Worksheetsการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน
Total questions: 133
Worksheet time: 6hrs 14mins
ออกซิเจนเป็นแก๊สที่มีในโมเลกุลขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น น้ำหน้าเบากว่าอากาศ ปริมาตรของแก๊สจะเปลี่ยนแปลงไปตามความดัน และอุณหภูมิ สามารถดูดซึมลงไปในของเหลวได้ และแยกออกมาจากของเหลวได้เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง และช่วยให้ไฟติดแต่ไม่ติดไฟ ในการหายใจแต่ละครั้งเราจะได้รับแก๊สออกซิเจนประมาณร้อยละ 21 ซึ่งแก๊สออกซิเจนมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต การขาดออกซิเจนจะทำให้เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆหยุดทำงาน การลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบหายใจ ผู้ที่มีพยาธิสภาพของระบบทางเดินหายใจ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะเกิดภาวะออกซิเจนในเซลล์ต่ำ (Hypoxia) ดังนั้น การให้ออกซิเจน จะเป็นการป้องกันและแก้ไขภาวะขาดออกซิเจนได้ การที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายจะได้รับออกซิเจนที่เพียงพอยังขึ้นอยู่กับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ระบบต่างๆของร่างกายทำงานร่วมกันอย่างสมดุล คือ ระบบหัวใจการทำงานสูบฉีดเลือดได้ดี จำนวนเม็ดเลือดแดง และฮีโมโกลบินที่นำเอาโมเลกุลของออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ
ภาวะออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ (Hypoxemia) หมายถึง ภาวะที่ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดแดงค่ำกว่าปกติ ซึ่งสามารถวัดได้จาก PaO2 (Partial pressure of oxygen in arterial blood: PaO2 < 40 mmHg) เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเข้มข้นของออกซิเจนที่หายใจเข้าต่ำกว่าปกติ พบในบริเวณที่แออัด เช่น ในโรงภาพยนตร์ รถโดยสารที่มีผู้โดยสารหนาแน่น หรือในขณะที่ลิฟท์ค้างนาน ๆ โดยเฉพาะบนภูเขาสูงและบริเวณที่มีการเผาไหม้ จะมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำ สาเหตุจากการหายใจน้อย (Hypoventilation) ความผิดปกติของการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ถุงลม หรือมีความไม่สมดุลของการหายใจและปริมาณเล
ภาวะฮีโมโกลบินในเลือดต่ำ (Anemia) หมายถึง การมีปริมาณของเม็ดเลือดแดง (Red cell mass) หรือระดับค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb) ลดลงต่ำกว่า 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ณ ช่วงอายุนั้น ๆ ซึ่งฮีโมโกลบินเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ภาวะ ฮีโมโกลบิน ในเลือดต่ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสียเลือด หรือฮีโมโกลบินทำงานผิดปกติ เช่น มีภาวะเป็นพิษ จากแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ จะทำให้การนำออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ
ภาวะพร่องของระบบไหลเวียนเลือด (Stagnant Hypoxia) เกิดจากหัวใจไม่สามารถสู
ีโมโกลบินทำงานผิดปกติ เช่น มีภาวะเป็นพิษ จากแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ จะทำให้การนำออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ
ภาวะพร่องของระบบไหลเวียนเลือด (Stagnant Hypoxia) เกิดจากหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอ มีผลให้ปริมาณเลือดหมุนเวียนต่ำ เช่น ผู้ที่อยู่ในภาวะช็อค ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) หรือปริมาณสารน้ำในหลอดเลือดที่จะทำให้เกิดแรงดันที่ไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายต่ำ (Hypovolemia shock)
ภาวะเซลล์ไม่สามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้เอง (Histotoxic hypoxia) เกิดจากการได้จากยา เช่น บาบิทูเรท (Barbiturates) โอพีเอท (Opiates) หรือพิษจากยาไซยาไนค์ (Cyanide) ซึ่งจะมีผลยับยั้งการหายใจระดับเซลล์ ยาสลบประเภท อีเทอร์ (Ether) คลอโรฟอร์ม (Chloroform) และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
อาการและอาการแสดงของภาวะขาดออกซิเจน - อาการทางสัญญาณชีพ จะพบชีพจรเร็ว การเต้นของหัวใจผิดปกติ (Arrythmia) หายใจเร็ว ตื้น และมีอาการหายใจลำบาก
อาการทางพฤติกรรม นอนราบไม่ได้ มีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด การตอบสนองและการตัดสินใจช้า สับสน มึนงง
ร็ว การเต้นของหัวใจผิดปกติ (Arrythmia) หายใจเร็ว ตื้น และมีอาการหายใจลำบาก
อาการทางพฤติกรรม นอนราบไม่ได้ มีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด การตอบสนองและการตัดสินใจช้า สับสน มึนงง
อาการทางร่างกาย มีหาวบ่อย ปวดศีรษะ หนาวสั่น เจ็บหน้าอก
อาการทางผิวหนัง พบภาวะเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งเป็นอาการที่ผิวหนังและเยื่อบุเปลี่ยนเป็นสีเขียว ในบริเวณหลอดเลือดใต้ลิ้นปี่เยื่อบุในปาก เยื่อบุตา ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า
การบำบัดด้วยออกซิเจน (Oxygen day) หมายถึง การให้ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นเพื่อการรักษาหรือป้องกันอาการและอาการแสดงของการขาดออกซิเจนของเนื้อเยื่อ
วัตถุประสงค์ เพื่อ แก้ไขภาวะออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ ลดพลังงานที่ต้องใช้ในการหายใจ ลดการทำงานของหัวใจ
อาการแสดงของการขาดออกซิเจนของเนื้อเยื่อ คือ อะไร?
การตรวจวัดความพอเพียงของออกซิเจนในเซลล์มีวิธีใดบ้าง?
การตรวจระดับแก๊สในเลือดแดง (PaO2)
การตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกบินจากชีพจร (Pulse oximetry)
การตรวจระดับแก๊สในเลือดแดงมีข้อแตกต่างจากการตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนอย่างไร?
ระดับออกซิเจน (PaO2) คาร์บอนไดออกไซด์ (PaCO2 ) สภาพกรด-ด่าง (pH) ค่าปกติคืออะไร?
ระดับออกซิเจน 80-100 mmHg
ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ 35-45 mmHg
สภาพกรด-ด่าง 7.35-7.45
ค่าผิดปกติของระดับออกซิเจนคืออะไร?
60-79 mmHg: ต่ำเล็กน้อย
40-60 mmHg: ต่ำปานกลาง
< 40 mmHg: ต่ำรุนแรง
ค่าผิดปกติของระดับคาร์บอนไดออกไซด์คืออะไร?
< 35 mmHg: หายใจเร็ว
> 45 mmHg: หายใจช้า
ค่าผิดปกติของสภาพกรด-ด่างคืออะไร?
< 7.35: สภาวะกรด
> 7.45: สภาวะด่าง
ความเข้มข้นของออกซิเจน (Oxygen saturation, SaO2/SpO2) ค่าผิดปกติคืออะไร?
95-100%
< 93% ต้องติดตามประเมินหาสาเหตุและแก้ไข
< 90% ต้องให้ออกซิเจนอย่างเร่งด่วน
การบำบัดด้วยออกซิเจน ต้องคำนึงถึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ความรุนแรงของการขาดออกซิเจนและอาการแสดง ถ้าไม่รุนแรงอาจให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยผ่านทางจมูก ปาก ถ้ารุนแรงอาจต้องให้ร่วมกับการช่วยหายใจด้วยแรงดันบวก
การบำบัดด้วยออกซิเจน ต้องคำนึงถึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนที่ผู้ป่วยต้องการ ทำให้สามารถเลือกอุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจนได้เหมาะสม ไม่เกิดการสิ้นเปลืองออกซิเจนและค่าใช้จ่าย จากการให้ออกซิเจนที่มากเกินพอ
การบำบัดด้วยออกซิเจน ต้องคำนึงถึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณความชื้น โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยต้องการปริมาณออกซิเจนมาก ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจแห้งและถูกทำลายได้
การให้ออกซิเจนเพื่อการรักษาใช้ในผู้ป่วยที่ขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน เช่น การอุดตันของระบบทางเดินหายใจ ปอดบวม โรคหัวใจ โรคปอดกั้นเรื้อรัง หรือผู้ที่อยู่ในภาวะช็อค โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง การบาคเจ็บที่สมอง
ชนิดของออกซิเจน แบ่งตามระบบจ่ายออกซิเจน ได้ 2 แหล่ง คือ ออกซิเจนจากท่อ (Piped-in oxygen) ซึ่งใช้ในโรงพราบาล โดยมีศูนย์เก็บออกซิเจนและจ่ายออกซิเจนจากศูนย์ไปยังหอผู้ป่วย โดยผ่านท่อซึ่งฝังไว้ที่ผนังตึก และมีช่องเปิดที่ผนังห้องสมารถสวมเครื่องปรับอัตราไหลของแก๊ส
ชนิดของออกซิเจน แบ่งตามระบบจ่ายออกซิเจน ได้ 2 แหล่ง คือ ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks) ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายหรือส่งต่
ออกซิเจนจากศูนย์ไปยังหอผู้ป่วย โดยผ่านท่อซึ่งฝังไว้ที่ผนังตึก และมีช่องเปิดที่ผนังห้องสมารถสวมเครื่องปรับอัตราไหลของแก๊ส
ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks) ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายหรือส่งต่อผู้ป่วย หรือผู้ป่วยที่ต้องให้ออกซิเจนที่บ้านแก๊สออกซิเจนจะบรรจุในถังที่อัดด้วยความดันสูง แรงดันออกซิเจนในถังประมาณ 1,800-2,400 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถังบรรจุออกซิเจนมีหลายขนาด และความจุปริมาณออกซิเจนต่างกันสามารถคำนวณเพื่อประเมินว่าออกซิเจนในถังขณะนั้นสามารถใช้ได้นานเท่าไร ซึ่งต้องทราบค่าคงที่ตามขนาดของถังก่อน
อุปกรณ์หลักที่ใช้กับถังออกซิเจน - ตัวควบคุมแรงดันแก๊ส (Pressure/cylinder regulator) ส่วนใหญ่จะติดตั้งต่อไว้กับถังออกซิเจนอย่างถาวร หากไม่ได้ติดตั้งอย่างถาวรการติดตั้งทำได้โดยการขันนอต อัตราการไหลของออกซิเจนที่เรียกว่า โฟล์วมิเตอร์ (Flow meter) ของตัวควบคุมแรงดันแก๊ส เข้ากับเกลียวของถังบรรจุออกซิเจน โดยใช้ประแจเลื่อนปรับขนาดให้พอดีกับขนาดของนอต การใช้ถังออกซิเจนมีข้อควรระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากเพลิงไหม้ หรือการระเบิดของถัง ดังนี้ - ตรวจสอบสภาพของถังออกซิเจน ไม่เปิดวาล์วทิ้งไว้แม้ออกซ
การใช้ถังออกซิเจนมีข้อควรระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากเพลิงไหม้ หรือการระเบิดของถัง ดังนี้
ตรวจสอบสภาพของถังออกซิเจน ไม่เปิดวาล์วทิ้งไว้แม้ออกซิเจนจะหมดถัง
เก็บถังออกซิเจนในที่ปลอดภัย จากความร้อน รังสี น้ำมัน หรือเปลวไฟ
เคลื่อนย้ายถังด้วยความระมัดระวัง ไม่โยนหรือกระแทก
ควรมีตัวจับหรือยึดถังให้อยู่กับที่ขณะเปิดใช้งาน เพื่อไม่ให้ถังออกซิเจนล้ม
ตรวจสอบความดันออกซิเจนที่อยู่ภายในถัง จากหน้าปัดตัวถังก่อนต่อออกซิเจนทุกครั้ง
อุปกรณ์หลักที่ใช้กับการให้ออกซิเจนทั้งชนิดจากท่อและตัว
อุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน
โฟล์มิเตอร์
หลอดลูกลอย
อุปกรณ์สำหรับควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน
สามารถปรับอัตราการไหลของออกซิเจนตั้งแต่ 0-15 ลิตรต่อนาที โดยข้างในหลอดลูกลอยเล็กๆ ไว้อ่านค่าอัตราการไหลของออกซิเจน สำหรับเด็กเล็ก จะมีโฟล์มิเตอร์ที่สามารถปรับค่าอัตราการไหลของออกซิเจน ได้ละเอียดมากขึ้นระหว่าง 0-2 ลิตรต่อนาที
อุปกรณ์ทำความชื้นและฝอยละอองชนิดฮิวมิติฟายเออร์และเนบูไลเซอร์ (Humidifier and nebulizer) เป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความชื้นให้แก่ออกซิเจนก่อนไปสู่ทางเดินหายใจผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ทางเดินหายใจแห้งจนเกิดการระคายเคือง และเยื่อเมือก (Mucus) แห้ง จะทำให้เกิดการคั่งค้างของเสมหะ ฮิวมิดิฟายเออร์เป็นอุปกรณ์ให้ความชื้นในรูปของแก๊สผ่านทางท่อนำออกซิเจนขนาดเล็ก ส่วนนบูไลเซอร์เป็นอุปกรณ์ให้ความชื้นในรูปของฝอยละอองผ่านทางท่อน้ำออกซิเจนขนาดใหญ่ (Corrugated tube) นอกจากนี้บนขวดสู่ควนขึ้นจะสามารถปรับฝอยละอองความชื้นให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วย ได้ 2 แบบ คือ แบบฝ่อยละอองใหญ่ (Bubble) ในกรณีก็ทางตินหายใจผู้ป่วยมีเสมหะไม่เหนียวข้นมาก และฝอยละอองเล็ก ในกรณีต้องการให้ละอองไอน้ำขนาดเล็กเข้าไปใต้ลึกในทางเต็มหายใจ และจับกับเสมหะที่เหนียวขึ้นมากให้อ่อนตัวง่ายต่อการขับออกจากทางเดินหายใจ
ผู้ป่วยมีเสมหะไม่เหนียวข้นมาก และฝอยละอองเล็ก ในกรณีต้องการให้ละอองไอน้ำขนาดเล็กเข้าไปใต้ลึกในทางเต็มหายใจ และจับกับเสมหะที่เหนียวขึ้นมากให้อ่อนตัวง่ายต่อการขับออกจากทางเดินหายใจ
อุปกรณ์ขวดทำความชื้นแบบบใช้เสร็จแล้วทิ้ง ผลิตมาใช้ในท้องตลาดเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉินหรือใช้กับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อดื้อยา แต่เมื่อเปรียบเทือบราคาอาจสูงกว่าชนิดนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากในกรณีที่ที่ผู้ป่วยต้องให้การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นระยะเวลานาน
ท่อนำออกซิเจน เป็นท่อที่จะต่อจากรูปิดของอุปกรณ์ทำความขึ้นมายังอุปกรณ์ออกซิเจนบำบัด (Oxygen therapy device) ที่ใช้ส่วนใหญ่มี 2 ขนาด คือ ท่อนำออกซิเจนขนาดเล็ก และท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่
เนซัล แคนนูลา หรือ เนซัล พรองส์ (Nasal cannula/Nasal prongs) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นสายสั้นแยงเข้ารูจมูกทั้งสองข้าง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่าย สะควก ใส่ไว้ได้ตอดเวลาแม��ในขณะที่ผู้ป่วยพูดและรับประทานอาหาหาร ดูแลง่าย เปิดอัตราการไหลของออกซิเจนได้สูงสุดไม่เกิน 6 ลิตร/นาที เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองเชื่อบุโพรงจมูก
เนซัล แคททีเตอร์ (Nasal catheter) เป็นอุปกรณ์ที่เป็นสายยางหรือพลาสติกยาว สอดผ่านรูจมูก เพื่อให้ปลายแคททีเตอร์ ไปอยู่ที่คอหอย โดยที่บริเวณปลายแคทที่เตอร์จะมีรูเปิดเล็ก ๆ หลายรู การให้ออกซิเจนชนิดนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญมากกว่าเน Nasal cannula จึงใช้เฉพาะในรายที่ไม่สามารถคล้องสาย catheter ได้ หรือใช้ในทารกที่ต้องการการบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะได้รับออกซิเจนความเข้มข้นเท่ากับการใช้ เมซัลแคนนูลา แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนคือ ท้องอึด (Gastric distension) จากการกลืนลมเข้าท้อง
ที่ต้องการการบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะได้รับออกซิเจนความเข้มข้นเท่ากับการใช้ เมซัลแคนนูลา แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนคือ ท้องอึด (Gastric distension) จากการกลืนลมเข้าท้อง
หน้ากากออกซิเจนชนิคธรรมดา (Simple face mask) เป็นอุปกรณ์ที่เป็นการใช้หน้ากากครอบจมูกและปากให้ความเข้มขั้นของออกซิเจนสูงกว่าเช้ล แคนนูลาเล็กน้อย ข้อดีในการใช้ออกซิเจนชนิดนี้ คือ ไม่ระคายเลืองต่อเยื่อบุโพรงจมูก และได้ออกซิเจนความเข้มเข้มสูงกว่าการใช้เนซัล แคนนูลา ข้อเสีย คือผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัด ไม่สามารถให้ให้ขณะดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ต้องเลือกขนาดของหน้ากากที่เหมาะสมกับใบหน้า และครอบจมูกและปากได้พอดี หากครอบไม่สนิทจะมีอากาศเข้าไปผสมทำให้ได้รับออกซิเจนที่มีความเข้มชั้นที่ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับและควรเปิดอัตราการไหลของออกซิเจนอย่างน้อย 5-8 ลิตรานาที ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนความเข้มขึ้น (FiO2) ประมาณร้อยละ 40-60
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน (Mask with reservoir bag) เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ตัวทำออกซิเจน และถุงเก็บออกซิเจน (Reservoir bag) ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจเอาอากาศที่มีออกซิเจนความเข้มขั้นสูงกว่าก
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน (Mask with reservoir bag) เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ตัวทำออกซิเจน และถุงเก็บออกซิเจน (Reservoir bag) ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจเอาอากาศที่มีออกซิเจนความเข้มขั้นสูงกว่าการใช้หน้ากากออกซิเจนชนิดธรรมดา
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจนที่ไม่มีลิ้นกัน (Partial rebreathing mask: PRM) เป็นอุปกรณ์ที่บริเวณส่วนต่อระหว่างหน้ากากออกซิเจนและถุงเก็บออกซิเจนชนิดไม่มีลิ้น (One-way rake) กันผู้ป่วยจะหายใจเอาบางส่วนของลมหายใจออกกลับเข้าไปด้วย ก่อนใช้ต้องเปิดอัตราการไหลของออกซิเจนมากพอที่จะทำให้ถุงเก็บออกซิเจนโป้งเสียก่อน และขณะใช้ถุงต้องโป่งอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ควรแฟบหมดขณะผู้ป่วยหายใจเข้า ควรเปิดอัตราการไหลของออกซิเจน 6-10 ลิตร/นาที ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนความเข้มข้น (FiO2) ประมาณร้อยละ 60-90
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจนที่มีลิ้นกั้น (Non rebreathing mask : NRM) เป็นอุปกรณ์ที่บริเวณส่วนต่อหน้ากากออกซิเจนและถุงเก็บออกซิเจนชนิดมีลิ้นกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลมหายใจออกไหลเข้าไปรวมกับอากาศภายในถุงเก็บออกซิเจน และลมหายใจจะออกทางรูด้านข้างของหน้ากากออกซิเจนซึ่ง
NRM) เป็นอุปกรณ์ที่บริเวณส่วนต่อหน้ากากออกซิเจนและถุงเก็บออกซิเจนชนิดมีลิ้นกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลมหายใจออกไหลเข้าไปรวมกับอากาศภายในถุงเก็บออกซิเจน และลมหายใจจะออกทางรูด้านข้างของหน้ากากออกซิเจนซึ่งมีถุงเก็บออกซิเจนชนิดมีลิ้นปิดอยู่เช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้หายใจเอาอากาศภายนอกเข้ามาผสมเพื่อเปิดอัตราการไหลของออกซิเจน 10-15 ลิตร/ นาที ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนความเข้มข้น (FiO2) ประมาณ ร้อยละ 90-100
17.5) ออกซิเจนชนิดกระโจมหรือกล่อง (Oxygen hood or box) เป็นการให้ออกซิเจนโดยพ่นออกซิเจนผ่านเข้าไปในกล่องพลาสติกใสที่ครอบเฉพาะบริเวณศีรษะและไหล่ของเด็ก การทำความชื้นควรเป็นชนิดฝอยละอองเล็กโดยต่อคู่กับท่อนำออกซิเจนแบบท่อนำออกซิเจนขนาคใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันไม่นิยมใช้
17.6) ออกซิเจนที่ให้ทางท่อหลอดลมคอ (Tracheostomy mask) หรือ คอลลาร์ มาสค์ (Collar mask) เป็นอุปกรณ์การให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่หายใจทางท่อหลอดลมคอ ลักษณะคล้าย หน้ากากออกซิเจนชนิดธรรมดา เเต่ดัดแปลงให้มีรูปร่างรี ให้สามารถครอบบริเวณท่อหลอดลมคอได้ สายต่อออกซิเจนที่ต่อเข้ากับ Collar mask จะเป็นชนิดท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่และให้ความชื้นแบบฝ่อยละอองเล็
วิธีการใช้งานและการทำความสะอาดอุปกรณ์การบำบัดด้วยออกซิเจนชนิดต่าง ๆ
ออกซิเจนจากท่อ (Piped-in oxygen)
ใส่หัวต่อของตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนเข้ากับรูเปิดออกซิเจนที่ผนัง
เมื่อใส่ตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนเข้าที่เรียบร้อยแล้วให้ต่ออุปกรณ์ทำความชื้น
เมื่อเลิกให้ออกชิเจน ค่อย ๆ ดึงตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนออก
หากมีตัวปิดทางออกซิเจนให้ปิดกลับให้เรียบร้อย
ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks)
ต่อตัวควบคุมแรงดันแก๊ส กับทางเปิดจากถังออกซิเจน
ตรวจดูตัว
เปิดวาล์วของถัง และปิดกลับโดยเร็ว
ใช้ประแจปากตายขันให้แน่น
ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks) - ต่อตัวควบคุมแรงดันแก๊ส กับทางเปิดจากถังออกซิเจน ก่อนต่อตัวควบคุมแรงดันแก๊ส ค่อยๆ เปิดวาล์วของถัง และปิดกลับโดยเร็ว แล้วใช้ประแจปากตายขันให้แน่น - ตรวจดูตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนว่าอยู่ในสภาพปิด ต่อตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน กับทางเปิดจากตัวควบคุมแรงดันแก๊ส โดยให้สเกลตั้งขึ้น - ต่อขวดทำความชื้นเข้ากับตัวควบคุมอัตราการไหลป้องกันการรั่วไหลของแก๊สออกชิเจนรอบๆ ข้อต่อของออกซิเจนโดยปิดเกลียวให้แน่นสนิท และต่อท่อนำออกซิเจนกับข้อต่อของฝาขวดทำความชื้นให้สนิท - เปิดออกซิเจนและปรับอัตราไหลของออกซิเจนให้เหมาะสมกับโรค แผนการรักษาและชนิดของการให้ออกซิเจน - เช็ดถังบรรจุออกซิเจนและตัวควบคุมแรงดันแก๊สด้งบผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ แล้วเช็ดด้วย ผ้าแห้ง
อุปกรณ์ทำความชื้นและฝอยละออง (Humidifier and nebulizer) - น้ำกลั่นบรรจุในขวดทำความชื้นให้พอดีกับขีดที่ระบุบนขวด และปิดฝาขวดให้สนิท หากเป็นขวดทำความชื้นแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีน้ำกลั่นบรรจุมาให้ในขวดและเป็นระบบปิดอยู่แล้วสามารถใช้ได้จนหมดขวดโดยไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่ม เมื่อน้ำกลั่นหมดขวดให้เปลี่ยนขวดใหม่
ุบนขวด และปิดฝาขวดให้สนิท หากเป็นขวดทำความชื้นแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีน้ำกลั่นบรรจุมาให้ในขวดและเป็นระบบปิดอยู่แล้วสามารถใช้ได้จนหมดขวดโดยไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่ม เมื่อน้ำกลั่นหมดขวดให้เปลี่ยนขวดใหม่
ต่อขวดทำความชื้นกับตัวควบคุมคุมอัตราการไหลออกซิเจน โดยบิดเกลียวให้แน่นสนิท และต่อท่อนำออกซิเจนกับข้อต่อของฝาขวดทำความชื้นให้สนิท
ปรับฝอยละอองความชื้นตามความเหมาะสม
เมื่อเลิกให้ออกซิเจน ถอดขวดทำความชื้นออกจากตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน
เทน้ำกลั่นที่เหลือออก ล้างด้วยน้ำสบู่ และน้ำสะอาด คว่ำไว้ให้แห้ง
ใส่ถุงปิดให้สนิทแล้วส่งอบแก๊ส
หากเป็นขวด Humidifier ชนิดใช้ครั้งเดียว สามารถทิ้งได้เลย ไม่นำไปใช้กับผู้ป่วยรายอื่น
เลือกชนิดของท่อนำออกซิเจนให้เหมาะสมกับการบำบัดด้วยออกซิเจนแต่ละชนิด ท่ออออกซิเจนขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 0.3 ซม. ท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 3 ซม.เพื่อความเหมาะสมต่อการให้การบำบัดด้วยออกซิเจนแต่ละชนิด และส่งผ่านออกซิเจนไปยังผู้ป่วยได้สะดวก
ต่อท่อนำออกซิเจนกับข้อต่อของฝาขวดทำความชื้นให้สนิท
ตรวจสอบไม่ให้มีรอยหักพับหรือหลุดเลื
อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการ เพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ติดอยู่บริเวณรูจมูกของผู้ป่วย
ให้ออกซิเจนโดยต่อปลายสายของ Nasal Canular กับชุดทำความชื้น (Humidifier) เปิดตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน 3-5 ลิตร/นาที
ตรวจสอบว่ามีละอองฝอยใหญ่ปุด
เอามืออังบริเวณรูเปิดของ Nasal Canular ว่ามีลมออกหรือไม่
คล้องสายนำออกซิเจนของ Nasal Canular กับใบหู
อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกชิเจน และวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ เพื่อให้ผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือ
เลือกขนาด Nasal Catheter ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย เด็ก 8-10 Fr. ผู้ใหญ่ 10-14 Fr. การเลือกใช้ขนาดของแคทที่เตอร์ ไม่ควรเล็กเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และหากใหญ่จนเกินไปจะทำให้เกิดความไม่สุขสบาย
ต่อสายแคททีเตอร์กับชุดทำความขึ้นที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน วัดความยาวแคททีเตอร์ ที่จะใส่เข้าไปโดยวัดจากปลายจมูกจนถึง
เปิดออกซิเจนให้มีอัคราการไหล 3-5 ลิตร/นาที ตรวจสอบว่ามีฝ่อยละอองใหญ่ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และเอามื
กับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน วัดความยาวแคททีเตอร์ ที่จะใส่เข้าไปโดยวัดจากปลายจมูกจนถึง
เปิดออกซิเจนให้มีอัคราการไหล 3-5 ลิตร/นาที ตรวจสอบว่ามีฝ่อยละอองใหญ่ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และเอามือยังบริเวณรูเปิดของ เนซัลแคททีเตอร์ ว่ามีลมออกหรือไม่ แล้วปิดตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนไว้ก่อน
หล่อลื่นปลายสายแคทที่เตอร์ด้วยสารหล่อลื่น เช่น เค วาย เจลลี่ (K-Y jelly) ลดอัตราการไหลเหลือ 1-2 ลิตร/นาที ขณะที่กำลังสอดแคททีเตอร์เข้ารูจมูก โดยจัดท่าให้ผู้ป่วยแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้นิ้วมือข้างหนึ่งยันปลายจมูกให้ยกขึ้นทางศีรษะให้คล้ายจมูกหมู แล้วสอดแคททีเตอร์ในทิศทิทางที่ตั้งฉากกับใบหน้าพุ่งตรงไปทางหลังหรือใบหู สอดเข้าไปจนถึงความยาวที่ได้วัดไว้
ตรวจดูตำแหน่งปลายแคทที่เตอร์ โดยให้ผู้ป่วยอ้าปากโดยใช้ไม้กคลิ้น ดูให้เห็นปลาย แคททีเตอร์ อยู่ที่ระดับลิ้นไก่ (Uvula) หรือสูงกว่าเล็กน้อย ตรึงแคททีเตอร์เข้ากับข้างแก้มโดยใช้พลาสเตอร์เหนียวตัดเป็นรูปตัว Y ปิดไว้ไม่ให้เลื่อนหลุด และตรึงเข้ากับเสื้อหรือที่นอนอีกครั้งเพื่อป้องกันการดึงรั้งสาย
ปรับอัตราการไหลตามแผนการรักษา
หมั่นตรวจดูบริเวณที่ใส่แคทท
อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ
ต่อท่อนำออกซิเจนกับหน้ากากออกซิเจนกับชุดทำความชื้นที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหล 6-10 ลิตร/นาที ตรวจสอบว่ามี ละอองฝ่อยใหญ่ ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และมีลมออกจากหน้ากากออกซิเจน
ครอบหน้ากากออกซิเจนคร่อมบริเวณปากและจมูกของผู้ป่วย โดยเลือกขนาดหน้ากากออกซิเจน ที่มีขนาดเหมาะสมกับใบหน้าผู้ป่วย คล้องสายยางรัดของหน้ากากอ้อมไปทางด้านหลังของศีรษะ ให้หน้ากากครอบแนบกับใบหน้า
ส่วนที่เป็นหน้ากากออกซิเจนทำความสะอาดโดยใช้น้ำสบู่ล้างคราบสกปรกออก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
วางทิ้งไว้ให้แห้ง หรือใช้ผ้าแ
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการเพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือ
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ให้ออกซิเจนโดยต่อท่อนำออกซิเจนกับหน้ากากออกซิเจนกับชุดทำความชื้นที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหล 6-10 ลิตร/นาที
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ตรวจสอบว่ามีฝอยละอองใหญ่ ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และมีลมออกจากหน้ากากออกซิเจน
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ใช้นิ้วมืออุดด้านในของหน้ากากออกซิเจน เพื่อบังคับให้ออกซิเจนไหลเข้าไปในถุงกักเก็บ
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ครอบหน้ากากออกซิเจนคร่อมบริเวณปากและจมูกของผู้ป่วย คล้องสายยางรัดของหน้ากากอ้อมไปทางด้านหลังของศีรษะ ให้หน้ากากครอบแนบกับใบหน้า
หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ส่วนที่เป็นหน้ากากออกซิเจนทำความสะอาดเช่นเดียวกับการทำความสะอาดหน้ากากออกซิเจนชนิดธรรมดา
ออกซิเจนชนิดกล่อง - จัดท่านอนให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายศีรษะสูงไม่หนุนหม
ให้หน้ากากครอบแนบกับใบหน้า
จัดท่านอนให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายศีรษะสูงไม่หนุนหมอน โดยปรับระดับหัวเตียงสูง 15-30 องศา (Semi Fowler's position) หากไม่มีข้อจำกัด หรืออยู่ในท่าที่สบาย
ต่อท่อนำออกซิเจนชนิดขนาดใหญ่ กับชุดทำความขึ้นปรับเป็นฝ่อยละอองเล็กที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน
ต่อท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่ เข้ากับกล่องพลาสติกใส แล้วนำไปครอบศีรษะของผู้ป่วยเด็ก เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหล 6- 10 ลิตร/นาที สังเกตฝอยละอองความชื้นพุ่งออกจากปลายท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่
ทำความสะอาดส่วนที่เป็นกล่องพลาสติก ด้วยน้ำสบู่ และน้ำสะอาด ผึ่งไว้ให้แห้ง
เช็ดด้วยน้ำยาเซฟีเเรน (Zephiran) 1:200
ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งจนหมดกลิ่นน้ำยา
อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ เพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือ
ต่อท่อนำออกชิเจนชนิดขนาดใหญ่ ที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน เข้ากับชุดทำความขึ้น ปรับเป็นฝ่อยละออง
ต่อท่อนำออกซิเจนชนิดขนาดใหญ่ ที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน เข้ากับชุดทำความขึ้น ปรับเป็นฝ่อยละอองเล็ก เพื่อให้ฝ่อยละอองความชื้นขนาดเล็กเข้าไปได้ลึกถึงทางเดินหายใจส่วนปลาย
ต่อ คอลลาร์ มาสค์ เข้ากับปลายท่อนำออกซิเจน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณออกซิเจนที่มีความเข้มขนาดใหญ่ ฝั่งที่จะให้ผู้ป่วย เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหลเหมาะสม 6-10 ลิตร/นาที สังเกตฝอยละอองความชื้นพุ่งออกจาก คอลลาร์ มาสค์
ครอบหน้ากากออกซิเจนคร่อมบริเวณ Tracheostomy tube คล้องสายยางรัดของหน้ากากอ้อมไปทางด้านหลังคอ ติดกระคุมสายรัดกับตัว หน้ากากออกซิเจน
ทำความสะอาดคอลลาร์ มาสค์ เช่นเดียวกับหน้ากากออกซิเจนชนิดคอลลาร์
ส่วนอุปกรณ์อื่นทำความสะอาดตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
จัดท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่ และ คอลลาร์ มาสค์เข้าชุด ใส่ถุงปิดให้สนิทแล้วส่งอบเเก๊สเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน พยาบาลต้องคอยดูแลเพื่อให้การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นไปอย่างมีประ
ถุงปิดให้สนิทแล้วส่งอบเเก๊สเพื่อฆ่าเชื้อโรค
การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน พยาบาลต้องคอยดูแลเพื่อให้การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน เกิดแต่ละชนิดมีหลักการใหญ่ ๆ ดังนี้
ดูแลสภาพทางเดินหายใจให้โล่งตลอดเวลา โดยจัดท่านอนหรือให้นั่งศีรษะสูง หรือนั่งฟุบบนโต๊ะคร่อมเตียง ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี และไม่มีข้อจำกัดในการจัดท่า หากมีเสมหะหรือน้ำคัดหลั่งบริเวณท่อทางเดินหายใจ ให้ดูดออกตามวิธีการดูดเสมหะอย่างถูกเทคนิค เพื่อให้ออกชิเจนสามารถผ่านเข้าสู่ถุงลมปอด ได้สะดวก และการแลกเปลี่ยนแก๊สเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่หายใจทางท่อหลอดลมคอหากปล่อยให้มีเสมหะมากจะอุดตันปลายท่อ เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ ช่วยให้เสมหะระบายออกได้ดีขึ้นโดยกระตุ้นให้ไอเอาเสมหะออกอย่างถูกต้อง และให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อช่วยละลายเสมหะ
หมั่นดูแลความสะอาดของจมูก ปาก ใบหน้า ทุก2-4 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนจะมีอาการคอแห้ง ปากแห้ง และมีกลิ่นปา
สมหะออกอย่างถูกต้อง และให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อช่วยละลายเสมหะ
หมั่นดูแลความสะอาดของจมูก ปาก ใบหน้า ทุก2-4 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนจะมีอาการคอแห้ง ปากแห้ง และมีกลิ่นปาก หรือเจ็บคอ ในรายที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ท่อหลอดลมคอหรือท่อที่ผ่านในช่วงจมูก รวมทั้งการได้รับการดูดเสมหะทางท่อเป็นระยะ ๆ จะทำให้ยิ่งเจ็บคอมาก และไม่สุขสบาย จึงควรกระตุ้นให้บ้วนปาก และจิบน้ำบ่อยๆ ใช้วาสลีนทาริมฝีปากเพื่อให้ริมฝีปากชุ่มชื้น ในผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนแบบหน้ากาก ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดและทาแป้งบริเวณใบหน้า สันจมูก เพราะอาจเกิดความชื้น ความร้อน ทำให้รู้สึกอึดอัด และไม่สุขสบาย ดูแลความสะอาดบริเวณรูจมูกโดยใช้ไม้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด โดยเฉพาะบริเวณรอบ ๆ สายหรือท่อที่คาบริเวณจมูก สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนผ่านทางท่อหลอดลมคอ อาจมีเสมหะหรือน้ำคัดหลั่งบริเวณท่อที่ติดกับผิวหนังต้องทำความสะอาดท่อและเปลี่ยนผ้าก็อซที่รองใต้แป้นท่อหลอดลมคอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อความสะอาดและสุขสบาย
ดูแลไม่ให้สายหัก พับ งอ หรือปลายสายอุดตัน จากน้ำมูก เสมหะ และไม่รัดออกซิเจนชนิดหน้ากากแน่น
ทำความสะอาดท่อและเปลี่ยนผ้าก็อซที่รองใต้แป้นท่อหลอดลมคอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อความสะอาดและสุขสบาย
ดูแลไม่ให้สายหัก พับ งอ หรือปลายสายอุดตัน จากน้ำมูก เสมหะ และไม่รัดออกซิเจนชนิดหน้ากากแน่นจนเกินไป ตรวจดูตำแหน่งของท่อออกชิเจน เพื่อให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และดูแลเติมน้ำในขวดทำความชื้น เพื่อป้องกันทางเดินหายใจแห้ง
ติดตามประเมินภาวะขาดออกซิเจน และอาการแสดงที่ผิดปกติต่าง ๆ ระดับความรู้สึกตัว ระบบหัวใจ ตลอดจนระบบการขับถ่ายขณะได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน ตรวจสอบและบันทึกสัญญาณชีพ โดยเฉพาะออกซิเจนทุก 2-4 ชั่วโมง ตามความจำเป็น หากพบความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ ต้องรายงานแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาได้ทันที
ดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยและญาติ โดยมากเมื่อได้รับการบำบัดด้วยออกชิเจน ผู้ป่วยและครอบครัววิตกกังวล เพราะอาจเข้าใจว่าการให้ออกซิเจน หมายถึง ผู้ที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตสูง ดังนั้น จึงต้องอธิบายถึงวัตถุประสงค์ ความจำเป็นที่ต้องได้รับออกซิเจน รวมถึงประโยชน์ของการให้ออกซิเจนกับอุปกรณ์ วิธีการใช้งานอย่างง่าย ๆ เพื่อความร่วมมือในการรักษา และลดความวิตกกังวล
ภาวะแทรกซ้อนจากการบำบัดด้วยออกซิเจน เกิดการติดเชื้อแทรก จากการที่ผู้ป่วยมีภาวะร่างกายที่อ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พยาธิสภาพของโรค เช่น โรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รังสีรักษา เคมีบำบัด ทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อ ดังนั้น การใช้เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ จะเป็นเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้อุปกรณ์ในการบำบัดออกซิเจน จึงก่อให้เกิดโรคติดเชื้อได้เป็นอย่างดี และผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน ในผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ ต้องได้รับการเจาะคอใส่ท่อ และต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน จึงในหนทางเชื้อโรคต่าง ๆ จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงและง่ายขึ้น ดังนั้น ต้องปฏิบัติการพยาบาล อย่างถูกเทคนิคและเคร่งครัด รวมทั้งการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามเวลาที่กำหนด
ภาวะเยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดระค
งเชื้อโรคต่าง ๆ จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงและง่ายขึ้น ดังนั้น ต้องปฏิบัติการพยาบาล อย่างถูกเทคนิคและเคร่งครัด รวมทั้งการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามเวลาที่กำหนด
ภาวะเยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดระคายเคือง เนื่องจากออกซิเจนเป็นแก๊สที่แห้งเมื่อผ่านเข้าสู่ทางดินหายใจโดยตรง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เมื่อต้องให้การบำบัดด้วยออกซิเจนจึงตั้งให้อัตราการไหลที่เหมาะสม ไม่แรงเกินไป และให้ความชื้นร่วมด้วยอย่างเพียงพอเสมอ
การทำลายเนื้อเยื่อภายในปอด เมื่อผู้ป่วยได้รับออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูงร้อยละ 60 ในระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอด คือ ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง ได้แก่ ระคายเคืองหลอคลม เกิดการอักเสบของหลดลม และมีอาการไอตลอดเวลา เมื่อไอมากจะทำให้เกิดการหายใจลำบาก ทำให้ปอดมีความจุของออกซิเจนลดลง แต่ความต้องการออกซิเจนของร่างกายเพิ่มมากขึ้น เนื้อเยื่อปอดจะถูกทำลายทำลาย เนื้อระหว่างเซลล์บวม ผนังหลอดเลือดและถุงลมหนาตัว อาจเกิดภาวะเลือดออกในถุงลม ถุงลมอุดตัน หากยังมีการทำลายต่อไปจะมีการขับโปรตีน ไฟบริน และเซลล์ที่ตายแล้วมารวมกันเกิดเป็นเยื่อบุไฮยาไลน์ (Hyaline membrane) ในถุงลม
ว่างเซลล์บวม ผนังหลอดเลือดและถุงลมหนาตัว อาจเกิดภาวะเลือดออกในถุงลม ถุงลมอุดตัน หากยังมีการทำลายต่อไปจะมีการขับโปรตีน ไฟบริน และเซลล์ที่ตายแล้วมารวมกันเกิดเป็นเยื่อบุไฮยาไลน์ (Hyaline membrane) ในถุงลม ทำให้เนื้อปอดแข็งตัว เอ็กซเรย์ปอดพบก้อน และเสียงหายใจเบากว่าปกติการบำบัดด้วยออกซิเจนความเข้มข้นสูงจึงให้ในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะขาดออกซิเจนในระยะแรกเท่านั้น และปรับลดความเข้มข้นลงเมื่ออาการพ้นภาวะวิกฤต
เกิดอันตรายต่อดวงตา (Retrolental fibroplasia: R.L.P.) ซึ่งพบได้ในเด็กทารกคลอดก่อนกำหนด จากการได้รับออกชิเจนความเข้มข้นสูงเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้หลอดเลือดหลังเลนส์ตาเปลี่ยนไปปิดกั้นลำแสงที่พุ่งตรงไปที่จอตา จนทำให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็น อาการพิษนี้ อาจเกิดได้ในเด็กทารกที่คลอดปกติเช่นกัน
เกิดการหยุดหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เนื่องจากการหายใจของผู้ป่วยประเภทนี้ถูกควบคุมด้วยคีโมรีเซฟเตอร์ที่สมอง หากให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงจะทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ เรียกว่า เกิดภาวะง่วงงันจากการคั่งของคาร์บอนไดออกไซค์ (CO2 narcosis)
คีโมรีเซฟเตอร์ที่สมอง หากให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงจะทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ เรียกว่า เกิดภาวะง่วงงันจากการคั่งของคาร์บอนไดออกไซค์ (CO2 narcosis)
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ จะต้องอาศัยความรู้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกายวิภาคศาสตร์ และด้านสรีรวิทยาของระบบทางเดินหายใจ ร่วมกับการใช้กระบวนการพยาบาล ในการวางแผนให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม
พยาบาลจะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกต ไวต่ออาการและความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย การประเมินสัญญาณเตือนได้ก่อนเกิดความผิดปกติ จะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย
พยาบาลต้องใช้อุปกรณ์บำบัดออกซิเจนได้อย่างคล่องแคล่ว มีความชำนาญ รู้จักใฝ่หาความรู้ และเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
นอกจากจะใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้องแล้วจะต้องรู้วิธีการดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้นใช้งานได้นาน ๆ อีกด้วย
