wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Chapter 6: Health Literacy and the Double Burden of Disease

Total questions: 15

Worksheet time: 8mins

Name
Class
Date
1.

จากข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยที่เผชิญ “ภาระโรคคู่” ข้อใดเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ดีที่สุดว่าทำไมระบบสุขภาพจึงต้องเพิ่มการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาพในประชาชนวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว

a)

เพื่อให้เข้าถึงคำแนะนำสุขภาพอย่างมีวิจารณญาณและตัดสินใจได้ดี

b)

เพื่อทดแทนบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนในทุกพื้นที่

c)

เพื่อยกเลิกการรักษาพยาบาลโรคติดต่อตามโรงพยาบาลทั้งหมด

d)

เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาโซเชียลมีเดียด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น

2.

สมมติว่าชุมชนหนึ่งลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อได้ แต่ยังมีอัตราตายจาก NCDs สูง แนวทางใดต่อไปนี้สอดคล้องกับแนวคิดภาระโรคคู่

a)

ให้ความสำคัญเฉพาะการคัดกรองโรคใหม่ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

b)

รอข้อมูลจากต่างประเทศก่อนแล้วค่อยเริ่มรณรงค์ทั้งหมด

c)

หยุดทุกงบประมาณด้านโรคติดเชื้อและทุ่มให้ NCDs

d)

สร้างโปรแกรมป้องกันทั้งวัคซีนและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ

3.

จากบทเรียนกล่าวถึงโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ข้อใดเป็นตัวอย่างของโรคอุบัติซ้ำที่เกิดจากเชื้อที่เคยหายไปแล้วกลับมาระบาดอีกครั้ง

a)

โควิด-19 ที่เพิ่งตรวจพบครั้งแรกในปี 2019

b)

ไวรัสอีโบลาเกิดสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรก

c)

โรคชนิดใหม่ Mpox เพิ่งได้รับการเฝ้าระวัง

d)

ไข้หวัดนก H5N1 กลับมาระบาดในมนุษย์

4.

จากเนื้อหาเรื่อง NCDs ข้อใดอธิบายความเชื่อมโยงของพฤติกรรมการใช้ชีวิตกับโรคไม่ติดต่อได้เหมาะสมที่สุด

a)

การเดินทางข้ามประเทศบ่อยทำให้เกิดโรคหัวใจทันที

b)

การบริโภคอาหารไม่สมดุลเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังระยะยาว

c)

สภาพอากาศชื้นทำให้โรคมะเร็งแพร่จากคนสู่คน

d)

พฤติกรรมเร่งด่วนในภาวะวิกฤตทำให้ติดเชื้อไวรัสง่ายขึ้น

5.

นักศึกษาพบผู้ป่วยวัยรุ่นมีไข้สูงเฉียบพลัน 2–7 วัน ปวดศีรษะแรง ปวดกล้ามเนื้อ กระบอกตา คลื่นไส้ และมีจุดเลือดออกตามผิวหนังเล็กน้อย จากข้อมูลใดต่อไปนี้จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดในช่วงระยะวิกฤตของโรคไข้เลือดออกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน?

a)

ให้ยาลดไข้แอสไพรินและออกกำลังกายเบา

b)

เฝ้าสังเกตอาการ ชดเชยสารน้ำอย่างเหมาะสม

c)

กระตุ้นให้กินยาลดไข้สเตียรอยด์ทันที

d)

ให้ยาปฏิชีวนะและดื่มเครื่องดื่มอัดลมมาก

6.

แนวคิด “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” สำหรับควบคุมยุงลายช่วยลดความเสี่ยงโรคใดมากที่สุดเมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในชุมชน?

a)

โควิด-19และวัณโรค

b)

ไข้เลือดออกและชิคุนกุนยา

c)

ไข้หวัดธรรมดาและไซนัสอักเสบ

d)

ไข้หวัดใหญ่และคางทูม

7.

ในบริบทวัยรุ่นไทย ข้อใดเป็นตัวอย่างของ “ช่องว่างระหว่างความรู้และพฤติกรรม” ที่เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย

a)

ไม่รู้ว่า STIs แพร่ทางเพศและไม่ใช้ถุงยาง

b)

เข้าใจผิดว่า STIs รักษาไม่ได้ทั้งหมด

c)

รู้ว่า STIs แพร่ทางเพศและใช้ถุงยางเสมอ

d)

รู้ว่า STIs แพร่ทางเพศแต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเสี่ยงเลยไม่ป้องกัน

8.

จากข้อมูลความชุกของ STIs ในกลุ่มอายุ 15–24 ปี แนวทางใดเหมาะสมที่สุดเพื่อปิดช่องว่างการสื่อสารกับคู่นอน

a)

ฝึกทักษะเจรจาใช้ถุงยางและซ้อมบทสนทนา

b)

เพิ่มบทลงโทษผู้ไม่ใช้ถุงยางในโรงเรียน

c)

แจกแผ่นพับข้อมูลโรคให้มากขึ้นอย่างเดียว

d)

รอให้คู่นอนเริ่มพูดก่อนทุกครั้งเสมอ

9.

จากตารางพฤติกรรมยอดฮิต ข้อใดอธิบายความเชื่อมโยงที่ถูกต้องระหว่างนิสัยกับปัจจัยเสี่ยงต่อกลุ่มอาการเมตาบอลิก

a)

นั่งเรียนต่อเนื่องยาวทำให้กิจกรรมทางกายมากขึ้นและเผาผลาญดีขึ้น

b)

อดนอนอ่านหนังสือทำให้ภูมิคุ้มกันสูงและความดันลดลง

c)

กินขนมกรุบกรอบทำให้บริโภคโซเดียมเพิ่มและไขมันทรานส์สูง

d)

ดื่มกาแฟเย็นทำให้คอร์ติซอลลดลงและไขมันดีเพิ่มขึ้น

10.

นักศึกษาที่นั่งหน้าจอนาน ๆ มีความเสี่ยงระยะยาวใดเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากพฤติกรรมนิ่ง

a)

ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นและไขมันในเลือดลดลง

b)

ความดันโลหิตต่ำถาวรและกล้ามเนื้อใจโต

c)

มะเร็งปากมดลูกลดลงและเบาหวานลดลง

d)

โรคอ้วนและปวดหลังเรื้อรังร่วมกับหลอดเลือด

11.

ข้อความสรุปลักษณะอาการ ต่อไปนี้ข้อใดช่วยแยกภาวะซึมเศร้าจากโรควิตกกังวลได้ดีที่สุด

a)

นอนไม่หลับเฉพาะคืนก่อนสอบสำคัญ

b)

หิวบ่อยขึ้นหลังออกกำลังกายช่วงเย็น

c)

ความคิดมองโลกในแง่ลบต่อเนื่องหลายสัปดาห์

d)

ใจเต้นเร็ว เหงื่อออกเมื่อเผชิญความกดดัน

12.

ข้อใดเป็นตัวอย่างวิธีการที่เหมาะสมเพื่อจัดการความเครียดจากปัญหาความสัมพันธ์

a)

เพิ่มชั่วโมงอ่านหนังสือทุกคืนจนดึกจะได้ไม่ต้องคุยกับใคร

b)

งดมื้ออาหารเช้าเพื่อประหยัดเวลาเรียนหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คน

c)

ฝึกเทคนิคหายใจลึกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สร้างสติอยู่กับปัจจุบัน

d)

เลี่ยงการพูดคุยกับเพื่อนสนิท เพื่อป้องกันการทะเลาะกัน

13.

นักศึกษามีตารางเรียนแน่นและนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ต้องการป้องกันออฟฟิศซินโดรม ควรวางแผนใช้หลักการป้องกันระดับใดเป็นอันดับแรก

a)

การรักษาเมื่อเกิดโรครุนแรงแล้วทันที

b)

การป้องกันระดับตติยภูมิ เน้นฟื้นฟูสมรรถภาพ

c)

การป้องกันระดับทุติยภูมิ เน้นคัดกรองโรค

d)

การป้องกันระดับปฐมภูมิ เน้นลดปัจจัยเสี่ยง

14.

สูตรโภชนาการ 6:6:1 สำหรับคนวัย 19-26 ปี ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อได้ดีที่สุดเมื่อจับคู่กับกิจกรรมทางกายแบบใด

a)

เดินเบา 60 นาทีหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์

b)

วิ่งหนักอย่างน้อย 30 นาทีทุกวันตลอดสัปดาห์

c)

ยกน้ำหนักทุกวันรวม 60 นาทีต่อสัปดาห์

d)

แอโรบิกรวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

15.

จากภาพตารางรายการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ข้อใดเป็นการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจเลือกตรวจที่เหมาะสมสำหรับชายอายุ 22 ปี สุขภาพทั่วไปดี ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะ

a)

ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดหนึ่งครั้งช่วงอายุ 15-34 ปี

b)

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกปีตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

c)

ตรวจไขมันในเลือดทุกปีตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

d)

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 3 ปีตั้งแต่อายุ 30 ปี