wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

วิเคราะห์สังคมและศาสนาในชมพูทวีป

Total questions: 101

Worksheet time: 3hrs 56mins

Name
Class
Date
1.

วิเคราะห์สังคมชมพูทวีปและคติความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้าหรือสังคมสมัยของศาสดาที่ตนนับถือ

4 lines
2.

วิเคราะห์ข้อปฏิบัติทางสายกลางในพระพุทธศาสนาหรือแนวคิดของศาสนาที่ตนนับถือตามที่กำหนด

4 lines
3.

วิเคราะห์การพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาหรือแนวคิดของศาสนาที่ตนนับถือตามที่กำหนด

4 lines
4.

ชมพูทวีปคืออะไร?

a)

ชื่อดินแดนบริเวณที่เป็นที่ตั้งของหลายประเทศในอาณาเขตเอเชียใต้ในปัจจุบัน เช่น อินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบังกลาเทศ

b)

ทวีปที่อยู่ทิศใต้ของเขาพระสุเมรุเป็นที่อาศัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์

5.

ลักษณะของสังคมชมพูทวีปและคติความเชื่อทางศาสนาในสมัยก่อนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร?

4 lines
6.

ชนบทในชมพูทวีปสมัยพุทธกาลถูกแบ่งออกเป็นกี่ส่วน และเรียกว่าอะไรบ้าง?

a)

2 ส่วน: มัชฌิมชนบท และ ปัจจันตชนบท

b)

3 ส่วน: มัชฌิมชนบท, ปัจจันตชนบท, และ มหาชนบท

c)

4 ส่วน: มัชฌิมชนบท, ปัจจันตชนบท, มหาชนบท, และ ชนบทเล็ก

d)

1 ส่วน: มัชฌิมชนบท

7.

ชนบทที่เป็นศูนย์กลางการปกครองในชมพูทวีปสมัยพุทธกาลเรียกว่าอะไร?

a)

มัชฌิมชนบท

b)

ปัจจันตชนบท

c)

มหาชนบท

d)

ชนบทเล็ก

8.

แคว้นมคธในชมพูทวีปสมัยพุทธกาลมีเมืองหลวงชื่อว่าอะไร?

a)

เมืองราชคฤห์

b)

เมืองพาราณสี

c)

เมืองโกสัมพี

d)

เมืองสาวัตถี

9.

แคว้นมคธมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

ราชคฤห์

b)

พาราณสี

c)

สาวัตถี

d)

โกสัมพี

10.

เมืองหลวงของแคว้นเจตีคือเมืองใด?

a)

โสตถิวดี

b)

อินทปัตถ์

c)

จําปา

d)

มถุรา

11.

แคว้นกาสีมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

พาราณสี

b)

ราชคฤห์

c)

เวสาลี

d)

ตักศิลา

12.

เมืองหลวงของแคว้นกุรุคือเมืองใด?

a)

อินทปัตถ์

b)

โสตถิวดี

c)

จําปา

d)

โกสัมพี

13.

แคว้นอังคะมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

จําปา

b)

พาราณสี

c)

สาวัตถี

d)

โกสัมพี

14.

เมืองหลวงของแคว้นโกศลคือเมืองใด?

a)

สาวัตถี

b)

ราชคฤห์

c)

เวสาลี

d)

ตักศิลา

15.

แคว้นวัชชีมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

เวสาลี

b)

พาราณสี

c)

อินทปัตถ์

d)

จําปา

16.

เมืองหลวงของแคว้นมัลละคือเมืองใด?

a)

กุสินาราและปาวา

b)

โสตถิวดี

c)

สาวัตถี

d)

โกสัมพี

17.

แคว้นวังสะมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

โกสัมพี

b)

ราชคฤห์

c)

เวสาลี

d)

ตักศิลา

18.

เมืองหลวงของแคว้นปัญจาละคือเมืองใด?

a)

หัสดินปุระ

b)

พาราณสี

c)

อินทปัตถ์

d)

จําปา

19.

แคว้นมัจฉะมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

สาคละ

b)

ราชคฤห์

c)

เวสาลี

d)

ตักศิลา

20.

เมืองหลวงของแคว้นสุรเสนะคือเมืองใด?

a)

มถุรา

b)

โสตถิวดี

c)

สาวัตถี

d)

โกสัมพี

21.

แคว้นอัสสกะมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

โปตลี

b)

พาราณสี

c)

อินทปัตถ์

d)

จําปา

22.

เมืองหลวงของแคว้นอวันตีคือเมืองใด?

a)

อุชเชนี

b)

ราชคฤห์

c)

เวสาลี

d)

ตักศิลา

23.

แคว้นคันธาระมีเมืองหลวงชื่ออะไร?

a)

ตักศิลา

b)

พาราณสี

c)

อินทปัตถ์

d)

จําปา

24.

เมืองหลวงของแคว้นกัมโพชะคือเมืองใด?

a)

ทวารกะ

b)

โสตถิวดี

c)

สาวัตถี

d)

โกสัมพี

25.

ลักษณะคล้ายเมืองขึ้นหรือเมืองประเทศราชของแคว้นใหญ่

4 lines
26.

ระบอบการปกครองของแคว้นต่าง ๆ ในชมพูทวีปสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร

4 lines
27.

พระมหากษัตริย์ในแคว้นใหญ่มีบทบาทอย่างไร

a)

มีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์

b)

มีปุโรหิตเป็นที่ปรึกษาข้อราชการ

c)

ปฏิบัติตามทศพิธราชธรรม 10 และจักรวรรดิวัตร 12

28.

รัฐสภาที่เรียกว่า 'สัณฐาคาร' มีหน้าที่อะไร

a)

คณะกรรมการบริหารเลือกจากหัวหน้าครอบครัวใหญ่ ๆ

b)

ที่ประชุมวินิจฉัยตัดสินข้อราชการโดยลงมติเสียงข้างมาก

c)

จัดการข้อราชการในนิคมและคาม

29.

ระบบวรรณะในสังคมอินเดียถูกกำหนดโดยอะไร

a)

พระผู้เป็นเจ้า

b)

การศึกษา

c)

อาชีพการงาน

d)

ความสำเร็จในชีวิต

30.

กลุ่มที่ศึกษาคัมภีร์พระเวทมีหน้าที่อะไร

a)

ติดต่อกับเทวะและประกอบพิธีกรรม

b)

จัดการข้อราชการ

c)

ปกครองแคว้นใหญ่

31.

สีประจำวรรณะของกลุ่มที่ศึกษาคัมภีร์พระเวทคือสีอะไร

a)

สีขาว

b)

สีแดง

c)

สีเหลือง

d)

สีน้ำเงิน

32.

เกิดจากปากของพระพรหม กลุ่มที่ศึกษาคัมภีร์พระเวท มีหน้าที่ติดต่อกับเทวะและประกอบพิธีกรรม สีประจำวรรณะ คือ สีขาว

a)

สีขาว

b)

สีเหลือง

c)

สีแดง

d)

สีดำ

33.

เกิดจากโคนขาของพระพรหม คนส่วนใหญ่ในสังคม ประกอบอาชีพต่าง ๆ มักตีความว่าหมายถึง “พ่อค้า” สีประจำวรรณะ คือ สีเหลือง

a)

สีขาว

b)

สีเหลือง

c)

สีแดง

d)

สีดำ

34.

เกิดจากแขนของพระพรหม พวกนักรบ นักปกครอง สีประจำวรรณะ คือ สีแดง

a)

สีขาว

b)

สีเหลือง

c)

สีแดง

d)

สีดำ

35.

เกิดจากเท้าของพระพรหม ประกอบอาชีพกรรมกร ผู้ใช้แรงงาน ไม่มีสีประจำวรรณะ ใช้สีอื่น ๆ ที่ไม่มีความสดใส เช่น สีดำ สีเขียว

a)

สีดำ

b)

สีเขียว

c)

สีขาว

d)

สีเหลือง

36.

ชาวอินเดียจำนวนมากเกิดมาในวรรณะผสม ตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องวรรณะในอินเดีย เมื่อมีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาจะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เรียกว่า อัมพัษฐะ ชายวรรณะพราหมณ์หญิงวรรณะแพศย์

4 lines
37.

ชาวอินเดียจำนวนมากเกิดมาในวรรณะผสม ตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องวรรณะในอินเดีย เมื่อมีการแต่งงานข้ามวรรณะ บุตรที่เกิดมาจะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เรียกว่า อุคระ ชายวรรณะกษัตริย์หญิงวรรณะศูทร

4 lines
38.

ถ้าชายแต่งงานกับหญิงที่มีวรรณะต่ำกว่าบุตรจะมีชื่อเรียก เช่น เรียกว่า อุคระ ชายวรรณะกษัตริย์หญิงวรรณะศูทร

a)

อุคระ

b)

อัมพัษฐะ

c)

มาคธะ

d)

จัณฑาล

39.

ถ้าชายแต่งงานกับหญิงที่มีวรรณะต่ำกว่าบุตรจะมีชื่อเรียก เช่น เรียกว่า อัมพัษฐะ ชายวรรณะพราหมณ์หญิงวรรณะแพศย์

a)

อุคระ

b)

อัมพัษฐะ

c)

มาคธะ

d)

จัณฑาล

40.

ถ้าชายแต่งงานกับหญิงที่มีวรรณะสูงกว่าบุตรจะมีชื่อเรียก เช่น เรียกว่า มาคธะ ชายวรรณะแพศย์หญิงวรรณะกษัตริย์

a)

อุคระ

b)

อัมพัษฐะ

c)

มาคธะ

d)

จัณฑาล

41.

ถ้าชายแต่งงานกับหญิงที่มีวรรณะสูงกว่าบุตรจะมีชื่อเรียก เช่น เรียกว่า จัณฑาล ชายวรรณะศูทรหญิงวรรณะพราหมณ์

a)

อุคระ

b)

อัมพัษฐะ

c)

มาคธะ

d)

จัณฑาล

42.

ชาวอินเดียเชื่อว่าพระแม่คงคาเป็นผู้ให้กำเนิดสายน้ำคงคาซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

4 lines
43.

วรรณะพราหมณ์มีหน้าที่สั่งสอนศิลปวิทยาและทำพิธี

4 lines
44.

ชาวอินเดียเชื่อว่าพระแม่คงคาเป็นผู้ให้กำเนิดสายน้ำคงคาซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

4 lines
45.

วรรณะพราหมณ์มีหน้าที่อะไร

a)

สั่งสอนศิลปวิทยา

b)

ทำพิธีกรรมต่าง ๆ

c)

ค้าขาย

d)

ทำการเกษตร

46.

นิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระเกี่ยวข้องกับอะไร

4 lines
47.

คติความเชื่อที่เกิดจากธรรมชาติเช่นอะไร

a)

ฝนตก

b)

ฟ้าร้อง

c)

พายุ

d)

แผ่นดินไหว

48.

ชาวอินเดียมีความเชื่อว่าการได้อาบน้ำในแม่น้ำคงคาจะสามารถชำระล้างบาปได้อย่างไร

4 lines
49.

พระพรหมมีบทบาทอะไร

a)

สร้างโลก

b)

กำหนดชะตากรรมของมนุษย์

c)

ทำลายโลก

d)

ปกป้องมนุษย์

50.

มีความเชื่อเกี่ยวกับสถานภาพของโลกอย่างไร

a)

มีที่สิ้นสุด

b)

ไม่มีที่สิ้นสุด

51.

ชีวิตหลังความตายมีความเชื่ออย่างไร

a)

ตายแล้วเกิดอีก

b)

ตายแล้วไม่เกิด

52.

ชาวอินเดียมีความเชื่อว่าการได้อาบน้ำในแม่น้ำคงคา ซึ่งถือเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์ทางมวยผมพระศิวะ จะสามารถชำระล้างบาปที่ตนได้ก่อไว้ได้ทั้งหมด

4 lines
53.

พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและกำหนดชะตากรรมของมนุษย์

4 lines
54.

มีความเชื่อแตกต่างกัน เช่น สถานภาพของโลก : มีที่สิ้นสุดกับไม่สิ้นสุด ชีวิตหลังความตาย : ตายแล้วเกิดอีกกับตายแล้วไม่เกิด

a)

มีที่สิ้นสุด

b)

ไม่มีที่สิ้นสุด

c)

ตายแล้วเกิดอีก

d)

ตายแล้วไม่เกิด

55.

คนบางกลุ่มปลีกตนเข้าสู่ป่าเพื่อแสวงหาโมกษะ (ทางหลุดพ้น) และมีการตั้งตนเป็นเจ้าสำนักสอนลัทธิต่าง ๆ เช่น การทรมานกายให้ลำบากของลัทธินิครนถ์นาฏบุตร (ศาสนาเชนในปัจจุบัน)

4 lines
56.

นิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระมี 3 แนวทาง ได้แก่ โลกายตะการแสวงหาความสุขอย่างเต็มที่ พระพุทธศาสนาเรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค”

a)

โลกายตะ

b)

กามสุขัลลิกานุโยค

c)

มหาวีระ

57.

ตบวิธีการทำตนให้ลำบาก ทรมานตนเอง เพื่อทำให้กิเลสภายในจิตใจเหือดแห้งไป พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”

a)

อัตตกิลมถานุโยค

b)

ทรมานตนเอง

c)

ทำให้กิเลสเหือดแห้ง

58.

โยควิธีการฝึกจิตใจให้สงบ เพื่อให้พลังจิตควบคุมหรือบังคับกาย เพื่อให้ได้ฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ผู้ฝึกปฏิบัติวิธีนี้เรียกว่า “โยคี”

a)

โยคี

b)

ฌานสมาบัติ

c)

ฝึกจิตใจให้สงบ

59.

ชาวอินเดียมีความเชื่อว่าการได้อาบน้ำในแม่น้ำคงคา ซึ่งถือเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์ทางมวยผมพระศิวะ จะสามารถชำระล้างบาปที่ตนได้ก่อไว้ได้ทั้งหมด

4 lines
60.

พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและกำหนดชะตากรรมของมนุษย์

4 lines
61.

มีความเชื่อแตกต่างกัน เช่น สถานภาพของโลก : มีที่สิ้นสุดกับไม่สิ้นสุด ชีวิตหลังความตาย : ตายแล้วเกิดอีกกับตายแล้วไม่เกิด

a)

มีที่สิ้นสุด

b)

ไม่สิ้นสุด

c)

ตายแล้วเกิดอีก

d)

ตายแล้วไม่เกิด

62.

คนบางกลุ่มปลีกตนเข้าสู่ป่าเพื่อแสวงหาโมกษะ (ทางหลุดพ้น) และมีการตั้งตนเป็นเจ้าสำนักสอนลัทธิต่าง ๆ เช่น การทรมานกายให้ลำบากของลัทธินิครนถ์นาฏบุตร (ศาสนาเชนในปัจจุบัน)

4 lines
63.

นิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระมี 3 แนวทาง ได้แก่ โลกายตะการแสวงหาความสุขอย่างเต็มที่ พระพุทธศาสนาเรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค”

a)

โลกายตะการแสวงหาความสุขอย่างเต็มที่

b)

กามสุขัลลิกานุโยค

c)

การทรมานตนเอง

d)

การฝึกจิตใจให้สงบ

64.

วิธีการทำตนให้ลำบาก ทรมานตนเอง เพื่อทำให้กิเลสภายในจิตใจเหือดแห้งไป พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”

a)

อัตตกิลมถานุโยค

b)

กามสุขัลลิกานุโยค

c)

โยคี

d)

โมกษะ

65.

วิธีการฝึกจิตใจให้สงบ เพื่อให้พลังจิตควบคุมหรือบังคับกาย เพื่อให้ได้ฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ผู้ฝึกปฏิบัติวิธีนี้เรียกว่า “โยคี”

a)

โยคี

b)

อัตตกิลมถานุโยค

c)

กามสุขัลลิกานุโยค

d)

โมกษะ

66.

ชาวอินเดียมีความเชื่อว่าการได้อาบน้ำในแม่น้ำคงคา ซึ่งถือเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์ทางมวยผมพระศิวะ จะสามารถชำระล้างบาปที่ตนได้ก่อไว้ได้ทั้งหมด

4 lines
67.

พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและกำหนดชะตากรรมของมนุษย์

4 lines
68.

มีความเชื่อแตกต่างกัน เช่น สถานภาพของโลก : มีที่สิ้นสุดกับไม่สิ้นสุด ชีวิตหลังความตาย : ตายแล้วเกิดอีกกับตายแล้วไม่เกิด

a)

มีที่สิ้นสุด

b)

ไม่สิ้นสุด

c)

ตายแล้วเกิดอีก

d)

ตายแล้วไม่เกิด

69.

คนบางกลุ่มปลีกตนเข้าสู่ป่าเพื่อแสวงหาโมกษะ (ทางหลุดพ้น) และมีการตั้งตนเป็นเจ้าสำนักสอนลัทธิต่าง ๆ เช่น การทรมานกายให้ลำบากของลัทธินิครนถ์นาฏบุตร (ศาสนาเชนในปัจจุบัน)

4 lines
70.

นิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระมี 3 แนวทาง ได้แก่ โลกายตะการแสวงหาความสุขอย่างเต็มที่ พระพุทธศาสนาเรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค”

a)

กามสุขัลลิกานุโยค

b)

อัตตกิลมถานุโยค

c)

ฌานสมาบัติ

71.

ตบวิธีการทำตนให้ลำบาก ทรมานตนเอง เพื่อทำให้กิเลสภายในจิตใจเหือดแห้งไป พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”

a)

กามสุขัลลิกานุโยค

b)

อัตตกิลมถานุโยค

c)

ฌานสมาบัติ

72.

โยควิธีการฝึกจิตใจให้สงบ เพื่อให้พลังจิตควบคุมหรือบังคับกาย เพื่อให้ได้ฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ผู้ฝึกปฏิบัติวิธีนี้เรียกว่า “โยคี”

a)

โยคี

b)

นิครนถ์

c)

มหาวีระ

73.

ทรมานตนเอง เพื่อทําให้กิเลสภายในจิตใจเหือดแห้งไป พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”

4 lines
74.

โยควิธีการฝึกจิตใจให้สงบ เพื่อให้พลังจิตควบคุมหรือบังคับกาย เพื่อให้ได้ฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ผู้ฝึกปฏิบัติวิธีนี้เรียกว่า “โยคี”

4 lines
75.

ชาวอินเดียมีความเชื่อว่าการได้อาบน้ําในแม่น้ําคงคา ซึ่งถือเป็นแม่น้ําศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสวรรค์ทางมวยผมพระศิวะ จะสามารถชําระล้างบาปที่ตนได้ก่อไว้ได้ทั้งหมด

4 lines
76.

พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและกําหนดชะตากรรมของมนุษย์

4 lines
77.

มีความเชื่อแตกต่างกัน เช่น -สถานภาพของโลก : มีที่สิ้นสุดกับไม่สิ้นสุด -ชีวิตหลังความตาย : ตายแล้วเกิดอีกกับตายแล้วไม่เกิด

4 lines
78.

คนบางกลุ่มปลีกตนเข้าสู่ป่าเพื่อแสวงหาโมกษะ (ทางหลุดพ้น) และมีการตั้งตนเป็นเจ้าสํานักสอนลัทธิต่าง ๆ เช่น การทรมานกายให้ลําบากของลัทธินิครนถ์นาฏบุตร (ศาสนาเชนในปัจจุบัน)

4 lines
79.

นิครนถ์นาฏบุตรหรือมหาวีระมี 3 แนวทางได้แก่ โลกายตะการแสวงหาความสุขอย่างเต็มที่ พระพุทธศาสนาเรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค”

4 lines
80.

ตบวิธีการทําตนให้ลําบาก ทรมานตนเอง เพื่อทําให้กิเลสภายในจิตใจเหือดแห้งไป พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อัตตกิล”

4 lines
81.

โลกายตะการแสวงหาความสุขอย่างเต็มที่ พระพุทธศาสนาเรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค”

4 lines
82.

วิธีการทําตนให้ลําบาก ทรมานตนเอง เพื่อทําให้กิเลสภายในจิตใจเหือดแห้งไป พระพุทธศาสนาเรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”

4 lines
83.

วิธีการฝึกจิตใจให้สงบ เพื่อให้พลังจิตควบคุมหรือบังคับกาย เพื่อให้ได้ฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ผู้ฝึกปฏิบัติวิธีนี้เรียกว่า “โยคี”

4 lines
84.

พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออย่างงมงายไร้เหตุซึ่งสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ที่จะเชื่อในเรื่องใดต้องมีการพิสูจน์ ตามหลักพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ยอมรับความรู้จากประสบการณ์ซึ่งมีการพิสูจน์โดยผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

4 lines
85.

วิทยาศาสตร์มุ่งเน้นแสวงหาความจริงด้านวัตถุ พระพุทธศาสนา เน้นการแสวงหาความจริงด้านจิตใจ

4 lines
86.

อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ เพียงเพราะ... ได้ยินได้ฟังตามๆกันมา

a)

ข่าวเล่าลือ

b)

ได้ยินได้ฟังตามๆกันมา

c)

เดาเอาเอง

d)

อ้างตํารา

e)

ยึดถือสืบๆกันมา

87.

วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ คิดแบบมีเหตุผล เช่น พิจารณาว่าที่เป็นสุข หรือเป็นทุกข์นี้ เกิดขึ้นโดยมีอะไรเป็นปัจจัย ต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร

4 lines
88.

วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คือ การคิดจำแนกแยกแยะองค์รวมของสิ่งต่างๆ ออกเป็นองค์ย่อย ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยเหล่านั้นว่ามีความเกี่ยวเนื่องกัน

4 lines
89.

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร

4 lines
90.

วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คือ การคิดจำแนกแยกแยะองค์รวมของสิ่งต่างๆ ออกเป็นองค์ย่อย ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อยเหล่านั้นว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

4 lines
91.

วิธีแบบสามัญลักษณะ คือ คิดแบบไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกขัง มีแต่ความทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่แน่นอน

4 lines
92.

วิธีคิดแบบอริยสัจ คือ การพิจารณาปัญหาว่าคืออะไร (ทุกข์) มีอะไรเป็นสาเหตุ (สมุทัย) เป้าหมายของการแก้ปัญหาคืออะไร (นิโรธ) หนทางเพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นอย่างไร (มรรค)

4 lines
93.

วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คือ การคิดแบบสัตบุรุษอันเป็นคุณสมบัติของคนดี คือ คิดตามหลักการและความมุ่งหมาย รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักบุคคล รู้จักชุมชน

4 lines
94.

วิธีคิดแบบเห็นคุณเห็นโทษและเห็นทางออก คือ มองในเชิงคุณค่าว่าสิ่งนั้นๆ มีคุณในแง่ไหน มีโทษในด้านใด แล้วก็พิจารณาหาทางออก

4 lines
95.

คิดแบบคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คือ รู้จักแยกแยะสิ่งดีสิ่งชั่ว

4 lines
96.

วิธีคิดแบบเห็นคุณเห็นโทษและเห็นทางออก คือ มองในเชิงคุณค่าว่าสิ่งนั้นๆ มีคุณในแง่ไหน มีโทษในด้านใด แล้วก็พิจารณาหาทางออก

4 lines
97.

คิดแบบคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คือ รู้จักแยกแยะสิ่งดีสิ่งชั่ว สิ่งแท้จริงสิ่งปลอมอย่างมีเหตุผล

4 lines
98.

วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คือ คิดหาประโยชน์ในการกระตุ้น และส่งเสริมความดี

4 lines
99.

วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน คือ คิดอยู่ในปัจจุบัน ไม่รำพึงถึงอดีต และไม่กังวลถึงอนาคต

4 lines
100.

วิธีคิดแบบวิภัชชวาท คือ คิดแบบรอบด้าน แยกแยะ มองสิ่งต่างๆ ในหลายๆ มุมมองอย่างละเอียดรอบคอบ

4 lines
101.

การคิดแบบโยนิโสมนสิการทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมา สรุปได้ว่า คือการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และคิดเพื่อให้เกิดการกระทำที่เป็นกุศล แบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอน การระบุปัญหา การตั้งสมมติฐาน การทดลอง รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผล

4 lines