Worksheetsระบบประสาท
Total questions: 118
Worksheet time: 5hrs 49mins
เนื้อเยื่อประสาท (Nervous tissue) ประกอบด้วยส่วนใหญ่ 2 ส่วน คือ
Neural element และ Non-neural element
เซลล์ประสาท และ neuroglia
เซลล์ประสาท และ เซลล์พวกนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งสัญญาณประสาท
Neural element และ Supporting element
Irritability คือ สามารถให้การตอบสนองต่อตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้า (stimulus) ที่เหมาะสม
Integration คือ สามารถรวบรวมสัญญาณประสาทที่มาจากหลายทิศทางเข้าด้วยกัน
Conductivity คือ สามารถผ่านกระแสประสาทที่เกิดขึ้นไปสู่ส่วนอื่น ของเซลล์ประสาทและไปสู่เซลล์ประสาทตัวอื่น ได้ด้วย
เซลล์ประสาทประกอบด้วยส่วนสำคัญกี่ส่วน?
1 ส่วน
2 ส่วน
3 ส่วน
4 ส่วน
ตัวเซลล์ประสาทประกอบด้วยอะไรบ้าง?
นิวเคลียสและไซโตปลาสซึม
นิวเคลียสและเซลล์ประสาท
ไซโตปลาสซึมและไมโทคอนเดรีย
นิวเคลียสและไมโทคอนเดรีย
แขนงประสาทมีแบบใดบ้าง?
dendrite และ axon
axon และ soma
dendrite และ soma
axon และ neuroglia
dendrite ทำหน้าที่อะไร?
นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวประสาท
นำกระแสประสาทออกจากตัวประสาท
เชื่อมโยงเซลล์ประสาท
สร้างสัญญาณประสาท
dendrite เป็นแขนงประสาทสวนที่ทำหน้าที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวประสาท อาจมีจำนวน 1 อันหรือมากกว่า 1 อันก็ได้ แล้วแต่ชนิดของเซลล์ประสาท
axon (axis cylinder หรือ neraxon) เป็นแขนงประสาทที่นำกระแสประสาทออกจากส่วนของตัวเซลล์ประสาท ไปยังเซลล์ประสาทตัวอื่นหรืออวัยวะที่มันไปเลี้ยง
Unipolar neuron คือ เซลล์ประสาทที่มีเพียงแขนงเดียว แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีแขนงเดียว เพราะเดิมมี 2 แขนง แต่ภายหลังมาเชื่อมติดกันดูเป็นแขนงเดียว
Bipolar neuron คือ เซลล์ประสาทที่แขนงยื่นออกมาจากตัวเซลล์ 2 แขนง ซึ่งเป็น dendrite 1 แขนง และ axon 1 แขนง
Multipolar neuron คือ เซลล์ประสาทที่มีแขนงมากกว่า 2 แขนงขึ้นไป ปกติจะประกอบด้วย axon 1 แขนง และที่เหลือเป็น dendrite พบได้มากที่สุดในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น บริเวณ ventral horn ของไขสันหลัง, Betz cell หรือ Pyramidal cell ใน cerebral cortex และ Perkinje cell ใน cerebellum เป้นต้น
Golgi Type I ได้แก่ เซลล์ประสาทที่มี axon ยาว เช่น Pyramidal ใน Cerebral cortex
Golgi Type II ได้แก่ เซลล์ประสาทที่มี axon สั้น เช่น Interneuron ในส่วนต่าง ของสมองและไขสันหลัง
Sensory neuron (Afferent neuron) ได้แก่ เซลลืประสาทที่ท าหน้าที่รับความรู้สึก
Motor neuron (efferent neuron) ได้แก่ เซลล์ประสาทที่ท าหน้าที่สั่งการท างานของอวัยวะต่าง
Interneuron ได้แก่ เซลล์ประสาทที่ท าหน้าที่เชื่อมการท างานของ Sensory และ Motor neurons
กลไกการทำงานของเซลล์ประสาท และวงจรประสาท (Neuronal Curcuit)
การส่งสัญญาณประสาท (nerve impulse)
การถ่ายทอดสัญญาณประสาท (synaptic transmission)
การหลั่งสารสื่อประสาท (neurotransmitter release)
โดยทั่วไประบบประสาทจะมีตัสรับข้อมูล (receptor) อยู่ที่ส่วนปลายของเส้นประสาทนำเข้า (afferent fibers)
ตัวรับข้อมูล (receptor) จะทำหน้าที่แปลงข้อมูลรูปแบบต่างให้เป็นรูปของสัญญาณประสาท
ข้อมูลในรูปของสัญญาณประสาทจะถูกส่งเข้าระบบประสาทส่วนกลางเพื่อตีความและวิเคราะห์
สัญญาณไฟฟ้าหรือศักย์ไฟฟ้า (potential) ของระบบประสาท แบ่งเป็น
ศักย์ไฟฟ้าหรือศักย์ไฟฟ้า (potential) ของระบบประสาท แบ่งเป็นกี่ประเภท?
1. Receptor potential
2. Synaptic potential
3. Action potential
Receptor potential และ Synaptic potential มีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร?
เปลี่ยนแปลงขนาดได้ตามความรุนแรงของตัวกระตุ้น
เกิดเฉพาะที่
สามารถแผ่ออกไปบริเวณใกล้เคียงได้ในระยะสั้น
การเคลื่อนที่แบบ passive propagation คืออะไร?
ศักย์ไฟฟ้าของ Receptor และ Synaptic potential จะเกิดที่ไหน?
บริเวณที่มีการกระตุ้น
บริเวณ axon
บริเวณ initial segment
action potential ที่บริเวรเฉพาะของ axon คือ บริเวณ initial segment (axon hillock หรือ trigger zone) ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถกระตุ้นให้เกิดกระแสประสาทได้ง่ายที่สุด เพราะมี threshold ต ่าที่สุด บริเวณนี้จะมีการรวบรวม (summation) สัญญาณไฟฟ้าชนิดกระตุ้น (excitatory potential) และ สัญญาณไฟฟ้าชนิดยับยั้ง (inhibitory potential) เข้าด้วยกัน ถ้าผลต่างศักย์ไฟฟ้ามีขนาดเกินระดับ threshold จะมีการสร้างกระแสประสาท (action potential) ขึ้น ท าให้มีการส่งสัญญาณต่อไปให้เซลล์อื่น ต่อไป
Action potential เกิดจากการเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ผิวเซลล์ (membrane potential) การเกิดศักย์ไฟฟ้าชนิดนี้เกิดขึ้นตามกฏ all or none คือ จะเกิดกระแสประสาทขึ้นด้วยขนาดเต็มที่ถ้ามีการกระตุ้นถึง threshold และไม่เกิดเลยถ้าไม่ถึงระดับ threshold กระแสประสาทที่เกิดขึ้นจะเคลื่อนที่ออกไปได้ไกลโดยไม่มีการลดขนาดตลอดระยะที่เคลื่อนที่ไป เรียกการเคลื่อนที่แบบนี้ว่า active propagation ดังนั้นกระแสประสาท (action potential หรือ nerve impulse) คือ สัญญาณไฟฟ้าที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น ภาพ แสง เสียง สัมผัส รส กลิ่น ความร้อน เป็นต้น เซลล์ประสาทจะส่งกระแสประสาทไปสู่สมองเพื่อตีความและรับรู้ และเมื่อสมองต้องการสั่งการให้กล้ามเนื้อท างาน สมองจะส่งค าสั่งมาในรูปของกระแสประสาท เช่นกัน เรียกการสื่อสารแบบนี้ว่า communication language คือเป็นภาษ
ความต่างศักย์ขณะพักของเยื่อหุ้มเซลล์ (resting membrane potential) โดยปกติ ความต่างศักย์ขณะพักของเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาทจะมีค่าประมาณ -70 มิลลิโวลท์ ซึ่งเกิดจากโปแตสเซียมอิออน (K+) ออก และโซเดียมอิออน (Na+) เข้าสู่เซลล์
ความต่างศักย์ขณะทำงาน (action potential) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นเซลล์ประสาทจนถึง threshold จะเกิดการส่งกระแสประสาทขึ้น เนื่องจากโซเดียมอิออน(Na+) เข้าเซลล์มากขึ้นตามความเข้มข้นของอิออน (concentration gradient) ท าให้ภายในเซลล์มีประจุบวกมากขึ้น คือเกิด depolarization หลังจากนั้นถ้าหยุดกระตุ้น โปแตสเซียมอิออน(K+) จะเริ่มออกจากเซลล์ตามความเข้มข้นของอิออน ท าให้ประจุภายในเซลล์ลดลง คือ เกิด repolarization จนถึงจุดเริ่มต้น โปแตสเซียมอิออน(K+) ก็ออกจากเซลล์เรื่อย จนท าให้ความต่างศักย์ ภายนอกและภายในเซลล์มีค่าเป็นลบมากขึ้นกว่าความต่างศักย์ขณะพัก
ของเยื่อหุ้มเซลล์ คือเกิด hyperpolarization หลังจากนั้นความต่างศักย์ภายในและภายนอกเซลล์จะกลับไปเท่ากับความต่างศักย์ขณะพักของเยื่อหุ้มเซลล์ (-70 มิลลิโวลท์) เนื่องจากระหว่างการเกิด สัญญาณประสาท (action potential) แต่ละครั้งจะมีโซเดียมอิออน (Na+) จ านวนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเซลล์ และโปแตสเซียมอิออน(K+) อยู่นอกเซลล์ ดังนั้นในระยะฟื้นตัวจะมี active transport ของโซเดียมอิออน(Na+) และ โปแตสเซียมอิออน(K+) โดยอาศัยพลังงานจาก ATP และเอนไซม์ (enzyme) Na+- K+ATPase เพื่อปั๊มเอา Na+ ออกจากเซลล์และ K+เข้าสู่เซลล์
การน ากระแสประสาท (Conduction of Nerve Impulse) คือ การเคลื่อนที่ของกระแสประสาท (action potential) ซึ่งความเร็วของการเคลื่อนที่ของกระแสประสาทขึ้นอยู่กับ
ขนาดของส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นประสาท
เยื่อมัยอิลิน (myelin sheath)
อุณหภูมิของเส้นประสาท
การถ่ายทอดสัญญาณประสาทเป็นวิธีการพื้นฐานของกาติดต่อกันในระบบประสาท ทั้งนี้เพราะการท างานของสมองจะเกิดจากการเชื่อมโยงติดต่อกัน
การถ่ายทอดสัญญาณประสาทเป็นวิธีการพื้นฐานของกาติดต่อกันในระบบประสาท เพราะอะไร?
เพราะการทำงานของสมองเกิดจากการเชื่อมโยงติดต่อกันของเซลล์ประสาท
เพราะ Synapse เป็นบริเวณที่ทำหน้าที่รวมสัญญาณ
เพราะการวิเคราะห์ความสำคัญของข้อมูล
เพราะการส่งต่อหรือห้ามการส่งต่อของสัญญาณ
Synapse แบ่งออกเป็นกี่ชนิด?
1 ชนิด
2 ชนิด
3 ชนิด
4 ชนิด
Chemical synapse คืออะไร?
พวกที่อาศัยสารเคมีในการส่งผ่านกระแสประสาท
พวกที่ไม่ต้องอาศัยสารเคมีในการส่งผ่านกระแสประสาท
พวกที่มีทั้ง chemical synapse และ electronic synapse
พวกที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าโดยตรง
Electrical synapse คืออะไร?
พวกที่อาศัยสารเคมีในการส่งผ่านกระแสประสาท
พวกที่ไม่ต้องอาศัยสารเคมีในการส่งผ่านกระแสประสาท
พวกที่มีทั้ง chemical synapse และ electronic synapse
พวกที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าโดยตรง
Mixed synapse คืออะไร?
พวกที่อาศัยสารเคมีในการส่งผ่านกระแสประสาท
พวกที่ไม่ต้องอาศัยสารเคมีในการส่งผ่านกระแสประสาท
พวกที่มีทั้ง chemical synapse และ electronic synapse
พวกที่ส่งผ่านกระแสไฟฟ้าโดยตรง
Synapse มีความไวต่อยาชาทั่วไปอย่างไร?
Synapse มีความไวต่อยาชาทั่วไป (general anesthesia) ใช้เป็นหลักการดมยาสลบในผู้ป่วย และยังไวต่อยาบางชนิด ซึ่งถ้าให้เกิดขนาดจะทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นหมดสติได้ เช่น พวก Barbiturates เป็นต้น
ลักษณะโครงสร้างของ synapse จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบว่า synapse ประกอบด้วยส่วนต่าง ดังนี้ 1. Presynaptic component เป็นปลายประสาทที่โป่งออกเป็นกระเปาะเรียกว่า terminal bouton ซึ่งพบ mitochondria เป็นจำนวนมาก และ synaptic vesicle ที่มีขนาด และรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าจะบรรจุสารพวก neurotransmitter ชนิดใด ซึงมีทั้งพวกที่ทำให้เกิดการทำงาน เช่น acetylcholine (Ach) ซึ่งทำหน้าที่ในการนำกระแสประสาทผ่านบริเวณ synapse สารเหล่านี้จะถูกหลั่งบริเวณ presynaptic membrane เข้าสู่ synaptic cleft และไปมีผลต่อ postsynaptic membrane และพวกที่เป็นตัวยับยั้งการทำงาน เช่น gamma amino butyric acid (GABA) เป็นต้น
Synaptic cleft เป็นช่องว่างที่อยู่ถัดจาก presynaptic area มีความกว้างประมาณ 20 – 30 อังสตรอม
Postsynaptic component เป็น plasma membrane ของเซลล์ประสาทอีกตัว หรือ effect cell ซึ่งจะหนาขึ้น membrane นี้จะประกอบด้วย receptor สำหรับรับ Neurotransmitter แต่ละตัว โดยเฉพาะ
สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) คือ สารเคมีที่ปลายประสาทสร้าง
สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) คือ สารเคมีที่ปลายประสาทสร้างขึ้นเพื่อส่งสัญญาณประสาทผ่าน synapse สารพวกนี้ถูกกระตุ้นให้หลั่งโดยสัญญาณประสาทที่มายังปลายประสาท ให้ออกผ่าน synapse ไปยังเซลล์ถัดไป ท าให้เซลล์ถัดไปเกิด membrane permeability กระบวนการ Neurotransmission ประกอบด้วย 1. Synthesis โดยอาศัย enzyme ที่อยู่ในปลายประสาท เป็นโปรตีนที่สร้างใน neuron และส่งมาโดย Axoplasmic flow ตาม axon 2. Storage สารที่สร้างมาส่วนใหญ่จะถูกเก็บใน synaptic vesicles เป็นการป้องกันไม่ให้สารนั้นถูกท าลายโดยเอนไซม์ (degradative enzyme) 3. Release โดยเมื่อกระแสประสาทวิ่งมาที่ปลายประสาทจะกระตุ้นให้ membrane ของปลายประสาทเพิ่ม permeability Ca ++ ซึ่ง Ca ++ จาก extracellular fluid เข้าสู่ปลายประสาทมากขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ synaptic vesicles หลั่ง neurotransmitter สู่ synaptic cleft Neurotransmitter ที่ถูกหลั่งไปจับกับตัวรับเฉพาะ (specific receptor) ที่ post synaptic membrane ซึ่งจะมีการตอบสนองที่จ าเพาะต่อ neurotransmitter ตัวนั้น
Eliminate ท าหน้าที่ในการก าจัด neurotransmitter ออกจาก synaptic cleft ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
Eliminate ท าหน้าที่ในการก าจัด neurotransmitter ออกจาก synaptic cleft ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้
ถูกท าลายด้วย enzyme
โดยการดูดซึมกลับเข้าสู่ presynaptic
แพร่กระจายจาก synaptic cleft เข้าสู่ extracellular fluid ไปสู่ของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด แล้วไปท าลายในอวัยวะอื่น เช่น ตับ หรือ ไต
ถูกดูดโดย glial cell ที่อยู่รอบ
ชนิดของสารสื่อประสาท มีหลายชนิด เช่น 1. Acetylcholine (ACh) สร้างที่ nerve ending ของ cholinergic neuron โดยอาศัย enzyme choline acetyl transferase (CAT)
Receptor ของ ACh ได้แก่ 1. Nicotinic receptor ส่วนใหญ่พบใน ganglia ของ ANS, adrenal medulla, Neuromuscular junction 2. Muscurinic receptor พบในสมองมากกว่า Nicotinic ส่วนใหญ่พบในกล้ามเนื้อหัวใจและ กล้ามเนื้อเรียบ การกระตุ้น muscarinic receptor จะให้ผลทั้ง excitation หรือ inhibitory ขึ้นอยู่กับ tissue
ACh ถูกท าลายโดย Acetylcholineesterase (ACh E) ที่อยู่ตามผิวของ postsynaptic membrane ACh E ถูกท าให้หยุดการท างานโดยยากลุ่ม anticholinesterase เช่น ยาฆ่าแมลง หรือ nerve gas ท าให้มี ACh เหลือมาก effector organ ท างานมากเกินไป และท าใกล้ามเนื้อ ในการหายใจหดตัวค้าง
Catecholamine Neurotransmitter กลุ่มนี้ได้แก่ dopamine (DA), norepinephrine (NE), และ epinephrine (E)
ACh เหลือมาก effector organ ท างานมากเกินไป และท าใกล้ามเนื้อในการหายใจหดตัวค้าง?
Catecholamine Neurotransmitter กลุ่มนี้ได้แก่ dopamine (DA), norepinephrine (NE), และ epinephrine (E) การสังเคราะห์ส่วนใหญ่เกิดที่ปลายประสาท?
Serotonin หรือ 5-hydorxyltryptamine (5-HT) สังเคราะห์ใน serotonergic nerve ending โดย tryptophan hydroxylase หน้าที่คือ ควบคุมการหลับ?
Excitatory amino acid neurotransmitter ได้แก่ glutamate and aspatate ร่างกายสามารถสร้างได้จาก glucose และสารอื่น?
Inhibi?
Inhibitory amino acid neurotransmitter ได้แก่ gamma aminobuteric acid (GABA) และ glycine
GABA
glycine
serotonin
dopamine
Peptide Neurotransmitter - Substance P น าสัญญาณความเจ็บปวดจากส่วนต่าง ของร่างกายเข้าสู่ไขสันหลัง
Substance P
Enkephalin
endorphin
GABA
รีเฟล็กซ์ คือ การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้นโดยอัตโนมัติ
รีเฟล็กซ์ คือ การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้นโดยอัตโนมัติ โดยอาศัยการต่อโยงเข้าด้วยกันของเซลล์ประสาทตั้งแต่ 2 เซลล์ขึ้นไปที่เรียกว่า วงจรรีเฟล็กซ์ (reflex arc) วงจรรีเฟล็กซ์ (reflex arc) มีส่วนประกอบดังนี้ 1. ตัวรับรู้ (receptor) อยู่ในอวัยวะรับความรู้สึกต่าง ซึ่งอาจอยู่ที่อวัยวะภายนอก (somatic) หรืออวัยวะภายใน (visceral) เช่น ตัวรับรู้ความร้อน เย็น เจ็บปวด สัมผัส การยืดของกล้ามเนื้อ เป็นต้น 2. ประสาทน าเข้า (afferent) ได้แก่ เส้นประสาทน าความรู้สึก (sensory nerve) จะเข้าทางแขนงบน (dorsal root) ของเส้นประสาทไขสันหลัง หรือเข้าสู่เส้นประสาทรับความรู้สึกของเส้นประสาทสมอง (Cranial nerve) 3. ศูนย์กลางรีเฟล็กซ์ (reflex center) อาจอยู่ที่ก้านสมองหรือไขสันหลังก็ได้ เป้นบริเวณที่รวบรวมข้อมูลต่าง ที่เข้ามาแล้ววิเคราะห์ข้อมูล (integration) นั้น โดยเซลล์เชื่อมกลาง (interneuron) ก่อน แล้วจึงส่งสัญญาณไปยังเซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron) ที่ระดับเดียวกันหรือคนละระดับของไขสันหลัง หรือก้านสมอง เพื่อการตอบสนองแบบรีเฟล็กซ์ในรูปแบบต่าง 4. ประสาทน าออก (efferent หรือ motor nerve) เป็น axon ของ motor neuron น าข่าวหรือ ค าสั่งออกจากศูนย์กลางรีเฟล็กซ์สู่อวัยวะแสดงผล
อก (efferent หรือ motor nerve) เป็น axon ของ motor neuron น าข่าวหรือค าสั่งออกจากศูนย์กลางรีเฟล็กซ์สู่อวัยวะแสดงผล
อวัยวะแสดงผล (effector organ) เป็นอวัยวะที่ท าให้เกิดการตอบสนอง ได้แก่ กล้ามเนื้อชนิดต่าง และรวมถึงต่อมต่าง ด้วย
การเกิดปฏิกิริยารีเฟล็กซ์มีประโยชน์ในการควบคุมการท างานของร่างกายและป้องกันร่างกายไม่ให้ได้รับอันตราย เนื่องจากรีเฟล็กซ์เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเร็ว และการตอบสนองมีความจ าเพาะต่อการกระตุ้นแต่ละอย่าง เช่น ฉายแสงเข้าตา ม่านตาจะหดเล็กลง เพื่อป้องกันไม่ให้แสงเข้าสู่ตามาก หรือเมื่อเดินเท้าเปล่าไปเหยียบตะปูเข้าก็จะยกเท้าข้างนั้นหนีออกจากตะปู เป็นต้น
การจัดระเบียบของระบบประสาท (Organization of the nervous system) 1. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system หรือ CNS) ได้แก่ สมอง (brain) และไขสันหลัง (spinal cord)
ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system หรือ PNS) ได้แก่ ส่วนที่ยื่นออกมา จากส่วนกลาง คือ เส้นประสาทสมอง (cranial nerves) และเส้นประสาทไขสันหลัง
ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System, CNS) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
สมองส่วนหน้า (Forebrain หรือ Prosencephalon) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
สมองส่วนกลาง (Midbrain หรือ mesencephalon) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
สมองส่วนหลัง (Hindbrain หรือ rhombencephalon) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
สมองข้างซ้ายและขวา (hemispheres) มาเชื่อมกันตรงกลางด้วยอะไร?
(a)
สมองส่วนหน้า (Forebrain หรือ Prosencephalon) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
สมองข้างซ้ายและขวา
corpus callosum
Telencephalon
cerebrum และ basal ganglia
Cerebrum มีลักษณะภายนอกเป็นลอน ส่วนนูนเรียกอะไร?
fissure
gyri
cerebral cortex
gray matter
Fissure และ Sulcus ที่สำคัญมีอะไรบ้าง?
Longitudinal fissure เป็น fissure ในแนวกลางระหว่างอะไร?
cerebral hemisphere ทั้งสอง
frontal lobe
temporal lobe
occipital lobe
Central fissure (fissure of Rolando) ตั้งต้นจากขอบด้านบน (dorsal border) 1 ซม. หลังจุดบนสุดของ hemisphere ทอดลงทางด้านข้างจนเกือบจรด lateral fissure แบ่ง frontal lobe ออกจาก parietal lobe บริเวณใกล้เคียงกันนี้มี gyrus สองอันที่ขนานกับ central sulcus โดย gyrus อันที่อยู่หน้าต่อ sulcus เรียก precentral sulcus และอันที่อยู่หลังต่อ sulcus เรียก postcentral gyrus ซึ่งมีหน้าที่ส าคัญที่จะกล่าวต่อไป
Parieto – Occipital sulcus เป็นร่องทางด้านในแยก parietal lobe ออกจาก occipital
Calcarine fissure ร่องนี้เป็นต าแหน่งส าคัญของ Visual cortex
Frontal lobe เป็นกลีบหน้าของสมอง ซึ่งสมองส่วนนี้ประกอบด้วยบริเวณที่ท าหน้าที่ส าคัญต่าง ได้แก่ Primary motor area (Broadmann area 4) เป็นบริเวณที่อยู่ใน precentral gyrus หน้าต่อ central sulcus ท าหน้าที่ควบคุมการท างานของกล้ามเนื้อลายของร่างกายซีกตร
Primary motor area (Broadmann area 4) เป็นบริเวณที่อยู่ใน precentral gyrus หน้าต่อ central sulcus ท าหน้าที่ควบคุมการท างานของกล้ามเนื้อลายของร่างกายซีกตรงข้าม เซลล์ประสาทของบริเวณนี้ มีการเรียงตัวอย่างเป็นแบบแผน (homunculus) เช่น เซลล์ประสาทที่ท าหน้าที่ควบคุมการท างานของล าตัว และแขนจะอยู่ส่วนบนและส่วนล่างก็ควบคุมการท างานของกล้ามเนื้อบริเวณหน้า ส่วนบริเวณที่ควบคุมการท างานของขาและเท้าจะอยู่ทางด้านใน
Premotor area (Broadmann area 6) เป็นบริเวณที่อยู่หน้าต่อ primary motor area เซลล์ประสาทที่บริเวณนี้จะควบคุมกลุ่มของกล้ามเนื้อที่ท าหน้าที่พิเศษ เช่น การท าให้เกิดการเคลื่อนที่แบบซ ้า การเคลื่อนที่แบบนี้ เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาที่ท าให้เกิดการเรียนรู้ เช่น การใช้ อุปกรณ์ดนตรี การพิมพ์ดีด เป็นต้น
Broca’s area (motor speech area หรือ Broadmann areas 44, 45) เป็นบริเวณที่อยู่ล่างต่อ premotor area ท าหน้าที่เป็นพื้นที่สั่งงานท่เกี่ยวข้องกับการพูด บริเวณนี้มีความแตกต่างจากบริเวณอื่น คือ จะพบว่ามีแต่สมองซีกซ้ายเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่บริเวณของสมองที่ท าหน้าที่อื่น นั้นพบได้ในสมองทั้งสองซีก
Frontal association area (Broadmann area 9, 10, 11, 12) เป็นบริเวณที่อยู่หน้าต่อ premotor area และเชื่อกัน
Frontal association area (Broadmann area 9, 10, 11, 12) เป็นบริเวณที่อยู่หน้าต่อ premotor area และเชื่อกันว่าเป็นต าแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความสามารถสูงสุดของ สติปัญญาของมนุษย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการมองการณ์ไกล การตัดสินใจการเลือกรูปแบบของ พฤติกรรมให้เหมาะสม
Primary sensory area (Broadmann areas 3, 1, 2) อยู่ที่ postcentral gyrus ซึ่งอยู่ หลังต่อ central sulcus บริเวณนี้เป็นที่สิ้นสุดของทางเดินประสาทที่สามารถน าข้อมูลความรู้สึกทั่วไป ที่เกี่ยวข้องกับ อุณหภูมิ สัมผัส แรงดัน ความเจ็บปวด และการรับความรู้สึกภายในข้อของร่างกาย ซีกหนึ่งไปสู่ผิวสมองซีกตรงข้าม
Somatic association area (Broadmann area 5, 7, 40) บริเวณนี้จะอยู่หลังต่อ primary sensory area เป็นศูนย์ผสมผสานการรับรู้ต่าง เช่น ความรู้สึกจากรางกาย, การเห็น และ การได้ยิน เพื่อให้เกิดการตอบสนองที่ถูกต้องและเหมาะสม
Temporal lobe เป็นกลีบที่อยู่ทางด้านล่าง ต ่าจาก lateral fissure ลงไปสมองนี้ ประกอบด้วย บริเวณที่ท าหน้าที่ส าคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่
Temporal lobe เป็นกลีบที่อยู่ทางด้านล่าง ต ่าจาก lateral fissure ลงไปสมองนี้ ประกอบด้วย บริเวณที่ท าหน้าที่ส าคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ 1. Primary auditory area (Broadmann area 41, 42) อยู่ที่ transverse temporal gyrus ในแนวขนานกับ lateral fissure เป็นบริเวณที่ท าหน้าที่รับรู้ว่ามีเสียงเข้ามา 2. Auditory association area (Broadmann area 22) เป็นบริเวณที่อยู่ถัดออกมาจาก primary auditory cortex จะเป็นบริเวณที่ตีความหมายของเสียงที่ได้ยิน
Occipital lobe เป็นกลีบที่อยู่หลังสุดของสมองใหญ่ ประกอบด้วยบริเวณที่ ท าหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็น ได้แก่ 1. Primary visual area (Broadmann area 17) อยู่รอบ calcarine fissure และรอบ occipital pole บริเวณนี้อาจเรียกว่า calcarine cortex หรือ Striate cortex ก็ได้ท าหน้าที่รับรู้ว่ามีภาพเข้ามา 2. Visual association area (Broadmann area 18,19) อยู่ทางด้านในของ occipital lobe จะอยู่ถัดจาก calcarine cortex ออกไป ส่วนทางด้านนอกอยู่ถัดจาก visual cortex รอบ occipital pole ไปทางด้านหน้า ท าหน้าที่แปลความหมายของภาพที่รับเข้ามา
Insula lobe เป็นกลีบที่อยู่ลึกต่อ Sylvian fissure และถูกบังไว้ด้วยส่วนของ frontal และ parietal lobe หน้าที่ของกลีบสมองนี้ยังไม่ทราบแน่ช
Insula lobe เป็นกลีบที่อยู่ลึกต่อ Sylvian fissure และถูกบังไว้ด้วยส่วนของ frontal และ parietal lobe หน้าที่ของกลีบสมองนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการรับรสและความรู้สึกจากอวัยวะภายใน
Basal ganglia (Deep telencephalic nuclei) เป็นกลุ่มของเซลล์ประสาทที่อยู่ลึกลงไปในส่วนของ cerebral hemisphere ทั้งสองข้างซึ่งมี white matter อยู่ล้อมรอบ ประกอบด้วย
Caupus striatum ท าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวประกอบด้วย
Amygdala (Amygdaloid nucleus) ท าหน้าที่เกี่ยวกับการรับกลิ่น และอารมณ์
Claustrum ยังไม่ทราบหน้าที่อย่างชัดเจน
Rhiencephalon สมองส่วนนี้เป็นส่วนที่เก่าที่สุดในวิวัฒนาการไม่พบทางด้าน lateral แต่จะพบในทางด้าน ventral และ medial ประกอบด้วยส่วนต่าง ที่ ท าหน้าที่เกี่ยวกับ olfactory และ limbic systems
Diencephalon เป็นส่วนหน้าสุด (rostral end) ของก้านสมอง (brain stem) และอยู่ตรงกลางระหว่าง cerebral hemispheres ทั้งสองข้าง ประกอบด้วย
Epithalamus เป็นส่วนบนสุดของ diencephalons ประกอบด้วยโครงสร้างหลายอย่าง เช่น Pineal gland (Pineal body และ epiphysis cerebri) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสารเคมีเป็นโครงสร้างส่วนใหญ่ของสมอง
Epithalamus เป็นส่วนบนสุดของ diencephalons ประกอบด้วยโครงสร้างหลายอย่าง เช่น Pineal gland (Pineal body และ epiphysis cerebri) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสารเคมีเป็นโครงสร้างส่วนใหญ่ของสมองในส่วน Diencephalon
Thalamus (Dorsal thalamus) มีลักษณะเป็นก้อนรูปไข่ 2 ก้อน ที่เชื่อมติดกันโดยส่วนที่เรียกว่า massa intermedia (middle commissure หรือ interthalamic connection) มีความสำคัญคือ เป็นส่วนที่มีสัญญาณประสาทต่างจำนวนมาผ่านเข้ามา สัญญาณประสาทเหล่านี้ส่วนมากถ่ายทอดมาจากระบบรับความรู้สึกต่างเกือบทุกระบบ ยกเว้น ระบบการดมกลิ่น หลังจากนั้นจะส่งไปยังบริเวณที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกของสมองใหญ่ จึงอาจเรียก Thalamus ว่าเป็น “Relay center for sensory”
Metathalamus เป็นส่วนที่ถูกบังคับด้วยส่วนท้ายของ Thalamus ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Medial geniculate body เป็น relay station ของสัญญาณประสาทเกี่ยวกับการได้ยิน และ Lateral geniculate body เป็น relay station ของสัญญาณประสาทเกี่ยวกับการรับภาพ
Subthalamus (Ventral thalamus) เป็นส่วนหนึ่งของ diencephalon ที่อยู่ใต้ Thalamus และอยู่ทางด้านข้างของ hypothalamus มีเส้นใยประสาทมากมายที่แทรกเข้ามาใน subthalamus ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มเส้นใยประสาทสั่งการ (motor) เพื่อส่งต่อไปยังบริเวณต่าง
diencephalon ที่อยู่ใต้ Thalamus และอยู่ทางด้านข้างของ hypothalamus มีเส้นใยประสาทมากมายที่แทรกเข้ามาใน subthalamus ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มเส้นใยประสาทสั่งการ (motor) เพื่อส่งต่อไปยังบริเวณต่าง ที่เกี่ยวข้อง
Hypothalamus เป็นบริเวณที่อยู่ทางด้านล่างสุดของ Thalamus ท าหน้าที่ประสานงานกับระบบต่าง ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาทอัตโนมัติ และระบบต่อมไร้ท่อ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย (homeostasis) เช่น การควบคุมอุณหภูมิ การกิน การดื่ม สมดุลของน ้าและสารเคมีในร่างกาย ระดับฮอร์โมน การหายใจ และการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้ยังควบคุมเกี่ยวกับการหลับตื่น การแสดงออกของอารมณ์ การแสดงออกทางเพศ เป็นต้น
Corpora quadrigemina มีลักษณะเป็นก้อนนูน 4 ก้อน คู่บนเรียกว่า superior colliculus เป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการรับภาพ ส่วนคู่ล่างเรียก inferior colliculus เป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียง
Cerebral peduncle มีลักษณะเป็นแท่ง 2 แท่ง อยู่ทางด้านล่างของสมองส่วนกลาง ประกอบด้วยเส้นใยประสาทจากสมองส่วน motor area วิ่งลงมาสู่เซลล์ประสาทในไขสันหลัง
Metencephalon ประกอบด้วย Pons อยู่ทางด้านหน้า cerebellum และอยู่ใต้ midbrain แต่เหนือต่อ medulla oblongata ท าหน้าที่เชื่อมโยงการท างานระหว่างสมองน้อย (cerebellum) สมองใหญ่ (cerebrum) และก้านสมอง
Pons อยู่ทางด้านหน้า cerebellum และอยู่ใต้ midbrain แต่เหนือต่อ medulla oblongata ท าหน้าที่เชื่อมโยงการท างานระหว่างสมองน้อย (cerebellum) สมองใหญ่ (cerebrum) และก้านสมอง (brain stem = midbrain, pons, medulla oblongata) นอกจากนี้ยังเป็นต าแหน่งที่ CN V, VI, VII, VIII ทอดออกไปอีกด้วย
Cerebellum อยู่ในแอ่งสมองด้านหลังใต้ต่อแผ่นเยื่อที่เรียกว่า tentorium cerebelli มี cerebellar vermis อยู่ตรงกลางระหว่าง cerebellar hemispheres ทั้ง 2 ข้าง ผิวภายนอกจะมีลักษณะเป็นร่องมากมาย สันระหว่างร่องเรียกว่า folia สมองน้อยท าหน้าที่ประสานงานร่วมกับสมองใหญ่ และระบบ extrapyramidal เพื่อควบคุมการท างานของเซลล์ประสาทสั่งการ (motor neurons) ของไขสันหลังซึ่งมีผลที่ท าให้การทรงตัว (equilibrium) ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (muscle tone) และการเคลื่อนไหว (movements) เป็นไปโดยราบเรียบ
Medulla oblongata เป็นส่วนที่อยู่ล่างสุดของสมอง ปลายสุดจะเชื่อมต่อกับไขสันหลัง มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทรงตัว และการเคลื่อนไหวร่วมกับสมองส่วน cerebellum นอกจากนี้ยังมีศูนย์ควบคุมสัญญาณชีพ (vital center) เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ การหดและขยายของหลอดเลือด การควบคุม reflex ต่าง เช่น การไอ การจาม การอาเจียน เป็นต้น
ไขสันหลังเป็นส่วนที่เจริญมาจาก neural tube อยู่ต่อจาก medulla oblongata และอยู่ในช่องกระดูกสันหลัง (vertebral canal) จริงหรือไม่?
จริง
ไม่จริง
ในช่วง 3 เดือนแรกของตัวอ่อน ไขสันหลังจะมีความยาวตลอดช่องกระดูกสันหลัง จริงหรือไม่?
จริง
ไม่จริง
ไขสันหลังจะสิ้นสุดที่กระดูกสันหลังระดับก้นกบที่ 1 (Sacral ที่ 1 หรือ S1) เมื่ออายุได้กี่เดือน?
5 เดือน
3 เดือน
1 เดือน
สำหรับในผู้ใหญ่ไขสันหลังสิ้นสุดตรงกับกระดูกสันหลังระดับใด?
L1
L2
L3
ไขสันหลังจะพัฒนาไม่ทันกระดูกสันหลังจริงหรือไม่?
จริง
ไม่จริง
