 ของพืช C4 เกิดขึ้นที่ส่วนใดของใบพืช

a)


ชั้นมีโซฟิลล์เท่านั้น

b)

บันเดิลชีท

c)

ชั้นแพลิเสดมีโซฟิลล์

d)

ชั้นมีโซฟิลล์และบันเดิลชีท

14.

การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ของพืชพวก CAM จะเกิดขึ้นกี่ครั้งและเกิดที่ใด

a)

2 ครั้ง เกิดที่ mesophyll และ bundle sheath cells

b)

2 ครั้ง เกิดในเซลล์เดียวกันแต่ต่างเวลา

c)

1 ครั้งเกิดที่ mesophyll

d)

1 ครั้ง เกิดใน bundle sheath cells

15.

ในเวลากลางคืน เราจะตรวจพบการสะสมของกรดมาลิกซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากกรดออกซาโลแอซิติกในพืช CAM

a)

แวคิวโอล

b)

คลอโรพลาสต์

c)

ไซโทพลาสซึม

d)

ลิวโคพลาสต์

16.

สารประกอบอินทรีย์ที่เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการคาร์บอนไดออกไซด์ฟิกเซชัน ของพืช CAM คือข้อใด

a)

PGA

b)

PEP

c)

OAA

d)

RuBP

17.

พืช CAM มีกระบวนการตรึง CO2 เป็น OAA ที่ใด

a)

Mesophyll

b)

Sponge cell

c)

Palisade celll

d)

Bundle sheath

18.

ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่นการขาดน้ำ อุณหภูมิสูง หรือดินเค็ม การตรึง CO2 ของพืชบางชนิดจะเป็นแบบ CAM ซึ่งจะมีการสะสมสารอะไรต่อไปนี้ไว้ในแวคิวโอลในเวลากลางคืน

a)

PEP

b)

PGA

c)

OAA

d)

Malic acid

19.

ข้อใดถูกต้องเมื่อเปรียบเทียบเรื่องการตรึงCO2 ของพืชC3, C4 และCAM

a)

C4 และCAM มีจำนวนครั้งของการตรึงCO2ต่างกัน คือ 2 ครั้งและ 1 ครั้ง ตามลำดับ

b)

C3 และCAM มีวัฏจักรคัลวินเกิดขึ้นในเวลาต่างกัน คือ กลางวันและกลางคืน ตามลำดับ

c)

C4 และCAM มีวัฏจักรคัลวินเกิดขึ้นที่ตำแหน่งของเซลล์ต่างกัน คือ Bundle sheath cell และ Mesophyll cell ตามลำดับ

d)

C4 และ CAM มีเอนไซม์ที่ใช้ในการตรึง CO2 ต่างกัน คือPEP carboxylase และ RuBP carboxylase ตามลำดับ

20.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับพืช CAM (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

ในเวลากลางคืนพืชกลุ่มนี้เปิดรูปากใบ ตรึงคาร์บอนที่อยู่ในรูปของ HCO₃⁻ โดยจะทำ

ปฏิกิริยากับ PEP ได้เป็น OAA โดยใช้เอนไซม์ PEP carboxylase

b)

OAA จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดมาลิกและเก็บสะสมไว้ในแวคิวโอลในmesophyll cell

c)

ในเวลากลางวันรูปากใบจะปิดกรดมาลิกจะถูกลำเลียงออกจากแวคิวโอลสลายเป็นกรดไพรูวิกและ CO₂ โดย CO₂ จะถูกนำเข้าสู่วัฏจักรคัลวินในคลอโรพลาสต์ในmesophyll cell

d)

กรดไพรูวิกจะถูกเปลี่ยนกลับเป็น PEP อีกครั้งในmesophyll cell

21.

จากข้อความต่อไปนี้มีข้อที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตรึงคาร์บอนในพืช C3 C4 CAM กี่ข้อ

  1. 1.สารเสถียรตัวแรกที่พืช C3 สร้างขึ้นคือ PGA ส่วนของพืช C4 และ CAM คือ OAA

  2. 2. พืช C3 ตรึงคาร์บอน 1 ครั้ง ส่วนของพืช C4 และ CAM มีตรึงคาร์บอน 2 ครั้งเหมือนกัน

  3. 3. พืช C3 C4 CAM มีอัตราการเกิดการหายใจแสงได้พอๆกัน

  4. 4. พืช C3 C4 CAM เกิดการตรึงคาร์บอนบริเวณเดียวกัน และช่วงเวลาเดียวกัน

a)

1 ข้อ

b)

2 ข้อ

c)

3 ข้อ

d)

4 ข้อ

22.

ค่าชดเชยแสง (Light compensation point) หมายถึงข้อใด

a)

ความเข้มแสงสูงสุดที่พืชยังสังเคราะห์ด้วยแสงได้

b)

ความเข้มแสงที่ทำให้อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง = อัตราการหายใจ

c)

ความเข้มแสงที่ทำให้พืชเปิดปากใบ

d)

ความเข้มแสงที่ทำให้เกิด photorespiration สูงสุด

23.

Light saturation point คืออะไร

a)

ความเข้มแสงที่สูงสุดซึ่งพืชไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มได้อีก

b)

ความเข้มแสงที่ต่ำที่สุดที่ทำให้พืชมีชีวิตรอด

c)

ความเข้มแสงที่ปากใบเปิดกว้างที่สุด

d)

ความเข้มแสงที่ทำให้เกิด photoinhibition

24.

ปัจจัยจำกัด (Limiting factor) หมายถึงข้อใด

a)

ปัจจัยที่มีมากที่สุดในสิ่งแวดล้อม

b)

ปัจจัยที่มีอยู่น้อยที่สุด ณ ขณะนั้น และจำกัดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง

c)

ปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสง

d)

ปัจจัยที่ทำให้พืชไม่สามารถหายใจได้

25.

ข้อใดถูกต้องมากที่สุด

a)

เมื่อพืชได้รับน้ำเพียงพอ อัตราการเปิดปากใบจะลดลง จึงลดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง

b)

ถ้าพืชขาดธาตุอาหารอย่างแมกนีเซียม จะไม่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง

c)

ความเข้มแสงมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง อัตราการสังเคราะห์จะคงที่

d)

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จะช่วยเพิ่มอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างไม่สิ้นสุด

26.

เมื่อเพิ่มความเข้มข้น CO₂ ในอากาศ อัตราการตรึง CO₂ จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วไม่เพิ่มอีก จุดนั้นเรียกว่าอะไร

a)

Light compensation point

b)

CO₂ compensation point

c)

CO₂ saturation point

d)

Photoinhibition point

27.

Carbondioxide compensation point คือ

a)

ความเข้มข้น CO₂ ที่ทำให้ photorespiration สูงที่สุด

b)

ความเข้มข้น CO₂ ที่อัตราการตรึงคาร์บอนเท่ากับอัตราการหายใจ → การสังเคราะห์สุทธิ = 0

c)

ความเข้มข้น CO₂ ที่ทำให้ปากใบปิด

d)

ความเข้มข้น CO₂ ที่ทำให้เกิดการคายน้ำสูงสุด

28.

จากผลการทดลอง อะไรคือข้อสรุปที่ถูกต้อง

a)

พืช C₄ ได้ประโยชน์มากกว่าจากการเพิ่ม CO₂ ในบรรยากาศ

b)

พืช C₃ ตอบสนองต่อการเพิ่ม CO₂ ได้ชัดเจนกว่าพืช C₄

c)

อัตราการตรึง CO₂ ของพืช C₄ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อ CO₂ สูงขึ้น

d)

พืช C₃ และ C₄ ไม่มีความแตกต่างในการใช้ CO₂

29.

ข้อใด ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับผลของน้ำต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง

a)

น้ำเป็นสารตั้งต้นของการแตกน้ำในปฏิกิริยาแสง

b)

การขาดน้ำทำให้ปากใบปิด → CO₂ เข้าน้อยลง

c)

น้ำมากเกินไปทำให้การคายน้ำลดลงมากเกินไป ส่งผลต่อการดูดแร่ธาตุ

d)

น้ำไม่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยตรง

30.

พืช C₄ และ CAM มักทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่า C₃ เพราะเหตุใด

a)

มีเอนไซม์ Rubisco ที่ไม่ใช้ O₂

b)

มีกลไกเพิ่มความเข้มข้น CO₂

c)

ไม่มี Calvin cycle

d)

มีการแตกน้ำมากกว่า