Worksheetsสอบ บทที่
Total questions: 17
Worksheet time: 9mins
Name
Class
Date
1.
อุปสงค์ (Demand) หมายถึงข้อใด
a)
ข. ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง
b)
ก. ปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตเสนอขายในตลาด
c)
ค. ราคาของสินค้าที่ผู้ผลิตตั้งไว้เพื่อดึงดูดลูกค้า
d)
ง. ความต้องการซื้อโดยไม่เกี่ยวข้องกับรายได้
e)
จ. ปริมาณการผลิตรวมของตลาด
2.
ข้อใด ไม่ใช่ ปัจจัยกำหนดอุปสงค์
a)
จ. ต้นทุนการผลิต (Cost of Production)
b)
ก. ราคา (Price)
c)
ข. รายได้ (Income)
d)
ค. รสนิยม (Taste)
e)
ง. ขนาดประชากร (Size of Population)
3.
กฎอุปสงค์” (Law of Demand) กล่าวว่าอย่างไร
a)
ค. ราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณซื้อจะลดลง
b)
ก. ราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณซื้อเพิ่มขึ้น
c)
ข. ราคาสินค้าลดลง ปริมาณซื้อคงที่
d)
ง. ราคาสินค้าลดลง ปริมาณซื้อจะลดลง
e)
จ. ปริมาณซื้อไม่ขึ้นกับราคา
4.
ผลของรายได้ (Income Effect) เกี่ยวข้องกับข้อใด
a)
ข. เมื่อรายได้ลดลง เสมือนราคาสินค้าแพงขึ้น
b)
ก. เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าลดลง
c)
ค. เมื่อราคาสินค้าลดลง รายได้จริงเพิ่มขึ้น
d)
ง. เมื่อรายได้คงที่ ปริมาณซื้อไม่เปลี่ยน
e)
จ. เมื่อราคาสินค้าลดลง ผู้บริโภคไม่ซื้อเพิ่ม
5.
อุปสงค์ตลาด (Market Demand) หมายถึงข้อใด
a)
ข. ผลรวมของอุปสงค์บุคคลทุกคน
b)
ก. อุปสงค์เฉพาะบุคคล
c)
ค. อุปสงค์ที่ไม่ขึ้นกับรายได้
d)
ง. อุปสงค์ที่เกิดจากผู้ผลิต
e)
จ. อุปสงค์ที่ไม่ขึ้นกับรสนิยม
6.
การเปลี่ยนแปลงภายในเส้นอุปสงค์ (จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง) เกิดจากปัจจัยใด
a)
ข. การเปลี่ยนราคา
b)
ก. การเปลี่ยนรายได้
c)
ค. การเปลี่ยนรสนิยม
d)
ง. การเปลี่ยนประชากร
e)
จ. การเปลี่ยนความมั่งคั่ง
7.
“อุปสงค์ส่วนบุคคล” แตกต่างจาก “อุปสงค์ตลาด” อย่างไร
a)
ค. เป็นอุปสงค์ของผู้บริโภคคนเดียว
b)
ก. เป็นอุปสงค์ที่เกิดจากผู้ผลิตรายเดียว
c)
ข. เป็นอุปสงค์ที่รวมผู้ผลิตหลายราย
d)
ง. เป็นอุปสงค์ที่รัฐบาลกำหนด
e)
จ. เป็นอุปสงค์รวมของทุกสินค้า
8.
ถ้ารายได้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และปริมาณซื้อสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น แสดงว่าสินค้านั้นเป็นอะไร
a)
ข. สินค้าปกติ
b)
ก. สินค้าด้อย
c)
ค. สินค้าฟุ่มเฟือย
d)
ง. สินค้าประกอบกัน
e)
จ. สินค้าทดแทน
9.
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of Demand) หมายถึงอะไร
a)
ข. การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อที่เกิดจากการเปลี่ยนราคา
b)
ก. การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อที่เกิดจากการเปลี่ยนรายได้
c)
ค. การเปลี่ยนแปลงรายได้ที่เกิดจากการเปลี่ยนราคา
d)
ง. การเปลี่ยนแปลงต้นทุนที่เกิดจากการผลิต
e)
จ. การเปลี่ยนแปลงรสนิยมที่เกิดจากประชากร
10.
ความหมายของ “คลังสินค้า” (Warehouse) คืออะไร
a)
ค. สถานที่เก็บรักษาสินค้าเพื่อรอการกระจาย
b)
ก. สถานที่เก็บวัตถุดิบเพื่อผลิต
c)
ข. สถานที่เก็บสินค้าเพื่อจำหน่าย
d)
ง. ศูนย์กลางการขนส่งสินค้า
e)
จ. โรงงานผลิตสินค้า
11.
บทบาทหลักของคลังสินค้าคืออะไร
a)
ง. เก็บสินค้าและกระจายสินค้า
b)
ก. ผลิตสินค้าใหม่
c)
ข. ขายสินค้าโดยตรง
d)
ค. รักษาความปลอดภัยของสินค้า
e)
จ. เพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป
12.
คลังสินค้าของผู้ผลิต (Private Warehouse) มีลักษณะเด่นใด
a)
ค. ผู้ผลิตลงทุนเองเพื่อเก็บสินค้าของตน
b)
ก. ใช้ร่วมกันหลายบริษัท
c)
ข. ลงทุนโดยภาครัฐ
d)
ง. ใช้สำหรับเก็บสินค้าสาธารณะ
e)
จ. ค่าบริการขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้า
13.
ข้อใด ไม่ใช่ ข้อดีของการใช้คลังสินค้าสาธารณะ (Public Warehouse)
a)
ง. มีค่าใช้จ่ายคงที่สูง
b)
ก. ไม่ต้องลงทุนก่อสร้างเอง
c)
ข. ยืดหยุ่นต่อปริมาณสินค้า
d)
ค. สามารถใช้บริการตามฤดูกาล
e)
จ. เหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
14.
ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center: DC) มีหน้าที่หลักคืออะไร
a)
ค. กระจายสินค้าไปยังร้านค้าหรือผู้บริโภค
b)
ก. ผลิตสินค้าใหม่
c)
ข. ทำหน้าที่เป็นคลังสินค้าอย่างเดียว
d)
ง. ตรวจสอบคุณภาพสินค้า
e)
จ. ทำหน้าที่ด้านการตลาด
15.
Cross Docking ในคลังสินค้าหมายถึงอะไร
a)
ค. การขนถ่ายสินค้าจากรถเข้ามาและออกไปทันทีโดยไม่เก็บ
b)
ก. การเก็บสินค้าในระยะยาว
c)
ข. การแปรรูปสินค้าในคลัง
d)
ง. การตรวจสอบคุณภาพสินค้า
e)
จ. การบรรจุภัณฑ์ใหม่
16.
Fulfillment Center แตกต่างจากคลังสินค้าทั่วไปอย่างไร
a)
ค. เน้นการจัดการคำสั่งซื้อออนไลน์และการจัดส่งถึงลูกค้า
b)
ก. ใช้เพื่อการจัดเก็บระยะยาว
c)
ข. เน้นการแปรรูปสินค้า
d)
ง. ใช้สำหรับสินค้าทดแทน
e)
จ. เป็นของภาครัฐเท่านั้น
17.
คลังสินค้าที่ตั้งใกล้ท่าเรือหรือสนามบิน มักใช้เพื่ออะไร
a)
ค. การขนส่งระหว่างประเทศ
b)
ก. การโฆษณา
c)
ข. การเก็บระยะยาว
d)
ง. การตลาด
e)
จ. การผลิต
100 %
