NEW
Font size
Worksheetsข้อสอบคัดกรองการอ่าน
Total questions: 20
Worksheet time: 39mins
อ่านบทอ่านต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อ ๑-๓
อัจกลับตามวางกระจ่างแสง เจ้าตกแต่งเครื่องเรือนไว้หนักหนา
เครื่องแป้งจัดตั้งไว้หลังม้า ขันล้างหน้าพานรองของผู้ดี
เครื่องนากเครื่องทองสองสำรับ เรียงลำดับวางไว้เป็นที่ที่
โถขี้ผึ้งแป้งร่ำน้ำมันตานี โต๊ะหวีตั้งเรียงไว้เคียงกัน
โตกพานหีบปัดจัดตั้งซ้อน ทั้งผ้าผ่อนพับเรียบทุกสิ่งสรรพ์
เครื่องไหว้พระนั้นจัดอัฒจันทร์ คันฉ่องแกะงาเป็นหน้าพรหม
ขุนช้างขุนแผน
ข้อใดคือลักษณะของตัวละครในบทอ่าน
อดทน
มัธยัสถ์
มีระเบียบ
ขยันหมั่นเพียร
อัจกลับตามวางกระจ่างแสง เจ้าตกแต่งเครื่องเรือนไว้หนักหนา
เครื่องแป้งจัดตั้งไว้หลังม้า ขันล้างหน้าพานรองของผู้ดี
เครื่องนากเครื่องทองสองสำรับ เรียงลำดับวางไว้เป็นที่ที่
โถขี้ผึ้งแป้งร่ำน้ำมันตานี โต๊ะหวีตั้งเรียงไว้เคียงกัน
โตกพานหีบปัดจัดตั้งซ้อน ทั้งผ้าผ่อนพับเรียบทุกสิ่งสรรพ์
เครื่องไหว้พระนั้นจัดอัฒจันทร์ คันฉ่องแกะงาเป็นหน้าพรหม
ขุนช้างขุนแผ
ข้อใดกล่าวถึงลวดลายของสิ่งของเครื่องใช้
เครื่องนากเครื่องทองสองสำรับ เรียงลำดับ
โตกพานหีบปัดจัดตั้งซ้อน ทั้งผ้าผ่อนพับเรียบทุกสิ่งสรรพ์
เครื่องไหว้พระนั้นจัดอัฒจันทร์ คันฉ่องแกะงาเป็นหน้าพรหม
อัจกลับตามวางกระจ่างแสง เจ้าตกแต่งเครื่องเรือนไว้หนักหนา
อัจกลับตามวางกระจ่างแสง เจ้าตกแต่งเครื่องเรือนไว้หนักหนา
เครื่องแป้งจัดตั้งไว้หลังม้า ขันล้างหน้าพานรองของผู้ดี
เครื่องนากเครื่องทองสองสำรับ เรียงลำดับวางไว้เป็นที่ที่
โถขี้ผึ้งแป้งร่ำน้ำมันตานี โต๊ะหวีตั้งเรียงไว้เคียงกัน
โตกพานหีบปัดจัดตั้งซ้อน ทั้งผ้าผ่อนพับเรียบทุกสิ่งสรรพ์
เครื่องไหว้พระนั้นจัดอัฒจันทร์ คันฉ่องแกะงาเป็นหน้าพรหม
ขุนช้างขุนแผน
จากบทอ่าน ข้อใดกล่าวถูกต้อง
อธิบายวิธีการดูแลเรือน
บรรยายการตกแต่งเรือน
ยกตัวอย่างเครื่องตกแต่งเรือน
พรรณนาความงดงามของเรือน
ไม้แก้วกลิ่นแก้วกราย หอมบวายวังเวงใจ
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ว่ากลิ่นแก้วแล้วเรียมห
ไม้แก้วแก้วพี่เยื้อง หอมสไบ
หอมกลิ่นหอมชวยไป ทั่วแคว้น
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ลานกลิ่น
กลกลิ่นนางน้องแหม้น แต่เที่ยวแลหา ฯ
ไม้เกดคิดเกศนาง เมื่อสะสางเกล้าผมมวย
กลิ่นรื่นชื่นหอมรวย ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าใจหาย
ไม้เกดคนึงเกศเจ้า สดสลวย
ถือเสนียดสางผมมวย เกศแก้
กลิ่นรื่นชื่นหอมรวย ดีหลาก
ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าแท้ รุ่มร้อนใจหาย ฯ
มะกรูดสองแถวทาง คิดมะกรูดนางสางสะผม
ก้เกล้าเจ้าผึ่งลม กลิ่นขจรจายเรียมสบายใจ
ต้นมะกรูดสองเถื่อนถ้อง แถวพนม
มะกรูดเหมือนนางสะผม พ่างเพี้ยง
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม รวยรื่น
ขจรสุคนธ์กลิ่นเกลี้ยง รื่นล้ำเรียมสบายฯ
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก, เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
บทอ่านนี้ กล่าวถึงเรื่องใดเป็นสำคัญ
ความงามของนาง
ความคิดถึงที่มีต่อนาง
ความห่วงใยที่มีต่อนาง
ความสุขเมื่ออยู่ใกล้นาง
ไม้แก้วกลิ่นแก้วกราย หอมบวายวังเวงใจ
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ว่ากลิ่นแก้วแล้วเรียมหา
ไม้แก้วแก้วพี่เยื้อง หอมสไบ
หอมกลิ่นหอมชวยไป ทั่วแคว้น
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ลานกลิ่น
กลกลิ่นนางน้องแหม้น แต่เที่ยวแลหา ฯ
ไม้เกดคิดเกศนาง เมื่อสะสางเกล้าผมมวย
กลิ่นรื่นชื่นหอมรวย ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าใจหาย
ไม้เกดคนึงเกศเจ้า สดสลวย
ถือเสนียดสางผมมวย เกศแก้
กลิ่นรื่นชื่นหอมรวย ดีหลาก
ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าแท้ รุ่มร้อนใจหาย ฯ
มะกรูดสองแถวทาง คิดมะกรูดนางสางสะผม
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม กลิ่นขจรจายเรียมสบายใจ
ต้นมะกรูดสองเถื่อนถ้อง แถวพนม
มะกรูดเหมือนนางสะผม พ่างเพี้ยง
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม รวยรื่น
ขจรสุคนธ์กลิ่นเกลี้ยง รื่นล้ำเรียมสบายฯ
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก, เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
ข้อใดไม่ได้หมายถึงบุคคลเดียวกัน
ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าแท้
กลกลิ่นนางน้องแหม้นกลกลิ่นนางน้องแหม้น
มะกรูดเหมือนนางสะผม
กลิ่นขจรจายเรียมสบายใจ
ไม้แก้วกลิ่นแก้วกราย หอมบวายวังเวงใจ
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ว่ากลิ่นแก้วแล้วเรียมหา
ไม้แก้วแก้วพี่เยื้อง หอมสไบ
หอมกลิ่นหอมชวยไป ทั่วแคว้น
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ลานกลิ่น
กลกลิ่นนางน้องแหม้น แต่เที่ยวแลหา ฯ
ไม้เกดคิดเกศนาง เมื่อสะสางเกล้าผมมวย
กลิ่นรื่นชื่นหอมรวย ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าใจหาย
ไม้เกดคนึงเกศเจ้า สดสลวย
ถือเสนียดสางผมมวย เกศแก้
กลิ่นรื่นชื่นหอมรวย ดีหลาก
ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าแท้ รุ่มร้อนใจหาย ฯ
มะกรูดสองแถวทาง คิดมะกรูดนางสางสะผม
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม กลิ่นขจรจายเรียมสบายใจ
ต้นมะกรูดสองเถื่อนถ้อง แถวพนม
มะกรูดเหมือนนางสะผม พ่างเพี้ยง
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม รวยรื่น
ขจรสุคนธ์กลิ่นเกลี้ยง รื่นล้ำเรียมสบายฯ
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก, เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
ข้อใดแสดงถึงความอาลัยรักได้ชัดเจนที่สุด
ไม้แก้วแก้วพี่เยื้อง หอมสไบ
ทุกข์ลืมปลื้มอาไลย ลานกลิ่น
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม กลิ่นขจรจายเรียมสบายใจ
ว่ากลิ่นเจ้าเปล่าแท้ รุ่มร้อนใจหาย
ครั้นกวนอูแจ้งในหนังสือแล้วก็ร้องไห้ จึงว่าแก่ตันจิ๋นว่า ซึ่งเรามาอยู่กับโจโฉนี้เพราะความจำใจจะได้ลืมพี่เสียนั้นหามิได้ ถึงอาสาโจโฉไปทัพครั้งไรก็สืบข่าวอยู่มิได้ขาด ครั้นรู้ว่าเล่าปี่อยู่กับอ้วนเสี้ยว ก็คิดอยู่ว่าจะไปหาแต่ยังมิได้ที ตันจิ๋นจึงว่าท่านรักษาสัตย์อยู่ดังนั้น จงเร่งคิดอ่านไปหาเล่าปี่ให้จงได้ กวนอูจึงตอบว่า เมื่อจะเข้าไปอยู่กับโจโฉนั้น เราก็ได้ว่ากล่าวไว้ถึงสามประการ ครั้นรู้ข่าวบัดนี้จะรีบไปตามสัญญา คนทั้งปวงก็จะล่วงครหานินทาได้ จำเราจะคิดผันผ่อนลาโจโฉเสียให้เป็นทีก่อน ถึงมาตรว่าโจโฉ มิให้ไปเราก็จะไปให้ได้ แล้วกวนอูก็แต่งหนังสือตอบ
“หนังสือ” ในที่นี้มีความหมายว่าอะไร
คำพูด
ข้อความ
จดหมาย
เครื่องหมาย
ครั้นกวนอูแจ้งในหนังสือแล้วก็ร้องไห้ จึงว่าแก่ตันจิ๋นว่า ซึ่งเรามาอยู่กับโจโฉนี้เพราะความจำใจจะได้ลืมพี่เสียนั้นหามิได้ ถึงอาสาโจโฉไปทัพครั้งไรก็สืบข่าวอยู่มิได้ขาด ครั้นรู้ว่าเล่าปี่อยู่กับอ้วนเสี้ยว ก็คิดอยู่ว่าจะไปหาแต่ยังมิได้ที ตันจิ๋นจึงว่าท่านรักษาสัตย์อยู่ดังนั้น จงเร่งคิดอ่านไปหาเล่าปี่ให้จงได้ กวนอูจึงตอบว่า เมื่อจะเข้าไปอยู่กับโจโฉนั้น เราก็ได้ว่ากล่าวไว้ถึงสามประการ ครั้นรู้ข่าวบัดนี้จะรีบไปตามสัญญา คนทั้งปวงก็จะล่วงครหานินทาได้ จำเราจะคิดผันผ่อนลาโจโฉเสียให้เป็นทีก่อน ถึงมาตรว่าโจโฉ มิให้ไปเราก็จะไปให้ได้ แล้วกวนอูก็แต่งหนังสือตอบ
จากบทอ่านแสดงให้เห็นถึงลักษณะของ “กวนอู” ยกเว้นข้อใด
มีเหตุผล
กษาคำพูด
สุภาพอ่อนโยน
คิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น
ครั้นกวนอูแจ้งในหนังสือแล้วก็ร้องไห้ จึงว่าแก่ตันจิ๋นว่า ซึ่งเรามาอยู่กับโจโฉนี้เพราะความจำใจจะได้ลืมพี่เสียนั้นหามิได้ ถึงอาสาโจโฉไปทัพครั้งไรก็สืบข่าวอยู่มิได้ขาด ครั้นรู้ว่าเล่าปี่อยู่กับอ้วนเสี้ยว ก็คิดอยู่ว่าจะไปหาแต่ยังมิได้ที ตันจิ๋นจึงว่าท่านรักษาสัตย์อยู่ดังนั้น จงเร่งคิดอ่านไปหาเล่าปี่ให้จงได้ กวนอูจึงตอบว่า เมื่อจะเข้าไปอยู่กับโจโฉนั้น เราก็ได้ว่ากล่าวไว้ถึงสามประการ ครั้นรู้ข่าวบัดนี้จะรีบไปตามสัญญา คนทั้งปวงก็จะล่วงครหานินทาได้ จำเราจะคิดผันผ่อนลาโจโฉเสียให้เป็นทีก่อน ถึงมาตรว่าโจโฉ มิให้ไปเราก็จะไปให้ได้ แล้วกวนอูก็แต่งหนังสือตอบ
“กวนอู” ร้องไห้จากสาเหตุใด
โกรธ
เสียใจ
กังวลใจ
อัดอั้นตันใจ
ครั้นกวนอูแจ้งในหนังสือแล้วก็ร้องไห้ จึงว่าแก่ตันจิ๋นว่า ซึ่งเรามาอยู่กับโจโฉนี้เพราะความจำใจจะได้ลืมพี่เสียนั้นหามิได้ ถึงอาสาโจโฉไปทัพครั้งไรก็สืบข่าวอยู่มิได้ขาด ครั้นรู้ว่าเล่าปี่อยู่กับอ้วนเสี้ยว ก็คิดอยู่ว่าจะไปหาแต่ยังมิได้ที ตันจิ๋นจึงว่าท่านรักษาสัตย์อยู่ดังนั้น จงเร่งคิดอ่านไปหาเล่าปี่ให้จงได้ กวนอูจึงตอบว่า เมื่อจะเข้าไปอยู่กับโจโฉนั้น เราก็ได้ว่ากล่าวไว้ถึงสามประการ ครั้นรู้ข่าวบัดนี้จะรีบไปตามสัญญา คนทั้งปวงก็จะล่วงครหานินทาได้ จำเราจะคิดผันผ่อนลาโจโฉเสียให้เป็นทีก่อน ถึงมาตรว่าโจโฉ มิให้ไปเราก็จะไปให้ได้ แล้วกวนอูก็แต่งหนังสือตอบ
“รักษาสัตย์” ในที่นี้แสดงถึงการรักษาสัตย์ต่อใคร
โจโฉ
เล่าปี่
ตันจิ๋น
อ้วนเสี้ยว
Hate speech คืออะไร ?
Hate speech (คำอ่าน เฮด-สะ-ปีด) หรือก็คือ การสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง
Hate speech ไม่ใช่แค่เพียง ‘คำพูด’ แสดงความเกลียดชัง แต่ยังรวมถึงการใช้วิธีอื่น ๆ ในการมุ่งโจมตีบุคคลหรือกลุ่มคนเพื่อให้อับอาย ทำลายศักดิ์ศรี ดูถูก แบ่งแยก กีดกัน ยุยงให้ทะเลาะเบาะแว้ง หรือสร้างความเกลียดชังตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง
ปัจจุบันนี้ คนที่ทำ Content (คอนเทนต์ หรือเนื้อหาสาระ ข้อมูลหรือเรื่องราว) ต่าง ๆ เข้าใจว่า การจะทำให้ Content ของตนเป็นกระแสที่สุด จะต้องหยิบประเด็นสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ การแสดงออกที่ยิ่ง ‘เผ็ดร้อน’ มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นกระแส ยิ่งเรียกยอดไลก์ได้มากเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงผล ที่ตามมา ยิ่งหากผู้ติดตาม/ผู้อ่าน Content เหล่านี้ไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี แค่รู้สึกชื่นชอบ Content ที่เผ็ดร้อนโดนใจ Content นั้นก็สามารถเรียกยอดกดไลก์ กดแชร์ได้มาก ทำให้ความรุนแรงของความเกลียดชัง ขยายวงกว้างได้
Hate speech เกิดในรูปแบบใดได้บ้าง ?
1. การพูดให้ร้าย ตั้งใจโจมตี ทำร้ายจิตใจ ดูถูกดูหมิ่น หรือทำลายศักดิ์ศรีคนอื่น ทั้งการใช้ คำหยาบคาย หรือไม่หยาบคายก็ได้ เช่น ประโยคเสียดสี ประชดประชัน
2. การเขียน/การสื่อสารด้วยตัวอักษร เช่น คอมเมนต์ (Comment หรือการแสดงความคิดเห็น) ในเพจเฟซบุ๊ก (Facebook Page) หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Line, Instagram, X เป็นต้น รวมถึง การกดไลก์ (Like หรือชอบ) กดแชร์ (Share หรือส่งต่อ) ข้อความที่ไม่เป็นจริง-ข่าวลือ อีกด้วย
3. ภาพวาด ภาพการ์ตูนล้อเลียน เช่น ภาพล้อเลียนเพศสภาพ หรือภาพล้อเลียนปมด้อย ทำให้ คนในภาพเสื่อมเสียชื่อเสียง
4. ท่าทาง หรือพฤติกรรม เช่น เบะปากมองบน หัวเราะเยาะ ขยับปากล้อเลียนตามผู้พูด ทำท่าทางล้อเลียน ใช้สัญลักษณ์มือที่หยาบคาย เป็นต้น
5. เผยแพร่ผ่านสื่อทางโทรทัศน์ เช่น รายการบันเทิงเม้าท์ดารา เอาข่าวลือดารามาเล่าต่อ หรือสร้างข่าวลือขึ้นเอง
6. สร้างหรือตัดต่อคลิป ที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่คนในคลิป หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง เผยแพร่ ผ่านทางโลกออนไลน์ เช่น TikTok, Youtube เป็นต้น
ทั้งนี้ การปล่อยให้เกิด Hate speech ขึ้นในโลกออนไลน์ทั้งข้อความ สื่อ คลิปต่าง ๆ จะคงอยู่ บนโลกอินเทอร์เน็ต และสามารถถูกส่งต่อไปยังเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกออนไลน์ อาจทำให้เกิด
บทอ่านนี้ ใช้รูปแบบการนำเสนอในข้อใดที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลได้ดีขึ้น
สั่งสอน
เชิญชวน
ยกตัวอย่าง
เปรียบเทียบ
Hate speech คืออะไร ?
Hate speech (คำอ่าน เฮด-สะ-ปีด) หรือก็คือ การสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง
Hate speech ไม่ใช่แค่เพียง ‘คำพูด’ แสดงความเกลียดชัง แต่ยังรวมถึงการใช้วิธีอื่น ๆ ในการมุ่งโจมตีบุคคลหรือกลุ่มคนเพื่อให้อับอาย ทำลายศักดิ์ศรี ดูถูก แบ่งแยก กีดกัน ยุยงให้ทะเลาะเบาะแว้ง หรือสร้างความเกลียดชังตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง
ปัจจุบันนี้ คนที่ทำ Content (คอนเทนต์ หรือเนื้อหาสาระ ข้อมูลหรือเรื่องราว) ต่าง ๆ เข้าใจว่า การจะทำให้ Content ของตนเป็นกระแสที่สุด จะต้องหยิบประเด็นสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ การแสดงออกที่ยิ่ง ‘เผ็ดร้อน’ มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นกระแส ยิ่งเรียกยอดไลก์ได้มากเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงผล ที่ตามมา ยิ่งหากผู้ติดตาม/ผู้อ่าน Content เหล่านี้ไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี แค่รู้สึกชื่นชอบ Content ที่เผ็ดร้อนโดนใจ Content นั้นก็สามารถเรียกยอดกดไลก์ กดแชร์ได้มาก ทำให้ความรุนแรงของความเกลียดชัง ขยายวงกว้างได้
Hate speech เกิดในรูปแบบใดได้บ้าง ?
1. การพูดให้ร้าย ตั้งใจโจมตี ทำร้ายจิตใจ ดูถูกดูหมิ่น หรือทำลายศักดิ์ศรีคนอื่น ทั้งการใช้ คำหยาบคาย หรือไม่หยาบคายก็ได้ เช่น ประโยคเสียดสี ประชดประชัน
2. การเขียน/การสื่อสารด้วยตัวอักษร เช่น คอมเมนต์ (Comment หรือการแสดงความคิดเห็น) ในเพจเฟซบุ๊ก (Facebook Page) หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Line, Instagram, X เป็นต้น รวมถึง การกดไลก์ (Like หรือชอบ) กดแชร์ (Share หรือส่งต่อ) ข้อความที่ไม่เป็นจริง-ข่าวลือ อีกด้วย
3. ภาพวาด ภาพการ์ตูนล้อเลียน เช่น ภาพล้อเลียนเพศสภาพ หรือภาพล้อเลียนปมด้อย ทำให้ คนในภาพเสื่อมเสียชื่อเสียง
4. ท่าทาง หรือพฤติกรรม เช่น เบะปากมองบน หัวเราะเยาะ ขยับปากล้อเลียนตามผู้พูด ทำท่าทางล้อเลียน ใช้สัญลักษณ์มือที่หยาบคาย เป็นต้น
5. เผยแพร่ผ่านสื่อทางโทรทัศน์ เช่น รายการบันเทิงเม้าท์ดารา เอาข่าวลือดารามาเล่าต่อ หรือสร้างข่าวลือขึ้นเอง
6. สร้างหรือตัดต่อคลิป ที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่คนในคลิป หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง เผยแพร่ ผ่านทางโลกออนไลน์ เช่น TikTok, Youtube เป็นต้น
ทั้งนี้ การปล่อยให้เกิด Hate speech ขึ้นในโลกออนไลน์ทั้งข้อความ สื่อ คลิปต่าง ๆ จะคงอยู่ บนโลกอินเทอร์เน็ต และสามารถถูกส่งต่อไปยังเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกออนไลน์ อาจทำให้เกิดความเชื่อความเข้าใจผิด ๆ การถูกจูงใจได้ง่ายจาก Hate speech เหล่านั้น ดังนั้น การจะ
“Hate speech” จะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดลดน้อยลง หากบุคคลคิดถึงข้อใดเป็นสำคัญ
ฟังหูไว้หู
คงเส้นคงวา
ใจเขาใจเรา
น้ำหนึ่งใจเดียว
ความหมายของบรรยากาศ
บรรยากาศ คือ อากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราและสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ห่อหุ้มโลกไว้โดยแรงโน้มถ่วงของโลก หากเรามองขึ้นไปในท้องฟ้าหรือมีโอกาสได้นั่งเครื่องบิน เราจะรู้สึกว่าอากาศที่ห่อหุ้มโลกนี้สูงนัก แต่ถ้าเรา มองจากนอกโลก เช่น จากยานอวกาศ เราจะเห็นว่าอากาศที่ห่อหุ้มโลกมีความหนาไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก กล่าวคือ ความหนาของบรรยากาศโลกโดยเฉลี่ยสูงจากพื้นผิวโลกประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ในขณะที่รัศมีของโลกมีความยาวโดยเฉลี่ย ๖,๕๐๐ กิโลเมตร ดังนั้นความหนาของบรรยากาศจึงมีค่าเพียง ร้อยละ ๑.๕ ของรัศมีของโลกเท่านั้น
หากเราอยู่ในระดับสูงหรือบนยอดเขาสูง ๆ อากาศที่เราหายใจจะเบาบางลงมาก ทำให้เรารู้สึกอึดอัด และต้องใช้หน้ากากหายใจจากถังแก๊สออกซิเจนเข้าช่วย โดยที่ระดับสูงประมาณ 1๖ กิโลเมตร อากาศจะเบาบางเหลือเพียงแค่ร้อยละ ๑๐ ของค่าความหนาแน่นของอากาศที่ระดับน้ำทะเลบริเวณพื้นผิวโลก
วิวัฒนาการของบรรยากาศโลก
จากการค้นคว้าและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ข้อสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี ที่ผ่านมา บรรยากาศของโลกในระยะแรกเริ่มนั้นประกอบด้วยแก๊สเพียง ๒ ชนิด คือไฮโดรเจน และฮีเลียม แก๊สทั้งสองชนิดนี้มีน้ำหนักเบา เมื่อได้รับพลังงานความร้อนจากโลกและรังสีดวงอาทิตย์ในขณะนั้นจะหลุดลอยออกสู่อวกาศ ครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านปี บรรยากาศของโลกเริ่มหนาแน่นไปด้วยแก๊สและไอน้ำที่ถูกขับออกมาจากภายในเปลือกโลกพร้อมกับการปะทุของภูเขาไฟ แก๊สดังกล่าวประกอบด้วยไฮโดรเจน ไอน้ำ มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะเดียวกันได้เริ่มมีการกลั่นตัวของไอน้ำในบรรยากาศ ทำให้มีมหาสมุทรเกิดขึ้น ลักษณะสำคัญของบรรยากาศของโลกในช่วงระยะเวลาที่กล่าวมาแล้ว คือ ไม่มีแก๊สออกซิเจนเป็นส่วนประกอบของบรรยากาศ
บรรยากาศของโลกได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่าง ๆ ไปตามกาลเวลา จนกระทั่ง เมื่อประมาณ ๓.๕ พันล้านปีที่ผ่านมา บรรยากาศมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไอน้ำ ไนโตรเจน และไฮโดรเจน เมื่อเวลาผ่านไป แก๊สออกซิเจนจึงเกิดมีขึ้น โดยพลังงานรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet-UV) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรังสีดวงอาทิตย์เข้าไปสลายพันธะอะตอมของโมเลกุลของน้ำ เกิดการแตกตัวออกมาเป็นอะตอมออกซิเจนและไฮโดรเจน แต่เนื่องจากไฮโดรเจน เป็นแก๊สที่มีน้ำหนักเบาจึงหลุดลอยไปในอวกาศ หลังจากนั้นจนถึงช่วงเวลาประมาณ ๔๐๐ ล้านปีที่ผ่านมานี้ แก๊สออกซิเจนในบรรยากาศได้สะสมเพิ่มขึ้น จนมีปริมาณมากเป็นสัดส่วนสำคัญของบรรยากาศ และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พืชสีเขียวซึ่งดำรงชีพโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงได้เริ่มปรากฏขึ้นบนโลก
ส่วนประกอบของบรรยากาศได้เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยตามกาลเวลา โดยกระบวนการ ทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ เช่น การหายใจของสัตว์หรือมนุษย์เป็นการนำแก๊สออกซิเจนออกจากบรรยากาศ ในเวลาเดียวกันก็ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ในขณะที่กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าทำปฏิกิริยาเคมีกับน้ำ แล้วปล่อยแก๊สออกซิเจนสู่บรรยากาศ นอกจากนี้แล้ว การปะทุของภูเขาไฟก็ส่งฝุ่นละอองจำนวนมากออกสู่บรรยากาศ นอกเหนือจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้ เล่ม 9
จากบทอ่าน ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
หากขึ้นไปบนยอดเขาสูงอากาศจะเบาบางลง
บนยอดเขาสูงการหายใจลำบากมากกกว่าอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม
อากาศที่ห่อหุ่มโลกมีความหนาไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดของโลก
ความหนาของบรรยากาศของโลกมีขนาดใกล้เคียงกับรัศมีของโลก
ความหมายของบรรยากาศ
บรรยากาศ คือ อากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราและสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ห่อหุ้มโลกไว้โดยแรงโน้มถ่วงของโลก หากเรามองขึ้นไปในท้องฟ้าหรือมีโอกาสได้นั่งเครื่องบิน เราจะรู้สึกว่าอากาศที่ห่อหุ้มโลกนี้สูงนัก แต่ถ้าเรา มองจากนอกโลก เช่น จากยานอวกาศ เราจะเห็นว่าอากาศที่ห่อหุ้มโลกมีความหนาไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก กล่าวคือ ความหนาของบรรยากาศโลกโดยเฉลี่ยสูงจากพื้นผิวโลกประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ในขณะที่รัศมีของโลกมีความยาวโดยเฉลี่ย ๖,๕๐๐ กิโลเมตร ดังนั้นความหนาของบรรยากาศจึงมีค่าเพียง ร้อยละ ๑.๕ ของรัศมีของโลกเท่านั้น
หากเราอยู่ในระดับสูงหรือบนยอดเขาสูง ๆ อากาศที่เราหายใจจะเบาบางลงมาก ทำให้เรารู้สึกอึดอัด และต้องใช้หน้ากากหายใจจากถังแก๊สออกซิเจนเข้าช่วย โดยที่ระดับสูงประมาณ 1๖ กิโลเมตร อากาศจะเบาบางเหลือเพียงแค่ร้อยละ ๑๐ ของค่าความหนาแน่นของอากาศที่ระดับน้ำทะเลบริเวณพื้นผิวโลก
วิวัฒนาการของบรรยากาศโลก
จากการค้นคว้าและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ข้อสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี ที่ผ่านมา บรรยากาศของโลกในระยะแรกเริ่มนั้นประกอบด้วยแก๊สเพียง ๒ ชนิด คือไฮโดรเจน และฮีเลียม แก๊สทั้งสองชนิดนี้มีน้ำหนักเบา เมื่อได้รับพลังงานความร้อนจากโลกและรังสีดวงอาทิตย์ในขณะนั้นจะหลุดลอยออกสู่อวกาศ ครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านปี บรรยากาศของโลกเริ่มหนาแน่นไปด้วยแก๊สและไอน้ำที่ถูกขับออกมาจากภายในเปลือกโลกพร้อมกับการปะทุของภูเขาไฟ แก๊สดังกล่าวประกอบด้วยไฮโดรเจน ไอน้ำ มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะเดียวกันได้เริ่มมีการกลั่นตัวของไอน้ำในบรรยากาศ ทำให้มีมหาสมุทรเกิดขึ้น ลักษณะสำคัญของบรรยากาศของโลกในช่วงระยะเวลาที่กล่าวมาแล้ว คือ ไม่มีแก๊สออกซิเจนเป็นส่วนประกอบของบรรยากาศ
บรรยากาศของโลกได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่าง ๆ ไปตามกาลเวลา จนกระทั่ง เมื่อประมาณ ๓.๕ พันล้านปีที่ผ่านมา บรรยากาศมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไอน้ำ ไนโตรเจน และไฮโดรเจน เมื่อเวลาผ่านไป แก๊สออกซิเจนจึงเกิดมีขึ้น โดยพลังงานรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet-UV) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรังสีดวงอาทิตย์เข้าไปสลายพันธะอะตอมของโมเลกุลของน้ำ เกิดการแตกตัวออกมาเป็นอะตอมออกซิเจนและไฮโดรเจน แต่เนื่องจากไฮโดรเจน เป็นแก๊สที่มีน้ำหนักเบาจึงหลุดลอยไปในอวกาศ หลังจากนั้นจนถึงช่วงเวลาประมาณ ๔๐๐ ล้านปีที่ผ่านมานี้ แก๊สออกซิเจนในบรรยากาศได้สะสมเพิ่มขึ้น จนมีปริมาณมากเป็นสัดส่วนสำคัญของบรรยากาศ และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พืชสีเขียวซึ่งดำรงชีพโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงได้เริ่มปรากฏขึ้นบนโลก
ส่วนประกอบของบรรยากาศได้เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยตามกาลเวลา โดยกระบวนการ ทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ เช่น การหายใจของสัตว์หรือมนุษย์เป็นการนำแก๊สออกซิเจนออกจากบรรยากาศ ในเวลาเดียวกันก็ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ในขณะที่กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าทำปฏิกิริยาเคมีกับน้ำ แล้วปล่อยแก๊สออกซิเจนสู่บรรยากาศ นอกจากนี้แล้ว การปะทุของภูเขาไฟก็ส่งฝุ่นละอองจำนวนมากออกสู่บรรยากาศ นอกเหนือจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้ เล่ม 9
ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับแก๊สที่มีในบรรยากาศของโลกเมื่อประมาณ 5,000 ล้านปีที่ผ่านมา
ประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม
เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำในบรรยากาศของโลก
ยังไม่มีแก๊สออกซิเจนปะปนในบรรยากาศของโลก
บรรยากาศของโลกเริ่มหนาแน่นด้วยแก๊สหลายชนิดมากขึ้น
ความหมายของบรรยากาศ
บรรยากาศ คือ อากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราและสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ห่อหุ้มโลกไว้โดยแรงโน้มถ่วงของโลก หากเรามองขึ้นไปในท้องฟ้าหรือมีโอกาสได้นั่งเครื่องบิน เราจะรู้สึกว่าอากาศที่ห่อหุ้มโลกนี้สูงนัก แต่ถ้าเรา มองจากนอกโลก เช่น จากยานอวกาศ เราจะเห็นว่าอากาศที่ห่อหุ้มโลกมีความหนาไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของโลก กล่าวคือ ความหนาของบรรยากาศโลกโดยเฉลี่ยสูงจากพื้นผิวโลกประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ในขณะที่รัศมีของโลกมีความยาวโดยเฉลี่ย ๖,๕๐๐ กิโลเมตร ดังนั้นความหนาของบรรยากาศจึงมีค่าเพียง ร้อยละ ๑.๕ ของรัศมีของโลกเท่านั้น
หากเราอยู่ในระดับสูงหรือบนยอดเขาสูง ๆ อากาศที่เราหายใจจะเบาบางลงมาก ทำให้เรารู้สึกอึดอัด และต้องใช้หน้ากากหายใจจากถังแก๊สออกซิเจนเข้าช่วย โดยที่ระดับสูงประมาณ 1๖ กิโลเมตร อากาศจะเบาบางเหลือเพียงแค่ร้อยละ ๑๐ ของค่าความหนาแน่นของอากาศที่ระดับน้ำทะเลบริเวณพื้นผิวโลก
วิวัฒนาการของบรรยากาศโลก
จากการค้นคว้าและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ข้อสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี ที่ผ่านมา บรรยากาศของโลกในระยะแรกเริ่มนั้นประกอบด้วยแก๊สเพียง ๒ ชนิด คือไฮโดรเจน และฮีเลียม แก๊สทั้งสองชนิดนี้มีน้ำหนักเบา เมื่อได้รับพลังงานความร้อนจากโลกและรังสีดวงอาทิตย์ในขณะนั้นจะหลุดลอยออกสู่อวกาศ ครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านปี บรรยากาศของโลกเริ่มหนาแน่นไปด้วยแก๊สและไอน้ำที่ถูกขับออกมาจากภายในเปลือกโลกพร้อมกับการปะทุของภูเขาไฟ แก๊สดังกล่าวประกอบด้วยไฮโดรเจน ไอน้ำ มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะเดียวกันได้เริ่มมีการกลั่นตัวของไอน้ำในบรรยากาศ ทำให้มีมหาสมุทรเกิดขึ้น ลักษณะสำคัญของบรรยากาศของโลกในช่วงระยะเวลาที่กล่าวมาแล้ว คือ ไม่มีแก๊สออกซิเจนเป็นส่วนประกอบของบรรยากาศ
บรรยากาศของโลกได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่าง ๆ ไปตามกาลเวลา จนกระทั่ง เมื่อประมาณ ๓.๕ พันล้านปีที่ผ่านมา บรรยากาศมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไอน้ำ ไนโตรเจน และไฮโดรเจน เมื่อเวลาผ่านไป แก๊สออกซิเจนจึงเกิดมีขึ้น โดยพลังงานรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet-UV) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรังสีดวงอาทิตย์เข้าไปสลายพันธะอะตอมของโมเลกุลของน้ำ เกิดการแตกตัวออกมาเป็นอะตอมออกซิเจนและไฮโดรเจน แต่เนื่องจากไฮโดรเจน เป็นแก๊สที่มีน้ำหนักเบาจึงหลุดลอยไปในอวกาศ หลังจากนั้นจนถึงช่วงเวลาประมาณ ๔๐๐ ล้านปีที่ผ่านมานี้ แก๊สออกซิเจนในบรรยากาศได้สะสมเพิ่มขึ้น จนมีปริมาณมากเป็นสัดส่วนสำคัญของบรรยากาศ และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พืชสีเขียวซึ่งดำรงชีพโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงได้เริ่มปรากฏขึ้นบนโลก
ส่วนประกอบของบรรยากาศได้เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยตามกาลเวลา โดยกระบวนการ ทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ เช่น การหายใจของสัตว์หรือมนุษย์เป็นการนำแก๊สออกซิเจนออกจากบรรยากาศ ในเวลาเดียวกันก็ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ในขณะที่กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าทำปฏิกิริยาเคมีกับน้ำ แล้วปล่อยแก๊สออกซิเจนสู่บรรยากาศ นอกจากนี้แล้ว การปะทุของภูเขาไฟก็ส่งฝุ่นละอองจำนวนมากออกสู่บรรยากาศ นอกเหนือจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้ เล่ม 9
ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญในบรรยากาศของโลกเมื่อประมาณ 3.5 พันล้านปีที่ผ่านมา
ไอน้ำ
มีเทน
ไฮโดรเจน
คาร์บอนไดออกไซด์
“พนักงานในบริษัทแห่งหนึ่งตั้งรหัสผ่านและล็อกหน้าจอคอมพิวเตอร์ของที่ทำงานทุกครั้งก่อนพักกลางวัน”การกระทำของพนักงานคนดังกล่าวเป็นการป้องกันภัยคุกคามในข้อใด
Phishing
Phishing
Insider threat
Man-in-the-middle-attack
ข้อใดไม่ใช่วิธีป้องกันภัยคุกคามจาก Ransomware
สำรองข้อมูลไว้ใน USB หรือ Cloud เสมอ
ระวังการดาวน์โหลดไฟล์แนบจากอีเมลแปลก ๆ
อัปเดตโปรแกรมที่ใช้งานต่าง ๆ ให้ทันสมัยเสมอ
เลือกค้นคว้าข้อมูลเฉพาะเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย “https://”
ในปี 2568 Q3 ข้อมูลในข้อใดไม่ถูกต้อง
ประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 90%
ครัวเรือนมีคอมพิวเตอร์น้อยกว่าปี 2567
ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
ครัวเรือนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มลดลงทุกปี
ช่วงใดในปี 2567-2568 ที่ประชาชนที่ใช้อินเทอร์เน็ตและใช้โทรศัพท์มือถือมากเป็นลำดับที่ 2
2567 Q3
2567 Q4
2568 Q2
2568 Q3
ประชาชนที่มีระดับการศึกษาในข้อใดที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือมากที่สุด
อุดมศึกษา
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย
