Worksheetsการสื่อสารไร้สายและเครือข่าย
Total questions: 100
Worksheet time: 4hrs 35mins
การสื่อสารไร้สายคือ การติดต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสารโดยไม่ใช้สายสัญญาณเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อแต่จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสาร การสื่อสารไร้สายได้ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการสื่อสารระยะไกล เนื่องจากข้อจำกัดของการสื่อสารแบบใช้สาย การสื่อสารไร้สาย การสื่อสารแบบไร้สายได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งสามารถแบ่งเป็นยุคต่าง ๆ เช่น ยุคแอนะล็อก และ ยุคดิจิ ตอล เป็นต้น
เครือข่ายไร้สาย หมายถึง เทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครือข่ายสามารถสื่อสารถึงกันได้โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการเชื่อมต่อเพื่อการรับและส่งข้อมูลแทนสายเคเบิ้ล โดยมีเทคนิคการส่งข้อมูลและโทโพโลยีที่แตกต่างกัน ภายใต้มาตรฐานเครือข่ายไร้สายที่กำหนด
เมื่อศึกษาบทที่ 9 จบแล้ว ผู้เรียน สามารถอธิบายหัวข้อต่อไปนี้ได้ 2. ประเด็นส าคัญเกี่ยวกับเครือข่ายไร้สาย
เมื่ออ่านแผนการสอนประจ าบทที่ 9 แล้ว ก าหนดให้ผู้เรียนท าแบบประเมินผลตนเองก่อนเรียน บทที่ 9 ในแบบฝึกปฏิบัติ แล้วจึงศึกษาเอกสารการสอนต่อไป
การสื่อสารไร้สาย หมายถึง การสื่อสารข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางโดยปราศจากการเชื่อมต่อในเชิงกายภาพแต่จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต้นทางกับปลายทางเพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากการสื่อสารไร้สายได้ก าจัดอุปสรรคในเรื่องระยะทางระหว่างฝ่ายผู้รับและฝ่ายผู้ส่งให้หมดไป และด้วยเหตุผลนี้เองที่เป็นคุณสมบัติที่ส าคัญที่สุดที่ท าให้การสื่อสารไร้สายได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงท าให้เกิดการพัฒนาการสื่อสารไร้สายอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า ซึ่งมีความสามารถในการถ่ายเทพลังงานจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยไม่จ าเป็นต้องอาศัยตัวกลางจึงท าให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ในสุญญากาศได้
ความหมายของการสื่อสารไร้สาย
ประเด็นส าคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการสื่อสารไร้สาย
ประเด็นส า
ความหมายของการสื่อสารไร้สาย
ประเด็นส าคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการสื่อสารไร้สาย
ประเด็นส าคัญเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารไร้สาย
ประเภท ลักษณะการท างาน และการใช้งานการสื่อสารไร้สายชนิดต่าง ๆ
การสื่อสารไร้สายหมายถึงอะไร?
การสื่อสารที่ใช้สาย
การสื่อสารที่ไม่ใช้สาย
การสื่อสารที่ใช้คลื่นเสียง
การสื่อสารที่ใช้สัญญาณไฟฟ้า
ข้อได้เปรียบของการสื่อสารไร้สายคืออะไร?
ไม่ต้องมีการวางระบบโครงข่าย
มีความเร็วสูงกว่า
มีความปลอดภัยมากกว่า
สามารถเชื่อมต่อได้ทุกที่
การสื่อสารไร้สายมีข้อจำกัดอย่างไร?
สัญญาณอาจถูกรบกวน
ต้องใช้สายในการเชื่อมต่อ
มีค่าใช้จ่ายสูง
ไม่สามารถใช้งานได้ในที่ห่างไกล
การสื่อสารแบบใช้สายต้องมีการวางระบบโครงข่ายเพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการ ในขณะที่การสื่อสารไร้สายไม่จ าเป็นต้องท า แต่ในทางกลับกันการสื่อสารไร้สายก็มีข้อจ ากัด คือ สัญญาณรบกวน (noise) และสัญญาณแทรกสอด (interference) ที่เกิด ขึ้นในทุก ๆ ที่ และเกิดขึ้นแบบไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตลอดช่วงเวลาที่มีการสื่อสารเกิดขึ้น เนื่องจากการใช้ อากาศเป็นตัวกลาง
ถ้าเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการสื่อสารทั้ง 2 แบบแล้ว จะเห็นว่าการสื่อสารไร้สายนั้นมีประสิทธิภาพและคุณภาพต่ ากว่า การสื่อสารแบบใช้สาย มาก แต่การสื่อสารไร้สายนั้นได้ก าจัดอุปสรรคในเรื่องระยะทางระหว่างฝ่ายผู้รับและฝ่ายผู้ส่งให้หมดไป
อุปกรณ์ไร้สายที่ใช้และเห็นอยู่ในชีวิตประจ าวันทั่วไปนั้นมีอยู่มากมายหลายประเภทซึ่งจ าแนกเป็นอุปกรณ์ไร้สายในระยะใกล้ เช่น รีโมตควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถยนต์ หรือของเด็กเล่น และอุปกรณ์ไร้สายในระยะไกล เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่จานดาวเทียม
ยุคที่ 1 (1G) เป็นยุคเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สาย เรียกยุคนี้ว่า “ยุคแอนะล็อก” เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2526 โดยการเชื่อมโยงของเครือข่ายเป็นแบบเซอร์กิตสวิตชิ่ง (circuit switching) ใช้สัญญาณวิทยุในการส่งข้อมูลในการสื่อสารโดยมีอัตราการรับส่งข้อมูลต่ ากว่า 6.9 Kbps (kilo bits per seconds) ซึ่งถูกออกแบบมาส าหรับการรับส่งสัญญาณข้อมูลเสียงเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีการรองรับการรับ ส่งผ่านข้อมูลประเภทอื่น ๆ ซึ่งก็หมายความว่าสามารถใช้งานทางด้านการสนทนาได้เพียงอย่างเดียว เท่า
ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบแอนะล็อกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
ยุคที่ 2 ของการสื่อสารไร้สายเรียกว่าอะไร?
ยุคดิจิตอล
ยุคอนาล็อก
ยุค 3G
ยุค 4G
ยุคที่ 2 (2G) เรียกว่า “ยุคดิจิตอล” เกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2533 เป็นยุคของการเริ่มเปลี่ยนจากการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อกมาเป็นการเข้ารหัสแบบดิจิตอล อัตราการรับส่งข้อมูลสามารถใช้ความเร็วได้มากขึ้นกว่าในยุคที่ 1 โดย อยู่ ในช่วงความเร็วประมาณ 10-30 Kbps
ยุคนี้มีการตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูล โดยมีการน าระบบการเข้ารหัสมาใช้ ยุคนี้จึงถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นของการรับส่งข้อมูลนอกเหนือจากการรับส่งเฉพาะ สัญญาณเสียง โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนี้ถูกออกแบบให้มีน้ าหนักเบา และมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย
ระบบทีดีเอ็มเอ (Time Division Multiple Access: TDMA) เป็นระบบที่ผู้ใช้จ านวนมากสามารถใช้ช่องสัญญาณความถี่วิทยุเดียวกันในการรับส่งข้อมูล โดยช่องสัญญาณถูกออกแบบให้สามารถรับส่งได้ทั้งสัญญาณเสียงและข้อมูลพร้อม ๆ กันได้โดยไม่รบกวนกัน
ระบบจีเอสเอ็ม (Global System For Mobile: GSM) คือ มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบทีดีเอ็มเอที่ใช้ความถี่ 900 MHz ที่ออกแบบโดยสหภาพยุโรปที่ยังได้รับความนิยมในปัจจุบันเนื่องจากระบบจีเอสเอ็มใช้เทคโนโลยีในการบีบอัดข้อมูลท าให้ได้คุณภาพของเสียงที่ชัดเจนและสามารถให้ผู้ใช้ใช้งานพร้อม ๆ กันในระบบได้มากขึ้นนอกจากนั้นยังมีการให้บริการรับส่งสัญญาณข้อมูลที่เป็นข้อความสั้น ๆ หรือ เอสเอ็มเอส (Short Message Service: SMS)
ระบบซีดีเอ็มเอวัน (CDMA one) คือ มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้เทคนิคการมัลติเพล็กซ์สัญญาณแบบเข้ารหัสที่เรียกว่า ซีดีเอ็มเอ (Code Division Multiple Access: CDMA) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การรับส่งสัญญาณออกไปพร้อม ๆ กัน โดยใช้เทคนิคการถอดรหัส คือ เครื่องของผู้รับสัญญาณจะต้องมีตัวถอดรหัสเฉพาะของแต่ละเครื่องระบบซีดีเอ็มเอวันถูกออกแบบโดยบริษัท
ระบบซีดีเอ็มเอวันถูกออกแบบโดยบริษัทใด?
ควอลคอมม์
ซัมซุง
แอปเปิล
โนเกีย
มาตรฐานการสื่อสารที่ทำให้อุปกรณ์การสื่อสารไร้สายสามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคืออะไร?
WAP
CDMA
GSM
Bluetooth
ในยุคปลายของยุคนี้ได้เริ่มมีการพัฒนาระบบเครือข่ายแลนไร้สาย โดยเริ่มมีการใช้งานด้วยความเร็วอยู่ที่ประมาณ
2 Mbps
144 Kbps
2.5G
GPRS
ยุคที่ 2. 5 (2.G) ยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อการสื่อสารของโลก
เทคโนโลยีที่ส าคัญที่ใช้ในยุคนี้ คือ เทคโนโลยีจีพีอาร์เอส (Generic Packet Radio Service: GPRS)
จีพีอาร์เอส (GPRS) คือ เทคโนโลยีของระบบจีเอสเอ็ม ที่ใช้ในการเพิ่มสมรรถนะในการรับส่งข้อมูลแบบแพ็กเก็ตที่ไม่เกี่ยวกับเสียงการสนทนาของโทรศัพท์เคลื่อนที่จีเอสเอ็ม เช่น การรับส่งข้อมูลในรูปแบบของมัลติมีเดียซึ่งจะประกอบไปด้วยรูปภาพที่เป็นกราฟิก เสียง และวีดิทัศน์ (วีดีโอ ) ระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับระบบเครือข่ายเสียงที่มีอยู่เดิมให้มีอัตราการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น เทคโนโลยีจีพีอาร์เอสจะใช้ช่องเวลา เหมือนกับการสื่อสารด้วยเสียง โดยช่องเวลาแต่ละช่องจะมีขีดความสามารถในการรับส่งข้อมูลประมาณ 9.6 Kbps เครือข่ายจีพีอาร์เอสจะใช้ช่องเวลา 3 ช่อง ในการส่งข้อมูลจำนวนน 28.8 Kbps ไปยังเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ และใช้ช่องเวลา 1 ช่อง ในการรับส่งข้อมูลจำนวนน 9.6 Kpbs จากโทรศัพท์เคลื่อนที่กลับไปยังเครือข่ายจีพีอาร์เอส มีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่ระดับต่ำกว่า 50 Kbps
ทรศัพท์เคลื่อนที่ และใช้ช่องเวลา 1 ช่อง ในการรับส่งข้อมูลจ านวน 9.6 Kpbs จากโทรศัพท์เคลื่อนที่กลับไปยังเครือข่ายจีพีอาร์เอส มีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่ระดับต่ ากว่า 50 Kbps
ซีดีเอ็มเอ 2000 ( CDMA 2000) คือ เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายของระบบซีดีเอ็มเอที่พัฒนา มาจากเทคโนโลยีซีดีเอ็มวันให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการเสียงและข้อมูลที่มีความเร็วสูงเพิ่มมากขึ้นกว่าซีดีเอ็มเอวันโดยที่ความกว้างของช่องสัญญาณเท่าเดิม
ยุคที่ 3 (3G) สำหรับยุคนี้เป็นยุคสื่อประสม หรือ มัลติมีเดีย เกิดในช่วงประมาณปี 2543 ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่
จากการที่ระบบการสื่อสารไร้สายต่าง ๆ ในยุคก่อนหน้านี้ ยังไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมทุกจุดทั่วโลกเนื่องมาจากพื้นที่การให้บริการในแต่ละจุดทั่วโลกนั้นใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถให้บริการร่วมกันได้ ประกอบกับพื้นที่บางจุดในโลกไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากบริเวณนั้นไม่สามารถที่จะส่งสัญญาณไปถึงได้ทำให้ต้องใช้บริการรับส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ดังนั้นโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบจีเอสเอ็ม หรือระบบซีดีเอ็มเอไม่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับบริการรับส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมเคลื่อนที่ร่วมกันทั่วโลก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการที่ไหนก็ได้ทั่วโลก โดยสมาพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) เป็นหน่วยงานในสังกัดขององค์การสหประชาชาติ
มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดแนวทางการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานระดับสากล โดยได้กำหนดกรอบมาตรฐาน
เอดจ์ (Enhanced Data Rates For GSM Evolution: EDGE) เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีในระบบจีเอสเอ็มในการเพิ่มความเร็วการส่งข้อมูลให้สูงถึง 384 Kbps โดยใช้เทคนิคการผสมสัญญาณของข้อมูลแบบดิจิตอลโดยการเปลี่ยนเฟสของสัญญาณพาห์ตามบิตข้อมูลแบบ 8 PSK (Eight Phase Shift Keying) เพื่อให้ได้ความเร็วในการส่งที่สูงขึ้นด้วยความถี่เดิมที่ 200 KHz จะช่วยให้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้บริการด้านมัลติมีเดียต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นกว่าเทคโนโลยีจีพีอาร์เอส (GPRS) อะไรคือเทคโนโลยีที่ใช้ในการเพิ่มความเร็วการส่งข้อมูลในระบบจีเอสเอ็ม?
เอดจ์ (EDGE)
ดับเบิ้ลยูซีดีเอ็มเอ (WCDMA)
จีพีอาร์เอส (GPRS)
ดับเบิ้ลยูซีดีเอ็มเอ (Wideband Code Division Multiple Access: WCDMA) เป็นเทคโนโลยีในระบบจีเอสเอ็มที่ทำงานบนแถบความถี่กว้างที่ 10 MHz โดยใช้ช่องความถี่สำหรับการส่งและรับสัญญาณระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีฐานช่องละ 5 MHz อะไรคือความถี่ที่ใช้ในการทำงานของดับเบิ้ลยูซีดีเอ็มเอ?
10 MHz
5 MHz
200 KHz
เป็นเทคโนโลยีในระบบจีเอสเอ็มที่ท างานบนแถบความถี่กว้างที่ 10 MHz โดยใช้ช่องความถี่ส าหรับการส่งและรับสัญญาณระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีฐานช่องละ 5 MHz ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรับส่งข้อมูลได้เร็วสูงสุดถึง 2 Mbps ส าหรับข้อมูลดิจิตอล และ 384 Kbps ส าหรับข้อมูลเสียง ระบบดับเบิ้ลยู ซีดีเอ็มเอซึ่งพัฒนาต่อจากจีพีอาร์เอสเป็นเทคโนโลยีหนึ่งในมาตรฐาน IMT-2000 และเป็นที่รู้จักในภูมิภาคยุโรปในชื่อของระบบ ยูเอ็มทีเอส (UMTS)
ซีดีเอ็มเอ 2001 (CDMA 2001 ) เป็นเทคโนโลยีระบบซีดีเอ็มเอที่พัฒนาจากซีดีเอ็มเอ 2000 เพื่อให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น เช่น CDMA 2000 1x มีความเร็วสูงในการรับส่งข้อมูลเป็น 153. 6 kbps ในขณะที่ CDMA 2001 1X EV-DO มีความเร็วสูงสุดที่ 2.4 Mbps และ CDMA 2001 1X EV-DV ความเร็วสูงสุดที่ 3.09 Mbps
ยุคที่ 4 (4G) ส าหรับยุคนี้เป็นยุคบรอดแบรนด์ (Broadband) หรือยุคไฮบริด ซึ่งเป็นยุคของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบัน โดยมีการก าหนดมาตรฐานตามแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี 4G เป็นผลมาจากข้อจ ากัดของระบบ 3G ที่ไม่สนองตอบความต้องการของระบบประยุกต์ที
การพัฒนาเทคโนโลยี 4G เป็นผลมาจากข้อจ ากัดของระบบ 3G ที่ไม่สนองตอบความต้องการของระบบประยุกต์ที่มีข้อมูลจ านวนมากและต้องการความเร็วสูง เช่น มัลติมีเดีย วิดีทัศน์แบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย ทำให้เกิดความต้องเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G
ถูกต้อง
ไม่ถูกต้อง
ระบบไบโอแมทริกซ์ จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนในยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G นั้นคือการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ
ถูกต้อง
ไม่ถูกต้อง
ระบบ 5G เป็นระบบสื่อสารไร้สายยุคถัดจากระบบ 4G สำหรับระบบ 5G ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน
ระบบ 5G เป็นระบบสื่อสารไร้สายยุคถัดจากระบบ 4G จริงหรือไม่?
จริง
ไม่จริง
เทคโนโลยี 5G จะช่วยให้แอพพลิเคชั่นขนาดใหญ่ทำงานได้อย่างไร?
ราบรื่นและรวดเร็วขึ้น
ช้าลง
ไม่เปลี่ยนแปลง
NTT DoCoMo คาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มใช้ 5G ได้ในปีไหน?
2020
2025
2030
ความเร็วของเครือข่าย 5G จะมากถึงกี่เท่าของเครือข่าย LTE?
100 เท่า
50 เท่า
10 เท่า
หลายคนคิดว่าเทคโนโลยีการติดต่อไร้สายจะใช้บนมือถือเป็นหลักอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วถ้ามองไกลไปอีกมิติหนึ่ง ก็ไม่จ าเป็นเลย เพราะสามารถเอาไปใช้กับอย่างอื่นได้อีกมากมาย เช่น ใช้กับรถยนต์ อย่างในงาน CES 2014 ได้มีการพูดถึงรถยนต์ที่มาพร้อมกับ 4G LTE จากบริษัท General Motors (GM) ที่ทางบริษัทออกมาเปิดเผยว่าก าลังจะเริ่มติดตั้งระบบ 4G LTE กับรถยนต์ Chevrolet โดยร่วมมือกับเครือข่ายโทรศัพท์ AT&T ซึ่งเชื่อว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะท าให้คนขับรถยนต์สามารถใช้โทรศัพท์และเล่นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนรถได้ โดยคาดว่าทาง Chevrolet จะมีการติดตั้งเทคโนโลยีนี้ภายในปี ค.ศ. 2015
ความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะแปรผันกับความถี่ กล่าวคือ ความถี่คลื่นยิ่งสูงความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุใด ๆ ยิ่งน้อยลง คุณลักษณะที่ส าคัญของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้
ความเปราะบาง (Fragility)
ทิศทางของการเดินทาง
ความถี่คลื่นยิ่งสูงความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุใด ๆ ยิ่งน้อยลง คุณลักษณะที่สำคัญของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้
ความเปราะบาง (Fragility)
ทิศทางของการเดินทาง (Directional)
ช่องความถี่ (Bandwidth)
ความเปราะบาง หมายถึง ความสามารถในการเดินทางของคลื่นผ่านวัตถุใด ๆ เช่น อากาศ เป็นต้น คลื่นยิ่งมีความถี่ต่ำยิ่งมีความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุได้ดี หรือยิ่งความถี่ของคลื่นสูงยิ่งทำให้ความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุน้อยลง
คลื่นวิทยุจะมีความถี่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงสามารถเดินทางผ่านวัตถุบางวัตถุได้ ถึงแม้ว่าวัตถุนั้นจะมีความหนาเพียงใดก็ตาม
แสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กที่มีความถี่สูงจะมีความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุน้อยมาก ตัวอย่างเช่น วันไหนที่อากาศไม่ดีมีเมฆหรือหมอกหนาวันนั้นก็จะมืดครึ้มเพราะแสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆได้บางส่วนเท่านั้น
แสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆได้บางส่วนเท่านั้น
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแต่ละช่วงความถี่จะมีคุณสมบัติเกี่ยวกับทิศทางการเดินทาง (Directionality) ของคลื่นที่ต่างกัน เช่น คลื่นวิทยุมีความสามารถในการเดินทางแบบแผ่กระจายทุกทิศทาง (Omni-direction) นั่นคือคลื่นวิทยุจะแผ่รังสีจากตัวส่งสัญญาณออกไปทุกทิศทาง ส่วนคลื่นที่มีความถี่สูงกว่าก็จะสามารถเดินทางในทิศทางที่แคบลง
คลื่นที่มีความถี่สูงจะมีความเปราะบางมาก นั่นคือ ความสามารถในการเดินทางผ่านวัตถุจะน้อย และอีกอย่างคลื่นที่มีความถี่สูงจะเดินทางแบบทิศทางเดียว ความสามารถในการรวมคลื่น (Focus) จะเพิ่มขึ้นตามความถี่ของคลื่น ตัวอย่างเช่น แสงสามารถที่จะบังคับทิศทางการเดินทางได้ เช่น ไฟฉาย เป็นต้น
แถบความถี่ หรือแบนด์วิธ หมายถึง ความกว้างของช่องสัญญาณ และมีหน่วยวัดเป็นเฮิรตซ์ (Hz) ค าว่าแบนด์ (Band)
แถบความถี่ หรือแบนด์วิธ หมายถึง ความกว้างของช่องสัญญาณ และมีหน่วยวัดเป็น เฮิรตซ์ (Hz) ค าว่าแบนด์ (Band) ในที่นี้หมายถึงช่องสัญญาณ (Channel) ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่ใช้ในการส่งสัญญาณ ตัวอย่างเช่น ช่วงความถี่ระหว่าง 902-928 MHz เป็นช่วงความถี่ที่สงวนไว้ส าหรับใช้งานทางด้าน อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ซึ่งท าให้ได้แบนด์วิธของช่องสัญญาณนี้เป็น 26 MHz
เฮิรตซ์ (Hertz) เป็นหน่วยที่ใช้วัดความถี่ของเสียงหรือสัญญาณแอนาล็อกเท่านั้น ส่วนสัญญาณดิจิตอลจะใช้หน่วยวัดเป็นบิตต่อวินาที มีความสัมพันธ์แบบแปรผันตาม เช่น หนึ่งบิตสามารถส่งด้วยความยาวคลื่นหนึ่งรอบ อย่างไรก็ตามคลื่นดิจิตอลจะสร้างจากการกล้ าความถี่ของคลื่นแอนาล็อกหลายความถี่ (Modulation) ท าให้สรุปได้ ว่าอัตราการส่งข้อมูลของคลื่นดิจิตอลจะน้อยกว่าหรือเท่ากับความถี่ของคลื่น
สรุปได้ว่าอัตราการส่งข้อมูลของคลื่นดิจิตอลจะน้อยกว่าหรือเท่ากับความถี่ของคลื่น สรุปความตอนนี้ได้ว่าแบนด์วิธเป็นมาตราวัดความกว้างของช่องสัญญาณ และไม่ได้ใช้วัด
อัตราการส่งข้อมูลของคลื่นดิจิตอลจะน้อยกว่าหรือเท่ากับความถี่ของคลื่น?
ใช่
ไม่ใช่
แบนด์วิธหมายถึงอะไร?
ความกว้างของช่องสัญญาณ
อัตราข้อมูลวัดเป็นบิตต่อวินาที
ความถี่ของคลื่น
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยอะไร?
สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
สนามไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ในอะไรได้?
สุญญากาศ
น้ำ
อากาศ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีการใช้งานในด้านใดบ้าง?
การสื่อสารและโทรคมนาคม
การแพทย์
ทั้งสองอย่าง
รังสีแกมมา (gamma rays) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงความยาวคลื่นน้อยกว่า 1 พิโคเมตร (10-12 เมตร) มีความถี่ประมาณ 10^19 เฮิร์ทซ์ และมีพลังงานสูงมากกว่า 10 กิโลอิเล็กตรอนโวลด์ เป็นความถี่ที่ถูกน ามาใช้ท าอาวุธนิวเคลียร์ รังสีแกรมมามีคุณสมบัติในการเจาะทะลุได้สูง สามารถเจาะทะลุแผ่นตะกั่วหนาหลายเซนติเมตรได้ รังสีแกรมมาเกิดจากการเสื่อมสลายของสารกัมมันตรังสี มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ธาตุเรเดียม หรือธาตุโคบอลต์-60 สามารถน ามาใช้ประโยชน์ในการแพทย์เพื่อรักษาโรคมะเร็ง และในการเกษตร
รังสีเอ็กซ์ (X-ray) เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นสั้นมากกว่า 1 นาโนเมตร (10-9 เมตร)
ธาตุเรเดียม หรือธาตุโคบอลต์-60 สามารถน ามาใช้ประโยชน์ในการแพทย์เพื่อรักษาโรคมะเร็ง และในการเกษตร?
รังสีเอ็กซ์ (X-ray) เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นสั้นมากกว่า 1 นาโนเมตร มีความถี่ประมาณ 10^18 เฮิร์ทซ์ และมีพลังงานในช่วง 100 อิเล็กตรอนโวลต์ ถึง 100 กิโลอิเล็กตรอนโวลต์ มีคุณสมบัติสามารถแผ่รังสีผ่านร่างกายและสิ่งของโดยไม่เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ยกเว้นในกรณีที่ได้รับรังสีในปริมาณมากเกินไป รังสีเอ็กซ์ถูกน ามาประยุกต์ใช้งานในด้านการแพทย์ และทันตกรรมในการตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย?
รังสีอัลตราไวโอเลท (ultraviolet) เป็นรังสีธรรมชาติที่เกิดจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีความยาวคลื่น 1 ถึง 400 นาโนเมตร ช่วงความถี่ 10^15 - 10^18 เฮิร์ทซ์ และมีพลังงานในช่วง 2 ถึง 3 อิเล็กตรอนโวลต์เท่านั้น?
วง 2 ถึง 3 อิเล็กตรอนโวลต์เท่านั้น ส าหรับการประยุกต์ใช้งาน น าไปใช้ในด้านการแพทย์ เช่น การอัลตราซาวด์สามารถท าให้เชื้อโรคบางชนิดตายได้ แต่มีอันตรายต่อผิวหนังและตา และถูกน ามาใช้ในระบบสื่อสารข้อมูลด้วยแสงในตัวกลางเส้นใยแก้ว
แสงที่ตามองเห็น (visible light) เป็นรังสีที่อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 400 ถึง 700 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงความยาวคลื่นที่ประสาทตาของมนุษย์สามารถรับได้
คลื่นอินฟราเรด (infrared) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร ถึง 1 มิลลิเมตร (10-6 เมตร) อยู่ระหว่างแสงที่ตามองเห็นกับคลื่นไมโครเวฟ มีคุณสมบัติสามารถสะท้อนแสงกับวัตถุผิวเรียบแต่ไม่สามารถผ่านวัตถุทึบแสงได้
คลื่นไมโครเวฟ (microwave) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นไมโครเวฟ (microwave) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่น 1 มิลลิเมตร ถึง 10 เซนติเมตร มีลักษณะกระจายคลื่นแบบตรง (direct wave propagation) และไม่มีการหักเหบนชั้นบรรยากาศ คลื่นไมโครเวฟถูกนำมาใช้งานในด้านระบบเชื่อมต่อสัญญาณในระยะสายตา (line of sight) และระบบคลื่นไฟฟ้า เช่น การส่งสัญญาณของชุมสายโทรศัพท์ทางไกล การส่งสัญญาณแพร่ภาพโทรทัศน์ และการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นต้น
คลื่นวิทยุ (radio wave) สำหรับการแบ่งย่านคลื่นวิทยุตามกฎของสมาพันธ์โทรคมนาคมนานาชาติ (International Telecommunication Union ITU) และถูกนำมาใช้ในการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 9.1
ย่านความถี่ต่ ามาก (Very Low Frequency: VLF) คืออะไร?
3-30 กิโลเฮิรตซ์
10-100 กิโลเมตร
การสื่อสารกับเรือด าน้ า
การตรวจจับคลื่นหัวใจแบบไร้สาย
ย่านความถี่ต่ า (Low Frequency LF) มีความถี่เท่าไหร่?
30-300 กิโลเฮิรตซ์
1-10 กิโลเมตร
การสื่อสารในการเดินเรือ
สัญญาณเวลา
ย่านความถี่ปานกลาง (Medium Frequency: MF) ใช้สำหรับอะไร?
300-3000 กิโลเฮิรตซ์
100-1000 เมตร
การกระจายสัญญาณเอเอ็มแบบคลื่นปานกลาง
การสื่อสารระหว่างภาคพื้นกับอากาศยาน
ย่านความถี่สูง (High Frequency: HF) มีความถี่เท่าไหร่?
3-30 เมกะเฮิรตซ์
1-10 เมตร
วิทยุคลื่นสั้น วิทยุสมัครเล่น และอาร์เอฟไอดี
การกระจายสัญญาณโทรทัศน์
ย่านความถี่สูงมาก (Very High Frequency: VHF) ใช้สำหรับอะไร?
30-300 เมกะเฮิรตซ์
1-10 เมตร
วิทยุเอฟเอ็ม การกระจายสัญญาณโทรทัศน์
การสื่อสารโทรศัพท์เคลื่อนที่บนภาพพื้น
ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency VHF) มีความถี่เท่าไหร่?
300-3000 เมกะเฮิรตซ์
10-100 เซนติเมตร
การกระจายสัญญาณโทรทัศน์
เครื่องอบไมโครเวฟ
ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency VHF) 300-3000 เมกะเฮิรตซ์ 10-100 เซนติเมตร ใช้สำหรับอะไร?
โทรศัพท์เคลื่อนที่
เครือข่ายแลนไร้สาย
การกระจายสัญญาณโทรทัศน์
เครื่องอบไมโครเวฟ
บลูทูธ
ย่านความถี่เหนือสูง (Super High Frequency SHF) 3-30 กิกะเฮิรตซ์ 1-10 เซนติเมตร ใช้สำหรับอะไร?
อุปกรณ์ไมโครเวฟ
เครือข่ายแลนไร้สาย
การรับสัญญาณโทรทัศน์ของเคเบิ้ลทีวีจากจานดาวเทียม
ย่านความถี่สูงยิ่งยวด (Extremely High Frequency EHF) 30-300 กิกะเฮิรตซ์ 0.1-1 เซนติเมตร ใช้สำหรับอะไร?
ระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม
ระบบเรดาร์ค้นหาเครื่องบิน
ในปี พ.ศ. 2528 The Federal Communication Commission (FCC) ได้ก าหนดย่านความถี่เสรีที่มีชื่อว่าอะไร?
ไอเอสเอ็ม แบนด์ (ISM band)
ความถี่เสรี
คลื่นวิทยุ
การสื่อสารในอดีตนั้นจะถูกจ าแนกออกได้อย่างชัดเจนตามโครงข่ายที่ใช้งาน เนื่องจากแต่ละบริการจะใช้โครงข่ายไม่เหมือนกัน คือ โครงข่ายโทรศัพท์ และโครงข่ายสื่อสารแพ็กเก็ตข้อมูล ต่อมาเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมได้ก้าวหน้ามากขึ้น ท าให้การสื่อสารมีความเร็วในการส่งข้อมูลได้สูงขึ้น โดยเรียกโครงข่ายความเร็วสูงนี้ว่า โครงข่ายบรอดแบนด์ ดังจะได้เห็นได้จากปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีท าให้เกิดการหลอมรวม (convergence) ของเทคโนโลยี ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การสื่อสารแต่ละประเภท แต่ละโครงข่าย เช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียม โครงข่าวโทรศัพท์ ระบบอินเตอร์เน็ต เป็นต้นสามารถน ามาใช้ร่วมกันและสื่อสารกันบนโครงข่ายเดียวกันได้ ท าให้รูปแบบของการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นอกจากนั้นยังสามารถน า
การสื่อสารไร้สายแบบไม่เคลื่อนที่ (Fixed Wireless Communications: FWC) คืออะไร?
การน าการสื่อสารแบบไร้สายมาใช้งานเพื่อทดแทนการสื่อสารแบบใช้สายสัญญาณ
การสื่อสารที่ผู้ใช้บริการสามารถเคลื่อนที่ได้
การสื่อสารที่ต้องใช้สายเคเบิ้ล
การสื่อสารที่ไม่สามารถใช้งานได้
การสื่อสารไร้สายสามารถแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?
สองประเภท
สามประเภท
สี่ประเภท
ห้าประเภท
การสื่อสารไร้สายแบบเคลื่อนที่คืออะไร?
อุปกรณ์ก าลังใช้งานอยู่นั้นติดต่อกับอุปกรณ์อื่นในระบบเป็นแบบใช้สายหรือไร้สาย ในการสื่อสารแบบ เอฟดับเบิ้ลยูซีนี้ ผู้ใช้บริการไม่สามารถเคลื่อนที่ในขณะรับส่งข้อมูลได้เนื่องจากจะท าให้เกิดการแทรกสอดจากหลายทิศทางของสัญญาณ (multipath fading) และเทคโนโลยีที่รับรองการใช้งานในขณะนี้ไม่มีขีดความสามารถในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากสัญญาณรบกวนซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งาน อีกทั้งยังไม่ มีความสามารถที่จะรองรับการย้ายพื้นที่ใช้งาน (roaming) จากสถานีฐานหนึ่งไปอีกสถานีฐานหนึ่งได้ การออกแบบระบบเอฟดับเบิ้ลยูซีจะต้องสามารถจ าลองการท างานของระบบสื่อสารแบบใช้สาย การใช้ส่วนต่อประสาน (interface) และโ ปรโตคอลเดียวกัน รวมถึงการก าหนดการใช้ค่าพารามิเตอร์ ต่าง ๆ ที่ส าคัญ เช่น ความหน่วง (delays) ค่าความผิดพลาดของบิด (bit error rate) เป็นต้น ซึ่งท าให้การใช้งานระบบเอฟดับเบิ้ลยูซีนี้สามารถใช้สื่อสารได้ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความและข้อมูลที่เป็นเสียง อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้งานโครงข่ายเอฟดับเบิ้ลยูซีในปัจจุบันจะมุ่งเน้นเพื่อการรับส่งข้อมูลเป็นหลัก
จากที่กล่าวข้างต้นนี้ท าให้ระบบเอฟดับเบิ้ลยูซี เป็นทางเลือกหนึ่งในการวางโครงข่าย ซึ่งต้องเปรียบเทียบดูจากความเหมาะสมในการใช้งานกับการวางโครงข่ายแบบใช้สายและพิจารณาจากปัจจัยส าคัญต่าง ๆ ได้แก่ ราคาในการติดตั้ง เวลาที่ใช้ในการติดตั้ง ความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน และเสถียรภาพของระบบ
ข้อจ ากัดที่ส าคัญของระบบเอฟดับเบิ้ลยูซีคือ แถบคลื่นความถี่วิทยุ (radio spectrum) มีช่วงความถี่ที่จ ากัดให้จ านวนผู้ใช้งานถูกจ ากัดจ านวน
การติดตั้งเสาอากาศของระบบเอฟดับเบิ้ลยูซีจะติดตั้งอยู่กับที่ทั้งตัวรับและตัวส่ง ด้วยล าแสง
ระยะห่างระหว่างอากาศจะต้องไม่ห่างกันเกิน 20 กิโลเมตร การติดตั้งเสาอากาศของ ระบบเอฟดับเบิ้ลยูซีจะติดตั้งอยู่กับที่ทั้งตัวรับและตัวส่ง ด้วยล าแสงสัญญาณที่แคบ (narrowly focused beam) และลักษณะการส่งสัญญาณระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการจะมีทั้งแบบจุดต่อจุด (point-to- point) และจุดต่อหลายจุด (point-to-multipoint) หรือที่เรียกว่า มัลติคาสติ้ง (multicasting)
ความถี่ในที่ใช้ในเอฟดับเบิ้ลยูซีจะอยู่ในช่วง 900 MHz ถึง 40 GHz ซึ่งเป็นย่านความถี่ทั้งที่เป็นแบบใช้ได้ทั่ วไป ใช้โดยผู้ให้บริการและทั้งแบบที่ต้องขอใบอนุญาตและทั้งแบบที่ต้องขอใบอนุญาตและไม่ต้องขอใบอนุญาต
ระบบไมโครเวฟ การรับส่งสัญญาณข้อมูลด้วยคลื่นไมโครเวฟจะเป็นการรับส่ง สัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อๆ กันจากสถานีส่งและสถานี
