Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน

Total questions: 133

Worksheet time: 6hrs 14mins

Name
Class
Date
1.

ออกซิเจนเป็นแก๊สที่มีในโมเลกุลขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น น้ำหน้าเบากว่าอากาศ ปริมาตรของแก๊สจะเปลี่ยนแปลงไปตามความดัน และอุณหภูมิ สามารถดูดซึมลงไปในของเหลวได้ และแยกออกมาจากของเหลวได้เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง และช่วยให้ไฟติดแต่ไม่ติดไฟ ในการหายใจแต่ละครั้งเราจะได้รับแก๊สออกซิเจนประมาณร้อยละ 21 ซึ่งแก๊สออกซิเจนมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต การขาดออกซิเจนจะทำให้เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆหยุดทำงาน การลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบหายใจ ผู้ที่มีพยาธิสภาพของระบบทางเดินหายใจ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะเกิดภาวะออกซิเจนในเซลล์ต่ำ (Hypoxia) ดังนั้น การให้ออกซิเจน จะเป็นการป้องกันและแก้ไขภาวะขาดออกซิเจนได้ การที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายจะได้รับออกซิเจนที่เพียงพอยังขึ้นอยู่กับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ระบบต่างๆของร่างกายทำงานร่วมกันอย่างสมดุล คือ ระบบหัวใจการทำงานสูบฉีดเลือดได้ดี จำนวนเม็ดเลือดแดง และฮีโมโกลบินที่นำเอาโมเลกุลของออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ

4 lines
2.

ภาวะออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ (Hypoxemia) หมายถึง ภาวะที่ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดแดงค่ำกว่าปกติ ซึ่งสามารถวัดได้จาก PaO2 (Partial pressure of oxygen in arterial blood: PaO2 < 40 mmHg) เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเข้มข้นของออกซิเจนที่หายใจเข้าต่ำกว่าปกติ พบในบริเวณที่แออัด เช่น ในโรงภาพยนตร์ รถโดยสารที่มีผู้โดยสารหนาแน่น หรือในขณะที่ลิฟท์ค้างนาน ๆ โดยเฉพาะบนภูเขาสูงและบริเวณที่มีการเผาไหม้ จะมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำ สาเหตุจากการหายใจน้อย (Hypoventilation) ความผิดปกติของการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ถุงลม หรือมีความไม่สมดุลของการหายใจและปริมาณเล

4 lines
3.

ภาวะฮีโมโกลบินในเลือดต่ำ (Anemia) หมายถึง การมีปริมาณของเม็ดเลือดแดง (Red cell mass) หรือระดับค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb) ลดลงต่ำกว่า 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ณ ช่วงอายุนั้น ๆ ซึ่งฮีโมโกลบินเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ภาวะ ฮีโมโกลบิน ในเลือดต่ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสียเลือด หรือฮีโมโกลบินทำงานผิดปกติ เช่น มีภาวะเป็นพิษ จากแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ จะทำให้การนำออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ

4 lines
4.

ภาวะพร่องของระบบไหลเวียนเลือด (Stagnant Hypoxia) เกิดจากหัวใจไม่สามารถสู

4 lines
5.

ีโมโกลบินทำงานผิดปกติ เช่น มีภาวะเป็นพิษ จากแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ จะทำให้การนำออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่เพียงพอ

4 lines
6.

ภาวะพร่องของระบบไหลเวียนเลือด (Stagnant Hypoxia) เกิดจากหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอ มีผลให้ปริมาณเลือดหมุนเวียนต่ำ เช่น ผู้ที่อยู่ในภาวะช็อค ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) หรือปริมาณสารน้ำในหลอดเลือดที่จะทำให้เกิดแรงดันที่ไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายต่ำ (Hypovolemia shock)

4 lines
7.

ภาวะเซลล์ไม่สามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้เอง (Histotoxic hypoxia) เกิดจากการได้จากยา เช่น บาบิทูเรท (Barbiturates) โอพีเอท (Opiates) หรือพิษจากยาไซยาไนค์ (Cyanide) ซึ่งจะมีผลยับยั้งการหายใจระดับเซลล์ ยาสลบประเภท อีเทอร์ (Ether) คลอโรฟอร์ม (Chloroform) และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

4 lines
8.

อาการและอาการแสดงของภาวะขาดออกซิเจน - อาการทางสัญญาณชีพ จะพบชีพจรเร็ว การเต้นของหัวใจผิดปกติ (Arrythmia) หายใจเร็ว ตื้น และมีอาการหายใจลำบาก

4 lines
9.

อาการทางพฤติกรรม นอนราบไม่ได้ มีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด การตอบสนองและการตัดสินใจช้า สับสน มึนงง

4 lines
10.

ร็ว การเต้นของหัวใจผิดปกติ (Arrythmia) หายใจเร็ว ตื้น และมีอาการหายใจลำบาก

4 lines
11.

อาการทางพฤติกรรม นอนราบไม่ได้ มีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด การตอบสนองและการตัดสินใจช้า สับสน มึนงง

4 lines
12.

อาการทางร่างกาย มีหาวบ่อย ปวดศีรษะ หนาวสั่น เจ็บหน้าอก

4 lines
13.

อาการทางผิวหนัง พบภาวะเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งเป็นอาการที่ผิวหนังและเยื่อบุเปลี่ยนเป็นสีเขียว ในบริเวณหลอดเลือดใต้ลิ้นปี่เยื่อบุในปาก เยื่อบุตา ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า

4 lines
14.

การบำบัดด้วยออกซิเจน (Oxygen day) หมายถึง การให้ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นเพื่อการรักษาหรือป้องกันอาการและอาการแสดงของการขาดออกซิเจนของเนื้อเยื่อ

4 lines
15.

วัตถุประสงค์ เพื่อ แก้ไขภาวะออกซิเจนในเลือดแดงต่ำ ลดพลังงานที่ต้องใช้ในการหายใจ ลดการทำงานของหัวใจ

4 lines
16.

อาการแสดงของการขาดออกซิเจนของเนื้อเยื่อ คือ อะไร?

4 lines
17.

การตรวจวัดความพอเพียงของออกซิเจนในเซลล์มีวิธีใดบ้าง?

a)

การตรวจระดับแก๊สในเลือดแดง (PaO2)

b)

การตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกบินจากชีพจร (Pulse oximetry)

18.

การตรวจระดับแก๊สในเลือดแดงมีข้อแตกต่างจากการตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนอย่างไร?

4 lines
19.

ระดับออกซิเจน (PaO2) คาร์บอนไดออกไซด์ (PaCO2 ) สภาพกรด-ด่าง (pH) ค่าปกติคืออะไร?

a)

ระดับออกซิเจน 80-100 mmHg

b)

ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ 35-45 mmHg

c)

สภาพกรด-ด่าง 7.35-7.45

20.

ค่าผิดปกติของระดับออกซิเจนคืออะไร?

a)

60-79 mmHg: ต่ำเล็กน้อย

b)

40-60 mmHg: ต่ำปานกลาง

c)

< 40 mmHg: ต่ำรุนแรง

21.

ค่าผิดปกติของระดับคาร์บอนไดออกไซด์คืออะไร?

a)

< 35 mmHg: หายใจเร็ว

b)

> 45 mmHg: หายใจช้า

22.

ค่าผิดปกติของสภาพกรด-ด่างคืออะไร?

a)

< 7.35: สภาวะกรด

b)

> 7.45: สภาวะด่าง

23.

ความเข้มข้นของออกซิเจน (Oxygen saturation, SaO2/SpO2) ค่าผิดปกติคืออะไร?

a)

95-100%

b)

< 93% ต้องติดตามประเมินหาสาเหตุและแก้ไข

c)

< 90% ต้องให้ออกซิเจนอย่างเร่งด่วน

24.

การบำบัดด้วยออกซิเจน ต้องคำนึงถึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ความรุนแรงของการขาดออกซิเจนและอาการแสดง ถ้าไม่รุนแรงอาจให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยผ่านทางจมูก ปาก ถ้ารุนแรงอาจต้องให้ร่วมกับการช่วยหายใจด้วยแรงดันบวก

4 lines
25.

การบำบัดด้วยออกซิเจน ต้องคำนึงถึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนที่ผู้ป่วยต้องการ ทำให้สามารถเลือกอุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจนได้เหมาะสม ไม่เกิดการสิ้นเปลืองออกซิเจนและค่าใช้จ่าย จากการให้ออกซิเจนที่มากเกินพอ

4 lines
26.

การบำบัดด้วยออกซิเจน ต้องคำนึงถึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณความชื้น โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยต้องการปริมาณออกซิเจนมาก ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจแห้งและถูกทำลายได้

4 lines
27.

การให้ออกซิเจนเพื่อการรักษาใช้ในผู้ป่วยที่ขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน เช่น การอุดตันของระบบทางเดินหายใจ ปอดบวม โรคหัวใจ โรคปอดกั้นเรื้อรัง หรือผู้ที่อยู่ในภาวะช็อค โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง การบาคเจ็บที่สมอง

4 lines
28.

ชนิดของออกซิเจน แบ่งตามระบบจ่ายออกซิเจน ได้ 2 แหล่ง คือ ออกซิเจนจากท่อ (Piped-in oxygen) ซึ่งใช้ในโรงพราบาล โดยมีศูนย์เก็บออกซิเจนและจ่ายออกซิเจนจากศูนย์ไปยังหอผู้ป่วย โดยผ่านท่อซึ่งฝังไว้ที่ผนังตึก และมีช่องเปิดที่ผนังห้องสมารถสวมเครื่องปรับอัตราไหลของแก๊ส

4 lines
29.

ชนิดของออกซิเจน แบ่งตามระบบจ่ายออกซิเจน ได้ 2 แหล่ง คือ ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks) ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายหรือส่งต่

4 lines
30.

ออกซิเจนจากศูนย์ไปยังหอผู้ป่วย โดยผ่านท่อซึ่งฝังไว้ที่ผนังตึก และมีช่องเปิดที่ผนังห้องสมารถสวมเครื่องปรับอัตราไหลของแก๊ส

4 lines
31.

ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks) ใช้ในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายหรือส่งต่อผู้ป่วย หรือผู้ป่วยที่ต้องให้ออกซิเจนที่บ้านแก๊สออกซิเจนจะบรรจุในถังที่อัดด้วยความดันสูง แรงดันออกซิเจนในถังประมาณ 1,800-2,400 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถังบรรจุออกซิเจนมีหลายขนาด และความจุปริมาณออกซิเจนต่างกันสามารถคำนวณเพื่อประเมินว่าออกซิเจนในถังขณะนั้นสามารถใช้ได้นานเท่าไร ซึ่งต้องทราบค่าคงที่ตามขนาดของถังก่อน

4 lines
32.

อุปกรณ์หลักที่ใช้กับถังออกซิเจน - ตัวควบคุมแรงดันแก๊ส (Pressure/cylinder regulator) ส่วนใหญ่จะติดตั้งต่อไว้กับถังออกซิเจนอย่างถาวร หากไม่ได้ติดตั้งอย่างถาวรการติดตั้งทำได้โดยการขันนอต อัตราการไหลของออกซิเจนที่เรียกว่า โฟล์วมิเตอร์ (Flow meter) ของตัวควบคุมแรงดันแก๊ส เข้ากับเกลียวของถังบรรจุออกซิเจน โดยใช้ประแจเลื่อนปรับขนาดให้พอดีกับขนาดของนอต การใช้ถังออกซิเจนมีข้อควรระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากเพลิงไหม้ หรือการระเบิดของถัง ดังนี้ - ตรวจสอบสภาพของถังออกซิเจน ไม่เปิดวาล์วทิ้งไว้แม้ออกซ

4 lines
33.

การใช้ถังออกซิเจนมีข้อควรระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากเพลิงไหม้ หรือการระเบิดของถัง ดังนี้

a)

ตรวจสอบสภาพของถังออกซิเจน ไม่เปิดวาล์วทิ้งไว้แม้ออกซิเจนจะหมดถัง

b)

เก็บถังออกซิเจนในที่ปลอดภัย จากความร้อน รังสี น้ำมัน หรือเปลวไฟ

c)

เคลื่อนย้ายถังด้วยความระมัดระวัง ไม่โยนหรือกระแทก

d)

ควรมีตัวจับหรือยึดถังให้อยู่กับที่ขณะเปิดใช้งาน เพื่อไม่ให้ถังออกซิเจนล้ม

e)

ตรวจสอบความดันออกซิเจนที่อยู่ภายในถัง จากหน้าปัดตัวถังก่อนต่อออกซิเจนทุกครั้ง

34.

อุปกรณ์หลักที่ใช้กับการให้ออกซิเจนทั้งชนิดจากท่อและตัว

a)

อุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน

b)

โฟล์มิเตอร์

c)

หลอดลูกลอย

d)

อุปกรณ์สำหรับควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน

35.

สามารถปรับอัตราการไหลของออกซิเจนตั้งแต่ 0-15 ลิตรต่อนาที โดยข้างในหลอดลูกลอยเล็กๆ ไว้อ่านค่าอัตราการไหลของออกซิเจน สำหรับเด็กเล็ก จะมีโฟล์มิเตอร์ที่สามารถปรับค่าอัตราการไหลของออกซิเจน ได้ละเอียดมากขึ้นระหว่าง 0-2 ลิตรต่อนาที

4 lines
36.

อุปกรณ์ทำความชื้นและฝอยละอองชนิดฮิวมิติฟายเออร์และเนบูไลเซอร์ (Humidifier and nebulizer) เป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มความชื้นให้แก่ออกซิเจนก่อนไปสู่ทางเดินหายใจผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ทางเดินหายใจแห้งจนเกิดการระคายเคือง และเยื่อเมือก (Mucus) แห้ง จะทำให้เกิดการคั่งค้างของเสมหะ ฮิวมิดิฟายเออร์เป็นอุปกรณ์ให้ความชื้นในรูปของแก๊สผ่านทางท่อนำออกซิเจนขนาดเล็ก ส่วนนบูไลเซอร์เป็นอุปกรณ์ให้ความชื้นในรูปของฝอยละอองผ่านทางท่อน้ำออกซิเจนขนาดใหญ่ (Corrugated tube) นอกจากนี้บนขวดสู่ควนขึ้นจะสามารถปรับฝอยละอองความชื้นให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ป่วย ได้ 2 แบบ คือ แบบฝ่อยละอองใหญ่ (Bubble) ในกรณีก็ทางตินหายใจผู้ป่วยมีเสมหะไม่เหนียวข้นมาก และฝอยละอองเล็ก ในกรณีต้องการให้ละอองไอน้ำขนาดเล็กเข้าไปใต้ลึกในทางเต็มหายใจ และจับกับเสมหะที่เหนียวขึ้นมากให้อ่อนตัวง่ายต่อการขับออกจากทางเดินหายใจ

4 lines
37.

ผู้ป่วยมีเสมหะไม่เหนียวข้นมาก และฝอยละอองเล็ก ในกรณีต้องการให้ละอองไอน้ำขนาดเล็กเข้าไปใต้ลึกในทางเต็มหายใจ และจับกับเสมหะที่เหนียวขึ้นมากให้อ่อนตัวง่ายต่อการขับออกจากทางเดินหายใจ

4 lines
38.

อุปกรณ์ขวดทำความชื้นแบบบใช้เสร็จแล้วทิ้ง ผลิตมาใช้ในท้องตลาดเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉินหรือใช้กับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อดื้อยา แต่เมื่อเปรียบเทือบราคาอาจสูงกว่าชนิดนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากในกรณีที่ที่ผู้ป่วยต้องให้การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นระยะเวลานาน

4 lines
39.

ท่อนำออกซิเจน เป็นท่อที่จะต่อจากรูปิดของอุปกรณ์ทำความขึ้นมายังอุปกรณ์ออกซิเจนบำบัด (Oxygen therapy device) ที่ใช้ส่วนใหญ่มี 2 ขนาด คือ ท่อนำออกซิเจนขนาดเล็ก และท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่

4 lines
40.

เนซัล แคนนูลา หรือ เนซัล พรองส์ (Nasal cannula/Nasal prongs) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นสายสั้นแยงเข้ารูจมูกทั้งสองข้าง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่าย สะควก ใส่ไว้ได้ตอดเวลาแม��ในขณะที่ผู้ป่วยพูดและรับประทานอาหาหาร ดูแลง่าย เปิดอัตราการไหลของออกซิเจนได้สูงสุดไม่เกิน 6 ลิตร/นาที เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองเชื่อบุโพรงจมูก

4 lines
41.

เนซัล แคททีเตอร์ (Nasal catheter) เป็นอุปกรณ์ที่เป็นสายยางหรือพลาสติกยาว สอดผ่านรูจมูก เพื่อให้ปลายแคททีเตอร์ ไปอยู่ที่คอหอย โดยที่บริเวณปลายแคทที่เตอร์จะมีรูเปิดเล็ก ๆ หลายรู การให้ออกซิเจนชนิดนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญมากกว่าเน Nasal cannula จึงใช้เฉพาะในรายที่ไม่สามารถคล้องสาย catheter ได้ หรือใช้ในทารกที่ต้องการการบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะได้รับออกซิเจนความเข้มข้นเท่ากับการใช้ เมซัลแคนนูลา แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนคือ ท้องอึด (Gastric distension) จากการกลืนลมเข้าท้อง

4 lines
42.

ที่ต้องการการบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะได้รับออกซิเจนความเข้มข้นเท่ากับการใช้ เมซัลแคนนูลา แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนคือ ท้องอึด (Gastric distension) จากการกลืนลมเข้าท้อง

4 lines
43.

หน้ากากออกซิเจนชนิคธรรมดา (Simple face mask) เป็นอุปกรณ์ที่เป็นการใช้หน้ากากครอบจมูกและปากให้ความเข้มขั้นของออกซิเจนสูงกว่าเช้ล แคนนูลาเล็กน้อย ข้อดีในการใช้ออกซิเจนชนิดนี้ คือ ไม่ระคายเลืองต่อเยื่อบุโพรงจมูก และได้ออกซิเจนความเข้มเข้มสูงกว่าการใช้เนซัล แคนนูลา ข้อเสีย คือผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัด ไม่สามารถให้ให้ขณะดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ต้องเลือกขนาดของหน้ากากที่เหมาะสมกับใบหน้า และครอบจมูกและปากได้พอดี หากครอบไม่สนิทจะมีอากาศเข้าไปผสมทำให้ได้รับออกซิเจนที่มีความเข้มชั้นที่ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับและควรเปิดอัตราการไหลของออกซิเจนอย่างน้อย 5-8 ลิตรานาที ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนความเข้มขึ้น (FiO2) ประมาณร้อยละ 40-60

4 lines
44.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน (Mask with reservoir bag) เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ตัวทำออกซิเจน และถุงเก็บออกซิเจน (Reservoir bag) ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจเอาอากาศที่มีออกซิเจนความเข้มขั้นสูงกว่าก

4 lines
45.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน (Mask with reservoir bag) เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ตัวทำออกซิเจน และถุงเก็บออกซิเจน (Reservoir bag) ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจเอาอากาศที่มีออกซิเจนความเข้มขั้นสูงกว่าการใช้หน้ากากออกซิเจนชนิดธรรมดา

4 lines
46.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจนที่ไม่มีลิ้นกัน (Partial rebreathing mask: PRM) เป็นอุปกรณ์ที่บริเวณส่วนต่อระหว่างหน้ากากออกซิเจนและถุงเก็บออกซิเจนชนิดไม่มีลิ้น (One-way rake) กันผู้ป่วยจะหายใจเอาบางส่วนของลมหายใจออกกลับเข้าไปด้วย ก่อนใช้ต้องเปิดอัตราการไหลของออกซิเจนมากพอที่จะทำให้ถุงเก็บออกซิเจนโป้งเสียก่อน และขณะใช้ถุงต้องโป่งอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ควรแฟบหมดขณะผู้ป่วยหายใจเข้า ควรเปิดอัตราการไหลของออกซิเจน 6-10 ลิตร/นาที ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนความเข้มข้น (FiO2) ประมาณร้อยละ 60-90

4 lines
47.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจนที่มีลิ้นกั้น (Non rebreathing mask : NRM) เป็นอุปกรณ์ที่บริเวณส่วนต่อหน้ากากออกซิเจนและถุงเก็บออกซิเจนชนิดมีลิ้นกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลมหายใจออกไหลเข้าไปรวมกับอากาศภายในถุงเก็บออกซิเจน และลมหายใจจะออกทางรูด้านข้างของหน้ากากออกซิเจนซึ่ง

4 lines
48.

NRM) เป็นอุปกรณ์ที่บริเวณส่วนต่อหน้ากากออกซิเจนและถุงเก็บออกซิเจนชนิดมีลิ้นกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลมหายใจออกไหลเข้าไปรวมกับอากาศภายในถุงเก็บออกซิเจน และลมหายใจจะออกทางรูด้านข้างของหน้ากากออกซิเจนซึ่งมีถุงเก็บออกซิเจนชนิดมีลิ้นปิดอยู่เช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้หายใจเอาอากาศภายนอกเข้ามาผสมเพื่อเปิดอัตราการไหลของออกซิเจน 10-15 ลิตร/ นาที ผู้ป่วยจะได้ออกซิเจนความเข้มข้น (FiO2) ประมาณ ร้อยละ 90-100

4 lines
49.

17.5) ออกซิเจนชนิดกระโจมหรือกล่อง (Oxygen hood or box) เป็นการให้ออกซิเจนโดยพ่นออกซิเจนผ่านเข้าไปในกล่องพลาสติกใสที่ครอบเฉพาะบริเวณศีรษะและไหล่ของเด็ก การทำความชื้นควรเป็นชนิดฝอยละอองเล็กโดยต่อคู่กับท่อนำออกซิเจนแบบท่อนำออกซิเจนขนาคใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันไม่นิยมใช้

4 lines
50.

17.6) ออกซิเจนที่ให้ทางท่อหลอดลมคอ (Tracheostomy mask) หรือ คอลลาร์ มาสค์ (Collar mask) เป็นอุปกรณ์การให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่หายใจทางท่อหลอดลมคอ ลักษณะคล้าย หน้ากากออกซิเจนชนิดธรรมดา เเต่ดัดแปลงให้มีรูปร่างรี ให้สามารถครอบบริเวณท่อหลอดลมคอได้ สายต่อออกซิเจนที่ต่อเข้ากับ Collar mask จะเป็นชนิดท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่และให้ความชื้นแบบฝ่อยละอองเล็

4 lines
51.

วิธีการใช้งานและการทำความสะอาดอุปกรณ์การบำบัดด้วยออกซิเจนชนิดต่าง ๆ

4 lines
52.

ออกซิเจนจากท่อ (Piped-in oxygen)

a)

ใส่หัวต่อของตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนเข้ากับรูเปิดออกซิเจนที่ผนัง

b)

เมื่อใส่ตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนเข้าที่เรียบร้อยแล้วให้ต่ออุปกรณ์ทำความชื้น

c)

เมื่อเลิกให้ออกชิเจน ค่อย ๆ ดึงตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนออก

d)

หากมีตัวปิดทางออกซิเจนให้ปิดกลับให้เรียบร้อย

53.

ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks)

a)

ต่อตัวควบคุมแรงดันแก๊ส กับทางเปิดจากถังออกซิเจน

b)

ตรวจดูตัว

c)

เปิดวาล์วของถัง และปิดกลับโดยเร็ว

d)

ใช้ประแจปากตายขันให้แน่น

54.

ออกซิเจนจากถัง (Cylinder/Tanks) - ต่อตัวควบคุมแรงดันแก๊ส กับทางเปิดจากถังออกซิเจน ก่อนต่อตัวควบคุมแรงดันแก๊ส ค่อยๆ เปิดวาล์วของถัง และปิดกลับโดยเร็ว แล้วใช้ประแจปากตายขันให้แน่น - ตรวจดูตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนว่าอยู่ในสภาพปิด ต่อตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน กับทางเปิดจากตัวควบคุมแรงดันแก๊ส โดยให้สเกลตั้งขึ้น - ต่อขวดทำความชื้นเข้ากับตัวควบคุมอัตราการไหลป้องกันการรั่วไหลของแก๊สออกชิเจนรอบๆ ข้อต่อของออกซิเจนโดยปิดเกลียวให้แน่นสนิท และต่อท่อนำออกซิเจนกับข้อต่อของฝาขวดทำความชื้นให้สนิท - เปิดออกซิเจนและปรับอัตราไหลของออกซิเจนให้เหมาะสมกับโรค แผนการรักษาและชนิดของการให้ออกซิเจน - เช็ดถังบรรจุออกซิเจนและตัวควบคุมแรงดันแก๊สด้งบผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ แล้วเช็ดด้วย ผ้าแห้ง

4 lines
55.

อุปกรณ์ทำความชื้นและฝอยละออง (Humidifier and nebulizer) - น้ำกลั่นบรรจุในขวดทำความชื้นให้พอดีกับขีดที่ระบุบนขวด และปิดฝาขวดให้สนิท หากเป็นขวดทำความชื้นแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีน้ำกลั่นบรรจุมาให้ในขวดและเป็นระบบปิดอยู่แล้วสามารถใช้ได้จนหมดขวดโดยไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่ม เมื่อน้ำกลั่นหมดขวดให้เปลี่ยนขวดใหม่

4 lines
56.

ุบนขวด และปิดฝาขวดให้สนิท หากเป็นขวดทำความชื้นแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีน้ำกลั่นบรรจุมาให้ในขวดและเป็นระบบปิดอยู่แล้วสามารถใช้ได้จนหมดขวดโดยไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่ม เมื่อน้ำกลั่นหมดขวดให้เปลี่ยนขวดใหม่

4 lines
57.

ต่อขวดทำความชื้นกับตัวควบคุมคุมอัตราการไหลออกซิเจน โดยบิดเกลียวให้แน่นสนิท และต่อท่อนำออกซิเจนกับข้อต่อของฝาขวดทำความชื้นให้สนิท

4 lines
58.

ปรับฝอยละอองความชื้นตามความเหมาะสม

4 lines
59.

เมื่อเลิกให้ออกซิเจน ถอดขวดทำความชื้นออกจากตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน

4 lines
60.

เทน้ำกลั่นที่เหลือออก ล้างด้วยน้ำสบู่ และน้ำสะอาด คว่ำไว้ให้แห้ง

4 lines
61.

ใส่ถุงปิดให้สนิทแล้วส่งอบแก๊ส

4 lines
62.

หากเป็นขวด Humidifier ชนิดใช้ครั้งเดียว สามารถทิ้งได้เลย ไม่นำไปใช้กับผู้ป่วยรายอื่น

4 lines
63.

เลือกชนิดของท่อนำออกซิเจนให้เหมาะสมกับการบำบัดด้วยออกซิเจนแต่ละชนิด ท่ออออกซิเจนขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 0.3 ซม. ท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 3 ซม.เพื่อความเหมาะสมต่อการให้การบำบัดด้วยออกซิเจนแต่ละชนิด และส่งผ่านออกซิเจนไปยังผู้ป่วยได้สะดวก

4 lines
64.

ต่อท่อนำออกซิเจนกับข้อต่อของฝาขวดทำความชื้นให้สนิท

4 lines
65.

ตรวจสอบไม่ให้มีรอยหักพับหรือหลุดเลื

4 lines
66.

อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการ เพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ติดอยู่บริเวณรูจมูกของผู้ป่วย

4 lines
67.

ให้ออกซิเจนโดยต่อปลายสายของ Nasal Canular กับชุดทำความชื้น (Humidifier) เปิดตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน 3-5 ลิตร/นาที

4 lines
68.

ตรวจสอบว่ามีละอองฝอยใหญ่ปุด

4 lines
69.

เอามืออังบริเวณรูเปิดของ Nasal Canular ว่ามีลมออกหรือไม่

4 lines
70.

คล้องสายนำออกซิเจนของ Nasal Canular กับใบหู

4 lines
71.

อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกชิเจน และวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ เพื่อให้ผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือ

4 lines
72.

เลือกขนาด Nasal Catheter ที่เหมาะสมกับผู้ป่วย เด็ก 8-10 Fr. ผู้ใหญ่ 10-14 Fr. การเลือกใช้ขนาดของแคทที่เตอร์ ไม่ควรเล็กเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และหากใหญ่จนเกินไปจะทำให้เกิดความไม่สุขสบาย

4 lines
73.

ต่อสายแคททีเตอร์กับชุดทำความขึ้นที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน วัดความยาวแคททีเตอร์ ที่จะใส่เข้าไปโดยวัดจากปลายจมูกจนถึง

4 lines
74.

เปิดออกซิเจนให้มีอัคราการไหล 3-5 ลิตร/นาที ตรวจสอบว่ามีฝ่อยละอองใหญ่ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และเอามื

4 lines
75.

กับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน วัดความยาวแคททีเตอร์ ที่จะใส่เข้าไปโดยวัดจากปลายจมูกจนถึง

4 lines
76.

เปิดออกซิเจนให้มีอัคราการไหล 3-5 ลิตร/นาที ตรวจสอบว่ามีฝ่อยละอองใหญ่ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และเอามือยังบริเวณรูเปิดของ เนซัลแคททีเตอร์ ว่ามีลมออกหรือไม่ แล้วปิดตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจนไว้ก่อน

4 lines
77.

หล่อลื่นปลายสายแคทที่เตอร์ด้วยสารหล่อลื่น เช่น เค วาย เจลลี่ (K-Y jelly) ลดอัตราการไหลเหลือ 1-2 ลิตร/นาที ขณะที่กำลังสอดแคททีเตอร์เข้ารูจมูก โดยจัดท่าให้ผู้ป่วยแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้นิ้วมือข้างหนึ่งยันปลายจมูกให้ยกขึ้นทางศีรษะให้คล้ายจมูกหมู แล้วสอดแคททีเตอร์ในทิศทิทางที่ตั้งฉากกับใบหน้าพุ่งตรงไปทางหลังหรือใบหู สอดเข้าไปจนถึงความยาวที่ได้วัดไว้

4 lines
78.

ตรวจดูตำแหน่งปลายแคทที่เตอร์ โดยให้ผู้ป่วยอ้าปากโดยใช้ไม้กคลิ้น ดูให้เห็นปลาย แคททีเตอร์ อยู่ที่ระดับลิ้นไก่ (Uvula) หรือสูงกว่าเล็กน้อย ตรึงแคททีเตอร์เข้ากับข้างแก้มโดยใช้พลาสเตอร์เหนียวตัดเป็นรูปตัว Y ปิดไว้ไม่ให้เลื่อนหลุด และตรึงเข้ากับเสื้อหรือที่นอนอีกครั้งเพื่อป้องกันการดึงรั้งสาย

4 lines
79.

ปรับอัตราการไหลตามแผนการรักษา

4 lines
80.

หมั่นตรวจดูบริเวณที่ใส่แคทท

4 lines
81.

อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ

4 lines
82.

ต่อท่อนำออกซิเจนกับหน้ากากออกซิเจนกับชุดทำความชื้นที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหล 6-10 ลิตร/นาที ตรวจสอบว่ามี ละอองฝ่อยใหญ่ ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และมีลมออกจากหน้ากากออกซิเจน

4 lines
83.

ครอบหน้ากากออกซิเจนคร่อมบริเวณปากและจมูกของผู้ป่วย โดยเลือกขนาดหน้ากากออกซิเจน ที่มีขนาดเหมาะสมกับใบหน้าผู้ป่วย คล้องสายยางรัดของหน้ากากอ้อมไปทางด้านหลังของศีรษะ ให้หน้ากากครอบแนบกับใบหน้า

4 lines
84.

ส่วนที่เป็นหน้ากากออกซิเจนทำความสะอาดโดยใช้น้ำสบู่ล้างคราบสกปรกออก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

4 lines
85.

วางทิ้งไว้ให้แห้ง หรือใช้ผ้าแ

4 lines
86.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการเพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือ

4 lines
87.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ให้ออกซิเจนโดยต่อท่อนำออกซิเจนกับหน้ากากออกซิเจนกับชุดทำความชื้นที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน

4 lines
88.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหล 6-10 ลิตร/นาที

4 lines
89.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ตรวจสอบว่ามีฝอยละอองใหญ่ ปุดให้เห็นที่ในขวดทำความชื้น และมีลมออกจากหน้ากากออกซิเจน

4 lines
90.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ใช้นิ้วมืออุดด้านในของหน้ากากออกซิเจน เพื่อบังคับให้ออกซิเจนไหลเข้าไปในถุงกักเก็บ

4 lines
91.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ครอบหน้ากากออกซิเจนคร่อมบริเวณปากและจมูกของผู้ป่วย คล้องสายยางรัดของหน้ากากอ้อมไปทางด้านหลังของศีรษะ ให้หน้ากากครอบแนบกับใบหน้า

4 lines
92.

หน้ากากออกซิเจนชนิดมีถุงเก็บออกซิเจน - ส่วนที่เป็นหน้ากากออกซิเจนทำความสะอาดเช่นเดียวกับการทำความสะอาดหน้ากากออกซิเจนชนิดธรรมดา

4 lines
93.

ออกซิเจนชนิดกล่อง - จัดท่านอนให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายศีรษะสูงไม่หนุนหม

4 lines
94.

ให้หน้ากากครอบแนบกับใบหน้า

4 lines
95.

จัดท่านอนให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายศีรษะสูงไม่หนุนหมอน โดยปรับระดับหัวเตียงสูง 15-30 องศา (Semi Fowler's position) หากไม่มีข้อจำกัด หรืออยู่ในท่าที่สบาย

4 lines
96.

ต่อท่อนำออกซิเจนชนิดขนาดใหญ่ กับชุดทำความขึ้นปรับเป็นฝ่อยละอองเล็กที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน

4 lines
97.

ต่อท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่ เข้ากับกล่องพลาสติกใส แล้วนำไปครอบศีรษะของผู้ป่วยเด็ก เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหล 6- 10 ลิตร/นาที สังเกตฝอยละอองความชื้นพุ่งออกจากปลายท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่

4 lines
98.

ทำความสะอาดส่วนที่เป็นกล่องพลาสติก ด้วยน้ำสบู่ และน้ำสะอาด ผึ่งไว้ให้แห้ง

4 lines
99.

เช็ดด้วยน้ำยาเซฟีเเรน (Zephiran) 1:200

4 lines
100.

ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งจนหมดกลิ่นน้ำยา

4 lines
101.

อธิบายถึงความจำเป็นในการให้ออกซิเจน และวิธีการให้ออกซิเจนโดยย่อ เพื่อผู้ป่วยคลายความกังวล และให้ความร่วมมือ

4 lines
102.

ต่อท่อนำออกชิเจนชนิดขนาดใหญ่ ที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน เข้ากับชุดทำความขึ้น ปรับเป็นฝ่อยละออง

4 lines
103.

ต่อท่อนำออกซิเจนชนิดขนาดใหญ่ ที่ต่อกับตัวควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน เข้ากับชุดทำความขึ้น ปรับเป็นฝ่อยละอองเล็ก เพื่อให้ฝ่อยละอองความชื้นขนาดเล็กเข้าไปได้ลึกถึงทางเดินหายใจส่วนปลาย

4 lines
104.

ต่อ คอลลาร์ มาสค์ เข้ากับปลายท่อนำออกซิเจน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณออกซิเจนที่มีความเข้มขนาดใหญ่ ฝั่งที่จะให้ผู้ป่วย เปิดออกซิเจนให้มีอัตราการไหลเหมาะสม 6-10 ลิตร/นาที สังเกตฝอยละอองความชื้นพุ่งออกจาก คอลลาร์ มาสค์

4 lines
105.

ครอบหน้ากากออกซิเจนคร่อมบริเวณ Tracheostomy tube คล้องสายยางรัดของหน้ากากอ้อมไปทางด้านหลังคอ ติดกระคุมสายรัดกับตัว หน้ากากออกซิเจน

4 lines
106.

ทำความสะอาดคอลลาร์ มาสค์ เช่นเดียวกับหน้ากากออกซิเจนชนิดคอลลาร์

4 lines
107.

ส่วนอุปกรณ์อื่นทำความสะอาดตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

4 lines
108.

จัดท่อนำออกซิเจนขนาดใหญ่ และ คอลลาร์ มาสค์เข้าชุด ใส่ถุงปิดให้สนิทแล้วส่งอบเเก๊สเพื่อฆ่าเชื้อโรค

4 lines
109.

เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน พยาบาลต้องคอยดูแลเพื่อให้การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นไปอย่างมีประ

4 lines
110.

ถุงปิดให้สนิทแล้วส่งอบเเก๊สเพื่อฆ่าเชื้อโรค

4 lines
111.

การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน พยาบาลต้องคอยดูแลเพื่อให้การบำบัดด้วยออกซิเจนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน เกิดแต่ละชนิดมีหลักการใหญ่ ๆ ดังนี้

4 lines
112.

ดูแลสภาพทางเดินหายใจให้โล่งตลอดเวลา โดยจัดท่านอนหรือให้นั่งศีรษะสูง หรือนั่งฟุบบนโต๊ะคร่อมเตียง ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี และไม่มีข้อจำกัดในการจัดท่า หากมีเสมหะหรือน้ำคัดหลั่งบริเวณท่อทางเดินหายใจ ให้ดูดออกตามวิธีการดูดเสมหะอย่างถูกเทคนิค เพื่อให้ออกชิเจนสามารถผ่านเข้าสู่ถุงลมปอด ได้สะดวก และการแลกเปลี่ยนแก๊สเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่หายใจทางท่อหลอดลมคอหากปล่อยให้มีเสมหะมากจะอุดตันปลายท่อ เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ ช่วยให้เสมหะระบายออกได้ดีขึ้นโดยกระตุ้นให้ไอเอาเสมหะออกอย่างถูกต้อง และให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อช่วยละลายเสมหะ

4 lines
113.

หมั่นดูแลความสะอาดของจมูก ปาก ใบหน้า ทุก2-4 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนจะมีอาการคอแห้ง ปากแห้ง และมีกลิ่นปา

4 lines
114.

สมหะออกอย่างถูกต้อง และให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อช่วยละลายเสมหะ

4 lines
115.

หมั่นดูแลความสะอาดของจมูก ปาก ใบหน้า ทุก2-4 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจนจะมีอาการคอแห้ง ปากแห้ง และมีกลิ่นปาก หรือเจ็บคอ ในรายที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ท่อหลอดลมคอหรือท่อที่ผ่านในช่วงจมูก รวมทั้งการได้รับการดูดเสมหะทางท่อเป็นระยะ ๆ จะทำให้ยิ่งเจ็บคอมาก และไม่สุขสบาย จึงควรกระตุ้นให้บ้วนปาก และจิบน้ำบ่อยๆ ใช้วาสลีนทาริมฝีปากเพื่อให้ริมฝีปากชุ่มชื้น ในผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนแบบหน้ากาก ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดและทาแป้งบริเวณใบหน้า สันจมูก เพราะอาจเกิดความชื้น ความร้อน ทำให้รู้สึกอึดอัด และไม่สุขสบาย ดูแลความสะอาดบริเวณรูจมูกโดยใช้ไม้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด โดยเฉพาะบริเวณรอบ ๆ สายหรือท่อที่คาบริเวณจมูก สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนผ่านทางท่อหลอดลมคอ อาจมีเสมหะหรือน้ำคัดหลั่งบริเวณท่อที่ติดกับผิวหนังต้องทำความสะอาดท่อและเปลี่ยนผ้าก็อซที่รองใต้แป้นท่อหลอดลมคอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อความสะอาดและสุขสบาย

4 lines
116.

ดูแลไม่ให้สายหัก พับ งอ หรือปลายสายอุดตัน จากน้ำมูก เสมหะ และไม่รัดออกซิเจนชนิดหน้ากากแน่น

4 lines
117.

ทำความสะอาดท่อและเปลี่ยนผ้าก็อซที่รองใต้แป้นท่อหลอดลมคอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อความสะอาดและสุขสบาย

4 lines
118.

ดูแลไม่ให้สายหัก พับ งอ หรือปลายสายอุดตัน จากน้ำมูก เสมหะ และไม่รัดออกซิเจนชนิดหน้ากากแน่นจนเกินไป ตรวจดูตำแหน่งของท่อออกชิเจน เพื่อให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และดูแลเติมน้ำในขวดทำความชื้น เพื่อป้องกันทางเดินหายใจแห้ง

4 lines
119.

ติดตามประเมินภาวะขาดออกซิเจน และอาการแสดงที่ผิดปกติต่าง ๆ ระดับความรู้สึกตัว ระบบหัวใจ ตลอดจนระบบการขับถ่ายขณะได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน ตรวจสอบและบันทึกสัญญาณชีพ โดยเฉพาะออกซิเจนทุก 2-4 ชั่วโมง ตามความจำเป็น หากพบความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ ต้องรายงานแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาได้ทันที

4 lines
120.

ดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยและญาติ โดยมากเมื่อได้รับการบำบัดด้วยออกชิเจน ผู้ป่วยและครอบครัววิตกกังวล เพราะอาจเข้าใจว่าการให้ออกซิเจน หมายถึง ผู้ที่มีอาการหนัก มีโอกาสเสียชีวิตสูง ดังนั้น จึงต้องอธิบายถึงวัตถุประสงค์ ความจำเป็นที่ต้องได้รับออกซิเจน รวมถึงประโยชน์ของการให้ออกซิเจนกับอุปกรณ์ วิธีการใช้งานอย่างง่าย ๆ เพื่อความร่วมมือในการรักษา และลดความวิตกกังวล

4 lines
121.

ภาวะแทรกซ้อนจากการบำบัดด้วยออกซิเจน เกิดการติดเชื้อแทรก จากการที่ผู้ป่วยมีภาวะร่างกายที่อ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พยาธิสภาพของโรค เช่น โรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รังสีรักษา เคมีบำบัด ทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อ ดังนั้น การใช้เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ จะเป็นเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้อุปกรณ์ในการบำบัดออกซิเจน จึงก่อให้เกิดโรคติดเชื้อได้เป็นอย่างดี และผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน ในผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ ต้องได้รับการเจาะคอใส่ท่อ และต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน จึงในหนทางเชื้อโรคต่าง ๆ จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงและง่ายขึ้น ดังนั้น ต้องปฏิบัติการพยาบาล อย่างถูกเทคนิคและเคร่งครัด รวมทั้งการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามเวลาที่กำหนด

4 lines
122.

ภาวะเยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดระค

4 lines
123.

งเชื้อโรคต่าง ๆ จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรงและง่ายขึ้น ดังนั้น ต้องปฏิบัติการพยาบาล อย่างถูกเทคนิคและเคร่งครัด รวมทั้งการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามเวลาที่กำหนด

4 lines
124.

ภาวะเยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดระคายเคือง เนื่องจากออกซิเจนเป็นแก๊สที่แห้งเมื่อผ่านเข้าสู่ทางดินหายใจโดยตรง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เมื่อต้องให้การบำบัดด้วยออกซิเจนจึงตั้งให้อัตราการไหลที่เหมาะสม ไม่แรงเกินไป และให้ความชื้นร่วมด้วยอย่างเพียงพอเสมอ

4 lines
125.

การทำลายเนื้อเยื่อภายในปอด เมื่อผู้ป่วยได้รับออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูงร้อยละ 60 ในระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอด คือ ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง ได้แก่ ระคายเคืองหลอคลม เกิดการอักเสบของหลดลม และมีอาการไอตลอดเวลา เมื่อไอมากจะทำให้เกิดการหายใจลำบาก ทำให้ปอดมีความจุของออกซิเจนลดลง แต่ความต้องการออกซิเจนของร่างกายเพิ่มมากขึ้น เนื้อเยื่อปอดจะถูกทำลายทำลาย เนื้อระหว่างเซลล์บวม ผนังหลอดเลือดและถุงลมหนาตัว อาจเกิดภาวะเลือดออกในถุงลม ถุงลมอุดตัน หากยังมีการทำลายต่อไปจะมีการขับโปรตีน ไฟบริน และเซลล์ที่ตายแล้วมารวมกันเกิดเป็นเยื่อบุไฮยาไลน์ (Hyaline membrane) ในถุงลม

4 lines
126.

ว่างเซลล์บวม ผนังหลอดเลือดและถุงลมหนาตัว อาจเกิดภาวะเลือดออกในถุงลม ถุงลมอุดตัน หากยังมีการทำลายต่อไปจะมีการขับโปรตีน ไฟบริน และเซลล์ที่ตายแล้วมารวมกันเกิดเป็นเยื่อบุไฮยาไลน์ (Hyaline membrane) ในถุงลม ทำให้เนื้อปอดแข็งตัว เอ็กซเรย์ปอดพบก้อน และเสียงหายใจเบากว่าปกติการบำบัดด้วยออกซิเจนความเข้มข้นสูงจึงให้ในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะขาดออกซิเจนในระยะแรกเท่านั้น และปรับลดความเข้มข้นลงเมื่ออาการพ้นภาวะวิกฤต

4 lines
127.

เกิดอันตรายต่อดวงตา (Retrolental fibroplasia: R.L.P.) ซึ่งพบได้ในเด็กทารกคลอดก่อนกำหนด จากการได้รับออกชิเจนความเข้มข้นสูงเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้หลอดเลือดหลังเลนส์ตาเปลี่ยนไปปิดกั้นลำแสงที่พุ่งตรงไปที่จอตา จนทำให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็น อาการพิษนี้ อาจเกิดได้ในเด็กทารกที่คลอดปกติเช่นกัน

4 lines
128.

เกิดการหยุดหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เนื่องจากการหายใจของผู้ป่วยประเภทนี้ถูกควบคุมด้วยคีโมรีเซฟเตอร์ที่สมอง หากให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงจะทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ เรียกว่า เกิดภาวะง่วงงันจากการคั่งของคาร์บอนไดออกไซค์ (CO2 narcosis)

4 lines
129.

คีโมรีเซฟเตอร์ที่สมอง หากให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงจะทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ เรียกว่า เกิดภาวะง่วงงันจากการคั่งของคาร์บอนไดออกไซค์ (CO2 narcosis)

4 lines
130.

การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ จะต้องอาศัยความรู้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกายวิภาคศาสตร์ และด้านสรีรวิทยาของระบบทางเดินหายใจ ร่วมกับการใช้กระบวนการพยาบาล ในการวางแผนให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม

4 lines
131.

พยาบาลจะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกต ไวต่ออาการและความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย การประเมินสัญญาณเตือนได้ก่อนเกิดความผิดปกติ จะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย

4 lines
132.

พยาบาลต้องใช้อุปกรณ์บำบัดออกซิเจนได้อย่างคล่องแคล่ว มีความชำนาญ รู้จักใฝ่หาความรู้ และเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ

4 lines
133.

นอกจากจะใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้องแล้วจะต้องรู้วิธีการดูแลบำรุงรักษาเพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้นใช้งานได้นาน ๆ อีกด้วย

4 lines