Font size
Worksheetsการระดมสมองอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางจิตวิทยา
Total questions: 60
Worksheet time: 1hrs 14mins
ตามแนวคิด "No Bad Idea" สิ่งใดคือผลลัพธ์หลักที่ผู้จัดการควรคาดหวังจากการสร้าง Psychological Safety ให้กับทีม
การระดมสมองเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างนวัตกรรมทำให้การประชุมระดมสมองใช้เวลาสั้นลงและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
ช่วยให้ทีมกล้าแสดงความคิดเห็นที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
เป็นการสร้างทางลัด (Heuristic) เพื่อให้ได้ไอเดียจำนวนมากอย่างรวดเร็วในการประชุม
ลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกทีมและสร้างความไว้วางใจในการทำงานร่วมกันทันที
ทำให้สมาชิกทุกคนรู้สึกยอมรับการตัดสินใจของผู้บริหารในทุกสถานการณ์อย่างไม่มีข้อกังขา
หากผู้บริหารต้องการนำเทคนิค Brainstorm Cards มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สิ่งที่ควรเน้นย้ำที่สุดกับสมาชิกในทีมคือข้อใด
การตรวจสอบว่าไอเดียที่เขียนนั้นเป็นไปได้จริงในเชิงเทคนิคก่อนที่จะส่งต่อให้ผู้อื่น
การเน้นให้แต่ละคนเขียนไอเดียส่วนตัวให้จบสมบูรณ์ที่สุดก่อนนำไปรวมกับผู้อื่น
การส่งเสริมให้ทุกคนต่อยอดและพัฒนาความคิดของผู้อื่นที่ได้รับจากการสลับการ์ด
การจัดลำดับความสำคัญของไอเดียที่ดีที่สุดโดยใช้การโหวตด้วยจุดหลากสีอย่างรวดเร็ว
การเปรียบเทียบและวิจารณ์ไอเดียที่ได้รับทันทีเพื่อคัดกรองแนวคิดที่แปลกประหลาดออกไป
ตามหลัก Core Principles of Effective Brainstorming ข้อใดคือการปฏิบัติที่ ขัดแย้ง กับการส่งเสริมให้เกิดไอเดียที่แปลกประหลาดและสร้างสรรค์
เน้นให้สมาชิกในทีมพูดถึงแต่ไอเดียที่อยู่ภายในกรอบงบประมาณที่กำหนดไว้เท่านั้น
อนุญาตให้สมาชิกแต่ละคนวาดรูปประกอบหรือใช้ภาพเพื่อนำเสนอความคิดที่ซับซ้อน
กำหนดให้การสนทนาในแต่ละช่วงมุ่งเน้นไปที่หัวข้อเดียวตามเวลาที่จำกัดอย่างเคร่งครัด
สนับสนุนให้ทุกคนต่อยอดไอเดียที่แปลกใหม่ของผู้อื่นแม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วยในเบื้องต้น
ให้ความสำคัญกับการระดมปริมาณของไอเดียให้ได้มากที่สุดในระยะเริ่มต้นของกระบวนการ
บริษัท A กำลังเผชิญปัญหาว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมีข้อบกพร่องหลายอย่าง หากใช้เทคนิค Reverse Brainstorming คำถามเริ่มต้นที่ควรใช้คือข้อใด
เราจะทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์นี้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่มีอยู่ทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เราจะทำอย่างไรเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์นี้แย่ลงกว่าเดิมและมีข้อบกพร่องมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานผลิตภัณฑ์ของเรา
เราจะหาต้นตอ (Root Cause) ของข้อบกพร่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไรโดยใช้หลัก 5 Whys
เราจะระดมไอเดียเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าเดิมในงบประมาณที่ถูกลงได้อย่างไรใน 8 นาที
ข้อใดต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของ Facilitator ในการระดมความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ? (เลือกทุกข้อที่ถูก)
สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
นำกระบวนการ
จัดการเวลาและโฟกัส
สังเคราะห์และบันทึกไอเดีย
การสร้าง Problem Statement ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดควรมีลักษณะตามข้อใด
เป็นการสังเคราะห์ข้อมูลที่เน้นถึงวิธีการแก้ไขปัญหา (Solution-agnostic) โดยเฉพาะ
มีความยาวมากกว่าสองประโยคเพื่อครอบคลุมรายละเอียดปัญหาทั้งหมดที่ค้นพบ
มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบที่ไม่สามารถวัดผลได้เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของทีม
เป็นประโยคที่กระชับ มุ่งเน้นปัญหา และไม่ชี้นำวิธีการแก้ไขใด ๆ โดยเฉพาะ
ต้องระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สถานการณ์ และสาเหตุหลัก (Root Cause) ของปัญหาอย่างสมบูรณ์
เมื่อทีมใช้ 5 Whys Analysis เพื่อค้นหาสาเหตุหลัก (Root Cause) ของปัญหา พวกเขาบรรลุเป้าหมายทางจิตวิทยาในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในข้อใด
ช่วยให้ทีมสามารถกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการวัดผลได้อย่างชัดเจนในขั้นตอนสุดท้าย
ช่วยให้ทีมค้นพบว่าความคิดเห็นของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันมากเพียงใด
ช่วยให้ทีมเกิดความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับสาเหตุพื้นฐานที่ขับเคลื่อนปัญหาที่แท้จริง
ช่วยให้ทีมสามารถทดสอบและปรับปรุง Problem Statement ที่สร้างขึ้นให้มีความสมบูรณ์
ช่วยให้ทีมระดมความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาทางแก้ปัญหาที่แปลกใหม่และไม่เคยมีมาก่อน
หากต้องการนำ Blue Sky Thinking มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ทีมรู้สึกว่า "ติดอยู่กับความเป็นจริงปัจจุบัน" คำถามที่ควรใช้ในการกระตุ้นไอเดียคือข้อใด
เราจะแก้ปัญหานี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไรโดยใช้งบประมาณและเทคโนโลยีที่มีอยู่
เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ปัญหานี้แย่ลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด
ถ้าเรามีเวลา งบประมาณ และเทคโนโลยีที่ไม่จำกัด โครงการนี้จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
ใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้มากที่สุดตามข้อเท็จจริงทั้งหมด
ไอเดียที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในปัจจุบันทันทีคืออะไรโดยที่ไม่ต้องใช้เวลาในการระดมสมอง
การใช้ Six Thinking Hats (หมวก 6 ใบ) ในการประชุม มีประโยชน์หลักต่อกระบวนการคิดของทีมอย่างไรตามแนวคิดของ De Bono
ช่วยให้แต่ละคนคิดและวิเคราะห์จากมุมมองที่แตกต่างกันในเวลาที่ต่อเนื่องกันอย่างเป็นลำดับ
ทำให้ทีมสามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างรอบด้านโดยไม่สับสนระหว่างอารมณ์และเหตุผล
ช่วยให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอความคิดที่แปลกใหม่และมีความเสี่ยงสูงโดยไม่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริง
เป็นการสร้างทางลัดเพื่อนำไปสู่การเลือกไอเดียที่ดีที่สุดโดยเน้นการคาดการณ์เชิงบวกเท่านั้น
บังคับให้ทุกคนต้องใช้ความคิดแบบ Parallel Thinking ในทิศทางเดียวกันในเวลาเดียวกัน
ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง Trust (ความไว้วางใจ) กับ Psychological Safety (ความปลอดภัยทางจิตใจ) ในการทำงาน
ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง Trust (ความไว้วางใจ) กับ Psychological Safety (ความปลอดภัยทางจิตใจ) ในการทำงาน
Trust คือความรู้สึกปลอดภัยต่อการกระทำของผู้อื่น ในขณะที่ Psychological Safety คือความปลอดภัยต่อการแสดงความคิดเห็นของตนเอง
Trust คือการลดความวิตกกังวลในการถูกยอมรับ ในขณะที่ Psychological Safety คือการสร้างความเชื่อใจในความสามารถของเพื่อนร่วมทีม
Trust คือการเดินบนตาข่ายที่ยืดหยุ่นได้ ในขณะที่ Psychological Safety คือการเดินบนเส้นลวดที่ตึงอย่างมั่นคง
Trust คือการยอมรับในความสามารถของทีม ในขณะที่ Psychological Safety คือการยอมรับข้อจำกัดของตนเอง
เทคนิค SCAMPER หากคุณต้องการปรับปรุงเก้าอี้เรียนให้มีประโยชน์มากขึ้น การใช้หลักการ "Put to Other Uses" ควรนำไปสู่ข้อใด
การใช้พลาสติกรีไซเคิลแทนไม้ในการผลิตเก้าอี้เรียนในห้องเรียนในมหาวิทยาลัย
การเพิ่มช่องเก็บของด้านข้างเก้าอี้เพื่อจัดเก็บอุปกรณ์การเรียนของนักเรียน
การออกแบบเก้าอี้ให้สามารถพับเก็บเป็นโต๊ะยืนสำหรับการทำงานได้เมื่อไม่ใช้งาน
การตัดส่วนพนักพิงหลังออกเพื่อลดน้ำหนักและประหยัดงบประมาณในการผลิต
การนำเก้าอี้หลายตัวมาประกอบรวมกันเพื่อให้กลายเป็นโซฟาสำหรับการพักผ่อนของทีม
หากทีมใช้ Annotated Marks ในการโหวตเลือกไอเดีย และพบว่าโปรแกรมเมอร์ (Feasibility) มักจะโหวตไอเดียเดียวกันเป็นหลัก สิ่งนี้สะท้อนปัญหาในข้อใด
ทีมประสบปัญหาด้านการกำหนดข้อจำกัด (Define Constraints) ที่ยังไม่ชัดเจนและไม่ครบถ้วน
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการโหวตยังไม่เข้าใจผลกระทบของปัญหาที่แท้จริง (Root Cause)
แต่ละกลุ่มมีเป้าหมายในการประเมินและตัดสินใจที่ยังไม่ตรงกันหรือไม่สอดคล้องกัน
การใช้เทคนิคการโหวตด้วยจุดหลากสีไม่เหมาะสมกับขนาดของทีมที่มีผู้เชี่ยวชาญมาก
ทีมขาดความสามารถในการรวบรวมบริบท (Gather Context) ของปัญหาอย่างครบถ้วน
ในกระบวนการ Reflective Practice (วงจรการสะท้อนการปฏิบัติ) ขั้นตอนที่ต้องตอบคำถามว่า "คุณได้เรียนรู้อะไรไปแล้วบ้าง?" คือขั้นตอนใด
Action Plan
Conclusion
Evaluation
Analysis
Feelings
การใช้เทคนิค Storyboard ในการสร้างไอเดียส่งผลต่อการทำงานร่วมกันของทีมอย่างไรมากที่สุด
ทำให้การสื่อสารรวดเร็วขึ้นและกระตุ้นไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพใน 8 นาที
ช่วยลดความขัดแย้งด้วยการทำให้ทีมมั่นใจว่าทุกคนมีความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เปลี่ยนความคิดในหัวให้เป็นภาพที่สามารถทำความเข้าใจร่วมกันและสร้างวิสัยทัศน์เดียวกัน
ช่วยให้ทีมหลีกเลี่ยงการตัดสินไอเดียและเน้นการต่อยอดความคิดของผู้อื่นได้อย่างเสรี
ทำให้ทีมสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดปัญหาที่แท้จริงได้ก่อนที่จะเริ่มสร้างไอเดีย
วัตถุประสงค์หลักของการใช้ Time-boxing ในการระดมสมองคือข้อใด
เพื่อให้แน่ใจว่าได้มีการใช้เครื่องมือดิจิทัลและกระดาษโน้ตอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อลดความวิตกกังวลของสมาชิกและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมากขึ้น
เพื่อช่วยรักษาความมุ่งมั่นและพลังงานของทีมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์สาเหตุหลักของปัญหา (Root Cause)
เพื่อให้ผู้ดำเนินการสามารถบันทึกและสังเคราะห์ไอเดียทั้งหมดได้ทันเวลา
การที่ Brainstorming มักถูกมองว่าเป็น "ทางลัดที่สูญเสียคุณค่า" (Lossy Substitution) สำหรับ Psychological Safety หมายความว่าอย่างไร
การระดมสมองไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่ต่อเนื่องได้เท่ากับการสร้างความไว้วางใจ
การระดมสมองเป็นการพยายามดึงไอเดียออกมาเมื่อขาดความปลอดภัยทางจิตใจ
การระดมสมองเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้รับ
การระดมสมองเป็นวิธีที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการเพื่อควบคุมกระบวนการ
การระดมสมองเป็นกิจกรรมที่ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่มีการงดการตัดสินไอเดีย
หากคุณเป็นผู้ดำเนินการที่ใช้ Descriptive Canvas ในการเลือกไอเดีย การเลือกทำไอเดียที่อยู่แกนตั้งแถวบนสุด (Solves a proven critical pain/need) หมายความว่าอย่างไร
ไอเดียนี้เป็นการปรับปรุงฟังก์ชันที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ซึ่งมีคุณค่าต่ำจึงควรทำเป็นอันดับสุดท้าย
ไอเดียนี้ตอบโจทย์ความต้องการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วแต่ยังไม่ใช่ปัญหาที่วิกฤตมากที่สุด
ไอเดียนี้เป็นการแก้ไขปัญหาหลักและความต้องการที่สำคัญมาก ซึ่งมีคุณค่าสูงที่สุด
ไอเดียนี้สามารถทำได้โดยทีมของคุณเองและไม่ต้องใช้เวลาหรือทรัพยากรมากเกินไป
ไอเดียนี้ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญและทรัพยากรจากภายนอกทำให้มีความเสี่ยง
ข้อใดคือเป้าหมายหลักของการสร้าง "No Bad Idea" Culture ในทีมหรือองค์กร
การรับรองว่าไอเดียทุกไอเดียจะถูกนำไปใช้จริงทั้งหมดในโครงการนั้นๆ
การสร้างสภาพแวดล้อมที่สมาชิกสามารถนำเสนอไอเดียได้อย่างอิสระ
การเน้นไอเดียที่มีคุณภาพเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกและสรุปผลในการประชุม
การเน้นให้ทีมใช้หลักการ Quantity over Quality ในทุกขั้นตอน
การหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ตลอดกระบวนการระดมสมอง
เทคนิค Synectics มุ่งเน้นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ด้วยวิธีการใด
การใช้คำถาม 5W1H เพื่อทำความเข้าใจบริบทของปัญหาทั้งหมด
การเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย (Analogies & Metaphors) จากปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้อง
การวาดภาพ 8 ภาพใน 8 นาทีเพื่อสร้างไอเดียที่เกินกว่าที่คาดคิด
การใช้หมวก 6 สีเพื่อแยกแยะระหว่างความคิดเชิงบวกและเชิงลบอย่างชัดเจน
การค้นหาสาเหตุหลัก (Root Cause) ของปัญหาด้วยการถามคำถาม "ทำไม" ซ้ำๆ
สังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดจากขั้นตอน 1-4 แล้วสร้างประโยคกำหนดปัญหา (Problem Statement) ขึ้นมา 1-2 ประโยค โดยใช้ Template: [ผู้ใช้/Stakeholder] กำลังประสบปัญหา [ปัญหาหลัก] เมื่อ [บริบท/สถานการณ์] ซึ่งส่งผลให้เกิด [ผลกระทบที่วัดได้] กรุณาเติมประโยค Problem Statement ตามเทมเพลตที่กำหนด
นักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งปรับตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย ประสบปัญหาในการประเมินและบริหารจัดการภาระงานที่ซับซ้อนด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดและอัตราการส่งงานล่าช้าเพิ่มขึ้น 35% ในเทอมแรก
นักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งปรับตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย ประสบปัญหาในการเลือกวิชาเรียนที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนการเรียนบ่อยครั้ง
นักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งปรับตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย ประสบปัญหาในการสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดในเนื้อหาวิชา
นักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งปรับตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย ประสบปัญหาในการจัดการเวลาเรียนและกิจกรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดเรียนและพลาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ
หากผู้บริหารต้องการแก้ไขปัญหาการประสานงานที่ไร้ประสิทธิภาพระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร ควรเน้นการพัฒนาหรือจัดตั้งทีมประเภทใดมากที่สุด
ทีมทำงาน (Work Team) เพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่องและมีโครงสร้างคงที่
ทีมโครงการ (Project Team) เพื่อให้บุคลากรชำนาญเฉพาะด้านร่วมกันสร้างผลงานเพียงครั้งเดียว
ทีมบริหาร (Management Team) เพื่อสร้างความเข้าใจและร่วมกันทำงานประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อย
ทีมสื่อสาร (Communication Team) เพื่อฝึกทักษะการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลอย่างเป็นทางการเท่านั้น
ทีมฝึกอบรม (Training Team) เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละฝ่ายและให้การฝึกอบรมที่เหมาะสม
ในการประเมินสัมพันธภาพของสมาชิกในทีม (Team Rapport) ข้อใดคือตัวชี้วัดที่แสดงว่าการทำงานในกลุ่มนั้นอยู่ในระดับที่ ต่ำที่สุด
สมาชิกส่วนใหญ่มีทักษะการควบคุมอารมณ์ตนเองต่ำและมีความขัดแย้งในความคิดเห็นบ่อยครั้ง
สมาชิกแสดงความสุขในการทำงานเพียงเล็กน้อย และมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมกลุ่ม
สมาชิกส่วนใหญ่ทำงานอยู่ด้วยความรู้สึกทุกข์อย่างมากและแสดงความพร้อมที่จะหนีออกไป
สมาชิกมีความสามารถในการเป็นผู้ฟังที่ดี แต่ขาดการนำเสนอความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ในที่ประชุม
สมาชิกไม่สามารถหาจุดร่วม (Common Ground) ในการสนทนาได้และหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อเพื่อน
ในห้องประชุม นาย A ไม่แสดงความเห็นใดๆ แต่ทุกคนตีความว่าเขา "ไม่สนใจ" ทั้งที่จริงแล้วเขาอาจไม่สบาย การตีความนี้สอดคล้องกับหลักการรับรู้ใดมากที่สุด
ความต้องการและความสนใจ: ผู้ร่วมประชุมกำลังสนใจแต่ความคิดเห็นของตนเองจึงทำให้ละเลยท่าทีของเขา
ความคาดหวัง: ผู้ร่วมประชุมคาดหวังให้นาย A เป็นนักพูด จึงตีความการเงียบของเขาว่าไม่ตั้งใจ
ความโดดเด่น: การเงียบของนาย A กลายเป็นสิ่งเร้าที่แตกต่างในบรรยากาศการพูดคุยที่กระตุ้นความสนใจ
การจัดระบบ: ผู้ร่วมประชุมจัดกลุ่มความคิดเห็นของ A เข้ากับความคิดเห็นของคนที่ไม่สนใจเรื่องเดียวกัน
อิทธิพลของประสบการณ์: ประสบการณ์เดิมทำให้ผู้ร่วมประชุมมีความรู้และโครงร่างทางปัญญาที่สมบูรณ์ในการตีความ
พนักงานที่เพิ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการใหญ่ จะสังเกตเห็นอีเมลที่ใช้คำว่า "ความเสี่ยง" และ "โอกาส" ได้ง่ายกว่าอีเมลอื่น ๆ การรับรู้เช่นนี้เกิดจากอิทธิพลใด
Needs and Interests (ความต้องการและความสนใจ): การรับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาต้องการหรือสนใจเป็นพิเศษ
Salience (ความโดดเด่น): การใช้คำที่สะดุดตาและแตกต่างจากอีเมลทั่วไปทำให้กระตุ้นความสนใจ
Expectations (ความคาดหวัง): พนักงานคนนี้คาดหวังว่าจะได้รับข้อความที่เกี่ยวข้องกับโอกาสและความเสี่ยง
Fundamental Attribution Error: แนวโน้มในการโทษปัจจัยภายในของผู้อื่นที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ
Top-down Processing: สมองใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมมาช่วยในการตีความข้อมูลใหม่ทั้งหมด
นักศึกษา A มองว่าเพื่อนที่สอบตกเพราะ "เขาขี้เกียจและขาดความสามารถ" ในขณะที่นักศึกษา B มองว่าเพื่อนสอบตกเพราะ "ข้อสอบยากผิดปกติ" การอธิบายพฤติกรรมของ A และ B เป็นตัวอย่างของการอธิบายตามปัจจัยใด
A ใช้ Internal Attribution ส่วน B ใช้ External Attribution
A ใช้ External Attribution ส่วน B ใช้ Internal Attribution
ทั้ง A และ B ใช้ Internal Attribution เนื่องจากเชื่อมั่นในความสามารถของเพื่อน
ทั้ง A และ B ใช้ External Attribution เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่ภายนอกตัวบุคคล
A แสดง Self-fulfilling Prophecy ส่วน B แสดง Fundamental Attribution
นาย ก. มีอคติว่า "คนรวยต้องฉลาด" จึงประเมินการนำเสนอผลงานของลูกชายเศรษฐีคนหนึ่งว่า "ดีเยี่ยม" แม้ว่าการนำเสนอจะมีความผิดพลาดหลายอย่าง อคตินี้คืออะไร
Horn Effect: อคติเชิงลบที่มองข้ามข้อดีไปเพราะคุณสมบัติที่ไม่ชอบบางอย่าง
Stereotype: การตัดสินจากการเหมารวมกลุ่มว่าคนรวยต้องมีความสามารถ
Confirmation Bias: การมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตนเองเท่านั้น
Halo Effect: การประทับใจคุณลักษณะเด่นด้านหนึ่งแล้วเหมารวมไปประเมินด้านอื่น
Fundamental Attribution Error: การโทษบุคลิกภาพมากกว่าสถานการณ์
พนักงานคนหนึ่งมาสายเป็นประจำ เพื่อนร่วมงานจึงตัดสินทันทีว่า "เขาขี้เกียจ" แทนที่จะคิดว่า "รถติด" การตัดสินนี้มีผลกระทบอย่างไรต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
ทำให้เกิด Self-fulfilling Prophecy โดยที่คนอื่นคาดหวังว่าเขาจะเป็นคนขี้เกียจมากขึ้น
ทำให้เกิดการตีความพฤติกรรมที่บิดเบือนด้วยอคติ Confirmation Bias ในการรับรู้
ก่อให้เกิด Fundamental Attribution Error ซึ่งทำให้การตัดสินใจไม่เป็นธรรมและเข้าใจผิด
การใช้ External Attribution ในการอธิบายพฤติกรรมจึงทำให้เกิดการสื่อสารที่บิดเบือน
ทำให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Cohesion) ของทีมลดลงตามหลัก Similarity
นักเรียนในชั้นเรียนที่เงียบสงบพร้อมกันหันไปมองทันทีเมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าสมองของมนุษย์ให้ความสำคัญกับสิ่งเร้าประเภทใดก่อนเป็นอันดับแรกในกระบวนการรับรู้
สิ่งเร้าที่มีความหมายลึกซึ้ง และสอดคล้องกับความคาดหวังที่สมองได้กำหนดไว้ก่อนแล้ว
สิ่งเร้าที่มีความต้องการและความสนใจสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของตนเองในขณะนั้น
สิ่งเร้าที่โดดเด่น แปลก สะดุดตา/หู ซึ่งแตกต่างจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบทั้งหมด
สิ่งเร้าที่ถูกจัดระบบให้เป็นรูปแบบที่มีความหมายตามหลักความคล้ายคลึงและความต่อเนื่อง
สิ่งเร้าที่อยู่ในระยะห่างทางกายภาพที่ใกล้เคียงกับขอบเขต Personal Distance
การที่คนมักจะจัดกลุ่มบุคคลตามความคล้ายคลึงกันทาง เชื้อชาติ ภาษา หรือ การแต่งกาย มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ผลกระทบใดมากที่สุดในทางสังคม
การเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Social Cohesion) และความผูกพันของกลุ่ม
การลดโอกาสในการเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลในระยะยาว
การสร้างกลุ่มเพื่อนที่มีรสนิยมและความชอบที่เหมือนกันในชีวิตประจำวัน
การเกิดปรากฏการณ์ Self-fulfilling Prophecy ในการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว
การเกิด Fundamental Attribution Error ในการอธิบายพฤติกรรมของผู้อื่นทั้งหมด
นักวิจัยพบว่าการสบตาเป็นเวลา 60-70% ของการสนทนาเป็นการสบตาที่เหมาะสมในวัฒนธรรมตะวันตก แต่ในบางวัฒนธรรมเอเชีย การสบตาโดยตรงอาจถือว่าไม่สุภาพ ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัจจัยใดในการตีความพฤติกรรม
Non-verbal Communication: การให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอารมณ์และความตั้งใจโดยไม่ใช้คำพูด
Context: สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม และบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการตีความ
Salience: การสบตาที่ยาวนานเกินไปกลายเป็นสิ่งเร้าที่โดดเด่นและสะดุดตา
Proxemics: ระยะห่างทางกายภาพที่กำหนดความเหมาะสมของความใกล้ชิดในการสื่อสาร
Micro-expressions: การแสดงออกทางสีหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้
นาย C คาดหวังว่าพนักงานใหม่ที่จบจากต่างประเทศจะมีทัศนคติที่ "หยิ่ง" จึงเลือกที่จะ รักษาระยะห่าง และไม่ค่อยเข้าหาพนักงานคนนั้น พฤติกรรมของนาย C ส่งผลให้พนักงานคนนั้นไม่เป็นมิตรกลับมาจริงตามที่คาดหวัง ปรากฏการณ์นี้คืออะไร
Halo Effect: อคติที่เกิดจากการประทับใจในรูปลักษณ์หรือสถานะทางการศึกษาแล้วเหมารวม
Fundamental Attribution Error: แนวโน้มในการโทษนิสัยส่วนตัวของพนักงานใหม่มากกว่าสถานการณ์
Stereotype: การตัดสินพนักงานใหม่จากการเหมารวมกลุ่มว่าคนที่จบต่างประเทศต้องหยิ่ง
Self-fulfilling Prophecy: ความคาดหวังของนาย C ทำให้พฤติกรรมของเขาเองส่งเสริมให้ความคาดหวังเป็นจริง
Horn Effect: การมีอคติเชิงลบจากคุณสมบัติที่ไม่ชอบบางอย่างทำให้มองแย่ไปหมด
ในการทำงานร่วมกัน หากคุณต้องการสร้างความไว้วางใจและเต็มใจรับฟังจากคู่สนทนา คุณควรใช้ภาษากายลักษณะใด
ยืนหรือนั่งด้วยท่าทางที่เปิดกว้าง เช่น แขนที่ไม่กอดและหันหน้าเข้าหาผู้ส่งสาร
ยืนตรงด้วยไหล่ที่กว้างและหน้าอกที่ผายออกเพื่อแสดงถึงอำนาจและความมั่นใจ
การกอดอก หรือการสร้างสิ่งกีดขวางด้วยวัตถุเพื่อแสดงถึงการไตร่ตรองอย่างละเอียด
การใช้ท่าทางมั่นใจด้วยการเอามือเท้าสะเอวเพื่อแสดงความพร้อมในการควบคุมสถานการณ์
การใช้ Micro-expressions เพื่อสื่อสารอารมณ์ที่แท้จริงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้
การรับรู้ทางสังคม (Social Perception) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมักเป็น อัตโนมัติ ข้อใดคือเหตุผลทางสรีรวิทยาที่สนับสนุนข้อความนี้
การรับรู้ไม่ได้ทำงานเหมือนเครื่องถ่ายภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างความหมายจากข้อมูลที่ได้รับ
ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับการตีความอารมณ์จะทำงานภายในเวลาเพียง 100-200 มิลลิวินาที
เราใช้เวลาเพียง 7 วินาทีในการสร้างความประทับใจแรกจากรูปลักษณ์ภายนอกของผู้อื่น
อารมณ์พื้นฐาน 6 อย่างที่ค้นพบโดย Paul Ekman สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้ทั่วโลก
การสบตาที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นระหว่าง 60-70% ของการสนทนาในวัฒนธรรมตะวันตก
ในการสอนงาน แอนนา ครูผู้สอน เลือกที่จะสาธิตพฤติกรรมให้ดูโดยตรง (Live Models) แทนการอ่านคู่มือ (Verbal Instruction) การทำเช่นนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงในด้านใด
ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำนายพฤติกรรมในอนาคตได้อย่างแม่นยำตามหลัก Fundamental Attribution Error
ผู้เรียนสามารถสังเกตรายละเอียดและบริบทที่สมบูรณ์ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้โดยตรง
การเรียนรู้พฤติกรรมผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตมีประสิทธิภาพมากกว่า
ช่วยลดอคติในการรับรู้แบบ Halo Effect ที่เกิดจากการตัดสินผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก
ผู้เรียนได้เรียนรู้พฤติกรรมโดยผ่านการทดลองและผิดพลาดด้วยตนเองเสมอไปตามทฤษฎี Bandura
ข้อใดคือความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการใช้ Stereotype (การเหมารวม) ในการรับรู้ทางสังคม
ก่อให้เกิด Self-fulfilling Prophecy ในบุคคลที่ถูกเหมารวมว่าเป็นคนขี้เกียจ
นำไปสู่การตัดสินที่ไม่เป็นธรรมและก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางสังคม
ทำให้การรับรู้ถูกบิดเบือนด้วยอคติ Confirmation Bias ในการมองหาข้อมูลสนับสนุน
ลดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Cohesion) ของกลุ่มที่แต่งกายแตกต่างกัน
ทำให้เกิด Horn Effect โดยละเลยข้อดีของกลุ่มที่ไม่ชอบทั้งหมดไป
ตามหลัก Proxemics การสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยรู้จักกัน ควรใช้ระยะห่างทางกายภาพประมาณใดเพื่อรักษาความเป็นมืออาชีพและความสุภาพ
Intimate Distance
Personal Distance
Social Distance
Public Distance
ควรใช้ระยะห่างใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความคาดหวังของคู่สนทนาเท่านั้น
Social Perception (การรับรู้ทางสังคม) คือกระบวนการที่เราใช้ข้อมูลจากสิ่งที่เห็นหรือได้ยินเพื่อทำความเข้าใจอะไรเกี่ยวกับผู้อื่น
เจตนา, บุคลิก, หรืออารมณ์ของผู้อื่น
การเรียนรู้พฤติกรรมจากการสังเกตผู้อื่น (Modeling)
การอธิบายพฤติกรรมว่าเกิดจากปัจจัยภายใน (Internal Attribution)
การรับรู้ถึงความแตกต่างของ Micro-expressions
การสร้างความประทับใจแรกจากลักษณะภายนอกใน 7 วินาที
Micro-expressions คือการแสดงออกทางสีหน้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่สามารถควบคุมได้ โดยใช้เวลาประมาณเท่าไร
7 วินาที
1 วินาที
1/25 วินาที
200 มิลลิวินาที
60-70% ของการสนทนา
Paul Ekman ค้นพบอารมณ์พื้นฐานกี่อย่างที่แสดงออกผ่านสีหน้าเหมือนกันทั่วโลกและไม่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม
ความสุข ความโกรธ ความเศร้า
ความสุข ความเศร้า ความกลัว ความรังเกียจ ความประหลาดใจ
ความสุข ความเศร้า ความโกรธ ความกลัว ความประหลาดใจ ความรังเกียจ
ความสุข ความเศร้า ความโกรธ ความกลัว ความประหลาดใจ ความรังเกียจ ความละอายความอับอาย
ความสุข ความเศร้า ความโกรธ ความกลัว ความประหลาดใจ ความรังเกียจ ความเยาะเย้ยความอิจฉา
เมื่อเพื่อนสนิทของคุณแสดงความกังวลเกี่ยวกับความล้มเหลวของรายงาน การฟังแบบใดที่แสดงว่าคุณกำลังประมวลผลทั้งอารมณ์และเนื้อหาได้อย่างถูกต้อง
การให้คำแนะนำทันทีในการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
การสรุปเนื้อหาหลักและสะท้อนความรู้สึก 'หงุดหงิดใจ' ที่ปรากฏอยู่ในน้ำเสียงของเขา
การเปลี่ยนเรื่องสนทนาเพื่อลดความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นในบรรยากาศการพูดคุยนี้อย่างรวดเร็ว
การเงียบและปล่อยให้เขาได้ระบายความเครียดทั้งหมดออกมาโดยไม่มีการขัดจังหวะใดๆ ตลอดเวลา
การตั้งคำถามเชิงรุกที่เจาะจงลงไปในสาเหตุหลักของข้อผิดพลาดที่เขาได้ทำลงไปอย่างตรงไปตรงมา
นักศึกษาคนหนึ่งกอดอกและหลีกเลี่ยงการสบตาขณะที่อาจารย์กำลังอธิบายข้อเสนอแนะ การตีความที่มีความรับผิดชอบสูงสุดของผู้ฟังคืออะไร
ผู้ฟังกำลังรู้สึกเบื่ออย่างชัดเจนและต้องการให้การสนทนาสิ้นสุดลงในทันทีเพื่อไปทำกิจกรรมอื่น
ผู้ฟังไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำทั้งหมดของอาจารย์และกำลังแสดงความขัดแย้งอย่างเงียบๆ ตลอดเวลา
ผู้ฟังอาจกำลังรู้สึกไม่สบายใจหรืออยู่ในท่าทีป้องกันตนเองเนื่องจากได้รับคำติชมที่รุนแรง
ผู้ฟังกำลังพิจารณาข้อเสนอแนะอย่างถี่ถ้วนและต้องการความเป็นส่วนตัวในการคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง
ผู้ฟังกำลังแสดงความเคารพต่ออาจารย์ผ่านการแสดงท่าทีที่สงบเสงี่ยมอย่างมีมารยาททางสังคม
สถานการณ์ใดที่แสดงถึง 'การฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathy)' ในระดับที่ลึกซึ้งกว่า 'การเห็นอกเห็นใจ (Sympathy)
การบอกว่า "ฉันเข้าใจว่าคุณรู้สึกแย่แค่ไหน" พร้อมทั้งเสนอความช่วยเหลือด้านการเงินทันทีที่ต้องการ.
การแบ่งปันประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันของคุณเองเพื่อสร้างความเชื่อมโยงในอารมณ์ที่คล้ายกันระหว่างกัน
การพยายามทำความเข้าใจมุมมองของเขาว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น โดยไม่ตัดสินใจในทันทีที่รับฟัง.
การปลอบโยนและให้กำลังใจเขาพร้อมทั้งยืนยันว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้ในไม่ช้าแน่นอน
การให้พื้นที่แก่เขาในการระบายความรู้สึกโดยที่ไม่ต้องกล่าวคำพูดใดๆ ออกมาเลยเพื่อลดความกดดัน
อาจารย์ถามนักศึกษาว่า "คุณคิดว่าข้อเสนอแนะนี้ส่งผลกระทบต่อแผนงานคุณอย่างไรบ้าง?" คำถามนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไรในกระบวนการสื่อสาร
เพื่อประเมินความสามารถในการวางแผนและการจัดลำดับความสำคัญของนักศึกษาในบริบทของโครงการ
เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นและยอมรับข้อผิดพลาดที่ได้ทำลงไปอย่างชัดเจนทั้งหมด
เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนักศึกษาและกระตุ้นการคิดเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
เพื่อกำหนดขอบเขตของความรับผิดชอบและตัดสินว่าใครควรรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
เพื่อแสดงอำนาจของอาจารย์ในการชี้นำทิศทางการทำงานของโครงการอย่างชัดเจนและเด็ดขาด
การกระทำใดต่อไปนี้เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดต่อการฟังอย่างเปิดใจ (Open-minded Listening) ที่ควรหลีกเลี่ยง
การเตรียมคำตอบของตนเองไว้ล่วงหน้าขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูดเพื่อตอบโต้ให้เร็วที่สุดในระหว่างการสนทนา
การถามคำถามเพื่อความชัดเจนเพิ่มเติมเมื่อรู้สึกว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นไม่สมบูรณ์และมีความคลุมเครือ
ารรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อประเมินความถูกต้องของสิ่งที่กำลังพูดถึงอยู่ก่อนที่จะตัดสินใจ.
การจดบันทึกเฉพาะส่วนที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเองเท่านั้นที่สำคัญ
การใช้ภาษาท่าทางที่เปิดเผย เช่น การเอียงตัวไปข้างหน้าเพื่อแสดงความสนใจอย่างจริงจังต่อผู้พูด.
หากเพื่อนของคุณกล่าวว่า "ฉันรู้สึกกดดันมากกับกำหนดส่งงานนี้" การตอบสนองแบบสะท้อน (Reflective Response) ที่เหมาะสมที่สุดคือ
"ฉันก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีแน่นอนไม่ต้องกังวลใจไปเลย."
"ฟังดูเหมือนว่าคุณกำลังแบกรับความเครียดมากมายจากการจัดการเวลาที่บีบคั้นนี้อย่างมากใช่ไหม."
"คุณควรแบ่งงานออกเป็นส่วนเล็กๆ และจัดการมันทีละส่วนเพื่อให้งานง่ายขึ้นและไม่กดดันตัวเอง."
"คุณต้องการให้ฉันช่วยเหลือในส่วนไหนของการทำงานนี้หรือเปล่า บอกมาได้เลยอย่างเปิดเผย."
"ทำไมคุณไม่เริ่มทำงานนี้ให้เร็วขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกกดดันในช่วงท้ายของกำหนดส่งงาน."
E: ELIMINATE - อะไรที่ไม่มีก็ได้ หรือไม่มีแล้วดีกว่าเดิมบ้าง?
ตัดหูฟังออก กลายเป็น AIRPODS
เพิ่มสายหูฟังให้ยาวขึ้น
เปลี่ยนสีหูฟังเป็นสีแดง
เพิ่มปุ่มควบคุมบนหูฟัง
R: REARRANGE/REVERSE - ลองสลับลำดับ ทำทวน หรือพลิกด้าน จัดใหม่ ดีไหม?
การตัดหนังโดยสลับลำดับเวลาให้เรื่องน่าสนใจ
การเพิ่มตัวละครใหม่โดยไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง
การเปลี่ยนแนวหนังเป็นแนวตลก
การลดความยาวหนังโดยตัดฉากสำคัญออก
จงเติมคำในช่องว่าง: ตัวอย่างของ Reverse Brainstorming คือการถามว่า "เราจะทำให้บริการลูกค้าแย่ลงได้อย่างไร?" ซึ่งไอเดียที่ได้คือ _______ และการกลับด้านคือ _______
ไอเดียที่ได้คือ: เพิกเฉยลูกค้า, ตอบช้า, ใช้ภาษาหยาบคาย; การกลับด้านคือ: ตอบกลับอย่างรวดเร็ว, เอาใจใส่, ใช้ภาษาสุภาพ
ไอเดียที่ได้คือ: เพิ่มโปรโมชั่น, แจกของขวัญ; การกลับด้านคือ: ลดราคา, ไม่แจกของขวัญ
ไอเดียที่ได้คือ: ให้บริการรวดเร็ว, ใช้ภาษาสุภาพ; การกลับด้านคือ: ตอบช้า, ใช้ภาษาหยาบคาย
ไอเดียที่ได้คือ: ปิดบริการ, ไม่รับฟังลูกค้า; การกลับด้านคือ: เปิดบริการตลอด, รับฟังลูกค้าเสมอ
Reverse Brainstorming ช่วยให้เราคิดนอกกรอบได้อย่างไร?
โดยการมองหาวิธีแก้ปัญหาในมุมตรงข้ามหรือกลับด้าน
โดยการใช้ข้อมูลเดิมในการแก้ปัญหา
โดยการเน้นการทำงานเป็นทีมเท่านั้น
โดยการหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามใหม่
Crazy 8s ควรใช้ในสถานการณ์ใดบ้าง?
1. ระหว่างการระดมสมองหรือการสร้างไอเดีย
5. เมื่อคุณต้องการประเมินผลลัพธ์ของโปรเจกต์
4. เป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบที่ลึกขึ้น
2. เมื่อคุณต้องการไอเดียจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
3. เพื่อกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ในทีม
ข้อใดต่อไปนี้เป็นเป้าหมายของ Crazy 8s?
สร้างไอเดียที่ชัดเจนและคาดเดาได้
ผลักดันให้เกิดไอเดียที่สร้างสรรค์และไม่คาดคิด
วาดภาพสวยงาม
ทำงานเป็นทีม
การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (Avoiding Style) มีข้อดีในสถานการณ์ใดที่ควรนำมาใช้พิจารณา
เมื่อต้องการรักษาความสัมพันธ์เป็นอันดับแรกโดยยอมเสียผลประโยชน์ส่วนตนไปทั้งหมดที่พึงได้
เมื่อความขัดแย้งนั้นมีระดับความสำคัญต่ำและมีโอกาสที่จะแก้ไขได้เองตามธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซง
เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้แรงกดดันของกำหนดเวลาที่เร่งรัดอย่างยิ่งที่ไม่อาจรอได้
เมื่อคุณแน่ใจว่ามุมมองของคุณถูกต้อง และอีกฝ่ายควรจะยอมรับโดยไม่มีการต่อต้านหรือโต้แย้ง
เมื่อต้องการให้คู่กรณีมีโอกาสในการไตร่ตรองถึงผลเสียของการกระทำของพวกเขาอย่างถี่ถ้วน
การใช้รูปแบบ 'การแข่งขัน (Competing) มีความเสี่ยงทางสังคมที่สำคัญที่สุดคืออะไรในการทำงานร่วมกัน
อาจทำให้ปัญหาหลักไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวร แต่เป็นเพียงการระงับชั่วคราวเท่านั้นที่เกิดขึ้น
อาจสร้างความรู้สึกเป็นศัตรูและความไม่ไว้วางใจในความสัมพันธ์ระยะยาวของทีมที่ทำงานร่วมกัน
ต้องใช้เวลาและพลังงานมากในการพิสูจน์ความถูกต้องของตำแหน่งของคุณอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
นำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดี เนื่องจากขาดข้อมูลและการมีส่วนร่วมจากฝ่ายตรงข้ามในการตัดสินใจ
ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริง เนื่องจากมีการใช้การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนในบริบทนี้.
เมื่อบุคคลใช้รูปแบบ 'การยอมอ่อนข้อ (Accommodating)' ในการจัดการความขัดแย้ง ผลเสียระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นคืออะไรต่อตัวบุคคลนั้น
ความสัมพันธ์ดีขึ้นในระยะสั้น แต่ปัญหาพื้นฐานไม่เคยถูกแก้ไขและจะกลับมาอีกในอนาคต
การตัดสินใจที่เกิดขึ้นมักไม่มีคุณภาพเนื่องจากขาดการประเมินข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้น
สร้างความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเมื่อบุคคลนั้นทนไม่ไหวและระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรวดเร็ว
บุคคลนั้นอาจถูกมองว่าอ่อนแอและถูกเอาเปรียบในการเจรจาครั้งต่อไปในอนาคตอยู่เสมอ
ความรู้สึกของความขัดแย้งจะถูกซ่อนไว้ใต้พรมจนกว่าจะเกิดวิกฤตที่ใหญ่กว่าเดิมในที่สุด
หากผู้พูดเล่าถึงปัญหาที่ซับซ้อน 3 อย่างติดกัน การใช้เทคนิค 'Summarizing' (การสรุป) จะสร้างประโยชน์ที่แตกต่างจากการใช้เทคนิค 'Paraphrasing' (การกล่าวซ้ำ) ตามวัตถุประสงค์อย่างไร
Summarizing เน้นการสะท้อนอารมณ์ที่รุนแรงของสถานการณ์ทั้งหมด ส่วน Paraphrasing เน้นการแยกแยะอารมณ์ออกจากข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็นที่กล่าวถึง
Summarizing มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความซับซ้อนของข้อมูลอย่างรวดเร็ว ส่วน Paraphrasing มุ่งเน้นไปที่การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ซ่อนอยู่จากผู้พูด
Summarizing เป็นการตอกย้ำข้อผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเนื้อหาการพูดคุย ส่วน Paraphrasing คือการเปลี่ยนเนื้อหาให้กลายเป็นข้อเสนอแนะในทันที
Summarizing ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เมื่อมีการพูดคุยกันอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป ส่วน Paraphrasing สามารถใช้ได้ตลอดเวลาระหว่างการพูดคุยที่กำลังดำเนินไป
Summarizing ช่วยให้ผู้พูดเห็นภาพรวมของความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นทั้งหมด ส่วน Paraphrasing เน้นการยืนยันความเข้าใจของแต่ละประโยคอย่างชัดเจนเท่านั้น.
สมมติว่าเพื่อนของคุณมีความเชื่อที่ว่า "ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน ฉันก็ยังไม่ดีพอสำหรับความสำเร็จเสมอ" แต่ "คนอื่น ๆ ทุกคนนั้นเก่งและคู่ควรกับสิ่งดี ๆ" ความเชื่อนี้สะท้อนตำแหน่งแห่งชีวิต (Life Position) ใด
I'm Not OK, You're OK: เป็นตำแหน่งที่บุคคลมีความรู้สึกต่ำต้อยและมักมองว่าผู้อื่นนั้นดีกว่าและสมบูรณ์กว่าตนเอง
I'm OK, You're OK: เป็นตำแหน่งที่บุคคลเห็นคุณค่าทั้งของตนเองและของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์
I'm Better, You're OK: เป็นตำแหน่งที่บุคคลมองว่าตนเองนั้นดีกว่าคนอื่น แต่ก็ยังให้ความเคารพในความสามารถของผู้อื่นอยู่บ้าง
I'm OK, You're Not OK: เป็นตำแหน่งที่บุคคลมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและมักตำหนิหรือมองว่าผู้อื่นนั้นมีข้อบกพร่อง
I'm Not OK, You're Not OK: เป็นตำแหน่งที่บุคคลมองว่าตนเองและผู้อื่นต่างก็ไร้ค่าและไม่มีความหวังใด ๆ ในการใช้ชีวิต
ในการประชุมระดมสมอง สมาชิกกล่าวว่า "ไอเดียนี้ใช้ได้เลย แต่ถ้าเพิ่มคุณสมบัติ X เข้าไปอีก จะยอดเยี่ยมมาก" การสื่อสารนี้กำลังแสดงบทบาทของสถานะแห่งตัวตนใดที่เด่นชัดที่สุด
Nurturing Parent (ผู้ปกครองเชิงดูแล) เพราะกำลังให้กำลังใจและสนับสนุนความคิดของเพื่อนร่วมทีม
Adapted Child (เด็กที่ถูกปรับตัว) เพราะพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและตามใจเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ
Critical Parent (ผู้ปกครองเชิงตำหนิ) เพราะกำลังตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียที่ถูกนำเสนออยู่
Adult (ผู้ใหญ่) เพราะเป็นการประเมินไอเดียด้วยเหตุผลและการให้ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงพัฒนา
Natural Child (เด็กอิสระ) เพราะแสดงความตื่นเต้นและความปรารถนาที่จะได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ทันที
นางสาว D มักตำหนิการทำงานของเพื่อนร่วมทีมทุกคนอย่างรุนแรง และชอบตัดสินว่าวิธีการของตนเองดีที่สุด พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าสถานะแห่งตัวตนใดของนางสาว D ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าเพื่อนร่วมทีม
Natural Child
Critical Parent
Adapted Child
Adult
Nurturing Parent
สถานะแห่งตัวตน (Ego States) ที่ Eric Berne นำเสนอเพื่ออธิบายบุคลิกภาพและการแสดงออกของบุคคลมีอะไรบ้าง
Parent, Adult, และ Child ซึ่งเป็นการอธิบายว่าบุคคลสื่อสารและรู้สึกอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา
Introvert, Extrovert, และ Ambivert ซึ่งเป็นการแบ่งประเภทบุคลิกภาพตามแหล่งพลังงานของบุคคล
Conscious, Sub-conscious, และ Unconscious ซึ่งเป็นการแบ่งระดับการรับรู้ของจิตใจ
Id, Ego, และ Superego ซึ่งเป็นโครงสร้างทางจิตที่ซับซ้อนตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์
Internal, External, และ Contextual ซึ่งเป็นปัจจัยในการอธิบายพฤติกรรมตามทฤษฎีการอธิบายพฤติกรรม
แนวคิดพื้นฐานที่สุดของ Transactional Analysis (TA) คือข้อใด ที่อธิบายถึงโครงสร้างและหน้าที่ของจิตใจของมนุษย์ทุกคน
มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการปรับปรุงตนเอง และมีสถานะแห่งตัวตน (Ego State) สามส่วนที่ทำงานพร้อมกัน
มนุษย์ทุกคนมีแรงขับเคลื่อนทางสัญชาตญาณที่เกิดจากความต้องการทางเพศและความก้าวร้าวในการปฏิสัมพันธ์
พฤติกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่มาจากการเรียนรู้ผ่านการวางเงื่อนไขและการเสริมแรงจากสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
การรับรู้โลกภายนอกขึ้นอยู่กับการจัดกลุ่มข้อมูลจากสิ่งเร้าด้วยหลักการความใกล้เคียงและความคล้ายคลึง
การตัดสินใจของมนุษย์ถูกควบคุมโดยจิตไร้สำนึกที่เก็บความปรารถนาและบาดแผลทางใจที่ถูกกดทับไว้
